ในช่วงนี้ PSY เพิ่งกลับมาสู่กระแสอีกครั้ง หลังจากความสำเร็จอย่างถล่มทลายเมื่อ 2 ปีก่อน กับเพลงและเอ็มวี Gangnam Style ซึ่งหลายคน ก็คิดว่า นั่นคือจุดพีคที่สุดไปแล้วของคลื่น วัฒนธรรมเกาหลีใต้ หรือ The Korean Wave ที่ไหลบ่าท่วมท้นสังคมร่วมสมัยของเรา มาคราวนี้ เขากลับมากับเพลง Hangover ที่ร่วมฟีเจอริ่งกับ Snoop Dogg จำนวนคลิกวิว ไต่ระดับขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว และเขายังคงสามารถ เกาะติดอยู่บนหน้าฟีดของโซเชียลมีเดีย และพื้นที่ ข่าวสารเป็นประจำทุกวัน

ถึงแม้ว่าตอนนี้ทั้งโลกจะไม่ได้บ้าคลั่งเกาหลีเหมือนกับช่วงก่อนๆ ที่เราเคยหายใจเข้า-ออกพร้อมกัน เป็น K-wave ไม่ว่าจะเป็นเพลงจากแร็ปเปอร์ตลกๆ ภาพเรียวขาอ่อนของนักร้องสาวๆ ภาพยนตร์เขย่าขวัญชั้นเยี่ยม และวรรณกรรมเยาวชนดีๆ แต่มันก็ยังไม่ได้เลือนหายไปเสียทั้งหมด นี่คือเรื่องเกินความคาดหมายและเป็นสิ่งที่น่าทึ่งของคลื่นลูกนี้

ในยุคสมัยที่เรามีเรื่องทอล์กออฟเดอะทาวน์กันเพียงแค่ไม่เกินข้ามวัน เรื่องราวสารพัดสารพันไหลบ่าเข้ามาสู่ความสนใจจนติดตามและจดจำกันไม่หวาดไม่ไหว ไม่มีเรื่องอะไรที่เป็นศูนย์กลางหนึ่งเดียวอีกต่อไปแล้ว K-wave ยังคงสอดแทรกตัวเองอยู่ในชีวิตประจำวันของเราได้

K-wave หมายถึง ปรากฏการณ์ป๊อปคัลเจอร์จากเกาหลีใต้ แพร่กระจายออกไปได้รับความนิยมทั่วทั้งโลก เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน คำว่า K-wave เริ่มใช้โดยสื่อมวลชนชาวจีน อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนหนุ่มสาวของพวกเขา ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งนี้ก็มาเกิดขึ้นกับสังคมไทยเราไม่ต่างกันเลย


ประเทศอุตสาหกรรมใหม่
ตอนที่ผมเดินทางไปประเทศเกาหลีใต้เป็นครั้งแรก คือเมื่อเกือบสองทศวรรษก่อนตามคำเชิญของบริษัทซัมซุงในประเทศไทยเพื่อเยี่ยมชมโรงงานผลิตโทรศัพท์มือถือ ในตอนนั้นคนทั้งโลกยังรู้จักแต่โนเกีย โมโตโรลา และซีเมนส์ เท่านั้นเอง ซัมซุงยังเป็นแบรนด์หน้าใหม่มากๆ ในเมืองไทย เราคุ้นเคยเครื่องใช้ไฟฟ้า แบรนด์ดังจากประเทศญี่ปุ่นมากกว่า แม้กระทั่ง LG อีกแบรนด์ดังจากเกาหลี ในตอนนั้นเรายังเรียกว่า Goldstar กันอยู่เลย

เกาหลีใต้เพิ่งจะร่ำรวยมั่งคั่งขึ้นมาในช่วงเวลาประมาณนั้น จากความสำเร็จในการปฏิวัติอุตสาหกรรม พวกเขากลายเป็นเสืออีกตัวแห่งเอเชีย ดำเนินรอยตามเพื่อนบ้านอย่าง ญี่ปุ่น ไต้หวัน และสิงคโปร์ ผลจากการสร้างประเทศของคนรุ่นพ่อแม่ในหลังยุคสงคราม ทำให้เกาหลีใต้ในทศวรรษ 1980-1990 กลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ หรือ NICS เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 11 ของโลก ประชากรมีรายได้ต่อหัว 10,560 เหรียญสหรัฐฯ ต่อคนต่อปี เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศร่ำรวย

โรงงานผลิตโทรศัพท์มือถือของซัมซุง ทันสมัย สะอาด เรียบร้อย และยิ่งใหญ่ตระการตาอย่างไม่น่าเชื่อ เวลาที่พูดถึงโรงงานอุตสาหกรรมและคนงานในสายการผลิต เราจึงมักจะจินตนาการไปถึงภาพความแออัด อากาศอบอ้าว กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ หยาดเหงื่อ ความเหน็ดเหนื่อย เบื่อหน่าย และยากจน แต่เมื่อเดินทางมาถึงโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศพัฒนาแล้ว สภาพภายนอกดูสวยงามร่มรื่นจนน่าแปลกใจ

เพราะตอนนี้ตรงกับช่วงพักเที่ยงพอดี ผมจึงได้เห็นคนงานแต่งชุดเครื่องแบบสะอาดเอี่ยมสีชมพูเหมือนกันหมด พวกเขาเดินเข้าไปในโรงอาหารอย่างเป็นระเบียบ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพูดอธิบายด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงเกาหลีว่า พนักงานทุกคนทุกระดับ จะต้องมารับประทานอาหารในโรงอาหารนี้เหมือนกันหมด เพื่อความสมัครสมานพร้อมเพรียงจึงไม่เว้นแม้แต่พวกเราที่เป็นแขกผู้มาเยือน

ก่อนจะรับประทานอาหาร ผมเดินเข้าไปล้างมือในห้องน้ำแล้วก็เหลือบไปเห็นป้ายขนาดใหญ่ติดไว้ที่ประตูทางเข้าห้องน้ำ เป็นรูปถ่ายและชื่อของนักการคนหนึ่ง ผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบรักษาความสะอาดของห้องน้ำแห่งนี้ พร้อมทั้งตัวอักษรใหญ่ๆ ติดไว้ว่า ‘My Place’ จุดอื่น ๆ ของโรงอาหาร ก็มีป้ายทำนองนี้ ติดอยู่ทั่วไปหมด เช่น มีป้ายขนาดใหญ่ที่ติดไว้ตรงประตู ทางเข้าโรงอาหาร เป็นรูปถ่ายและรายชื่อของเจ้าหน้าที่โรงอาหาร ประมาณ 10 กว่าคน ไล่ตั้งแต่โภชนากร แม่ครัว ภารโรง ฯลฯ

สภาพในสายการผลิตก็ไม่ต่างไปจากในโรงอาหาร ทุกอย่างถูกจัดไว้เป็นระเบียบ สะอาดตา มีเครื่องจักรและคนงานยืนเรียงเป็นแนวแทนบนเครื่องจักรแต่ละเครื่อง มีรูปถ่ายและชื่อของพนักงานประจำเครื่องติดไว้อีกแล้วว่า ‘My Machine’ ทุกการเคลื่อนไหวของ มนุษย์ในสายการผลิตนั้น สอดคล้อง และพร้อมเพรียงแทบไม่ต่างไปจาก เครื่องจักรสีชมพู ทุกคนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรอุตสาหกรรม ไม่น่าแปลกใจเลยที่ประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วเหล่านี้จะมีความมั่งคั่งร่ำรวย เพราะพวกเขาเข้าถึงประสิทธิภาพสูงสุดในการผลิตสินค้าทีละจำนวนมากๆ และเหมือนกันทั้งหมด

 

อุตสาหกรรมทางวัฒนธรรม
จำได้ว่าตอนที่ไปประเทศเกาหลีใต้ครั้งนั้น ระหว่างที่กำลังเดินช้อปปิ้งสินค้าในตลาดนัดทงแดมุน ผมถามไกด์นำเที่ยวว่าภาพยนตร์เกาหลีเรื่องใดกำลังได้รับความนิยมสูงสุด

ไกด์หยิบแผ่นวีซีดี Shiri ขึ้นมาแนะนำ มันเป็นหนังแอคชั่นทริลเลอร์ เกี่ยวกับสายลับสาวชาวเกาหลีเหนือลอบเข้ามาก่อการร้ายในเกาหลีใต้ และจบลงด้วยความเศร้าโศกซาบซึ้งใจ อีกไม่กี่เดือนหลังจากที่กลับมาเมืองไทย หนังเรื่อง Shiri ก็เข้าฉายในโรงบ้านเรา ในชื่อว่า ‘เด็ดหัวใจยอดจารชน’

Shiri เป็นหนังจากเกาหลีใต้เรื่องที่ 2 ที่เข้าฉายในเมืองไทย หลังจากเรื่องแรกคือ Yonggary เป็นหนังสัตว์ประหลาดถล่มเมือง คล้ายๆ กับก็อตซิลลา มันไม่ค่อยทำเงินและลาโรงไปเงียบๆ จนกระทั่ง Shiri เข้าฉาย ก็ทำให้คนไทยเริ่มรู้ว่า ป๊อปคัลเจอร์จากเกาหลีใต้มีความน่าสนใจ ไม่น้อย พระเอกหล่อ นางเอกสวย เพลงประกอบไพเราะ ฉากแอคชั่นตูมตาม ไม่แพ้หนัง ฮอลลีวูดหรือฮ่องกง ในช่วงเวลานั้น ว่ากันว่ากระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ ทุ่มเงินกว่า 50 พันล้านวอน สนับสนุนการถ่ายทำภาพยนตร์สารคดี ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ เกมออนไลน์ สิ่งตีพิมพ์ ดนตรี และข้อมูลที่บอกเล่าถึงความน่าหลงใหล ความมหัศจรรย์ประเทศออกไป เผยแพร่สู่สายตาชาวโลก

แล้วหลังจาก Shiri เป็นต้นมา K-wave ลูกยักษ์ก็ท่วมท้นเข้ามาในเมืองไทย

ช่องทางที่จะเข้าถึงชีวิตประจำวันของผู้คนได้ดีที่สุดในยุคนั้น คือ โทรทัศน์ ไม่ต้องแปลกใจที่ซีรีส์จากเกาหลีเริ่มฮิตระเบิดในบ้านเรา แต่มันไม่ได้เริ่มจากเรื่อง แดจังกึม ทางช่อง 3 หรอกนะ มันเริ่มต้นก่อนหน้านั้นอีก ทางช่องไอทีวี กับซีรีส์เรื่อง รักนี้ชั่วนิรันดร์ และเพลงรักในสายลมหนาว ในช่วงเวลาที่หนังชุดจากฮ่องกงเริ่มเสื่อมความนิยม และละครทีวีไทยก็ยังคงวนเวียนน่าเบื่อ ซีรีส์เกาหลีกลายเป็นทางออกของผู้ชมโทรทัศน์ และมันทำให้คนหนุ่มสาวเกาะหน้าจออยู่กับบ้านได้อีกครั้ง

หนังเกาหลีหลายเรื่องกลายเป็นหนังที่ทำสถิติรายได้ และทำสถิติยืนโรงฉายยาวนานอย่างเป็นปรากฏการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Il Mare, My Sassy Girl หรือ The Classic ฯลฯ และเพิ่งจะมาเมื่อไม่กี่ปีนี้เองที่เพลงป๊อปจากเกาหลี หรือที่เราเรียกกันคุ้นเคยว่า K-pop กลายเป็นพายุหมุน กวาดเอาวัยรุ่นไทย เต้นคัฟเวอร์ตาม แต่งหน้าทำผม และใส่เสื้อผ้าแฟชั่นเหมือนกันไปหมด
สาวๆ ในเอ็มวี K-wave ยืนเรียงแถวกันเป็นสิบคน แต่งตัวเหมือนกัน หน้าตาคล้ายกันจนแทบจะแยกแยะไม่ออกว่าใครเป็นใคร แล้วพวกเธอก็เต้นไปตามจังหวะท่วงทำนองเดียวกัน พร้อมเพรียงกัน ภาพที่ปรากฏนั้นช่างสมบูรณ์จนน่าแปลกใจ ทำให้ผมนึกย้อนไปถึงภาพที่เห็นในโรงงานผลิตโทรศัพท์มือถือของซัมซุง เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน ที่ทุกการเคลื่อนไหวของมนุษย์และเครื่องจักรสอดคล้องกลมกลืนกลายเป็นหนึ่งเดียว นี่คือรูปโฉมใหม่ ของอุตสาหกรรม มันคืออุตสาหกรรมวัฒนธรรม ทุกอย่างถูกปั๊มออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัด จำนวนมากๆ เพื่อการเข้าถึงผลกำไรสูงสุด ในยุคหลังสหัสวรรษเป็นต้นมา กระบวนทัศน์เกี่ยวกับการพัฒนาได้เปลี่ยนแปลงไป จากการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ ไปสู่การแสวงหามูลค่าเพิ่มจากความคิดสร้างสรรค์ ถือเป็นโรงงานอุตสาหกรรมแบบไร้ปล่องควัน ขายสินค้าที่เป็นมันสมอง ไอเดีย ความคิด มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่มนุษย์และกิจกรรมที่มนุษย์เป็นตัวขับดัน ซึ่งประเทศเกาหลีใต้ก็สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับกระบวนทัศน์ใหม่นี้ได้อย่างดีเยี่ยม

 

พลังของผู้คน ในประเทศ เทียบกับเมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้ว ความรับรู้เกี่ยวกับเกาหลีของเราไม่ได้เป็นแบบทุกวันนี้ คงไม่ใช่การพูดเกินจริง ถ้าจะบอกว่า ณ วินาทีนี้เกาหลีคือโทรศัพท์ ที่อยู่บนฝ่ามือ คือโทรทัศน์ที่อยู่ในบ้าน คอมพิวเตอร์ที่อยู่ในออฟฟิศ เป็นซีรีส์ที่ดูทุกเสาร์-อาทิตย์ เป็นเพลงที่เราหัดร้องและเต้นตาม เป็นหนังเรื่องโปรดตลอดกาล เมื่อช่องทางการเข้าถึงผู้ชมได้เปลี่ยนแปลงไปตามความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ทุกวันนี้ เราอยู่กับมัลติสกรีน มากกว่าจะอยู่กับจอทีวีทั้งวัน เหมือนเมื่อก่อน K-wave ก็เปลี่ยนช่องทางแทรกซึม จากจอหนัง จอทีวี ในตอนนี้มันผ่านเข้ามาทางจอ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟนของเรา มันกลายเป็นคลิปอะไรสักอย่างที่เราเพิ่งกดแชร์ไปในโซเชียลมีเดียเมื่อสักครู่นี้เอง ทำไมความเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้? ผมได้คำตอบนี้มาจากนิตยสาร GM เราได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คิมรันโด นักเขียนเบสต์เซลเลอร์ และเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาที่โด่งดังที่สุดในเกาหลีใต้ เขาอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า มันเกิดจากพลังของคนภายในชาติ “ก่อนอื่นเลยนะ คุณต้องทำความเข้าใจอย่างหนึ่งว่าการที่วัฒนธรรมใดจะแข็งแกร่งขึ้นมาได้นั้น คนในประเทศนั้นๆ ต้อง Push มันขึ้นมาด้วยตัวเองก่อน ถ้าคุณได้ไปเกาหลีในช่วงนี้ คุณจะไม่แปลกใจเลยที่ทุกวันนี้คนเกาหลีเวลานัดเจอกัน หรือว่าจะใช้เวลาว่างร่วมกัน พวกเขาจะพากันไปร้องเพลง เต้นรำ ดูคอนเสิร์ต ใช้ชีวิตอยู่ในวัฒนธรรม K-pop เมื่อวัฒนธรรมภายในประเทศตรงนี้แข็งแกร่งมาก กลายเป็นชีวิตประจำวัน วันหนึ่งมันจะกลายเป็นสินค้าส่งออก โดยมีพรีเซ็นเตอร์ก็คือทุกคนในชาติ มันก็เลยมีพลัง” คิมรันโด ตอบคำถามของ GM (ข้อมูลจากนิตยสาร GM ฉบับพฤศจิกายน 2012 เรื่องโดย มนตรี บุญสัตย์) ดูอย่างกรณีของหนัง Shiri ออกฉายในช่วงปี 2000 ซึ่งเป็นช่วงต้นๆ ของปรากฏการณ์ K-wave ข้อมูลจากวิกิพีเดียระบุว่า มันเปิดศักราชยุคใหม่ให้แก่ภาพยนตร์เกาหลีอย่างแท้จริง มีผู้เข้าชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงประมาณ 6 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์ของเกาหลี ทำลายสถิติภาพยนตร์เรื่อง Titanic ซึ่งเป็นภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ของฮอลลีวูดและของโลก (โดยมีผู้ชม 4.5 ล้านคนในเกาหลีใต้) เมื่อประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายในตลาดของบ้านตัวเองแล้ว หลังจากนั้นจึงค่อยขยายออกไปสู่ตลาดนอกประเทศได้ ข้อมูลระบุว่า มันเป็นภาพยนตร์เกาหลีเรื่องแรกที่เปิดตัว ในอันดับ 1 เมื่อเข้าฉายในฮ่องกงและญี่ปุ่น มีผู้ชมถึง 1 ล้านคนภายในช่วงระยะเวลาที่สั้นที่สุด (ภายใน 10 วันนับจากวันเปิดฉาย) เป็นภาพยนตร์ของเกาหลีที่ถูกซื้อไปฉายในต่างประเทศมากที่สุด และเป็นที่ดึงดูดความสนใจของสื่อมวลชนต่างประเทศอย่างมาก
“เพราะประเทศเราไม่มีทรัพยากรธรรมชาติที่จะไปแข่งขันกับใครเขาได้ พื้นที่ประเทศแห้งแล้ง พื้นที่ราบเพื่อการเกษตรมีน้อย เรามีแต่ภูเขาสูง มีฤดูหนาวที่ยาวนาน ฤดูร้อนที่สั้นมาก จะเพาะปลูกอะไรก็ไม่ทัน เพราะฉะนั้น เรามีทางเลือกไม่มาก ถ้าคนเราไม่ขยันประเทศก็ไปไม่รอด เราจึงไม่เคยหมดความพยายามที่จะสร้างคนให้เป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพสูงสุดเพื่อให้ชาวโลกยอมรับ คนนี่เอง จะทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในหลายมิติ” คิมรันโดกล่าว พลังบริโภคในประเทศที่สูงมากพอ ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมสินค้านั้นๆ ภายในประเทศขึ้นมา เหมือนกับในประเทศไทยที่มีอุตสาหกรรมรถยนต์แข็งแกร่งมากตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เรามีค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากทั่วโลกมาก่อตั้งโรงงาน มีบริษัทลูกตามเข้ามา และมีกิจการผลิตชิ้นส่วน Supply Chain ต่อเนื่องมากมาย ก็เพราะเรามีความต้องการซื้อรถยนต์ภายในประเทศ มีการตัดถนนใหม่มากมาย สร้างสะพานข้ามแยก สร้างทางด่วน มีเมืองที่ขยายตัวออกไปเรื่อยๆ ผู้คนต้องการรถยนต์ส่วนตัวไว้ใช้เดินทางสัญจร เนื่องจากเรายังไม่มีระบบขนส่งมวลชนที่ดีพอ อุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมของเรา ถ้าจะให้เติบโตยิ่งใหญ่ และแพร่กระจายออกไปได้เหมือนกับของประเทศเกาหลีใต้ ก็คงต้องเริ่มต้นจากตลาดภายในประเทศ การยอมรับของคนไทยที่มีต่อสินค้า วัฒนธรรมของตัวเอง หนัง เพลง วรรณกรรม ละคร ฯลฯ


 

เรื่อง : วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ