ทุกวันนี้ เวลาพูดถึงการส่งออกวัฒนธรรม ถ้าจะให้พูดถึงกรณีการส่งออก วัฒนธรรมความบันเทิงเกาหลีอีกก็คงเริ่มจะน่าเบื่อกันบ้างแล้ว ใช้เป็นกรณีศึกษา กันมาเกือบจะสิบปี และเอาเข้าจริง ณ ตอนนี้กระแสของเกาหลีแม้จะไม่ได้ถึงกับ ตกมาตรฐานแต่ก็เริ่มเจือจางไปบ้าง แต่ไม่ใช่เป็นเพราะพวกพี่เขาตกต่ำลง แต่เป็น เพราะพวกเขาอยู่ในช่วงที่กำลังจะพิชิตโลก (ด้วยการส่งออกผู้กำกับเกาหลีตัวแม่ ไปทำหนังในฮอลลีวูดถึง 3 คน และพยายามดันนักร้องไปสร้างชื่อเสียงในอเมริกา อย่าง PSY กังนัมสไตล์) ซึ่งคงต้องใช้เวลากันอีกสักพักกว่าเกาหลีใต้จะสามารถปักธง ระดับโลกได้จริงๆ ซึ่งถ้าเขาทำได้สำเร็จเมื่อไหร่ เดี๋ยวเราก็จะตามไปศึกษาตอนนั้น (ตกลงเราจะตามเขากันตลอดเลยใช่มั้ย ฮา) ตอนนี้จึงปล่อยเขาไปก่อน

และที่ตอนนี้ปล่อยเขาไปก่อนได้ เพราะมีของใหม่กำลังจะมา นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า T-Pop

ใช่ครับ T นั้นย่อมาจากคำว่า THAI

T-Pop จึงหมายถึง วัฒนธรรมความบันเทิงไทย ในความหมายแบบที่ชาวโลกเข้าใจ !

นี่ก็เขียนบิวท์กันซะยิ่งใหญ่ เขียนราวกับพวกเราได้เป็นเจ้าสมุทรแห่งเอเชียกันไปแล้ว มีคำย่อภาษาอังกฤษเหมือน K-Pop, J-Pop ด้วย ยังครับ ใจเย็น มันยังไม่ได้ยิ่งใหญ่ครับ มันแค่กำลังจะมา แต่มันยังไม่มา ดังนั้น จึงอย่าเพิ่งดีใจ ร้องเฮกันไปก่อน

(แต่ไหนๆ มันก็กำลังจะมา ทำไมเราไม่ทำให้มันมากันจริงๆ ล่ะครับ)

ขอเริ่มจากเล่าประสบการณ์ตัวเองก่อนเล็กน้อยถึงความรู้สึกกำลังมาของกระแส T-Pop แบบจริงๆ จังๆ

1. มีวันหนึ่งที่ผมต้องเดินทางไปยังเทศกาลหนังที่ฮ่องกงเพื่อพาหนังอิสระของตัวเอง ไปเดินสายประกวด ที่นั่น ผมก็ได้มีโอกาสเจอเพื่อนผู้กำกับท่านอื่นๆ ในสายประกวด ด้วยกัน โดยคนที่นั่งใกล้ผมที่สุด คือ เพื่อนชาวไต้หวัน แรกๆ คุยกันก็ไม่มีอะไร จากนั้น ก็คุยกันว่า ปกติที่ประเทศตัวเองทำงานอะไรกันบ้าง ผมตอบเขาว่า ผมเขียนบทหนังให้ที่ บริษัท จีทีเอช เขาก็ผงะไปนิดนึง บอกว่า โห! จีทีเอช เหรอ (ส่วนผมผงะกลับว่า คุณรู้จัก ได้ไง คือปกติค่ายหนังต่างประเทศที่ไม่ใช่ฮอลลีวูด เราจะไม่รู้จักหรือจำกันไม่ค่อยได้ หรอกครับ แค่จำชื่อผู้กำกับได้นี่ก็ถือว่าเนิร์ดมากแล้ว) เขาถามต่อไปว่า แล้วคุณเคยเขียน เรื่องอะไรมา ผมตอบว่า Bangkok Traffic Love Story (รถไฟฟ้า มาหานะเธอ) เท่านั้น แหละครับ พี่เขาตาวาวมาก ร้องครวญครางออกมา จนผมงงว่า นี่เป็นมิตรไปมั้ยเนี่ย ไม่ต้องอวยกันขนาดนี้ก็ได้ เขาบอกว่าหนังเรื่องนี้ดังมากที่ไต้หวัน และเขาก็ชื่นชอบมากๆ


2. วันหนึ่งผมกำลังเดินทางไปสนามบินเพื่อกลับเมืองไทยจากเทศกาลหนังในไทเป น้องผู้ดูแลนั่งรถมากับผม ด้วยความที่ระยะทางมันไกล น้องเขาจึงพยายามชวนคุยมากๆ (แม้ว่าภาษาอังกฤษจะไม่ค่อยดี) สิ่งแรกที่เขาบอก คือ ‘ฉันชอบเรื่องฮอร์โมนส์ฯ มากค่ะ’ ผมรู้สึกเหวอมาก คือสิ่งแรกที่คนเราจะชักชวนชาวต่างประเทศคุยนั้น จำเป็นต้องเป็นสิ่ง ที่เด็ดมากจริงๆ เช่น จะชวนคนเยอรมันคุย ก็ต้องพูดเรื่องกำแพงเบอร์ลิน ไส้กรอก เบียร์ ขาหมู อะไรก็ตาม แต่สิ่งที่น้องคนนี้ชวนผมคุย คือ ซีรีส์ฮอร์โมนส์ฯ ผมก็สอบถามเขาว่า ได้ดูได้อย่างไร เขาก็บอกว่า YouTube ซึ่งก็มีแฟนคลับทำซับไตเติลภาษาจีนให้เรียบร้อย


3. ผมได้ข่าวว่า่ มีวงดนตรีชาวญี่ปุ่นชื่อวงหนุมาน (Hanuman) ชอบคัฟเวอร์เพลงไทย อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเพลงของ Bodyslam, Big Ass และอื่นๆ อีกมากมาย จนพวกเขาได้รับเชิญมาเล่นในงาน Fat Festival ที่เมืองไทย


4. โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล ผู้กำกับแห่ง ‘พี่มาก... พระโขนง‘ บอกกับผมมาสักพักแล้วว่า เขากำลังจะได้ กำกับหนังจีนที่รีเมคมาจากหนังของเขาเองที่ชื่อ ‘คนกอง’ (ตอนหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง ‘ห้าแพร่ง’ ที่นำแสดงโดย มาช่า วัฒนพานิช และ แก๊งหนุ่มๆ จากพี่มาก...) โดยมีผู้อำนวยการสร้างเป็น โจว ซิงฉือ

ทั้งหมดนี้ อาจจะเป็นเพียงประสบการณ์ส่วนตัวหลวมๆ ที่เกิดขึ้นในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ขนาดผมไม่ได้ติดตามอย่างจริงจัง แต่ข่าวสารเหล่านี้ยังเดินทางมาถึงผมได้ แสดงว่ากระแสลมแห่ง T-Pop นั้น ก็ไม่ใช่กระแสอันแผ่วเบา แต่มันเริ่มตั้งเค้าบ้างแล้ว เพราะอย่างน้อยเราก็ไม่เคยได้ยินอะไรแบบนี้เมื่อ 10 ปีก่อนเช่นกัน

ความจริงเราเริ่มเห็นอะไรแบบนี้มาเป็นเวลาสักพักแล้ว ช่วงหนังเรื่อง ‘รักแห่งสยาม’ โด่งดังเมื่อ ประมาณ 7 ปีก่อน (ปี 2550) เราได้เห็นกระแสความคลั่งไคล้หนังเรื่องนี้ในประเทศจีนและไต้หวันเป็น อย่างมาก นักแสดงหนุ่ม มาริโอ้ เมาเร่อ เป็นที่รู้จัก (และส่งผลให้หนังเรื่องถัดๆ มาของเขาอย่าง ‘สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก’ ขายดิบขายดีไปด้วย) นอกจากนั้น วงดนตรี August ที่เป็นวงในหนังและสร้างขึ้นมาเป็น วงจริงๆ มีอัลบั้มจริงๆ ก็เป็นที่นิยม มีแฟนคลับจริงๆ จังๆ ยามเดินทางไปแสดงที่เมืองจีน นั่นอาจจะเป็น ข่าวแรกๆ ที่เราเริ่มได้ยินเกี่ยวกับกระแสความแรงของความบันเทิงไทยในต่างแดน

ต่อจากนั้นไม่นาน เราก็เริ่มได้ยินข่าวละครทีวีไทยไประเบิดกระจายตามประเทศจีนในช่วงปี 2553 คู่เคียงไปกับละครเกาหลีและไต้หวัน จริงๆ เราเริ่มกันตั้งแต่ปี 2546 กับละครเรื่อง ‘เลือดขัตติยา’ ของค่าย เอ็กแซ็กท์ ที่มี ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ และ อ้อม-พิยดา แสดงนำ แต่ก็ไม่มีอะไรชัดเจนเท่าชื่อเสียงของ ป้อง- ณวัฒน์ ซึ่งถือเป็นซูเปอร์สตาร์มากๆ ในจีน เพราะ ละครที่เขาเล่นถูกซื้อไปฉายในจีนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่
‘พรุ่งนี้ก็รักเธอ’ ไปจนถึง ‘สงครามนางฟ้า’ จนพักหลังๆ เริ่มมีการติดต่อขอให้ ป้อง-ณวัฒน์ เดินทางไปร่วมงานละคร ในประเทศจีนกันอย่างเป็นกิจจะ ลำดับต่อมาในช่วงปีเดียวกัน ก็เห็นจะเป็นหนังรักแนวหญิงรักหญิง อย่าง ‘Yes or No อยากรักก็รักเลย’ ที่นำแสดงโดย ออม-สุชาร์ และ ติ๊นา-ศุภนาฎ ที่แม้ว่าในเมืองไทย ตัวหนังจะทำได้ดีพอประมาณ แตตั่ดภาพไปที่ประเทศจีนนั้น ทั้งคู่มีี่ฐานแฟนคลับ อย่างแข็งแกร่งจนถึงปัจจุบัน และแม้ว่าหนังภาค 2 จะไม่ได้ฉายในจีน แต่ก็ยังมีแฟนคลับ ชาวจีนยอมบินมาดูในประเทศไทย (เวรี่ฮาร์ดคอร์จริงๆ ฮะ) ถ้าจะไม่นับกันที่เมืองจีนอย่างเดียว เอาเข้าจริงฐานแฟนคลับหนังไทยอีกแห่งที่เหนียวแน่นก็เห็นจะเป็นประเทศอินโดนีเซีย (แฟนหนัง อินโดนีเซียชอบทวิตเตอร์มาคุยกับ โต้ง-บรรจง และ ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์ (ผู้กำกับซีรีส์ฮอร์โมนส์ฯ) อยู่บ่อยๆ และทุกครั้งที่นักแสดงจากภาพยนตร์ไทยเดินทางไปที่นั่น ก็จะมีแฟนหนังมาตามกรี๊ดกันอย่างจริงจัง) เรื่องภาคดนตรีอาจจะไม่โดดเด่นนัก แม้ว่าเราจะเคยเห็นนักร้องไทยหลายคนไปพิชิตตลาดไต้หวันและ ญี่ปุ่นอย่าง China Dolls หรือ ปาล์มมี่ แต่นั่นก็เป็นเรื่องเมื่อนาน(มาก)มาแล้ว ได้ยินว่าปัจจุบัน มีกลุ่มคนญี่ปุ่น ที่ชื่นชอบเพลงไทยเป็นพิเศษแต่ก็ยังไม่ใช่กลุ่มใหญ่โตอะไรมากนัก แม้ว่าดูจะมีแนวโน้มที่ดี แต่ก็ยังสังเกตได้ว่า เราก็ยังคงได้รับรู้ข่าวสารการที่กองทัพบันเทิงไทยไปบุกต่างแดน ต่างๆ เป็นก้อนกระจัดกระจายไร้ระเบียบแบบนี้ ไม่สามารถมองเห็นเป็นก้อนชัดเจน เป็นคลื่น เป็นลม เป็นกระแส แบบเห็นๆ (ถึงบอก มันแค่ ‘กำลังจะ’ มา) เราไม่รู้สึกว่าพวกเราไปบุกอย่างต่อเนื่อง ไม่รู้สึกว่าพวกเราไปบุก ไปเป็นกองทัพ เหมือนประเทศเราแค่ส่งกองกำลังเป็นคนๆ ไปเท่านั้น หรือกองกำลังบางส่วนก็ต้องดั้นด้นไปบุกเอง โดยที่ยังไม่มีคนคอยช่วยเหลืออย่างจริงจัง (หรือต้องไปถึงฝั่งก่อน ถึงจะมาช่วยเหลืออย่างจริงจัง) กระแส T-Pop ที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นมาได้จากการค้าของบริษัทแต่ละบริษัท ไม่ได้เกิดขึ้นจากการช่วยเหลือของภาครัฐเป็นหลัก ว่าง่ายๆ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นมาทุกวันนี้ไม่ได้เกิดจากการวางแผนมาก่อนใดๆ ทั้งสิ้น มันบังเอิญฟลุค โชคดีบูมขึ้นมาเท่านั้นเอง เราไม่ได้มีแผนก่อนหน้านั้น และเราก็ไม่ได้มีแผนหลังจากนี้ ในขณะที่เกาหลีใต้เขามองความบันเทิงเป็นสินค้าส่งออกอย่างจริงจัง และมีการวางแผนเพื่อจะพิชิตภูมิภาคและเอาชนะโลกอย่างซีเรียส (ขออภัยที่ต้องยกเกาหลีใต้มาเป็นกรณีศึกษาอีกแล้ว ทั้งๆ ที่ก็บอกตอนแรกว่าไม่อยากจะพูดถึงอีก) จนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีแผนการใดๆ เพื่อสานต่อกระแสที่กำลัง (และยังคง) มาอยู่ในขณะนี้ เอาเป็นว่าลองคิดเล่นๆ สนุกๆ ว่า ถ้าสมมุติเราจะทำให้กระแส T-Pop ที่อุตส่าห์เกิดขึ้นมาแล้วอย่าง ไม่ได้ตั้งใจ กลายเป็นกระแสที่ต่อเนื่องต่อไปในอนาคตอย่างตั้งใจ เราว่า เราจะทำอะไรกันได้บ้าง เราต้องเริ่มจากความคิดพื้นฐานก่อนว่า ความบันเทิงนั้นสามารถเป็นเรื่องซีเรียสได้ ซึ่งก็แปลได้ อีกทีว่า ความบันเทิงนั้นไม่ใช่แค่ความบันเทิงผ่อนคลายความเครียดจากชีวิตประจำวัน ความบันเทิง คือวัฒนธรรมแบบหนึ่ง และมันก็สามารถส่งออกไปนอกประเทศได้ และสามารถสร้างรายได้กลับเข้ามาได้ทั้งในระยะสั้น (คนต่างชาติซื้อไปเผยแพร่) และในระยะยาว (คนดู คนเสพชาวต่างชาติซึมซับวัฒนธรรมความบันเทิงเข้าไปจนเกิดผลต่างๆ ตามมาทีหลัง เช่นที่คนจีนมีแรงบันดาลใจในการมาเมืองไทยเพื่อมาหาป้อง-ณวัฒน์) ถ้าหากเรายังคิดว่า ความบันเทิงเป็นแค่ความบันเทิง มันก็จะเป็น แค่ความบันเทิง ถ้าหากเราคิดว่ามันสามารถทำเงินได้ เราก็จะวางแผนส่งออกกันอย่างจริงจัง และมัน ก็จะทำเงินได้ (เช่น วัฒนธรรมเกาหลี) สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่บริษัทผู้ผลิตความบันเทิงทั้งหลายนั้นรู้ดีอยู่ และต่างคนก็ต่างทำกันไป แต่บางครั้งมันจะไปได้ดีกว่านั้น ถ้าเราสามารถสร้างให้มันเกิดเป็นคลื่นหนักหน่วงได้ ชาวโลกจะจดจำ T-Pop ได้มากขึ้นท่ามกลางความบันเทิงอื่นๆ ที่มีอีกมากมาย จากหลายประเทศ

ถ้าสังเกตดีๆ มีช่วงหนึ่งที่ซีรีส์ญี่ปุ่นเข้ามาในบ้านเรา (และเข้ามาก่อนซีรีส์เกาหลี) แต่มันอยู่ได้เพียงชั่วระยะ เวลาหนึ่ง เป็นเพราะญี่ปุ่นสร้างคลื่นให้เกิดไม่ทันก่อนที่คลื่น เกาหลีจะถาโถมเข้ามาไม่หยุด มันคงคล้ายๆ กับการอัพเดท สเตตัสเฟซบ๊คุ หรือเพจเฟซบุ๊ค เรามักจะจดจำคนทีอั่พเดท สิ่งใหม่ๆ มาให้ได้ดูกันอย่างต่อเนื่อง และมาอย่างเป็นระบบ ซึ่งถ้าเราทำต่อเนื่องและเป็นระบบได้จริงๆ มันก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า แบรนด์ ทำให้เราถูกจดจำได้ง่ายขึ้น แต่ถ้ามาเป็นกะปริบกะปรอย มากันทีละคนสองคน มันก็จะจมหายไป อย่างน่าเสียดาย การที่จะเล่นเกมระดับโลกให้สำเร็จได้นั้น ก็ต่อเมื่อภาครัฐให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง ก็เหมือนที่เรานั่งโปรโมตช้าง พระ วัด ต้มยำกุ้งกันอยู่ตลอดเวลา จนคน ทั้งโลกจำได้แล้วว่าบ้านเรามีอะไรเด่น แต่นี่คือ สิ่งเด่น สิ่งใหม่ ที่ยังไม่ได้รับการโปรโมตอย่างจริงจัง และมันก็มีศักยภาพมากเหลือเกิน หลายครั้งหลายคราวที่คนทำละครไทย คนทำหนังไทย นักดนตรีไทย ได้รับเชิญให้ไปแสดงงานที่ต่างประเทศแต่ไม่มีค่าเดินทาง การออกค่าตั๋วเดินทางเล็กๆ น้อยๆ นี่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ง่ายๆ ที่ดีในการสนับสนุนแล้ว คนต่างชาติก็จะได้เห็นงานใหม่ๆ จากประเทศเรามากขึ้น เราคงไม่จำเป็นต้องบินไปศึกษาดูงานต่างประเทศ อะไรกันบ่อยขนาดนั้น เราบินไปดูกันถี่มากพอแล้ว ตอนนี้ ถึงเวลาที่ให้คนมีความสามารถบินไปให้ต่างประเทศดูงาน เรามากกว่า สมมุติเล่นๆ ต่อไปว่า เราจุดกระแส T-Pop ติดกัน ขึ้นมาจริงๆ ละก็... เราควรจะมีแผนรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ตามมาสักเล็กน้อย คล้ายๆ เราได้ยินว่า จะมีคนมาซื้อ บัตรคอนเสิร์ตแบบล้นหลาม เราก็ควรเตรียมแผนงานรองรับคนที่มาแห่ออกันด้านหน้างาน ด้านละครทีวีหรือภาพยนตร์ เอาเข้าจริงแบบเบสิกสุด คือ การเปิดให้บรรดาผู้คลั่งไคล้เยี่ยมชมโลเกชั่น ถ่ายทำหนัง ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็เป็นของฮิตเสียเหลือเกิน ที่เกาหลีใต้มีการปักป้ายอย่างจริงจัง ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ สำหรับคนที่ไม่เคยมาเมืองไทย ก็จะได้อยากมาเมืองไทยมีสิ่งล่อใจหรือใครทีเคยมาไปแล้ว ก็อาจจะอยากกลับมาอีกเพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ และอาจจะคิดไปถึงการรองรับการเผยแพร่ชิ้นงานให้คนต่างประเทศเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เช่นอาจจะเป็นเว็บไซต์หรือแอพฯ บริการ ละครไทยแบบครบทุกตอน และมีหนังไทยครบทุกเรื่องในระบบ HD และมี ซับไตเติลภาษาอังกฤษ หรือภาษาจีนเรียบร้อย เพื่อให้กระแสไหลเวียนต่อเนื่อง และต้อนรับแฟนใหม่ๆ ที่อาจจะเพิ่งรู้จัก จะได้ไม่ต้องไปกดหาเอาเองใน YouTube เหนื่อย ส่วนด้านภาคดนตรี แบบง่ายๆ คือ การจัดเทศกาลดนตรี ซึ่งในวงการ ดนตรีรอบๆ ประเทศเราตอนนี้ สิงคโปร์เอาไปกินหมดแล้ว เพราะเขามีเทศกาลดนตรีที่เลือกศิลปินระดับโลกมาขึ้นเวทีได้ พานทำให้ชาวไทยหลายท่าน และชาวประเทศรอบๆ ใกล้ๆ แห่บินกันไปดูคอนเสิร์ตที่สิงคโปร์กันทุกปี และหรือหลายๆ ครั้งบางศิลปินก็มาเปิดคอนเสิร์ตเดี่ยวแบบ Live in Singapore และไม่ยอมมาเมืองไทย ทำให้ทุกคนต้องบินแห่กันไปดูที่สิงคโปร์จนคนไทย หลายคนรักสิงคโปร์ไปแล้ว และด้วยความที่บินไปไม่ไกลมาก ก็คิดเสียว่า ไปเที่ยวต่างจังหวัด ง่าย สะดวก ปลอดภัย สองสามวันกลับ ซึ่งถ้าเราจัดบ้าง เราก็สามารถจัดไปพร้อมๆ กับการที่ให้มีศิลปินไทยเคียงคู่ไปด้วย หรือถ้าลองไปทางแนวส่งออก การจัดส่งคอนเสิร์ตรวมศิลปินไทยในต่างแดนก็ล้วน กระตุ้นให้กระแสนั้นยังคงอยู่ต่อไป เหมือนที่คอนเสิร์ตเกาหลีเข้ามาบ้านเราบ่อยเหลือเกิน มากันจนเห็นหน้าบ่อยกว่านักร้องไทยบางคนเสียอีก แถมพักหลังยังมาเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณาสินค้าไทยอีกมากมาย คือ บุกกัน มาเยอะจนเรารู้สึกว่า นักร้องเกาหลีเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเราไปแล้ว เพราะ ซึมซับกันไปขนาดนี้แล้ว เรียกได้ว่าเกาหลีกินไทยยาวแน่นอน (ดังนั้น เราควร จะใช้แนวคิดนี้ตามเขาบ้าง) แต่เหนืออื่นใดทั้งหมด ไม่ว่าแผนงานการโปรโมตหรือสนับสนุนของเรา จะดีแค่ไหนก็ตาม ถ้าเนื้องานเรายังไม่เวิร์ก มันก็จะดันไปไม่ได้ เราต้องเริ่มพัฒนาความบันเทิงไทยให้แข็งแกร่ง มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง หยุดความคิด ประเภท ‘ก็ทำแบบเกาหลีๆ ไปเลย’ ได้แล้ว เพราะไทยเราจะเกาหลีแค่ไหน สุดท้ายก็จะได้เป็นแค่ ของก๊อบเกาหลี เพราะเกาหลีที่แท้จริง ไทยจะก๊อบยังไงก็ไม่เ่หมือนแล้วเราจะก๊อบทำไม สู้ทำใหม่ขึ้นมาเองน่าจะดีกว่า แจ๋ว กว่า่ และออริจินอลกว่า เพราะสิ่งที่เราจะทำคือ T-Pop ไม่ใช่ K-Pop ซึ่งก็ได้แต่หวังว่ากระแส T-Pop ที่ว่ากำลังจะมานั้น จะมาให้ได้เห็นจริงๆ สักที ไม่ใช่ว่ากำลังจะมา แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่ ‘กำลังจะมา’

 

 


 

เรื่อง : นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์