เศรษฐกิจการท่องเที่ยว หรือ The Visitor Economy
ความสำคัญของการท่องเที่ยวที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ ผลที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจ อันได้แก่ การขยายตัวของ GDP เกิดการสร้างงาน เพิ่มมูลค่าการส่งออกและมูลค่าภาษี รวมทั้งการกระตุ้นการลงทุน การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และการใช้จ่ายเงิน ของภาครัฐ 

 

ในปัจจุบัน ความต้องการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เป็นอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งถือว่าเป็นภูมิภาคที่มีแรงขับเคลื่อนในด้านนี้มากที่สุด เศรษฐกิจการท่องเที่ยว (Visitor Economy) จึงถือเป็นเสาหลักในการพัฒนาด้านสังคมในภูมิภาค หากจัดการได้อย่างถูกต้องและมีความรับผิดชอบ การท่องเที่ยวจะเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจและสังคม เป็นตัวเชื่อมให้เกิดความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่าง ประเทศและความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม

คาดการณ์นักท่องเที่ยวระหว่างปี 2014 – 2018
สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ( PATA) คาดการณ์ แนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าสู่ประเทศต่างๆ ในแถบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ดังนี้
• นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่ภูมิภาคนี้ เพิ่มขึ้นจาก 521 ล้านคนเป็น 670 ล้านคน ในปี 2018 หรือมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย ร้อยละ 6.5
• นักท่องเที่ยวรัสเซียเดินทางเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งมีจำนวนต่ำกว่า 6 ล้านคนในปี 2013 แต่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกิน 10 ล้านคน เมื่อจบปี 2016 ประเทศที่นิยมเดินทางเข้าไปท่องเที่ยว 3 อันดับแรก ได้แก่ ประเทศไทย จีน และกัมพูชา
• นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวเกาหลียังมีอัตราการเดินทางเข้ามา ในภูมิภาคอย่างโดดเด่น โดยคาดว่า ปลายปี 2016 จะมีนักท่องเที่ยวจากเกาหลีเดินทางเข้ามาเกิน 20 ล้านคน แซงหน้านักท่องเที่ยวญี่ปุ่นไปได้

 

มาตรวัดที่มีความหมายสำหรับคนรุ่นต่อไป (Meaningful Metrics for the Next Generation)
• ความสำคัญของเศรษฐกิจต่อการเดินทางท่องเที่ยวได้รับความสนใจและมีการตระหนักถึงความสำคัญเป็นครั้งแรกในการประชุม G20 Summit ในเดือนมิถุนายน 2012 ที่ ลอส คาบอส ประเทศเม็กซิโก
• ผู้นำโลกในเวที G20 Summit ได้ตกลงร่วมกันที่จะช่วยประเทศที่กำลังพัฒนาให้มีการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและเข้มแข็ง โดยใช้มาตรการที่เหมาะสม รวมไปถึงการกระตุ้นให้เกิดการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (inclusive Green Growth) โดยได้ตระหนักถึงบทบาทของการเดินทางและท่องเที่ยวที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิด การสร้างงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนา
• จากการวิจัยประจำปีของ The World Travel & Tourism Council (WTTC) ร่วมกับ Oxford Economics พบว่า ในปี 2012 Visitor Economy ในเขตเศรษฐกิจเอเปค (Asia Pacific Economic Cooperation) คิดเป็นร้อยละ 8.4 ของ GDP ในภูมิภาค และสนับสนุนงานที่เกี่ยวข้องกว่า 123 ตำแหน่ง หรือคิดเป็นร้อยละ 8.5 ของการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมในอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญต่อเศรษฐกิจภาคครัวเรือนของผู้ทำงาน ครอบครัวและชุมชนในแหล่งท่องเที่ยว

ทำความเข้าใจกับ Visitor Economy
• John King ประธาน OAM, Australian Tourism Export Council (ATEC) และเป็นสมาชิกของคณะทำงาน Visitor Economy ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ปี 2013 ได้อธิบายว่า Visitor Economy นั้น มีความหมายและผลกระทบที่ค่อนข้างกว้าง โดยการท่องเที่ยวจะเป็นแก่นหลักของ Visitor Economy ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับกิจกรรมต่างๆ ที่มากกว่าโรงแรม บริษัทนำเที่ยว หรือแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ โดยสรุป คือ มีความหมายครอบคลุมกว้างกว่า ‘การท่องเที่ยวและกิจกรรม’ เพราะมีขอบเขตของธุรกิจต่างๆ ที่มีขอบเขตกว้าง ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อกิจกรรมเชิงเศรษฐกิจที่จัดหาสินค้าและบริการ
• ส่วน Taleb Rifai เลขาธิการใหญ่ องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) ได้กล่าวถึง Visitor Economy ว่าเป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์ในหลายๆ แง่มุมของชีวิตเรา ทั้งเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางสังคม การสร้างงาน การลดความยากจน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ประโยชน์เหล่านี้ต้องถือเป็นความสำคัญในระดับสูงสุด

Tourism Industry Versus Tourism/Visitor Economy ตามหลักการของ World Travel & Tourism Council (WTTC)
1. อุตสาหกรรมท่องเที่ยว (Tourism Industry) Tourism Industry หมายถึง ภาคส่วนทั้งหมดที่ให้บริการเกี่ยวข้องโดยตรงกับนักท่องเที่ยว ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรง เช่น สายการบิน ผู้ประกอบการคมนาคมขนส่ง โรงแรม แหล่งท่องเที่ยว สถานที่จัดการประชุมและผู้จัดงาน (Organizer) ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และบริษัทนำเที่ยว รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ ของร้านอาหารและอุตสาหกรรมพักผ่อนสันทนาการต่างๆ ที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวโดยตรง ส่วนในความหมายของบัญชีประชาชาติด้านการท่องเที่ยว (Tourism Satellite Account) นั้น การท่องเที่ยวจะมีการกระทบโดยตรงไปยัง GDP และการจ้างงาน โดยผลกระทบที่เกิดโดยตรง (Direct Contribution/Impact) มีดังนี้

• รายได้ทางการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ (Visitor Exports หรือ International Tourism Receipts) คือ ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในประเทศที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไปท่องเที่ยว ทั้งจากการเดินทางเพื่อธุรกิจและเพื่อพักผ่อน โดยรวมการใช้จ่าย ด้านคมนาคมด้วย
• รายได้ทางการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวในประเทศ (Domestic Tourism Expenditure) เป็นการใช้จ่ายในประเทศของนักท่องเที่ยว ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศนั้นๆ ทั้งจากการเดินทางเพื่อธุรกิจและเพื่อพักผ่อน
• ค่าใช้จ่ายของภาครัฐ ในการสนับสนุนบริการต่างๆ ด้านการท่องเที่ยว
• การบริโภคภายในประเทศด้านการท่องเที่ยว ซึ่งรวมรายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศโดยอุตสาหกรรมหรือภาคส่วนที่จัดการโดยตรงกับนักท่องเที่ยว

2. เศรษฐกิจการท่องเที่ยว (Visitor/Tourism Economy) สำหรับ Visitor Economy นั้น จะรวมผลกระทบโดยตรงที่มีต่อการท่องเที่ยวทั้งหมดที่กล่าวไปด้านบน และรวมผลกระทบที่กว้างขึ้น โดยผนวกผลกระทบทางอ้อมเข้าไปด้วย ผลกระทบทางอ้อม หรือ Indirect/Induced Impacts ได้รวม GDP และการจ้างงานที่มีการสนับสนุน โดย
• การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร/การลงทุนที่ให้ผลระยะยาว (Capital Investment) เป็นการลงทุนที่สำคัญของกิจกรรมต่างๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งอาจจะรวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ให้ผลประโยชน์ทางการท่องเที่ยว เช่น ที่พักใหม่ๆ อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการขนถ่ายผู้โดยสาร สิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวกับร้านอาหารและกิจกรรมพักผ่อน สันทนาการที่ใช้สำหรับการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ
• ค่าใช้จ่ายของภาครัฐในองค์รวม (Government Collective Expenditure) โดยจะเป็นผู้ใช้จ่ายแทนชุมชน เช่น การส่งเสริมการตลาด การท่องเที่ยว การบิน การบริหารจัดการ บริการรักษาความปลอดภัย บริการดูแลความปลอดภัยของรีสอร์ท บริการทำความสะอาดของรีสอร์ท และอื่นๆ
• ผลกระทบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Effects) เช่น การซื้อสินค้า และบริการในประเทศ โดยผ่าน Supply Chain ทั้งระบบ หรือการซื้อสินค้า และบริการโดยภาคส่วนต่างๆ ที่ติดต่อโดยตรงกับนักท่องเที่ยว การซื้ออาหารและบริการทำความสะอาดของโรงแรม การซื้อเชื้อเพลิงและบริการอาหารของสายการบิน และบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของบริษัทนำเที่ยว เพื่อให้เห็นภาพความสำคัญของเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน WTTC ได้ยกตัวอย่าง Visitor Economy ที่มีผลต่อการกระจายตัวไปยัง GDP ในประเทศ APEC ดังนี้

จะเห็นได้ว่า ผลกระทบโดยตรงจากเศรษฐกิจการท่องเที่ยว หรือ Visitor Economy ต่อ GDP คิดเป็นเพียงร้อยละ 32 ในขณะที่ผลกระทบทางอ้อม คิดเป็นร้อยละ 68 ทั้งนี้ ในส่วนของผลกระทบทางอ้อม สามารถ แบ่งออกได้เป็น Indirect Impacts (ร้อยละ 48) ซึ่งประกอบด้วยส่วนที่เป็น Supply Chain ร้อยละ 30 การลงทุน ร้อยละ 10 และการใช้จ่ายของภาครัฐร้อยละ 7.5 และ Induced Impacts (ร้อยละ 20 ) ซึ่งหมายถึงการนำรายได้ที่ได้จากการทำงานในภาคท่องเที่ยวไปใช้จ่ายต่อไป

ขอบเขตของ Visitor Economy
ผลกระทบจากการเดินทางท่องเที่ยว จะเห็นได้ว่าแทรกซึมเข้าไปในภาคเศรษฐกิจของเรา อย่างชัดเจน ตามธรรมชาติแล้ว อุตสาหกรรมนี้จะกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างชุมชน นักท่องเที่ยว รัฐบาล ผู้จัดหาสินค้า/บริการในพื้นที่ และธุรกิจต่างๆ โดยผ่านห่วงโซ่ อุปทาน ในขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้เกิดการลงทุนไปด้วย จากการประมาณการพบว่า จะมีคนที่อยู่ในประเทศ APEC มีงานทำถึง 123 ล้านคนจากงานที่เกี่ยวเนี่องกับการเดินทางและการท่องเที่ยว โดย 45 ล้านคนเป็นคนที่ทำงานในแวดวงท่องเที่ยวโดยตรง คนทั้งหมดเหล่านี้ จะใช้จ่ายเงินส่วนหนึ่งที่เป็นรายได้ของตนเองในการซื้อสินค้าและบริการต่างๆ จากทุกภาคส่วน ของระบบเศรษฐกิจ การวิจัยของ WTTC คาดว่า เศรษฐกิจการท่องเที่ยวคิดเป็นร้อยละ 9 ของ GDP โลก ซึ่งมากกวา่ GDP ในหมวดอุตสาหกรรมยานยนต์  (ร้อยละ 8.5) และน้อยกว่าภาคธนาคาร (ร้อยละ 11) เพียงเล็กน้อย

การเดินทางเพื่อธุรกิจ และการเดินทางเพื่อพักผ่อน (Business and Leisure Travel)
การตลาดการท่องเที่ยวประกอบด้วย 2 กลุ่มตลาดหลัก (Segment) คือ กลุ่มธุรกิจและพักผ่อน ซึ่งครอบคลุมไปถึงวัตถุประสงค์หลักในการเดินทาง ทั้งนี้ การเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อน ซึ่งรวมไปถึงการท่องเที่ยวในวันหยุด การเยี่ยมเพื่อน และญาติ และการเดินทางโดยมีจุดประสงค์ส่วนตัวอื่นๆ เช่น เพื่อการศึกษา การเรียน และสุขภาพ จะเป็นกลุ่มตลาดหลักที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเมื่อคำนึงถึงจำนวนการเดินทางและขนาดค่าใช้จ่าย ในปี 2012 ค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อนในกลุ่มประเทศ APEC ทั้งจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและจากการเดินทางในประเทศ เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 2 หรือ 1,746 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็น ร้อยละ 75 ของค่าใช้จ่ายในภูมิภาค ในขณะที่การเดินทางเพื่อธุรกิจ ซึ่งก่อให้เกิดการใช้จ่ายร้อยละ 25 มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 หรือ 593 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2011 อย่างไรก็ตาม แม้จะมีสัดส่วนทางการตลาดที่น้อยกว่า แต่ก็ไม่ควรละเลยกลุ่มการเดินทางเพื่อธุรกิจ เนื่องจาก มีกลุ่มศักยภาพหลายกลุ่มย่อยอยู่ภายใน เช่น การจัดประชุม สัมมนา นิทรรศการ และสนับสนุนการเดินทางเพื่อเป็นรางวัลขององค์กรต่างๆ


ค่าใช้จ่ายทั้งการเดินทางเพื่อพักผ่อนและธุรกิจคาดว่าจะเพิ่มขึ้น ประมาณร้อยละ 70 ในกลุ่มประเทศ APEC ภายในทศวรรษหน้า (ในระดับโลกจะมีการขยายตัวเพียงร้อยละ 50) โดยอัตราการเติบโต ที่เพิ่มขึ้นสูงจะพบในประเทศดาวรุ่งในภูมิภาค เนื่องจากมีเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น ประชากรมีฐานะดีขึ้น และเศรษฐกิจของประเทศเริ่มผสมผสานไปในทิศทางเดียวกันกับเศรษฐกิจโลกมากขึ้น ดังนั้น การประชุม งานแสดง สินค้า และการเดินทางเพื่อธุรกิจต่างๆ จะเป็นสัดส่วนที่สำคัญต่ออัตรา การเติบโตนี้

การเดินทางในประเทศ และการเดินทางระหว่างประเทศ (Domestic and International Travel)
แม้จะมีข้อมูลสนับสนุนในระดับโลกและภูมิภาคไม่มากนัก แต่ส่วนใหญ่ จะระบุได้ว่า การเดินทางในประเทศมีขนาดมากกว่าการเดินทางระหว่าง ประเทศถึง 10 เท่า ทั้งในแง่ของจำนวนการเดินทางเข้าและค่าใช้จ่าย ในการท่องเที่ยว ยกตัวอย่าง เช่น การเดินทางออกนอกประเทศของ นักท่องเที่ยวจีนมีจำนวน 83 ล้านคน/ครั้ง ในปี 2012 ในขณะที่การเดินทาง ในประเทศมีจำนวน 3 พันล้านคน/ครั้ง คิดเป็น 1 ใน 36 เท่านั้น เช่นเดียวกับ อินเดีย ซึ่งมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางออก 14 ล้านคน/ครั้ง มีนักท่องเที่ยว อินเดียเดินทางในประเทศ 850.9 ล้านคน/ครั้ง หรือคิดเป็น 1 ใน 60 สำหรับการใช้จ่ายเงินของนักท่องเที่ยวต่างชาติ (Foreign Visitor Spending) ในการท่องเที่ยวในภูมิภาค APEC นั้น มีการใช้จ่ายประมาณ 490,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2012 คิดเป็นมูลค่าต่อ GDP ร้อยละ 20 ในขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ (Domestic Tourism) สร้างมูลค่า ให้กับ GDP ประมาณร้อยละ 80 ทั้งนี้ คาดว่า ทั้งการเดินทางระหว่างประเทศ และการเดินทางในประเทศ จะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในทศวรรษหน้า


 

เรียบเรียง : จิรา บัวทอง หัวหน้างานวิชาการ งานวิชาการ กองวิจัยการตลาด