การท่องเที่ยวนี้มีหลากหลายรูปแบบ จุดหมาย ปลายทางก็กว้างไกลกว่าที่คนเราคิดกันมากมายนัก การท่องเที่ยวแบบหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นมานานแล้ว (อย่างน้อยๆ ก็น่าจะหลายร้อยปี) แต่เพิ่งจะมา ‘บูม’ เอาเมื่อไม่นานมานี้ คือการท่องเที่ยวไปในสถานที่ ที่เกิด ‘หายนะ’ ขึ้นกับอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ หรือชีวิตผู้คน ก็ตาม

 บางคนเรียกการท่องเที่ยวแบบนี้ว่า Dark Tourism หรือการท่องเที่ยว ในด้านมืดของมนุษย์ บางคนเรียกว่า Grief Tourism หรือการท่องไปใน ความโศกเศร้า (ของคนอื่น-และในหลายกรณีก็ของตัวเองด้วย) บางคน เรียกว่า Thanatourism ซึ่งไม่ใช่ธนทัวร์แบบภาษาไทยที่แปลว่าเที่ยวด้วย เงิน แต่มาจาก Thanatos ในภาษากรีก ที่หมายถึงความตายอันรุนแรง เมื่อนำมารวมกับการท่องเที่ยว จึงเป็นการเที่ยวทัวร์เพื่อยลโฉมความตาย อันแรงร้ายของใครบางคน จนบางคนต้องเรียกการท่องเที่ยวแบบนี้ว่า เป็น Black Tourism หรือการท่องเที่ยวสีดำกันเลยทีเดียว !

มีการศึกษาวิจัยด้านการท่องเที่ยวมาตั้งแต่ปี 1996 พบว่า การท่องเที่ยวแบบหนึ่งเริ่มได้รับความนิยมขึ้นมา เรียกว่าการท่องเที่ยว เพื่อดูสถานที่ที่เคยเกิดเหตุการณ์สงครามต่างๆ (เรียกว่า War Tourism)

ถ้าคุณเคยไปปราสาทเอดินบะระในสกอตแลนด์ คุณจะพบว่า ในช่วงปีหลังๆ นี้มีการจัดโซนใหม่เปิดเป็นนิทรรศการใน (อดีต) คุกใต้ดิน ของตัวปราสาท ซึ่งเคยใช้เป็นที่คุมขังนักโทษและเชลยศึกต่างๆ ตั้งแต่ เมื่อหลายร้อยปีก่อน และมีคนตายทับถมกันอยู่ในนั้นมากมายโดยไร้ชื่อ เพราะส่วนใหญ่คือ ‘ทหารเลว’ ที่ไม่มีใครคิดว่าควรค่าแก่การจดจำ จารึกอะไร

ประวัติศาสตร์ส่วนนี้ของปราสาทเอดินบะระ เคยถูกเมินเฉยอยู่นานปี ผู้คนไปปราสาทแห่งนี้ เพื่อชื่นชมความงามของเครื่องกกุธภัณฑ์ทั้งหลาย ไปดูวูบวับของเพชรบนยอดมงกุฎ และกระซิบ กระซาบกันถึงปริศนาแห่งราชวงศ์หลายเรื่อง แต่ เพิ่งไม่กี่ปีมานี้เองที่เกิดการเปิดส่วนแสดงใหม่ เรียกว่า Prisoners of War หรือ ‘เชลยศึก’ ซึ่ง ต้องเดินลึกลงไปยังชั้นบนสุดของชั้นใต้ดิน ภายใน มีการจำลองชีวิตความเป็นอยู่ของเชลยศึกที่รันทด หดหู่ ทุกอย่างสกปรกเก่าขาด ความเป็นอยู่เหมือน ไม่ใช่มนุษย์ ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน ต้องขลุกอยู่ กับความโสโครกนานาชนิด แออัดยัดเยียด จึงทำให้ มีคนล้มตายเพราะติดโรคต่างๆ จากกันและกัน เป็นจำนวนมากในระยะเวลาอันยาวนาน

ส่วนจัดแสดงนั้นไม่ธรรมดา เพราะมีการ จำลองบรรยากาศให้ขนลุกน่าสะพรึงกลัว อาทิเช่น เปลที่นักโทษนอนอยู่นั้น บางเปลก็จะไกวขึ้นมาได้ เองโดยไม่มีใครมายืนอยู่ใกล้ๆ ทำให้นักท่องเที่ยว ตกอกตกใจ บางคนก็ถึงขั้นร้องกรี๊ดออกมา และ ต้องปรารภกันว่า-เป็นฝีมือของวิญญาณนักโทษ หรือเป็นกลไกที่ตั้งใจจัดแสดงกันแน่

แค่ส่วนจัดแสดงยังน่ากลัวถึงเพียงนั้น แต่ ใกล้ๆ กันนั้นยังมีประตูกั้นลูกกรงเหล็ก ข้างในเป็น บันไดทอดยาวลงไปใต้ดินลึกลิ่ว มองลงไปเห็นพื้นที่ มีเศษฟางสกปรกกองอยู่ นั่นคือ ‘ชีวิตจริง’ ของคน ทีอยู่ลึกลงไปใต้ดินอีกชั้นหนึ่ง นักท่องเที่ยวบางคน เอามือถือเปิดเป็นไฟฉายส่องลงไป ยิ่งทำให้เกิด บรรยากาศขนพองสยองเกล้า ยิ่งเมื่อคิดว่าเคยมี คนอยู่ที่นี่จริงๆ ทุกข์ทรมานจริงๆ และตายจริงๆ ด้วยแล้ว ก็ยิ่งเพิ่มรสชาติเอร็ดให้กับการท่องเที่ยว เข้าไปอีกสามระดับครึ่ง

War Tourism แบบทัวร์ย้อนอดีตเหมือนที่ปราสาทเอดินบะระนั้น มีให้ชมอีกมากมายหลายที่ ในอเมริกาเองนั้น เมืองอันเป็นสถานที่ จุดประกายให้เกิดสงครามกลางเมือง (Civil War) ระหว่างฝ่ายเหนือ กับฝ่ายใต้ อย่างเมือง Harpers Ferry ซึ่งถูกทิ้งร้างไม่มีใครอยู่ ก็ถูก นำมาจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์กันทั้งเมือง ทำให้ผู้ชมได้เข้าไปสัมผัสกับ ประวัติศาสตร์ยุคนั้นอย่างเต็มที่ สมจริง เพราะได้ย่ำเท้าอยู่ในที่ที่เคย เกิดเหตุการณ์จริง

War Tourism แบบย้อนอดีตที่สำคัญที่สุดเห็นจะไม่มีที่ไหนเกินหน้า กรุงเบอร์ลิน ที่ซึ่งเคยเกิดเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่สอง และมีตัว ละครเอกอย่างฮิตเลอร์ ซึ่งเชื่อกันว่าเสียชีวิตอยู่ในบังเกอร์ที่นั่น รวมถึง การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว อันเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงและสะเทือนใจ คนไปทั้งโลก

อย่างไรก็ตาม War Tourism ทั้งที่เอดินบะระ, เบอร์ลิน และที่ Harpers Ferry นั้น ยังไม่ถูกจัดว่าเป็น Black Tourism (อย่างน้อยก็ ไม่เป็นเช่นนั้นเต็มรูปแบบ) เพราะส่วนใหญ่แล้วผู้ที่ไปเยี่ยมชมไม่ได้ ไปด้วยสำนึกแบบกระหายจะเสพความรุนแรง ส่วนใหญ่มักไปเพื่อการ เรียนรู้มากกว่า แต่ในปัจจุบันต้องบอกว่าน่าประหลาดใจที่เกิดกระแสการ ท่องเที่ยวแบบใหม่ ‘ล้ำหน้า’ กว่า War Tourism ไปอีกขั้น

นิตยสาร Atlantic รายงานถึงทัวร์แบบใหม่นี้ว่า ตัวอย่างที่ชัดเจนมาก เกิดขึ้น ณ ที่ราบสูงโกลาน บริเวณนั้นมี ‘จุดชมวิว’ อยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งหากเกิดการสู้รบในสงครามกลางเมืองซีเรียขึ้นมาเมื่อไหร่ พบว่าจะมี ฝูงชนมานั่งดูการรบมากมายเสมอ

คุณอาจสงสัยว่า-ใครหนอ มานั่งชม ‘ความตาย’ ของผู้คนได้เช่นนี้

คำตอบก็คือ พื้นที่ตรงนั้นเป็นเขตแดนของอิสราเอล และ ‘ผู้ชม’ ที่มา ‘ดูโชว์’ ดังกล่าว ก็คือชาวอิสราเอล พื้นที่ตรงนั้นเป็นชายแดน ระหว่างอิสราเอลกับซีเรีย โดย The Atlantic รายงานว่า นายทหารของ อิสราเอลที่เกษียณแล้วคนหนึ่ง ตอนนี้เปลี่ยนงานมาทำทัวร์ด้วยการพา คนขึ้นไปยัง ‘จุดชมวิว’ แห่งนี้ในยามที่เกิดการสู้รบ เพื่อดูการนองเลือด

“คนที่มาที่นี่บอกว่าเป็นทัวร์ที่น่าสนใจ” นายทหารคนนั้นบอก “พวกเขารู้สึกเหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของสงคราม ดูเสร็จแล้วก็กลับบ้าน ไปบอกเพื่อนๆ ว่า ฉันได้มาที่ชายแดนและเห็นการรบด้วย”

ที่จริงแล้วจากจุดชมวิวนั้นไม่ได้ถึงขั้นเห็นเลือดเห็นเนื้อหรอก บางที อาจเห็นเพียงควันและการระเบิดอยู่ไกลๆ เท่านั้น จะว่าไปมันไม่ใช่ที่ ที่น่าสนใจอะไรเท่าไหร่ (ไม่เหมือนการจัดนิทรรศการหรือพิพิธภัณฑ์ที่มี การคิดมาแล้วว่าจะดึงดูดใจนักท่องเที่ยวอย่างไรบ้าง) แต่ทว่าความรู้สึก ว่าได้อยู่ใน ‘เหตุการณ์จริง’ ได้เป็นผู้ ‘เห็น’ เหตุการณ์จริงนั่นต่างหาก ที่ทำให้คนสนใจและอยากพาตัวเองมาที่นี่ โดยในเวลาเดียวกันก็รู้ว่า การอยู่ตรงนี้จะปลอดภัย เพราะอยู่หลังเขตกันชน ทำให้มีคนมาที่นี่ วันละหลายร้อยคนเพื่อชม ‘การแสดง’ ดังกล่าว

“ผมบอกพวกนักท่องเที่ยวว่า พวกอัลไกด้ากำลังส่องกล้องมอง พวกคุณอยู่นะ” นายทหารคนนั้นว่า “พวกเขาฮือฮากันใหญ่ มันเหมือน มีก้อนหินตกลงมาจากดวงจันทร์เลย”

คุณสงสัยไหมว่า ทำไมถึงมีคนอยากไปเสพ ‘ความรุนแรง’ ที่เกิดขึ้น ‘จริง’ มีคนตายจริง เจ็บจริง และมีการสูญเสียเกิดขึ้นจริงเหล่านี้

มีการศึกษาพบว่าเกิดจากหลายเหตุผล อย่างแรกสุดก็คือ คนเรา เดินทางได้ง่ายขึ้น การท่องเที่ยวแบบเดิมๆ ที่ไปเพื่อพบเห็นสิ่งสวยงามและ ความรื่นรมย์นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะนักท่องเที่ยวเริ่มเบื่อหน่าย และไม่ตื่นเต้นกับการท่องเที่ยว ดังนั้นจึงต้องการแสวงหาความตื่นเต้น ใหม่ และการเดินทางเฉียดเข้าไปในอาณาเขตของความกลัวนั้น ก็ทำให้ การท่องเที่ยวมีรสชาติมากขึ้น แต่มีข้อแม้ว่าที่สุดแล้วจะต้องปลอดภัยด้วย

ตลาดท่องเที่ยวในแบบ Black Tourism นั้น แม้จะเติบโตไม่มากนัก แต่เติบโตอย่างคงที่ ไม่หดตัวเล็กลง ผู้คนตระเวนไปดูสถานที่ต่างๆ ที่เคยเกิดโศกนาฏกรรม เช่น ไปดูกราวนด์ซีโรของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ หรือเมื่อเกิดไฟไหม้ผับในอาร์เจนตินาจนมีผู้เสียชีวิตเกือบสองร้อยราย ในที่สุดสถานที่เกิดเหตุก็กลายเป็นที่ที่นักท่องเที่ยว ‘ต้อง’ มาดู ทั้งนี้ ก็เพราะสถานที่เหล่านี้กลายเป็นข่าว จึงพกพา ‘ความดัง’ อยู่ในตัว ในอัตราส่วนที่มากพอสมควร เมื่อนักท่องเที่ยวกลับบ้านไปแล้ว สามารถ ไปบอกเล่าให้เพื่อนฝูงฟังได้ว่าไปที่ไหนมาบ้าง ถ้าเป็นสถานที่ที่ดัง แต่คนยังไม่นิยมไป ก็จะได้รับคำชื่นชมจากเพื่อนฝูง ทำให้ Black Tourism ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ในระดับลึก มีผู้วิเคราะห์ว่าการได้ไปชมสถานที่โศกนาฏกรรม นั้นมีผล ‘เยียวยา’ เราอยู่ข้างใน นั่นคือทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าตัวเอง โชคดีที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากับโศกนาฏกรรมเช่นนั้น แม้กระทั่งผู้ที่ผ่าน เหตุการณ์นั้นมาด้วยตัวเอง อาทิเช่นทหารผ่านศึกที่นิยมเดินทางไปเยือนอดีตสนามรบหรืออนุสรณ์สงครามที่ตนเคยเข้าร่วมรบนั้น แม้จะ เจ็บปวดและเศร้าหมองที่ได้เห็นเพื่อนๆ ตายจากไป แต่ลึกๆ แล้วก็ รู้สึกว่าตัวเองโชคดีไปพร้อมกันด้วย

ที่จริงแล้ว Black Tourism ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น ทว่าตั้งแต่ศึก วอเตอร์ลู, สงครามเกตตีสเบิร์ก แล้ว ที่สนามรบมี ‘ผู้ชม’ กระหายใคร่รู้ มาดูกันเป็นกลุ่มๆ รวมถึงการที่ โทมัส คุก พาคนไปดูการแขวนคอ ที่คอร์นวอลล์ในศตวรรษที่ 18 ด้วย แต่สิ่งใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นก็คือ เกิดการ ‘ทำมาค้าขาย’ (Commercialization) กับการท่องเที่ยว ประเภทนี้ มีการจัดทัวร์กันเป็นเรื่องเป็นราว และที่สำคัญก็คือ มันได้รับความนิยมมากขึ้นถึงขั้นมีการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาเลยทีเดียว เรียกว่า Dark Tourism Institute (dark-tourism.org.uk) ก่อตั้ง ขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวแบบนี้โดยเฉพาะ

ที่จริงแล้ว โครงสร้างของ Black Tourism นั้น มีผู้วิเคราะห์ว่า มีจุดโฟกัสที่แตกต่างกันไป โดยทั่วไปสามารถแบ่งจุดโฟกัสออก เป็นคู่ๆ ได้สามคู่ด้วยกัน คู่แรกคือการท่องเที่ยวที่พาไปดูคน (People) กับสถานที่ (Place) คู่ที่สองคือการไปดูหายนะที่เกิดจาก น้ำมือคน (Man-Made) หรือเกิดจากธรรมชาติที่มีได้ทั้งภัยธรรมชาติ (Natural Disaster) และการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ และ คู่สุดท้ายคือการไปดูคนที่ยังมีชีวิต (Living) กับคนตาย (Dead) ซึ่งจะเห็นว่าการท่องเที่ยวแต่ละอย่างนั้นมักมีองค์ประกอบหลายอย่าง อยู่ในตัว เช่นถ้าเป็น War Tourism ก็จะมีทั้งการเดินทางไปยัง Place ที่เกิดหายนะแบบ Man-Made และส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้อง กับคนที่ตายไปแล้ว หรือไม่ก็เกี่ยวข้องกับความตาย (Dead) เป็นต้น

มีผู้วิเคราะห์ว่า ถึงแม้ Black Tourism แบบที่ว่านี้จะแลดู โหดร้ายหรือถึงขั้นโรคจิตนิดหน่อย ทว่าก็ยังไม่ก่อให้เกิดผลเสีย ระยะยาวมากเท่ากับ Black Tourism ประเภทที่เกี่ยวข้องกับคนที่ ยังมีชีวิตอยู่ หรือที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ

โดยทั่วไป Black Tourist มักจะชอบเดินทางไปเที่ยวชม ความตาย ภัยธรรมชาติ หรือวันสิ้นโลก แต่ยังมี Black Tourism อีกแบบหนึ่งซึ่งซ่อนตัวอยู่ใต้หน้ากากของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ หรือที่เรียกว่า Eco-Tourism

บนใบหน้าของมัน การท่องเที่ยวเชิงนิเวศไม่ดำมืดเลย เพราะ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคนที่ตายไปแล้วหรือสงคราม ทว่าก็มีบางคน ที่นับรวมการทอ่ งเที่ยวเชิงนิเวศ ‘บางแบบ’ เข้าไว้ใน Black Tourism ด้วย เพราะเป็นการท่องเที่ยวที่มี ‘สำนึก’ บางอย่างละม้ายคล้ายคลึง กับ Black Tourism

หลายคนคิดว่าการเป็นนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศนั้นเป็นเรื่องที่ดี ช่วยเปิดโลก สร้างแรงบันดาลใจ มีผู้วิเคราะห์ว่า การท่องเที่ยว เชิงนิเวศแบบที่ไม่มีสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือสังคมมากพอ จะก่อ ให้เกิดปัญหามากกว่าได้เรียนรู้ โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ที่นิยม เดินทางแบบนี้เพื่อเข้าไปสู่สถานที่ที่คนอื่นไม่เคยไป ทำให้เกิด การเดินทางใน 2 รูปแบบ คือ 1) เข้าไปในพื้นที่เปราะบางเชิงนิเวศ และ 2) เข้าไปในพื้นที่ที่มีความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูง แล้วเมื่อกลับ ไปบ้านเกิดในโลกที่หนึ่ง ก็จะรายงานให้ผู้คนรับรู้ถึงความเปราะบาง ของโลกแบบนี้ ไม่ว่าจะผ่านการเขียนหรือผ่านการใช้สื่อสังคมก็ตาม นั่นทำให้เกิดกระแส ทำให้คนอื่นๆ อยากเดินทางไปดูไปเห็นสิ่งเหลา่ นี้ ด้วยตาของตัวเอง และเมื่อมีคนเดินทางไปมากๆ ปัญหาก็เกิดขึ้น

มีผู้วิเคราะห์ว่า การเดินทางดังกล่าวมี ‘สำนึก’ บางอย่าง ละม้ายคล้ายคลึงกับ Black Tourism นั่นคือเป็นการไปพบเห็น ‘ความด้อยกว่า’ ของคนอื่น ทั้งความเหลื่อมล้ำทางสังคมและ การต้องเผชิญหน้ากับปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งที่สุดแล้วก็คือการ ‘เยียวยาตัวเอง’ แบบหนึ่ง นั่นคือทำให้ตัวเองรู้สึกว่าโชคดีที่ไม่ได้ ตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น (แต่ก็ต้องเน้นย้ำไว้ด้วยนะครับว่า ไม่ใช่ ทุกคนเป็นเช่นนั้น)

ผลของสำนึกการท่องเที่ยวแบบ Black Tourism ที่ซ่อนอยู่ ใต้หน้ากากปรารถนาดีของ Eco-Tourism จึงให้ผลตรงข้ามและ แตกต่างจากการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีสำนึกทางสิ่งแวดล้อม (หรือ สังคม) อย่างแท้จริง เพราะที่สุดแล้วคือการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อ ‘ความรื่นรมย์’ ในอีกระดับหนึ่งที่ลึกลงไป นั่นคือเป็นความรื่นรมย์เพื่อ การเยียวยาตัวเอง เป็นการแสวงหาความเพลิดเพลินทางศีลธรรม และทางสังคม ซึ่งซ่อนอยู่ลึกกว่าการแสวงหาความเพลิดเพลินทางกาย อันเกิดจากการท่องเที่ยวแบบเดิมๆ เสียอีก

เมื่อเป็นเช่นนี้ ที่สุดจึงมักเกิดปัญหาหลายอย่างตามมา เช่น การแห่กันไปเที่ยวในป่าฝนเขตร้อนเพื่อจะได้ทอดถอนใจกับหายนะ ที่กำลังจะมาถึง พลางนึกว่าตัวเองได้มาทัศนาสิ่งที่เป็นความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับการอนุรักษ์โลก แต่แท้จริงเป็นส่วนหนึ่งของการทำลาย หรือการท่องเที่ยวเข้าไปในเขตยากจนของเมืองต่างๆ ซึ่งเปลือกหน้า ทำเป็นแสดงความเข้าใจในความยากจน แต่กลับพกพาเครื่องถ่าง ความเหลื่อมลำให้กว้างขึ้นเข้าไปด้วย การท่องเที่ยวแบบนี้จึงก่อให้เกิด การถกเถียงว่าอาจถึงขั้นเป็นปัญหาทางศีลธรรมหรือเปล่า เพราะมีการ นำเอา ‘ความจน’ หรือ ‘ความโชคร้ายในชีวิต’ ของคนอื่นมา ‘ขาย’ ให้นักท่องเที่ยวได้จ่ายเงินเพื่อเข้าไปดูความยากจน หรือทำให้คนยากจน ในโลกที่สามกลายเป็นวัตถุแห่งการท่องเที่ยวเหมือนที่คนตาย ในสงครามเป็น

ด้วยเหตุนี้ Black Tourism จึงเป็นการท่องเที่ยวแนวใหม่ที่น่า จับตามองเป็นอย่างยิ่ง

แต่จะจับตามองด้วยสายตาแบบไหน-เป็นอีกเรื่องหนึ่ง !


 

เรื่อง : โตมร ศุขปรีชา


TAT TOURISM JOURNAL 4/2014
TAT Tourism Journal 4/2014