เมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีสองสามีภรรยาชาวโปแลนด์ เสียชีวิตในระหว่างการพา ครอบครัวไปท่องเที่ยวประเทศโปรตุเกส

ถ้าเป็นเมื่อก่อน การเดินทางท่องเที่ยวไปต่างบ้านต่างเมืองแล้วเสียชีวิต อาจจะไม่ใช่เรื่อง แปลกประหลาด เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าอาจจะมีอันตรายหลายอย่างที่ต้องเผชิญ แต่สำหรับข่าวนี้ กลับกลายเป็นข่าวที่แชร์กันสะพัด เพราะในยุคสมัยของโซเชียลมีเดีย สาเหตุการเสียชีวิตของ นักท่องเที่ยว คือพวกเขาพยายามถ่ายภาพเซลฟีที่ริมหน้าผา Cabo da Roca แล้วก็พลัดตก ลงไปพร้อมกัน 

 

สิ่งที่น่าเศร้ากว่านั้น คือในเหตุการณ์นี้มีลูกชาย 2 คนของพวกเขา กำลังยืนอยู่ตรงหน้า

ข่าวนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญและแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว ในปัจจุบัน มันกลายเป็น เรื่องใกล้ตัวเข้ามาทันที เพราะเราแทบทุกคนเคยถ่ายเซลฟี และมีหลายคนที่ชอบเอามากๆ ด้วย เรารู้อยู่แก่ใจว่ามันไร้สาระ แถมในบางสถานการณ์นั้น การถ่ายเซลฟียิ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต เช่น การถ่ายระหว่างการขับขี่ยานพาหนะ หรือเข้าไปในบริเวณที่เสี่ยงอันตราย

เมื่อเดือนเมษายน หรือเพียงแค่ 4 เดือนก่อนหน้านั้น ก็มีข่าวดังทำนองเดียวกันนี้ เด็กสาว ชาวรัสเซียอายุ 17 ปี เสียชีวิตจากการพยายามถ่ายเซลฟี บนสะพานทางรถไฟเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ที่ยกสูงขึ้นจากระดับพื้นถนนข้างล่าง 30 ฟุต

เธอปีนขึ้นไปในเวลากลางคืน เพื่อจะให้ได้วิวทางรถไฟยามค่ำคืนเป็นฉากหลัง แล้วเกิด พลั้งพลาดเสียหลัก ด้วยระดับความสูงเท่านี้ เธออาจจะเพียงแค่บาดเจ็บและไม่ถึงกับเสียชีวิต ถ้าเธอไม่ไปคว้าเอาสายไฟแรงสูง 1,500 โวลต์บนนั้น จนถูกไฟช็อตเสียชีวิตก่อนร่างจะตกลงมา สู่พื้นดิน

คำถามคือ...ในฐานะของนักท่องเที่ยว ทำไมเราต้องไปให้เกินขอบเขตของความปลอดภัย ?

และในฐานะของผู้ใช้โซเชียลมีเดีย...ทำไมเราต้องถ่ายภาพเซลฟี เพื่อสื่อให้คนอื่นเห็นว่า เรากล้าท้าความตาย ?

Extreme Tourism

ก่อนอื่น เราลองมาดูรายละเอียดในข่าวของหนังสือพิมพ์ Mirror ประเทศอังกฤษ โดย ดอน แมคเคย์ นำเสนอข่าวเด็กสาว ชาวรัสเซียที่เสียชีวิตนี้ และเพิ่มเติมเนื้อหาโดยไปสัมภาษณ์ มาร์ติน วอยซ์ นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยมิวนิก

มาร์ติน วอยซ์ บอกว่าพฤติกรรมหลายอย่างของคนเรา ถูกขับดันจากความปรารถนาต่อความอันตราย ภาพถ่ายบุคคล บนรางรถไฟ มีความหมายแฝงลึกซึ้งกว่าเพียงแค่ใช้ทางรถไฟสวยๆ เป็นฉากหลัง แต่ฉากหลังนั้นแสดงนัยยะถึงความอันตราย ที่คนเราลึกๆ แล้วล้วนชื่นชอบ

ดังนั้น ภาพถ่ายเซลฟีที่เรานิยมแชร์กันในโซเชียลมีเดีย นอกจากเพื่ออวดมื้ออาหารยั่วน้ำลาย ความร่ำรวยหรูหราน่าอิจฉา ความสุขสนุกสนานเหนือกว่าเพื่อนคนอื่นแล้ว ลึกๆ แล้วมันยังเป็นการประชันขันแข่งกันในวงเพื่อนออนไลน์ ว่าใครจะสามารถ ไปให้ถึงสถานการณ์อันตราย ล่อแหลม และสุดขั้วได้มากกว่ากัน

สองสามีภรรยาชาวโปแลนด์ที่กล่าวถึงข้างต้น ตามเนื้อหาข่าวระบุว่า พวกเขาได้ออกไปยืนถ่ายเซลฟีนอกเขตเครื่องกีดขวาง ที่ทางการของโปรตุเกสทำไว้ป้องกันนักท่องเที่ยวพลัดตก ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวนิยมไปยืนถ่ายภาพที่จุดนี้ เพราะถือเป็น แลนด์มาร์กสำคัญสำหรับการถ่ายภาพเป็นที่ระลึก และก็น่าแปลกใจที่มักจะมีคนละเมิดกฎความปลอดภัยอยู่บ่อยๆ โดยออกไป เกินเขตเครื่องกีดขวาง

หน้าผา Cabo da Roca ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘สุดขอบของทวีปยุโรป’ นักท่องเที่ยวมักจะเดินออกนอกเขตไปถ่ายภาพ เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนไปได้ไกลกว่าคนอื่น ตนไปจนถึง ‘สุดขอบ’ มากกว่าคนอื่น

คล้ายกับกรณีของสถานที่ท่องเที่ยวใน ประเทศไทย อย่างภูกระดึงที่มีผาหล่มสักและ ผานกแอ่น จุดถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นยอดนิยม ภูชี้ฟ้า จังหวัดเชียงราย ที่มียอดหน้าผาสูงและ ยื่นออกไป น้ำตกเหวสุวัต เขาใหญ่ เป็นจุดที่ นักท่องเที่ยวมักจะไปยืนถ่ายรูป และไปแสดง กิจกรรมโลดโผนเสี่ยงตายอื่นๆ เพื่อถ่ายรูป

ความโลดโผนเสี่ยงตาย กลายเป็น แฟนตาซีประการหนึ่งของการท่องเที่ยว ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากป๊อปคัลเจอร์มากมาย รอบตัว นักท่องเที่ยวต้องการจะออกจาก ความซ้ำซากจำเจในชีวิตประจำวัน โดยสร้างสถานการณ์แปลกใหม่ ไม่คุ้นเคย ออกจากพื้นที่ ปลอดภัยของตัวเอง ในวันหยุดพักผ่อน กิจกรรม ท่องเที่ยวก็มีแนวโน้มที่จะต้องแปลกใหม่ขึ้นไป ออกไปไกลมากขึ้น และมีเรื่องราวหรือตำนานประกอบ ที่โลดโผนโจนทะยานมากขึ้น ความต้องการของ นักท่องเที่ยว ไปไกลจนถึงจุดที่เรียกว่าเป็น Extreme Tourism

Extreme Tourism เป็นการท่องเที่ยวแนวใหม่ ที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวข้องกับ การเดินทางไปยังสถานที่อันตราย ป่า เขา ถ้ำ ทะเลทราย หรือประเทศที่มีสงคราม หรือการเข้าร่วมงานเทศกาล แปลกๆ ของท้องถิ่น นอกจากนี้ยังรวมถึงการเดินทาง เพื่อไปร่วมทำกิจกรรมกีฬาหรือการออกกำลังกาย ที่เป็นแนวเอ็กซ์ตรีม บางครั้งก็เรียกการท่องเที่ยว แนวนี้ว่า Shock Tourism

ทั้งหมดทั้งปวงนี้ ก็เพื่อให้เกิดความตื่นเต้นเร้าใจ กว่าการท่องเที่ยวแบบปกติ ที่เน้นความปลอดภัย ความสะดวกสบาย สนุกสนาน ความเป็นมิตร ตัวอย่าง Extreme Tourism ที่ได้รับความนิยมก็เช่นทัวร์เมือง เชอร์โนบิล เดินข้ามสะพานไม้บนภูเขาหัวซาน

บทความเรื่อง How Far Will You Go? จาก The Guardian โดย แพทริค บาร์คแฮม วิเคราะห์ว่า คนเราในทุกวันนี้ ออกเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ เพียงเพราะความอยากรู้อยากเห็น ไม่ใช่เพราะเรื่อง ปัญหาการเมือง สงคราม เศรษฐกิจปากท้อง และ ความขาดแคลนแบบคนในสมัยก่อน

Extreme Tourism เกิดขึ้นจากความอยากรู้ อยากเห็น ของกลุ่มชนชั้นสูงหรือชนชั้นกลาง ที่สะสม ความมั่งคั่งไว้ได้มากพอ ที่จะมีวันหยุดเพื่อทำกิจกรรม พักผ่อนหย่อนใจ และความอยากรู้อยากเห็นของ คนกลุ่มนี้ คือความต้องการเรียนรู้ตัวเองเป็นสำคัญ เพราะชีวิตประจำวันของพวกเขาที่ต้องทำงานในเมืองใหญ่ ทำให้ติดอยู่กับวัตถุนิยม บริโภคนิยม และความทันสมัย ในสังคมมากเกินไป

คนกลุ่มนี้มีความเชื่อที่ฝังหัวมาตั้งแต่ยุคฮิปปี้หรือ ทศวรรษ 1960-1970 แล้ว ว่าการเดินทางไปสัมผัส วัฒนธรรมอื่น ที่มีความดั้งเดิมกว่า เก่าแก่กว่า ธรรมชาติ บริสุทธิ์กว่า และปราศจากเทคโนโลยีใหม่ๆ จะทำให้ ได้รับบทเรียนที่สามารถช่วยให้กลับคืนสู่ตัวตนที่แท้จริง ของตนเองได้ แบบเดียวกับวงดนตรีเดอะบีเทิลส์ ที่เคยเดินทางไปอินเดียเพื่อศึกษาปรัชญาตะวันออก

การเดินทางท่องเที่ยวแบบผจญภัยสุดขั้ว มักจะทำให้เรา ได้เรื่องราว ภาพถ่าย และของที่ระลึกที่เหนือกว่า เจ๋งกว่า สามารถนำกลับมาอวดคนทางบ้านได้เหมือนกับถ้วยรางวัล แพทริค บาร์คแฮม เรียกการท่องเที่ยวแบบนี้อีกชื่อหนึ่งว่า Trophy Tourism เพราะมันจะทำให้นักท่องเที่ยวมีความภาคภูมิใจ ราวกับไปได้ชัยชนะอะไรมา

ยิ่งไปกว่านี้ ในยุคสมัยของโซเชียลมีเดีย การท่องเที่ยว แบบที่นักท่องเที่ยวสามารถออนไลน์อินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ทุกที่ ทุกเวลา และการแชร์เนื้อหาได้ทันทีที่ต้องการ ทำให้เรา สามารถนำเสนอเรื่องราว ภาพถ่าย และของที่ระลึก ได้แบบ เรียลไทม์ เพื่อให้ได้รับถ้วยรางวัลนั้นแบบทันทีทันใด ก็จะยิ่ง เป็นการสร้างเงื่อนไข กระตุ้นให้เราข้ามไปยังเขตแดนแห่ง ความอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ 

Camera and Death

กล้องไม่ได้ทำหน้าที่แค่บันทึกภาพ แต่เจตนาในการจัดเฟรมภาพ การเลือกวินาทีกดชัตเตอร์ รวมไปถึงการโพสท่าทาง และการตระเวนหาฉากหลังมาประกอบ เต็มไปด้วยความตั้งใจในการสื่อความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง

ในการท่องเที่ยว กล้องรุ่นใหม่ๆ ในท้องตลาด ที่นักท่องเที่ยวกำลังนิยมใช้กัน สามารถบ่งบอกถึงรูปแบบการท่องเที่ยว ของยุคสมัยปัจจุบันได้ชัดเจน

ยกตัวอย่างเช่น กล้องแบบ GoPro ที่ให้ภาพนิ่งและวิดีโอแบบคมชัดสูง มีขนาดเล็กและสามารถนำมาติดตั้งกับร่างกาย ตามจุดต่างๆ เปิดค้างไว้แบบนั้นโดยไม่ต้องไปควบคุมอะไร เพื่อถ่ายทำกิจกรรมต่างๆ ตลอดเวลา ด้วยมุมภาพเดียวกับที่สายตา เราเห็น

นอกจากนี้ กล้องถ่ายภาพยังกลายเป็นออพชั่นสำคัญในโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีติดตัวไว้ตลอดเวลา พร้อมกับความสามารถในการเชื่อมต่อสื่อสาร เทคโนโลยีของกล้องมีพัฒนาการไปไกล มากกว่าการกดชัตเตอร์บันทึกภาพไว้ แล้วรอสิ้นสุดการเดินทางกลับมาถึงบ้านค่อยนำไปส่งร้านแล็บเพื่อล้างอัด

สิ่งที่กล้องรุ่นใหม่ๆ เหล่านี้ ได้บันทึกและนำออกมาแชร์เผยแพร่นั้นคือภาพแบบใด เราจะพบคำตอบเมื่อเปิดเข้าไปในโซเชียล มีเดียแบบประจำวัน เราจะเห็นแนวโน้มว่าเพื่อนๆ เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมกีฬาเอ็กซ์ตรีมและการท่องเที่ยวแบบผจญภัยมากขึ้น เรื่อยๆ เช่น การกระโดดร่ม กระโดดบันจีจัมพ์ ขี่จักรยานบนทางวิบาก ขับรถแข่งความเร็วสูง ฯลฯ

จิตวิทยาของกล้องเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับพฤติกรรมของเรา คอนเซ็ปต์เรื่อง Gaze ของ ฌาค ลากอง เสนอว่าตั้งแต่ในวัยเด็ก เริ่มรู้ความ สำนึกเกี่ยวกับตัวตนของเราค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมา จากความ รู้สึกว่าตัวเราแยกออกจากสิ่งอื่นๆ รอบตัว และตัวเรากลายเป็นสิ่งที่ ถูกจ้องมองตลอดเวลา

ดังนั้น ตลอดทั้งการเดินทางท่องเที่ยวนอกจากการที่เราเป็นผู้ออกไป มองสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แล้ว เรายังรู้สึกลึกๆ ตลอดเวลาว่าคนอื่นกำลัง มองดูภาพถ่ายท่องเที่ยวของเรา

นอกจากนี้ ยังมีคอนเซ็ปต์เกี่ยวกับการจ้องมองอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น Male Gaze ของ ลอรา มัลเวย์ เสนอว่าการมองนั้นเกี่ยวข้องกับอำนาจและความรุนแรง โลกภาพยนตร์ทำให้การมองเป็นอำนาจของผู้ชาย ผู้หญิงตกอยู่ในสภาพของวัตถุที่ถูก จ้องมอง

กล้องมีส่วนในการลดความรุนแรงได้ เช่นกล้องวงจรปิดของรัฐที่ติดตั้งไว้ในสถานที่ สาธารณะ เพื่อใช้สอดส่องประชาชน เมื่อเราตกอยู่ภายใต้การสอดส่อง จะรู้สึกสิ้นไร้อำนาจ ต้องระมัดระวังตัว และไม่กล้ากระทำความรุนแรงหรืออาชญากรรมใดๆ

แต่ในทางตรงกันข้าม กล้องก็มีส่วนเร่งเร้าให้เกิดความรุนแรงมากขึ้น เช่น ในรายการทีวี ประเภทเรียลลติ ี้ เมื่อผ้เู ข้ารว่ มรายการร้สู ึกตวั ว่าเปน็ ผ้แู สดง ที่มีผชู้ มกำลังจอ้ งมองอยู่ เขาจึงตอ้ งการ จะมีบทบาทสำคัญในรายการ ก็มักจะระเบิดอารมณ์และใช้ความรุนแรงมากกว่าภาวะปกติ

สิ่งที่เราใช้กล้องบันทึกไว้ ส่วนใหญ่เป็นสถานการณ์พิเศษกว่าในชีวิตประจำวันปกติ ซึ่งไม่ต้องแปลกใจ ถ้ามันจะเกี่ยวข้องกับความรุนแรง เช่นการขับรถไปบนท้องถนน แล้วบังเอิญเห็นอุบัติเหตุร้ายแรง สิ่งแรก ที่คนส่วนใหญ่ทำคือชะลอรถเพื่อมุง แล้วนำกล้องโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพเอาไว้ มากกว่าที่จะลงไป ช่วยเหลือ

กล้องเปลี่ยนแปลงเราไปจนถึงจุดที่ ถ้าไม่มีความรุนแรงใดๆ ไม่มีเหตุการณ์น่าตื่นเต้น ให้เราถ่ายทำ เราก็จะพยายามจัดสร้างสถานการณ์ความรุนแรงขึ้นมาด้วยน้ำมือของ เราเอง

ยกตัวอย่างเช่นข่าวที่เราเห็นกันบ่อย เมื่อเด็กนักเรียนรุมทำร้ายเพื่อน แล้วถ่ายคลิปวิดีโอเอาไว้ นี่คือส่วนหนึ่งของเทรนด์ Happy Slapping หรือ การกลั่นแกล้งคนแปลกหน้าในที่สาธารณะ แล้วแอบถ่ายคลิปวิดีโอไว้ เพื่อนำออกแชร์แบบเป็นเรื่องสนุกสนาน เหมือนกับในรายการเรียลลิตี้ทีวี ประเภทดาราจำเป็น หรือ Jackass, Dirty Sanchez และ Bumfights

กล้องจะค่อยๆ จูงให้เราเดินเข้าไปสู่สถานการณ์ที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ใกล้เข้าไปเรื่อยๆ นอกจาก จะเป็นการบันทึกภาพอุบัติเหตุของคนอื่น หรือการกระทำรุนแรงต่อคนอื่น เราก็สามารถสร้างภาพถ่ายแห่งความรุนแรง ด้วยการลงมือกระทำต่อตัวเอง ใช้ตัวเองเป็นผู้แสดง ผ่านการท่องเที่ยวรูปแบบ Extreme Tourism

คำถามคือ...ในฐานะของนักท่องเที่ยว ทำไมเราต้องไปให้เกินขอบเขตของความปลอดภัย ?

และในฐานะของผู้ใช้โซเชียลมีเดีย...ทำไมเราต้องถ่ายภาพเซลฟี เพื่อสื่อให้คนอื่นเห็นว่าเรากล้าท้าความตาย?

เมื่อมีกล้องอยู่ในมือ เมื่อรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกจ้องมองตลอดเวลา และเมื่อรู้สึกว่าความอันตรายคือถ้วยรางวัลที่ต้องไขว่คว้า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่สามารถเดินทางกลับสู่บ้าน กลับสู่ชีวิตปกติ พร้อมกับถ้วยรางวัลของพวกเขา ในขณะที่ นักท่องเที่ยวบางคน เหลือไว้เพียงข่าวที่น่าเศร้า แต่กลับถูกแชร์กันอย่างตลกขบขันในโลกโซเชียลมีเดีย


 

เรื่อง : วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

TAT TOURISM JOURNAL 4/2014
TAT Tourism Journal 4/2014