ความเป็นมาของนโยบายลองสเตย์ กับความคาดหวังทางเศรษฐกิจของไทย
บริบทที่นำมาสู่การให้บริการท่องเที่ยวแบบลองสเตย์ (Longstay) ของไทย คือการท่องเที่ยวแบบเดิม ๆ ที่เน้นสินค้าและบริการประเภทหาดทรายชายทะเล หรือ Sea Sand Sun เริ่มถึงจุดอิ่มตัวภายหลังจากที่มีส่วนสำคัญในการช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยจากวิกฤติต้มยำกุ้ง ประกอบกับการที่โลกเริ่มไม่มั่นคงจากภัยก่อการร้าย และสงคราม ในประเทศอิรักตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางระหว่างประเทศลดลง

 ประเทศไทยต้องการเพิ่มรายได้จากนักท่องเที่ยว โดยการยืดระยะเวลาให้นักท่องเที่ยวพักนานขึ้นและใช้จ่ายมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจการรักษาพยาบาลซึ่งได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ


ฝั่งประเทศญี่ปุ่นเองก็ประสบปัญหาภาระด้านการเงิน จากการที่ต้องจ่ายสวัสดิการเป็นจำนวนมากแก่ผู้สูงอายุ โดยผู้สูงอายุกลุ่มนี้เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างปี 1947-1949 หรือที่เรียกว่ากลุ่ม ‘เบบี้บูมเมอร์’ ซึ่งเป็นประชากรที่เกิด ในช่วงที่รัฐบาลญีปุ่นส่งเสริมให้เพิ่มจำนวนประชากร หลังจากที่สูญูเสียประชากรในสงครามเป็นจำนวนมาก


นอกจากปัญหาการเพิ่มจำนวนของผู้สูงอายุแล้ว อายุเฉลี่ยของคนญี่ปุ่นก็มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะ เพศหญิง โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี ค.ศ. 2050 ผู้หญิงญี่ปุ่นจะมีอายุเฉลี่ยสูงถึง 91 ปี


เมื่อถึงปี 2007 ‘เบบี้บูมเมอร์’ มีอายุครบ 60 ปี และเริ่มเกษียณอายุการทำงาน ทำให้บุคลากรที่มี ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญหายไปจากภาคธุรกิจเป็นจำนวนมาก ในขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ในญี่ปุ่น มีแนวโน้มลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะในปี 2003 จำนวนเด็กเกิดใหม่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ปรากฏการณ์ผู้สูงอายุมีชีวิตยืนยาว แต่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงนี้ ทำให้ฐานประชากรที่จะต้องจ่ายเงินภาษีเพื่อดูแลผู้สูงอายุลดลง และทำให้เงินบำนาญลดลงในที่สุด สวนทางกับค่าครองชีพในญี่ปุ่นที่มีแนวโน้มสูงขึ้น


นอกจากนี้ยังมีปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม โดยเป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้ชายญี่ปุ่นจะออกไปทำ งาน ส่วนผู้หญิงจะอยู่บ้าน เมื่อถึงเวลาเกษียณอายุ ประเทศ ญี่ปุ่นจะมีบำนาญของคู่สมรส แม่บ้านก็จะได้เงินบำนาญด้วยเพราะถือว่าเป็นผู้สนับสนุนสามี อย่างไรก็ตาม ในวันที่ผู้ชายเกษียณกลับมาอยู่บ้าน กิจวัตร ประจำวันของแต่ละฝ่ายก็เปลี่ยนไป เกิดปัญหาในการใช้ชีวิตร่วมกัน โดยเฉพาะการปรับตัวของฝ่ายชาย ไม่เฉพาะแต่ในครอบครัว การปรับตัวให้เข้ากับชุมชน ก็เป็นเรื่องลำบาก ผู้สูงอายุจึงต้องไปแสวงหาการดำรงชีวิตอย่างเป็นสุขและราบรื่นหลังวัยเกษียณ หรือ ‘Second Life’ นั่นเอง


รัฐบาลญี่ปุ่นมีความพยายามในการแก้ไขปัญหาหลายวิธี เช่น ชะลอการจ่ายเงินบำนาญโดยการยืดเวลารับเงินออกไป ยืดอายุวัยเกษียณจาก 60 ปี เป็น 65 ปี รวมไปถึงนโยบายลองสเตย์ ให้ไปท่องเที่ยว แบบระยะยาวในต่างประเทศ อันเป็นโอกาสสำหรับประเทศปลายทางที่มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าดำรงชีวิตอยู่ในประเทศ ในการเสนอขายชีวิตแบบ ‘อยู่อย่างราชา ราคามิตรภาพ’

แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าประเทศปลายทางให้ความสนใจน้อยมาก คือการให้ความสนใจต่อบริบทด้านวัฒนธรรมของกลุ่มเป้าหมายหรือทางฝ่าย ‘Guest’ กล่าวคือ การมุ่งเน้นในด้านของการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการขายวัฒนธรรมของฝ่าย ‘Host’ ก็ดี หรือการนำเสนอความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายเน้น Facilities ทางด้านวัตถุเพียงอย่างเดียว ก็ดี สิ่งเหล่านี้ อาจไม่เพียงพอที่จะจูงใจผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นให้มาพำนักในประเทศไทย มากขึ้นหรือนานขึ้นได้ 3 การหันมาศึกษาหรือให้ความสนใจบริบทด้านวัฒนธรรมของ ฝ่าย ‘Guest’ จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่ทุกภาคส่วนควรหันมาให้ความสนใจมากขึ้น เพื่อการนำเสนอ ‘สินค้า’ ที่ตอบสนองต่อกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง ซึ่งในบทความนี้ จะได้นำเสนอภูมิหลังทางสังคมและวัฒนธรรมของคนยุค ‘เบบี้บูมเมอร์’ เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาต่อไป นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าคนกลุ่มนี้จะเกษียณและได้ไปพำนักระยะยาว ตามประเทศต่างๆ แล้วตั้งแต่ปี 2007 ต่อเนื่องจนถึงปี 2012 (จึงถือได้ว่ากลุ่มเป้าหมาย ของตลาดลองสเตย์ได้พ้นคนรุ่นนี้ไปแล้ว) ก็ตาม แต่ประสบการณ์ของคนรุ่นนี้ก็ยังมีผลอยู่มากต่อสังคมและวัฒนธรรมของญี่ปุ่นในรุ่นต่อมาที่อายุใกล้เคียงกัน

 

วิถีชีวิต ครอบครัวความเป็นอยู่และเทพเจ้า 3 อย่างของคนญี่ปุ่นรุ่นเบบี้บูมเมอร์

มีการตั้งข้อสังเกตว่า คนรุ่นก่อนเบบี้บูมเมอร์สามารถปรับตัวอยู่กับชุมชนได้ดีกว่ารุ่นเบบี้บูมเมอร์ เนื่องจากสภาพสังคมในญี่ปุ่นหลังสงครามนั้นเปลี่ยนแปลงไป โดยประชากรในรุ่นของเบบี้บูมเมอร์มีจำนวนมาก ทำ ให้คนรุ่นนี้เกิดมาพร้อมกับการแข่งขัน ชั้นเรียนเป็นปลากระป๋อง พออายุเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นก็เป็นช่วงเดียวกับที่เศรษฐกิจเจริญเติบโตมาก ทำให้มีการเคลื่อนย้ายประชากรเข้าสู่เมืองหลวงมากขึ้น คนรุ่นนี้ ถือเป็นร่นุที่สร้างและฟื้นฟูเศรษฐกิจของญี่ปุ่น บางคนจบการศึกษาแค่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย แต่ก้าวหน้าในการทำงาน เพราะสังคมญี่ปุ่นเน้นประสบการณ์ ส่วนเบบี้- บูมเมอร์ที่เรียนในมหาวิทยาลัยก็จะเข้าสู่ขบวนการนักศึกษาในช่วงต้านสงครามเวียดนาม


‘เทพเจ้า 3 อย่าง’ ของเบบี้บูมเมอร์ ได้แก่ โทรทัศน์ เครื่องซักผ้า และตู้เย็น คนรุ่นนี้เป็นผู้นำแฟชั่นและการบริโภค นิยมวัตถุมากกว่าคนรุ่นก่อน โดยเป็นผลจากการนำวัฒนธรรมบริโภคแบบอเมริกันเข้ามาหลังจากการแพ้สงคราม


ครอบครัวของเบบี้บูมเมอร์เริ่มจะมีลักษณะเป็นครอบครัวเดี่ยว ซึ่งเป็นครอบครัว แบบใหม่ จากอดีตที่พ่อต้องเป็นใหญ่ กลายเป็นผู้ชายจะต้องฟังภรรยาและลูกมากขึ้น ทีอยู่อาศัยมักจะอยู่บริเวณชานเมือง มีการสร้างแฟลต และอพารต์เมนต์เป็นจำนวนมาก คนรุ่นนี้จึงเคยชินกับการอยู่แฟลตหรืออพาร์ตเมนต์ของบริษัทมากกว่าการอยู่บ้านเดี่ยว เนื้อที่กว้างขวางแบบคนรุ่นก่อนสงคราม

เมื่อเบบี้บูมเมอร์มีอายุรุ่น 40 ปีตอนกลาง คนรุ่นนี้ก็เริ่มเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจ ฟองสบู่แตก มีการปรับคนงานออก และเมื่อมีอายุรุ่น 50 ปีตอนปลาย ก็เริ่มมีการประเมินการทำงานเพื่อคัดคนออก และเริ่มมีการจ้างงานแบบ Part-time มากขึ้น เป็นการล่มสลายของระบบ ‘จ้างงานตลอดชีวิต’ และ ‘เลื่อนขั้นตามความอาวุโส’ ของญี่ปุ่นที่มีมาตั้งแต่ หลังฟื้นตัวจากสงคราม ความมั่นคงในชีวิตของคนเหล่านี้เริ่มหายไป

ลองสเตย์ : ต่อยอดนโยบายส่งเสริม คนญี่ปุ่นสูงวัยไปยังต่างประเทศ
ย้อนกลับมากล่าวถึงนโยบายลองสเตย ์ ความจริงคนญี่ปุ่นมีการอพยพออกนอกประเทศ มาเป็นระยะเวลานานแล้ว โดยโครงการที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ได้แก่ ‘Silver Columbia 92’ หรือโครงการลงทุนที่รัฐผลักดันให้มีการก่อสร้าง Japan Town ในประเทศ ต่างๆ เช่น สเปน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ สำหรับผู้เกษียณอายุ ในปี 1986 โครงการนี้ ถูกวิจารณ์จากสังคมญี่ปุ่นว่าเหมือนตำนานเรื่องเอาคนแก่ไปทิ้งที่ภูเขา ส่วนต่างประเทศ ก็วิจารณ์ว่า ‘ส่งออกรถยนต์ไม่พอ ส่งออกคนแก่ด้วยหรือ’


รัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้จัดตั้งองค์กร Longstay Foundation ยุทธศาสตร์จาก ‘การย้ายถิ่น’ เป็น ‘การไปท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาว’ จากที่จะไปสร้าง ‘หมู่บ้านคนญี่ปุ่น’ ในต่างประเทศ ก็เปลี่ยนเป็นการสร้าง ‘พื้นที่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม’


Longstay Foundation ได้จัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับลองสเตย์มากมาย เช่น จัดสัมมนาเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในประเทศต่างๆ ร่วมกับบริษัทนำเที่ยว จัดโปรแกรมการ ทดลองใช้ชีวิต พิมพ์หนังสือคู่มือ จัดงาน Longstay Fair และสำรวจความต้องการของสมาชิกในการไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ

 

คำจำกัดความ ‘ลองสเตย์’ ของญี่ปุ่น
Longstay Foundation ได้ให้คำจำกัดความของ ‘ลองสเตย์’ ไว้ว่า

  • เป็นการพำนักระยะยาวขึ้น ไม่ใช่ ‘การย้ายถิ่น’ หรือ ‘การอยู่ถาวร’ แต่เป็นการไปพำนักอาศัย ในต่างประเทศตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไป และสุดท้ายจะกลับมาที่ญี่ปุ่น
  • ครอบครองหรือเช่าที่พักในต่างประเทศ โดยเป็นห้องเช่าในอาคารที่ใช้สำหรับพักอาศัยที่มีอุปกรณ์จำเป็น สำหรับการดำรงชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสม
  • มีวัตถุประสงค์เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ เช่น เป็นการใช้เวลาว่างในต่างประเทศเพื่อการพักผ่อน มีการคบหาและร่วมกิจกรรมกับคนท้องถิ่น เช่น เรียนภาษา ร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรม หรือเป็นอาสาสมัคร
  • เป็นการ ‘ใช้ชีวิตประจำวัน’ มากกว่า ‘การท่องเที่ยว’ โดยลองสเตย์เป็นการหาประสบการณ์ที่ ‘เป็นประจำวัน’ ในต่างประเทศ
  • มีแหล่งเงินทุนที่มาจากญี่ปุ่น โดยอาจจะเป็นเงินบำนาญ หรือดอกเบี้ยธนาคาร ไม่ได้เป็นการทำงาน เพื่อหารายได้ในต่างประเทศ แต่ใช้เงินรายได้ที่มีที่มาจากประเทศญี่ปุ่นในการพำนักระยะยาว ทั้งนี้ เราอาจให้คำจำกัดความได้ว่า ‘ลองสเตย์’ คือ การดำรงชีวิตอยู่ด้วยการท่องเที่ยว
  • นอกจากนี้ วัตถุประสงค์ในการพำนักไม่ได้เป็นการทำงาน หรือการหารายได้เพื่อยังชีพ แม้อาจมีกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ เป็นบางครั้ง
  • Longstayer หมายถึง ผู้พำนักชั่วคราวและผู้พำนักถาวร โดยมีระยะเวลาในการพำนักตั้งแต่ 1 เดือน (30 วันขึ้นไป) โดยหมายรวมถึงผู้มาพำนักตามฤดูกาลด้วย
  • ที่พำนักอาศัยไม่ใช่โรงแรมหรือรีสอร์ต แต่เป็นที่พำนัก เช่นเดียวกับคนท้องถิ่น เช่น บ้านเช่า คอนโดมิเนียม หรืออพาร์ตเมนต์ โดยอาจเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้เช่าอาศัยก็ได้
  • การดำเนินชีวิตประจำวันไม่แตกต่างจากคนท้องถิ่นมากนัก เช่น มีการคบหาสมาคมกับคนท้องถิ่น สามารถสนทนาเป็นภาษาท้องถิ่น

 

เชียงใหม่ในฐานะเป็นสถานที่ ‘ลองสเตย์’ ของคนญี่ปุ่น

จากการสำรวจความคิดเห็นในงาน Longstay Fair เมื่อปี 2012 ประเทศไทยจัดเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับที่ 2 ในเรื่องการลองสเตย์ รองมาจากประเทศมาเลเซีย


ในปี 2005 ประเทศไทยเคยครองความนิยมในอันดับที่ 4 และ 5 ของทั่วโลก แต่เป็นอันดับที่ 1 ในภูมิภาคเอเชียสำหรับผู้สูงอายุของประเทศญี่ปุ่น แต่หลังเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2006 ก็ตกจาก อันดับที่ 1 ไป และเพิ่งกลับเข้าสู่ความนิยมอีกครั้งในปีที่ผ่านมา


ข้อมูลจากสถานทูตญี่ปุ่นระบุว่า จังหวัดเชียงใหม่มีชาวญี่ปุ่น จำนวนมากเป็นอันดับที่ 3 รองจากกรุงเทพฯ และชลบุรี และข้อมูลจากกงสุลเชียงใหม่ระบุว่า ในจำนวน 9 จังหวัดภาคเหนือ มีชาวญี่ปุ่น จำนวนกว่า 3,300 คน และกว่าครึ่งหนึ่งเป็นผู้ที่มาลองสเตย์ (ข้อมูล ณ เดือนมกราคม ปี 2013)

 

คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์มาอยู่เชียงใหม่ตั้งแต่ปี 2007-2008 จากการสัมภาษณ์ชาวญี่ปุ่นที่มาลองสเตย์ 14 กรณี ประกอบด้วย 2 ครอบครัว 7 คู่สามีภรรยา และที่อยู่ตามลำพังอีก 5 ราย และ ชาวไทยอีก 9 กรณี เช่น แม่ค้าร้านอาหารตามสั่ง พนักงานบริษัทนำเที่ยว นักศึกษา และไกด์ พบว่าชาวญี่ปุ่นมาอยู่แบบคู่สามี ภรรยามากที่สุดถึงร้อยละ 41 สถานภาพโสด ร้อยละ 38 เดินทางมาคนเดียวโดยที่ครอบครัวยังอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นร้อยละ 13 และอยู่แบบพ่อแม่ลูก ร้อยละ 4


ส่วนเหตุผลหลักที่เลือกมาพำนักระยะยาวในเชียงใหม่ เนื่องจากค่าครองชีพถูกกว่ากรุงเทพฯ อากาศเย็นสบายกว่า และใกล้ประเทศญี่ปุ่นทำให้เดินทางสะดวก


ในเชียงใหม่มีการรวมตัวของกลุ่มลองสเตย์หลายองค์กร เช่น Chiang Mai Longstay Life Club (CLL Club) ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด ก่อตั้งเมื่อปี 2002 มีสมาชิกราว 150 คน (ข้อมูล เดือนมิถุนายน ปี 2012) โดยองค์กรเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานงานในการดำเนินกิจกรรมกับท้องถิ่น เช่น กิจกรรมอาสาสมัคร จัดงานเทศกาลประจำปีล้านนา-ญี่ปุ่น ร่วมกับสถานกงสุล ให้คำแนะนำปรึกษาแก่สมาชิกและคู่สมรส

 

จัดสัมมนาและส่งตัวแทนไปร่วมงานสัมมนาที่เกี่ยวกับ Longstay ในเชียงใหม่ จัดกิจกรรมสานสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก เช่น กอล์ฟ คาราโอเกะ เจรจาต่อรองข้อเรียกร้องของกลุ่มในเวทีต่างๆ เช่น การ ปรับปรุงทางเท้า ระบบขนส่งคมนาคม เช่น การตั้งราคาค่าโดยสารของรถสี่ล้อรับจ้าง (รถแดง) ที่แน่นอน เป็นต้น

 

คนญี่ปุ่นมาทำอะไรกันที่เชียงใหม่ และคนเชียงใหม่เห็นอย่างไร
จากการเก็บข้อมูลภาคสนามสรุปได้ว่า ผู้สูงอายุญี่ปุ่นมาลองสเตย์ นั้นมาด้วย 4 เหตุผลหลัก ได้แก่ หนีหนาว หนีความยากจน (เพราะอยู่ที่ ญี่ปุ่นต้องประหยัดมาก) หนีความโดดเดี่ยวเพื่อหาผู้หญิง และหนีจากความกดดันในสังคมญี่ปุ่น


ปัจจุบัน นโยบายลองสเตย์ของไทยอาจตอบสนอง 2 โจทย์แรก แต่โจทย์สุดท้าย คือ การหนีความกดดันในสังคมญี่ปุ่นนั้น การศึกษาภูมิหลังทางวัฒนธรรมจะมีส่วนช่วยในการวางยุทธศาสตร์เพื่อตอบโจทย์นี้ได้มาก และถือเป็นทางเลือกใหม่ของการทำการตลาดดังที่ได้กล่าวแล้ว


ส่วนการที่คนเชียงใหม่เห็นอย่างไรนั้น ในระดับบุคคลพบว่าคนเชียงใหม่ส่วนใหญ่ไม่เห็นว่ากลุ่มลองสเตย์มีปัญหา แต่เห็นเป็นภาพนักท่องเที่ยว ภาพคนญี่ปุ่นที่มาอยู่อาศัยในเชียงใหม่ เป็นภาพค่อนข้างบวก เมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวประเทศอื่นๆ นอกจากนี้ ยังไม่รังเกียจที่จะคบหาเป็นการส่วนตัวหรือมีเพื่อนเป็นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นที่มีภาพลักษณ์ว่าเรียบร้อยสุภาพกว่าฝรั่ง


อีกทั้งในบางรายการ ‘มีเพื่อนเป็นคนญี่ปุ่น’ ช่วยเสริมสถานะ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมได้ การที่มีชาวต่างชาติรวมทั้งคนญี่ปุ่นอยู่ในชุมชนเป็นโอกาสมากกว่าความเสียหาย เช่น การฝึกภาษา เพิ่มรายได้ จากการเป็นล่าม ไกด์ สอนภาษาไทย และการค้าขายในพื้นที่ที่มีคนญี่ปุ่นอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก


แต่ทว่า ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่น่าสนใจจากการศึกษา ได้แก่ การที่คนเชียงใหม่ไม่ต่อต้านชาวญี่ปุ่น แต่กังวลกับการที่ ‘คนกรุงเทพฯ’ ย้ายถิ่น โดยชาวเชียงใหม่บางคนบอกว่า ‘คนกรุงเทพฯ’ ก็น่าจะต้องมี ‘วีซ่า’ แม่ค้าบอกว่า ‘คนกรุงเทพฯ’ ต่อราคาของน่าเกลียด ในขณะที่การลงสนามของผู้ศึกษาพบว่า คนญี่ปุ่นเองก็ต่อราคา (เช่น หมูปิ้งไม้ละ 5 บาท ต่อเหลือ 3 บาท)

ดังนั้น ในแง่เศรษฐกิจกับลองสเตย์ งานศึกษาชิ้นนี้ ไปไม่ถึงการคำนวณ ต้นทุนในแง่เศรษฐศาสตร์ว่าประเทศไทยได้หรือเสียอย่างไร (ได้คุ้มเสียหรือไม่) เนื่องจากผู้สูงอายุญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่เดินทางมาเพราะต้องการประหยัด ธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์โดยตรง คือ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและโรงพยาบาล และ แรงงานในวงอุตสาหกรรมดังกล่าว ในขณะที่ชาวบ้านร้านค้าเล็กๆ นอกวงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เช่น แม่ค้าหมูปิ้งคนดังกล่าว ที่อาจต้องขายหมูปิ้ง ในราคาที่ถูกกว่า อาจไม่ได้อานิสงส์ในแง่เศรษฐศาสตร์มากนัก


อย่างไรก็ตาม กลุ่มลองสเตย์อาจจะมีส่วนในการกระตุ้นการแก้ไขปัญหา ภาครัฐ เนื่องจากการเข้ามามีพื้นที่ต่อรองผ่านตัวแทนของกลุ่มดังที่ได้กล่าวแล้ว และเสียงของฝรั่งและญี่ปุ่นมักจะดังกว่าเสียงของคนไทย และอาจจะไปถึง จุดที่ว่าเราควรจะปรับปรุงบ้านเมืองให้น่าอยู่สำหรับเรื่องเหล่านี้ เพราะบ้านเมืองที่น่าอยู่ สำหรับต่างชาติก็น่าจะเป็นบ้านเมืองที่น่าอยู่สำหรับคนไทยด้วย


 

เรื่อง : พนิดา อนันตนาคม (อ.ดร.ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
เรียบเรียง : กองวิจัยการตลาด

บทความนี้ปรับปรุงจากการนำเสนอผลงานในงานเสวนาเรื่อง ‘ชาติพันธุ์นิพนธ์ลองสเตย์ : คนญี่ปุ่นมาทำอะไรที่เชียงใหม่’ ที่ร้านหนังสือ Book Re:public เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2556 ถอดความเนื้อหาการเสวนาโดย กองวิจัยการตลาด ททท. และผู้ศึกษาได้นำมาเรียบเรียงโดยเพิ่มเติมเนื้อหาบางส่วน 
3 ควรกล่าวด้วยว่า ในกรณีประเทศไทย ปัญหาการออกวีซ่าพำนักระยะยาว ที่ให้เวลาพำนักสั้นกว่าประเทศคู่แข่งก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งสำหรับผู้สูงอายุกลุ่มลองสเตย์