ทำไม

ความจริงมักจะมากับความไม่สวยงาม อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องวิเคราะห์กันก่อน

มนุษย์เรามีความไม่สมบูรณ์เป็นเรื่อง ธรรมชาติ ส่วนเรื่องที่ผิดธรรมชาติ คือการไปสู่ความสมบูรณ์แบบ งดงามทุกกระเบียด กริ๊บทุกตารางเมตร ความเพอร์เฟ็กต์นั้นเป็นเรื่องที่มนุษย์ ต้องออกแรงสร้างมันขึ้นมา ที่ใช้คำว่า ‘ออกแรง’ ก็เพราะว่า มันผิดธรรมชาติ มันต้องใช้ระเบียบ อันแข็งแกร่งในการสร้าง ความสมบูรณ์นั้นขึ้นมา

ลองสังเกตโบสถ์วัดต่างๆ ที่มีการแกะสลักมากมายหรือก่อสร้างแบบ อลังการใหญ่โตวิจิตรนั้น ล้วนได้มาจากหยาดเหงื่อแรงงานของคนจำนวนมาก ได้มาจากช่วงเวลาการสร้างหลายร้อยปี หรืออาจจะได้มาจากเลือดเนื้อของ คนงานที่ต้องพลีชีพเพื่อความงามทุกเหลี่ยมมุมที่เจ้าของงานจินตนาการไว้

แต่ก็นั่นแหละครับ ใครจะอยากปล่อยให้ตัวเองดูไม่ดี ทุกคนก็อยากแต่งสวย แต่งหล่อเป็นธรรมชาติ (ทั้งๆ ที่ผิดธรรมชาติ) ธรรมชาติของมนุษย์เราจริงๆ ก็คือสภาพเพิ่งตื่นนอน หน้าสด นั่นแหละ ซึ่งสุดท้ายคนที่รักกันมากๆ และอยาก จะแต่งงานกัน ก็ต้องรับสภาพหน้าสดหลังตื่นนอนของแต่ละคนให้ได้ เพราะนั่น คือความจริงที่คุณจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ (ซึ่งบางทีหน้าสดก็สวยกว่าหน้าแต่งนะ)

ที่เกริ่นนำมาขนาดนี้ เพราะอยากจะทำความเข้าใจว่า ทำไมคนยุคนี้ถึงชอบ ไปท่องเที่ยวแนวเรียลๆ เละๆ จนกลายเป็นเทรนด์การเที่ยวแบบใหม่อีกอย่างของ ยุคนี้ เที่ยวสวยๆ สบายๆ อยู่ดีๆ ทำไมไม่ชอบ

โดยโหมดปกติแห่งการโปรโมตการท่องเที่ยวแล้ว แน่นอนว่าเราย่อมอยาก โชว์สิ่งที่ดีที่สุดในประเทศ

ว่าง่ายๆ ถ้าสมมุติว่ามีแขกมาเยี่ยมเยียนบ้านผม ยังไงผมก็ต้องจัดบ้าน กันสักหน่อยละครับ คงไม่ปล่อยเละเทะรกสัดๆ เหมือนดั่งปกตินิสัยหรือตาม ธรรมดาของทุกๆ วัน

ดังนั้น จึงเป็นปกติสามัญของทุกๆ ชาติที่จะต้องโชว์ภาพความสะอาดสะอ้าน ของเมืองตัวเอง หรือถ้ามีภาพถ่ายสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญก็จะต้องเป็นมุมที่สวย ที่สุด ถ่ายต้องแสงเย็นๆ พระอาทิตย์กำลังจะตก ถ้ายังไม่สวยพอก็ใช้โฟโตชอป แต่งเข้าไป เร่งสีเร่งวุ้นกันเข้าไปอีก ตรงไหนมืดไป ก็เพิ่มความสว่างเข้าไปอีก บางทีเพิ่มจนพระอาทิตย์จะมี 2 ดวงอยู่ละ ตรงไหนของภาพขยะเยอะก็ลบออก คนต่างชาติมาเห็นรูปนี้เข้าไปก็ตกใจว่า โอ้....ประเทศนี้ มีที่ที่เป็นสวรรค์แบบนี้ อยู่ด้วยเหรอ พอบินมาเที่ยวจริงๆ โห! ทำไมแม่งโคตรเละ ทำไมไม่เหมือนกับ ที่เห็นในกูเกิลเลย

นี่เรายังไม่นับไอ้โรงแรมหรือที่พักประเภทใช้เลนส์ไวด์ถ่ายห้องพัก ทำให้ ห้องรูหนูกลายเป็นห้องนอนของสุลต่าน กว้างสุดๆ ด้วยอานุภาพของเลนส์ Canon และ Nikon หรือการถ่ายภาพแบบเจาะเฉพาะมุมที่จะตัดความขี้เหร่รอบๆ ออกได้

จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่อยุคนี้มีอินเทอร์เน็ตแล้ว เวลาผู้คนเสิร์ชข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นซื้อของหรือท่องเที่ยว ผู้คนเลือกที่จะฟังเสียงจากลูกค้ากันเอง หรืออ่านคอมเมนต์ของนักท่องเที่ยวจริงๆ ซึ่งมันก็มักจะได้อะไรที่ ‘จริงๆ’ กว่าที่เว็บไซต์เจ้าของสินค้าและสถานที่บรรยายสรรพคุณเอาไว้ บางครั้งรีวิวที่ นักท่องเที่ยวหรือผู้บริโภคเขียนไว้นั้นแม้จะไม่สวยงามหรือด่าเละ แต่จุดที่ไม่ชอบ บางอย่างของคนคนหนึ่ง ก็กลับเป็นสิ่งที่คนคนหนึ่งรับได้ (เช่น คนหนึ่งบอกว่า สถานที่นี้แดดร้อนมากๆ เลย แต่อีกคนอาจจะชอบเพราะว่าอยากตากแดด อาบแดดอยู่แล้ว ก็เลยกลายเป็นข้อดีไป) กลายเป็นว่าการบรรยายสรรพคุณ แบบเรียลๆ เนี่ย เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องการ เพราะเอาเข้าจริงแล้วก็ไม่มีใครอยากถูกหลอก หรอกครับ คือว่าง่ายๆ ถ้าบ้านจนก็บอกว่าบ้านจน อย่าโกหกว่ารวย เพราะสุดท้ายพอไปเห็นบ้านจริง มันก็คือบ้านจนอยู่ดี...แต่บางทีการที่เธอบ้านจน มันก็ไม่ได้เป็นปัญหาเท่าไหร่นะ เราโอเค

ยุคนี้เลยเป็นยุคแห่งการเสพข้อมูลเรียลๆ เราจะหลีกห่างศูนย์นักท่องเที่ยวของประเทศต่างๆ เพราะเราจะรู้สึกว่ามันไม่เรียล และมันก็ไม่ลึกพอ เราเลือกที่จะอ่านบล็อกของคนที่เคยไปเที่ยวประเทศนั้น มาแล้วมากกว่า เพราะมันบ้านกว่าและลึกกว่า บล็อก- เกอร์นักท่องเที่ยวเหล่านั้นมักจะได้เห็นในสิ่งที่ศูนย์ ข้อมูลท่องเที่ยวไม่เคยกล่าวถึง (อาจจะคิดว่าเพราะ มันไม่สวยหรือไม่น่ามองหรือไม่น่าสนใจ) แต่บางที มันกลับน่าสนใจมากกว่าสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของ เมืองนั้นอีก

นอกจากนี้พวกข้อมูลการท่องเที่ยวจากบล็อกเกอร์ บางครั้งเราสามารถระบุความสนใจส่วนตัวของเราไปได้ เช่น เราอยากทัวร์ร้านหนังสือเล็กๆ ในเมืองนี้ เราก็ เสิร์ชหาคนที่คล้ายๆ เรา เราก็จะสามารถเลือกสไตล์การ ท่องเที่ยวที่เหมาะกับเราได้ (ซึ่งศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว ก็ให้เราไม่ได้เช่นกัน)

ถ้าเป็นเรื่องการดูสภาพบ้านเมืองต่างๆ ของ ประเทศนั้นๆ แบบจริงๆ เราก็มักจะเลือกดูจากเว็บไซต์ เก็บภาพและแชร์ภาพอย่าง Flickr เพราะเราจะได้ภาพ จากกล้องของนักท่องเที่ยวจริงๆ มา คือขอเห็นภาพ ถนนหนทางบ้านๆ จริงๆ ไปก่อนเลย จะได้ปรับจิตถูก ก่อนไปเที่ยว เพราะเวลาดูรูปแบบกูเกิลชอบให้ภาพถนน หนทางสวยงาม แต่พอไปเห็นจริงๆ ชอบธรรมดา ทำไม ถนนมันเหมือนถนนบ้านกูเลยวะ ไม่เห็นเอ็กโซติคเลย

เทรนด์นี้นำมาซึ่งการไปหาที่พักแนว Airbnb คือ พักกับบ้านคน Local จริงๆ บางทีก็จะลำบากหน่อย เพราะการไปพักบ้านคนจริงๆ ก็จะต้องนัดเวลากับ เจ้าของบ้าน บางครั้งเตียงนอนไม่ค่อยสบายบ้าง หรือ ข้างห้องแม่งเสียงดังตลอดเวลา อีกทั้งห้องเจ้าของบ้าน อยู่ชั้น 7 ในตึกที่ไม่มีลิฟต์ แม้ว่ามันจะไม่สะดวกสบาย เหมือนการพักโรงแรม แต่มันก็เรียลกว่า (แกๆ ฉันได้ มาพักในบ้านคนฝรั่งเศสจริงๆ นะเว่ย) ถึงมันจะเละๆ หน่อยก็เถอะนะ

เทรนด์เรียลๆ นี้จึงเติบโตอย่างรวดเร็วตาม ความเร็วของอินเทอร์เน็ตที่ทำให้เจ้าของบ้าน Local ติดต่อกับนักท่องเที่ยวต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบายโดยที่ ไม่ต้องขึ้นกับโรงแรมใดๆ และทำให้นักท่องเที่ยวได้เห็น ภาพจริงของประเทศนั้นๆ ประกอบการตัดสินใจในการ เดินทาง รวมทั้งยอมรับข้อบกพร่องของสถานที่นั้นๆ ก่อนที่จะเดินทางไป ช่วยให้รู้สึกมั่นอกมั่นใจก่อนไป ได้มากขึ้น ราวกับมีเพื่อนสนิทมาให้ข้อมูลและคุย ให้ฟัง ซึ่งแน่นอนว่าเราย่อมเชื่อเพื่อนเรามากกว่า คนแปลกหน้าคนอื่นๆ (ที่คล้ายๆ เซลล์ขายทัวร์) อยู่แล้ว

และจากเทรนด์เรียลๆ มันก็ค่อยๆ ถูกพัฒนา กลายเป็นเทรนด์เละๆ...หมายถึงว่า เที่ยวที่สวยงาม มันไม่สนุกอีกต่อไปแล้ว แม่งต้องเที่ยวที่เละๆ ยิ่งเละ ยิ่งดี ยิ่งรั่วยิ่งสนุก ยิ่งสกปรกยิ่งจริง ยิ่งตั๋วเครื่องบินถูกลงเท่าไหร่ นักท่องเที่ยวก็มีแนวโน้มว่าจะอายุลดลงเรื่อยๆ กลายเป็นว่านักท่องเที่ยวัยรุ่นเกลื่อนเมือง เกลื่อนโลก แน่นอนว่าเด็กพวกนี้เวลาเที่ยวก็ไม่ได้อยากจะไปสถานที่ที่มันทัวริสตี้มากนัก พวกเขาต้องการ พักง่ายๆ ถูกๆ เมาๆ สนุกๆ (เวลาพูดถึงเมืองไทย ชาวต่างชาติจึงมักนึกถึงถนนข้าวสาร สีลม พัฒน์พงษ์ ซอยคาวบอย และซอยนานามากกว่าสถานที่พระๆ ที่อื่นในเมืองไทย) พวกเขาอาจจะไม่ได้อยากมากิน ยาดองหรือซื้อบริการหญิงใดๆ บางทีพวกเขาก็แค่อยากมาเดินผ่าน มองไฟนีออนสะท้อนแสงข้างทาง ดูโหลยาดองที่ฝาปิดมันสีสวยดี

เพราะว่าอะไร? เพราะของเหล่านี้เหมือนเป็นของที่ทางการปกปิดและไม่ให้คนอื่นดู ซึ่งสำหรับ วัยรุ่นแล้ว อะไรที่ยิ่งปิด ก็ยิ่งอยากดู เพราะเราจะรู้สึกว่านั่นคือของจริง ตัวตนจริงๆ ว่าง่ายๆ คือ มันคือสภาพหน้าสดของประเทศนั้นๆ นั่นเอง

เป้าหมายแห่งการท่องเที่ยวของโลกจึงไม่ได้รวมศูนย์อยู่ที่นิวยอร์ก ปารีส ลอนดอน โตเกียว หรือ กรุงเทพฯ อีกต่อไป เพราะประเทศฮิตๆ ที่กำลังจะมา มักจะประกอบไปด้วย เม็กซิโก แอฟริกาใต้ โมร็อกโก เนปาล อินเดีย อียิปต์ บราซิล และอื่นๆ ที่เป็นประเทศแนวกำลังพัฒนาทั้งหลาย ก็เพราะว่ามันกำลังพัฒนา นี่แหละ มันเลยเรียลๆ เละๆ ถ้าเกิดมันพัฒนาไปเรียบร้อยแล้ว ไอ้สภาพเละๆ ก็คงโดนปกปิดอีกครั้งหนึ่ง

หลายคนอาจจะคิดในใจว่าไอ้ความเรียลเละที่ว่านี่มันงดงามยังไง พวกนายแค่อยากจะแนวๆ ติสท์ๆ รึเปล่า คำตอบคือว่า มันอาจจะไม่ได้งดงามหรือสวยสำหรับทุกคน (เพราะความสวยเป็นเรื่องปัจเจก) แต่แน่นอนว่า ไอ้เมืองเละๆ พวกนี้มีลักษณะเฉพาะตัวและมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอยู่สูง ก็เพราะมัน ยังไม่เจริญมากนัก ยังไม่ถูกปรับให้กลายเป็นเมืองการค้าที่แสนปลอดภัย ซึ่งถ้ามันเจริญเมื่อไหร่ รับรอง ว่าหน้าตาของเมืองเหล่านั้นก็จะไม่ได้แตกต่างจากนิวยอร์ก ปารีส ลอนดอน โตเกียว หรือกรุงเทพฯ ว่าง่ายๆ คือมันยังไม่ถูกทำให้เป็นสากลนั่นเอง

แต่แม้ว่านักท่องเที่ยวจะต้องการเละแค่ไหน สิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวมักจะลืมไปคือ บางครั้งสถานที่นั้น ยิ่งเละเท่าไหร่คุณก็ต้องยิ่งระวังตัว ยิ่ง Local เท่าไหร่ คุณยิ่งเป็นคนแปลกหน้าของสถานที่นั้นมากขึ้น หลายคนอยากไปเที่ยวสลัมคลองเตยแห่งรีโอเดจาเนโร เพราะดูในรูปแล้วขยะเป็นตันๆ เรียงตัวกัน เป็นกำแพงสวยงามมาก หรืออยากไปลองพิสูจน์ถนนที่มีการค้ายาแห่งออสเตรียซึ่งได้ข่าวว่าคนแถวนั้น แต่งตัวกันชิคมาก และบางคนอยากไปเมืองที่มีการสู้รบกันกลางเมืองอย่างยูเครน เพราะซากตึกที่เละเทะนั้น ทำให้รับรู้ได้ถึงการต่อสู้ทางการเมืองของผู้คนที่นั่นมากจริงๆ คือดูในภาพมันก็สวยดีหรอก แต่พอให้ไปเดิน จริงๆ อาจจะเอาชีวิตไม่รอดกัน อาจจะโดนปล้น โดนแทง หรือโดนยิงโดยไม่รู้ตัว นี่คืออีกคมดาบหนึ่งที่มา พร้อมกับความสวยงามในสถานที่เรียลๆ เละๆ คือมันอยู่เหนือการควบคุมดูแลจากส่วนกลาง หรือแถวนั้น อาจจะไม่มีไฟทางส่องให้คุณเดินกลับโรงแรมหรือที่พักยามดึก

อาจจะเป็นเรื่องที่บาลานซ์ได้ยาก กับการที่จะทำให้สถานที่ที่เละนั้นดูปลอดภัยมากขึ้น แต่ต้องไม่ทำให้ ปลอดภัยมากซะจนสูญเสียความเละ ส่วนกลางจะควบคุมอย่างไรให้มันพอดี หรือจริงๆ ไม่ต้องควบคุม แค่แนะนำและเตือนนักท่องเที่ยวก่อนที่พวกเขาจะตัดสินใจเดินทางเข้าไปยังโซนนั้น เพราะเอาเข้าจริง สิทธิแห่งการท่องเที่ยวก็ไม่ควรถูกจำกัดหรือถูกข่มขู่โดยใครทั้งนั้น เพราะบางครั้งนักท่องเที่ยวอาจจะเป็น ทหารเก่า ก็เลยไม่กลัวที่จะเข้าไปเที่ยวในประเทศที่มีการรบรากันอยู่

จริงๆ แล้วมันอาจจะยังไม่ต้องไปถึงจุดนั้นก็ได้ เอาแค่เวลาถ่ายรูปสถานที่ท่องเที่ยวหรือแนะนำที่พัก อะไรก็ตาม แค่พูดกันตามจริง ยอมรับข้อบกพร่องกันจริงๆ หรือพัฒนาสถานที่นั้นๆ ให้ดีจริงๆ จนไม่ว่า ถ่ายรูปจากมุมไหนเวลาใดก็ดูสวยโดยธรรมชาติ แค่นั้นก็อาจจะแสดงความจริงใจในการเชื้อเชิญผู้คน มาท่องเที่ยวได้แล้ว

จะเรียกง่ายๆ ว่า ‘หน้าสดแต่ก็ยังสวย’ ก็ไม่ผิดนัก และนั่นคือวิธีการที่ธรรมชาติที่สุด


 

เรื่อง : นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

TAT TOURISM JOURNAL 4/2014
TAT Tourism Journal 4/2014