ในการจัดงานส่งเสริมการขายด้านการท่องเที่ยว World Travel Mart หรือ WTM 2013 ระหว่างวันที่ 4-7 พฤศจิกายน 2556 ณ ศูนย์การประชุม Excel กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร มีการจัดสัมมนาในกลุ่มความสนใจต่างๆ โดยมีสาระสำคัญในหัวข้อต่างๆ ดังนี้

ด้านเทคโนโลยี (Technology)
Gaming and Gamification in Tourism : Opening a New Tourism Experience

 จากข้อมูลของ International Federation for IT and Travel & Tourism (IFITT) พบว่า

ปัจจุบัน มีเกมสำหรับอุปกรณ์สารสนเทศเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก และเกมเหล่านี้ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางธุรกิจและการตลาดของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวด้วยในลักษณะของเกมที่เป็น Location-based ในขณะที่เกมเหล่านี้ผู้เล่นจะมีความรู้สึกเช่นเดียวกับการได้ท่องเที่ยว เนื่องจากได้หลีกหนีจากโลกความเป็นจริงไปสู่โลกของเกมในช่วงระยะเวลาหนึ่ง


Augmented Reality (AR) Games เป็นการผสมผสานระหว่างสถานที่ท่องเที่ยวจริงและสถานที่ท่องเที่ยวเสมือนจริง นับว่าเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ของการสร้างประสบการณ์ในการท่องเที่ยว เช่น เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาถึงจุดหมายการท่องเที่ยวก็สามารถเล่นเกมที่เป็น Location-based ที่ให้ทั้งความสนุกสนานและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ ด้วย โดยองค์ประกอบของ Location-based games มีดังนี้

 ประโยชน์ของ AR Games คือ ทำให้เกิดความท้าทายและความรู้สึกประสบความสำเร็จเมื่อเล่นชนะ ได้รับความสนุกสนานและได้อยู่ในโลกของจินตนาการ (Fun & Fantasy) เป็นกิจกรรมในครอบครัว และช่วยให้รู้จักเมืองที่ไปท่องเที่ยวมากขึ้น ทำให้เกิดความสงสัยใคร่รู้และความประหลาดใจ (Curiosity and Surprise) เป็นวิธีการเล่าเรื่องของสถานที่ที่ไปเยือนให้น่าสนใจ และเกิดปฏิกิริยาโต้ตอบ (interactive)


ความเสี่ยงหรือข้อจำกัดของการใช้ AR Games ได้แก่ คนที่เดินผ่านไปมา สถานที่ท่องเที่ยวแออัด มีเสียงรบกวนจากการจราจร การเล่าเรื่องของสถานที่ต่างๆ ต้องทำให้เหมาะกับรูปแบบของเกม สภาพอากาศ ข้อจำกัดทางเทคนิค

 

 


การออกแบบเกมมีวัตถุประสงค์หลักคือการให้ความรู้แก่ผู้เล่น ไม่ใช่วัตถุประสงค์ด้านการตลาดแต่ก็สามารถนำไปบูรณาการกันได้ อย่างไรก็ดี อาจมีอุปสรรคที่ค่าใช้จ่ายสำหรับการใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ต/Wi-Fi ที่ค่อนข้างสูง

 


ตัวอย่างของเกมที่มีการนำเสนอในการสัมมนาครั้งนี้ เช่น Visit Norway สร้างเกม Holmenkollen Ski Jump เพื่อโปรโมตประเทศนอร์เวย์ในแง่มุมแหล่งท่องเที่ยวที่สนุกสนานและสร้างจำนวนผู้เข้าชม เว็บไซต์ visitnorways.com มากขึ้น ทั้งนี้สามารถเล่นเกมนี้ได้ทั้งทางเว็บไซต์ โทรศัพท์มือถือ และทาง Facebook นอกจากนี้ยังมีเกม Mayor of Oslo on YouTube และเกม Haunted Planet

 


การใช้ Gamification สำหรับผู้ประกอบการ SMEs มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้รับข้อมูลที่เป็นรายละเอียดของลูกค้ามากขึ้น เนื่องจากการใช้เกมเป็นสื่อช่วยทำให้เกิดการมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 65

 


การออกแบบเกมเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ให้นักท่องเที่ยว จะต้องคำนึงถึงแก่นเรื่อง (Theme) การเล่าเรื่องและภาพรวมของเกมนั้นๆ เพื่อจะส่งเสริมให้นักท่องเที่ยได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ผลที่เกิดจากการเล่นเกมคือ ความบันเทิง การเรียนรู้การได้หลีกหนีจากโลกความเป็นจริง ความตื่นเต้น ความทรงจำ และความท้าทายที่เพิ่มขึ้น สามารถจูงใจให้ผู้เล่นมีส่วนร่วมกับแหล่งท่องเที่ยว เปิดโลกทัศน์ สร้างความตื่นเต้นเร้าใจ ไม่ทำให้ดูเหมือนเป็นธุรกิจที่จงใจส่งเสริมด้านการตลาดมากเกินไป

 


WTM Travel Innovation Summit

วิวัฒนาการของดิจิตอลเทคโนโลยีในการเดินทางเพื่อธุรกิจ (Digilution of Business Travel) เกิดขึ้นอยู่เสมอ เช่น การเกิดขึ้นใหม่ของอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ การใช้ Door-to-Door Multimodal Search หรือระบบการค้นหาที่รวดเร็ว ย่นระยะทางจากต้นทางถึงปลายทาง ในขณะที่ผู้ใช้มีการเคลื่อนที่ (Mobile) ตลอดเวลา ซึ่งระบบนี้สามารถช่วยในการวางแผนการเดินทางได้อย่างครบวงจร โดยไม่จำกัดชนิดของยานพาหนะ ระดับราคา ระยะเวลาเดินทาง สามารถจองผ่าน VDO Call และ Screen Sharing ได้

 


มีช่องทางต่างๆ เกิดขึ้นมากมายเพื่อให้สามารถเก็บข้อมูลพฤติกรรมของผู้เดินทางได้มากขึ้น รวมถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายระหว่างการเดินทาง เช่น Virtual Assistant ที่จะเป็นผู้ช่วยเสมือนในการดูแลการเดินทางให้สะดวกราบรื่นตลอดเวลา มีข้อมูลที่จำเป็นในการเดินทางให้เมื่อผู้เดินทางต้องการ สามารถหาราคาค่าโดยสารของพาหนะต่างๆ ได้แบบ Real Time

 


ในโลกปัจจุบัน ลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีความสำคัญมากขึ้น คือ ชาวเอเชีย โดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ซึ่งมีประชากรหนาแน่น ขณะเดียวกันเราต้องตระหนักว่าทรัพยากรในโลกมีน้อยลงทุกขณะ

 


นวัตกรรมของ Thomas Cook ซึ่งเป็นบริษัทนำเที่ยวที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก คือการยึดหลัก 4Cs ได้แก่ Change, Customers, Collaboration และ Culture โดยการเปลี่ยนแปลง (Change) ที่ต้องทำ คือ การยกให้ลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ จำเป็นต้องฟังความต้องการและความคิดเห็นของลูกค้า มีการสร้างแบรนด์ให้สื่อถึงความ High Tech & High Touch คือ มีทั้งความทันสมัยและความใส่ใจต่อลูกค้า ในส่วนของ Collaboration จะต้องสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของทีมงาน และต้องสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ ว่าเป็นแบรนด์ที่ ‘เชื่อถือได้ มีความเป็นตัวเองและมีนวัตกรรมใหม่ๆ’

 


อนาคตของ Online Travel Agent (OTA) ในทัศนะของ Expedia ซึ่งมีเครือข่ายให้บริการใน 170 ประเทศทั่วโลก เห็นว่าปัจจุบันมีช่องทางออนไลน์ที่สำคัญ เช่น Google, Facebook, Trivago, TripAdvisor, Skyscanner มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่ใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้มากมาย แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่ใช่ทั้งหมดของการท่องเที่ยวในอนาคต เพราะสิ่งที่จะเปลี่ยนอนาคตของการท่องเที่ยวที่แท้จริง คือผู้บริโภค (Consumer) เนื่องจาก ผู้บริโภคจะมีความต้องการหรือข้อกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ที่จะให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวหาหนทางหรือวิธีการที่จะรองรับความต้องการเหล่านั้น เช่น ลูกค้าหลายคนมีความต้องการ ต่างกัน แต่เดินทางในกลุ่มเดียวกัน บริษัททัวร์จะต้องจัดโปรแกรมการเดินทางเดียวให้สามารถเชื่อมโยงสินค้าทางการท่องเที่ยวที่ตอบสนองลูกค้าทุกคนได้ และต้องสามารถให้ข้อมูลแก่ ลูกค้าก่อนการตัดสินใจ ลูกค้าเองก็จะมีการหาข้อมูลจากหลายแหล่ง ดังนั้น รายการนำเที่ยวจะมีความยืดหยุ่นสูง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

 


การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศอาจแบ่งได้เป็นยุค Pre Dot-com, ยุค Dot-com, ยุค Mobile Experience และยุค Nowism ซึ่งเป็นยุคปัจจุบัน โดยได้มีการคิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นตลอดเวลา จากที่ผู้ใช้นวัตกรรมต้องก้มหน้าทำงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันมีการสร้างอุปกรณ์ที่สามารถสวมใส่ได้เหมือนแว่นตาหรือนาฬิกาที่สามารถใช้ส่งข้อมูลต่างๆ และใช้เป็นโทรศัพท์ได้ โดยเรียกนวัตกรรมเหล่านี้ว่าเป็น Multi-Device Wearable Experience ตัวอย่างของนวัตกรรมที่จะวางตลาดในปี 2014 นี้ คือ Google Glass


ปัจจุบันคนจะใช้สมาร์ทโฟนควบคู่ไปกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ด้วย

 

Social Media
Social Media’s Dirty Little Secret

เป็นการนำเสนอข้อมูลการใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ หรือ Social Media ที่ทำให้ได้รับทราบข้อมูลของผู้ใช้โดยทางอ้อม ซึ่งพบว่ามีการใช้ Instagram เพื่อโพสต์รูปมากถึง 3 หมื่นล้านรูปใน 1 ปี โดยรูปของสายการบินเป็นส่วนที่เห็นบ่อยที่สุด ในบรรดาแบรนด์ของสินค้าและบริการต่างๆ นอกจากนี้ในการจัดประชุมสัมมนาต่างๆ ผู้จัดสามารถเก็บข้อมูลผู้เข้าร่วมประชุมผ่านทางโทรศัพท์มือถือและข้อมูลที่ได้จากพฤติกรรมการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆ ซึ่งจะเป็นข้อมูล Insight ของพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีค่ามาก เนื่องจากฐานข้อมูลทางเครือข่ายสังคมออนไลน์นี้ ทรงพลังอย่างมากในการมองเห็น จดจำและค้นหา (Social Data Superpowers)

 


จากข้อมูลการใช้ Social Media พบว่าผู้ที่แชร์รูปเป็นเพศหญิง (56%) มากกว่าเพศชาย (44%) และผู้ใช้ Instagram มีความใส่ใจต่อแบรนด์ของสินค้ามากกว่าคนทั่วไปถึง 40 เท่า สำหรับ Foursquare พบว่า ผู้หญิงมักจะเป็นผู้ตัดสินใจในการเดินทางและแชร์รูปมากกว่าผู้ชาย ซึ่งหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวของ ประเทศไทยหรือเมืองต่างๆ ควรใช้วิธีการเก็บข้อมูลเช่นนี้ให้เกิดประโยชน์ทาง การตลาดต่อไปได้

 


วิวัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้มีการลงโฆษณาด้านการท่องเที่ยวมากขึ้นในสื่อออนไลน์ แต่ขณะเดียวกัน สื่อสิ่งพิมพ์ก็เป็นช่องทางสำคัญที่เข้าถึงคนได้มากถึง 1,150 ล้านคน ดังนั้น การโฆษณาแคมเปญต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพควรใช้ช่องทางที่หลากหลาย และมีการสร้างอัตลักษณ์ให้กับสินค้าของตน เพราะในปัจจุบันมีอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศเกิดขึ้นหลายประเภท และผู้บริโภคแต่ละคนนิยมใช้อุปกรณ์หลายประเภทในเวลาเดียวกันจนเป็นปกติ

 


Facebook and Targeting : Finding the People that Matter to You

ปัจจุบันผู้ใช้ Facebook สามารถแชร์ข้อมูลกับเพื่อนในเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวาดฝัน วางแผน ลงมือจอง แบ่งปันประสบการณ์ และสะท้อนกลับข้อคิดเห็นต่างๆ (Dream-Plan-Book- Experience-Reflect) และปัจจุบันมีการใช้อุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่มากกว่า 874 ล้านคนในแต่ละวัน เฉลี่ย ใช้งานวันละ 30 นาที

 


แนวโน้มการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่มีเพิ่มมากขึ้น และคาดว่าภายในปี 2016 ร้อยละ 45 ของประชากรโลกจะหันมาใช้สมาร์ทโฟน ดังนั้น นักการตลาดจึงน่าจะเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยผ่านรูปแบบ หรือ Platform ใหม่ๆ ได้มากขึ้น เช่น ใช้ Facebook ในการทำแผนที่มุมมองผู้บริโภคเพื่อให้สามารถกำหนด กลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้น และเป็นการนำผู้บริโภคมาอยู่ในหัวใจของการวางแผนการเดินทาง โดยบริษัทขนาดเล็ก อาจเริ่มใช้ Facebook เป็นเครื่องมือสื่อสารกับลูกค้าเพื่อให้ทราบกลุ่มลูกค้าเป็นอันดับแรก

 


Facebook ได้มีการเปิดอบรมให้ความรู้แก่ผู้ใช้งานที่ต้องการเรียนรู้อย่างลึกซึ้งเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในการพัฒนาความจงรักภักดีในตัวสินค้า/ บริการ และทำให้เกิดความรู้สึกมีส่วนร่วมของลูกค้า (Engagement of Customer)


What Social Media Success Looks Like in Tourism?

แนวโน้มเครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดนิยม ได้แก่ TripAdvisor, Facebook, Twitter, Blogger ฯลฯ

 


เครื่องมือที่ใช้กันบ่อย คือ โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต

 


ร้อยละ 80 ของผู้ใช้แท็บเล็ตจะใช้งานแท็บเล็ต พร้อมๆ กับดูทีวีไปด้วย

 


ร้อยละ 70 ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนจะเปิดดูเนื้อหาต่างๆ หรือ Content ในมือถือ

 


กรณีศึกษาของ Riviera ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารในกรีซ ผูกเครื่องมือ Social Technology ผ่านช่องทางสังคมออนไลน์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของโรงแรม ดังนี้
1. สร้างพื้นที่ส่วนตัวในหน้าเว็บไซต์ของโรงแรมให้ลูกค้าเข้ามาใช้งาน เช่น ห้องสนทนา (Group Chat), การสร้างกลุ่มส่วนตัว (Private Group) ในหน้าเพจเฟซบุ๊คของโรงแรม และสร้างปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้า (Two-Way Communication)

 

2. ใช้เป็นเครื่องมือในการโปรโมตที่พัก ร้านค้า และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ผ่านเนื้อหาหรือ Content ที่สร้างไว้ในเว็บไซต์ของโรงแรม เช่น Newsfeed, VDO, Insight Profile, ฯลฯ

 

3. ใช้แนวคิด Enterprise 2.0 : Hotel, Restaurant, Destination และ Community และต้องมีการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ

 

 

ข้อดีของการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Media)

 

ลูกค้าสามารถมีพื้นที่ของตนในการแสดงความคิดเห็น แชร์ประสบการณ์ที่ได้ แนะนำและวิพากษ์วิจารณ์ การให้บริการได้ ขณะที่ธุรกิจสามารถรับรู้ รับฟังคำติชมของลูกค้า และนำมาปรับปรุงการดำเนินงานของธุรกิจต่อไป

 


ไม่มีข้อจำกัดเวลา/สถานที่ ในการเข้าถึงลูกค้า

 


สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและพันธมิตร

 


สามารถใช้ดึงดูดความสนใจและสร้างความแตกต่างของแบรนด์ ข้อจำกัดในการใช้เครื่องมือเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Media)

 


ต้องมีคู่ค้า(B2B) ที่ดี บางธุรกิจใช้แล้วประสบความสำเร็จ บางธุรกิจอาจไม่ประสบความสำเร็จ

 


ต้องมีระบบบริหารจัดการหน้าเว็บไซต์ที่ดีทั้งข้อมูลในส่วนที่สามารถเปิดเผยได้ และเปิดเผยไม่ได้

 


ต้องมีการจัดการองค์ความรู้ที่ดี (Knowledge Management) เช่น การเก็บข้อมูลลูกค้า สถิติ การติดตาม และประเมินผล โอกาสในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Media) กับการท่องเที่ยว

 


เหมาะกับการใช้ส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะในพี้นที่ตลาดใหม่ๆ ที่เรายังไม่มีความ ชำนาญในการเจาะตลาด (Emerging Area) เข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวได้ง่าย


ทำให้ทราบข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้าแต่ละกลุ่มเป้าหมาย และนำไปวางแผนการส่งเสริมการขายได้ตรงจุด

 


เพิ่มช่องทางในการสื่อสาร การส่งเสริมการโฆษณา/ ประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ แบรนด์ สินค้าแหล่งท่องเที่ยว ฯลฯ

 


สร้างความภักดี สร้างคุณค่า ลูกค้าได้แบ่งปันประสบการณ์ที่ได้รับจากการเดินทางมาท่องเที่ยว Mobile Video and Travel

 


ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง แต่คุ้มค่า ไม่สิ้นเปลือง เวลา ความตั้งใจ พลังงาน และได้สร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ

 


Mobile Penetration พฤติกรรมผู้ใช้ ไม่ใช่มีไว้เพื่อใช้โทรฯ ออก-รับสาย ส่งข้อความอย่างเดียว แต่ใช้ดูวิดีโอด้วยประมาณ 10-15 วิดีโอ/สัปดาห์ ผ่านเว็บบนมือถือ ยูทูบ คนที่ชอบท่องเที่ยวก็จะดูคลิปวิดีโอท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่

 


Aviation Revenue Raiser or Damaging Duty

 

การสัมมนาหัวข้อนี้ เป็นการจัดเวทีแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นการเก็บภาษีการเดินทางทางอากาศของสหราชอาณาจักร และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยมี ผู้ร่วมอภิปราย ได้แก่ Prof. Frank Ficherton จาก University of Applied Sciences, Dr. Jonathan Gillham จาก PWC, Aoife O’Leary จากกระทรวงคมนาคมและสิ่งแวดล้อม,Victoria Bacon จาก ABTA (Association of British Travel Agents) มีความเห็นที่ขัดแย้งกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่จัดเก็บภาษีการเดินทางทางอากาศ (Air Passenger Duty-APD) และหน่วยงานที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว เนื่องจากการเก็บภาษีดังกล่าวมีผลกระทบมากต่อการเดินทาง ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างสูง ยิ่งประเทศจุดหมายปลายทางระยะไกล ผู้เดินทางยิ่งต้องจ่ายมากขึ้น และประเทศที่เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวส่วนใหญ่อยู่ไกลจาก ยุโรป และเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพารายได้หลักจากการท่องเที่ยว จึงอาจได้รับนักท่องเที่ยวจากยุโรปน้อยลง หรือในอดีตที่ยังไม่มี การเก็บ APD นักท่องเที่ยวที่เดินทางจากนิวซีแลนด์มาอังกฤษ อาจเดินทางท่องเที่ยวทุก 2 ปี แต่เมื่อมีการเก็บภาษี APD อาจ เปลี่ยนเป็นเที่ยวทุก 4 ปี เพราะราคาตั๋วเครื่องบินแพงขึ้นมาก และอาจเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปยังประเทศอื่นที่ไม่ต้องจ่ายภาษีส่วนนี้

 


ประเทศอื่นๆ ในยุโรปล้วนมีการเก็บภาษีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งส่งผลต่อค่าใช้จ่ายทั้งของผู้โดยสารและสายการบิน ทั้งนี้คาดว่าการเก็บภาษีเหล่านี้ต้องมีผลกระทบต่อการเดินทางเพื่อธุรกิจแน่นอน

 


การศึกษาของบริษัท PricewaterhouseCoopers ในเรื่องการเก็บภาษีการเดินทางทางอากาศ พบว่ารายได้จากการท่องเที่ยวสำคัญต่อสหราชอาณาจักร แต่เทียบไม่ได้กับผลิตภาพ (Productivity) ของประเทศ การเก็บ APD สูงถึงร้อยละ 13 ของสหราชอาณาจักรน่าจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรเอง เพราะขณะนี้ดุลการค้าของประเทศส่วนใหญ่มีการนำเข้ามากกว่าส่งออก ประเด็นคือ คนสหราชอาณาจักรท่องเที่ยวและใช้จ่ายในต่างประเทศ 262 ล้านคน/ครั้ง ซึ่งสนามบินฮีทโธรว์จะเป็น Hub ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป เศรษฐกิจเติบโต คนเดินทางท่องเที่ยวมาก ทำให้เกิดช่องทางในการเก็บภาษี APD แต่กลับไม่มีการคิดถึงการเก็บภาษีลักษณะนี้ในการขนส่งสินค้า

 


อีกประเด็นที่เป็นข้อสงสัยคือ การเก็บ APD ไปแล้วได้มีการนำไปดำเนินการใดเพื่อชดเชยด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เกิดอะไรในเชิงสังคมจากภาษีนี้หรือไม่ ผู้ประกอบการด้านการบินไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากภาครัฐ แต่ตอนนี้กลับถูกรัฐนำมาใช้เป็นช่องทางในการหารายได้ผ่านการเก็บภาษี

 


ในสหภาพยุโรปมีบางประเทศที่คัดค้านการเก็บภาษี APD เช่น เนเธอร์แลนด์ และในปัจจุบันคนที่เดินทางระยะไกลเข้ามายังสหราชอาณาจักร จะหลีกเลี่ยงการบินตรงเข้าลอนดอน แต่จะไปใช้สนามบินอื่นที่ไม่มีการเก็บ APD ก่อน เช่น ในตะวันออกกลาง แล้วบินต่อเข้าลอนดอน ซึ่งจะทำให้ค่าบัตรโดยสารถูกลงมาก หรืออาจบินไปยังสนามบินอื่นในยุโรปที่ยังไม่มีการเก็บ APD แล้วเดินทางต่อมาลอนดอนโดยทางรถไฟ

 


มีการตั้งประเด็นคำถามว่า ต่อไปจะมีการเก็บภาษีจากยานพาหนะอื่นๆ ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยหรือไม่ และรวมถึงการใช้อุปกรณ์ IT ต่างๆ ที่ส่งผลกระทบกับการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกนำมาคิดภาษีอีกหรือไม่

 


Airlines in Transition

สายการบินต้นทุนต่ำ (LCC) กำลังได้รับความนิยมในทุกภูมิภาค วิทยากรร่วมเสวนาหัวข้อนี้เป็นผู้บริหารของสายการบินต้นทุนต่ำทั้งสองท่าน คือ Aer Lingus และ Air Malta ประเด็นที่น่าสนใจ คือ สายการบินปกติหลายสายต้องเปิดสายการบินต้นทุนต่ำด้วย เพื่อให้สร้างรายได้มากขึ้น เช่น Lufthansa มีสายการบิน Germanwings เป็น LCC ทั้งนี้ สายการบินจะคงอยู่ได้ต้องอาศัยความจงรักภักดีของลูกค้า จึงต้องติดต่อกับลูกค้าอยู่เสมอ

 


สายการบินจะต้องรู้จักเจรจาต่อรองกับสนามบินในเรื่องการเก็บภาษีต่างๆ ที่ไม่เหมือนกันในแต่ละประเทศ แม้แต่สนามบินในเมืองเดียวกันก็มีระเบียบและการเจรจาต่อรองต่างกัน สนามบินใหญ่ๆ ที่ต้องการให้มี Traffic จาก LCC แบบ Point-to-Point มากก็ต้องลดข้อจำกัดลง ทั้งนี้ การแข่งขันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของลูกค้าโดยมีราคา เป็นองค์ประกอบ

 


สายการบิน Aer Lingus กำหนดตำแหน่งของตนเองเป็น Value Carrier ไม่ใช่ Legacy Service เหมือนเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่สายการบินต้องตัดสินใจว่า จะกำหนดตำแหน่งของตนเองอย่างไร โดยลักษณะของ Aer Lingus มีช่องทางการจำหน่ายแบบ Multichannel Distribution ราคาแพงกว่า Ryanair ที่เป็น LCC รายแรกๆ แต่มีความสะดวกมากกว่าและมีเที่ยวบินให้บริการทั้งระยะใกล้และระยะไกล

 


ในขณะที่การแข่งขันของธุรกิจการบินสูงขึ้น และบางสายการบินต้องปิดตัวไป ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจการบินต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่น และติดตามแนวโน้มของพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปรับทิศทางการดำเนินธุรกิจให้ทันต่อสถานการณ์และปรับเส้นทางการบินให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค เช่น มีการปรับเส้นทางบินไปยังเมืองในแอฟริกาเหนือที่เป็นจุดหมายปลายทางใหม่ๆ ของนักท่องเที่ยวในยุโรปเพิ่มขึ้น

 


How to Bridge the Gap Between Tourism and Aviation Policies (UNWTO & WTM Ministers’ Summit)
การลดช่องว่างระหว่างการท่องเที่ยวกับนโยบายการขนส่งทางอากาศ


ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย : UNWTO, IATA, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตัวแทนภาคธุรกิจ ท่องเที่ยว ตัวแทนภาคธุรกิจการบิน ฯลฯ (รวมทั้งหมด 15 ประเทศ)


UNWTO เผยการท่องเที่ยวในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวทั่วโลกจากจำนวน 25 ล้านคน ในปี 1950 เป็น 1 พันล้านคน ในปี 2012 เป็นผลมาจากความก้าวหน้าในการขนส่งทางอากาศที่เพิ่มขึ้น


ชนชั้นกลางมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเทศอุตสาหกรรมเกิดใหม่ และการขยายตัวทางด้านเทคโนโลยี ยุคโลกาภิวัตน์ ช่วยให้เกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบินและการขยายตัวของการท่องเที่ยว นอกจากนี้ UNWTO คาดการณ์นักท่องเที่ยวทั่วโลกจะแตะ 1.8 พันล้านคนในปี 2030


มีการพิจารณาประเด็นสำคัญต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดังต่อไปนี้
1. การแก้ไขเรื่องกรอบนโยบายการขนส่งทางอากาศ และการท่องเที่ยว มิใช่เพียงแค่ภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งเริ่มทำ แต่ต้องปรับให้สอดคล้องกันทำให้เป็นรูปแบบเดียวกันทั่วโลก ยุโรป อเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง เอเชียและแปซิฟิก โดยใช้ความร่วมมือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการดำเนินงาน โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน

1.1) นโยบายของรัฐ เช่น นโยบายการเปิดน่านฟ้าเสรี

1.2) ลูกค้า

1.3) ความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชน ผู้ประกอบการ/ธุรกิจสายการบิน

 

2. การกำหนดกรอบการจัดเก็บภาษีการเดินทาง ทางอากาศและการท่องเที่ยว (Single Framework) เช่น

2.1) ระบบ e-Visa

2.2) ระบบการตรวจคนเข้าเมือง

2.3) ระบบการรักษาความปลอดภัย

 

3. การอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางทางอากาศ

3.1) การพัฒนาขีดความสามารถ โครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยาน เช่น รันเวย์ การบริหารจัดการเวลาตั้งแต่ผู้โดยสารเหยียบสนามบิน อาคารผู้โดยสาร รถรับ-ส่งผู้โดยสาร ระหว่างอาคารผู้โดยสาร (Terminal)

3.2) การผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง

3.3) การคมนาคมขนส่งระหว่างสนามบิน-เมือง

 

ความท้าทาย
รูปแบบการเก็บภาษีอากรยังมีข้อจำกัดในการกำกับ ดูแล ต้องมีการทำข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการขนส่งทางอากาศ

สร้างสมดุลในทุกภูมิภาค เนื่องจากมีผลกระทบจากเสียงคัดค้านของนานาประเทศเรื่องการจัดเก็บภาษี การขนส่งทางอากาศที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะนโยบายในบางประเทศที่มีการเรียกเก็บภาษีโดยสารทางอากาศเพิ่มขึ้นทุกปี เช่น สหราชอาณาจักร เยอรมนี แคริบเบียน เป็นต้น

ความยุ่งยากในกระบวนการขอวีซ่า

การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว

 

WTM Responsible Tourism
Round Table on Travel & Tourism and Carbon Pollution

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการท่องเที่ยวเริ่มให้ความสำคัญ กับการแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การมีส่วนร่วมรับผิดชอบ ต่อปัญหาโลกร้อน สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนในประเทศสหราชอาณาจักร ในปีนี้ ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยว ชุมชน สภาพแวดล้อม ในสถานที่ท่องเที่ยว อากาศร้อนจัดเนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นมากในช่วงฤดูร้อน หรือหิมะบนภูเขา/ลานสกีในสกีรีสอร์ท มีปริมาณเบาบางลงในช่วงฤดูหนาว


WTM เชิญผู้นำในอุตสาหกรรมการเดินทางและการท่องเที่ยว เข้าร่วมอภิปรายโต๊ะกลมเพื่อหารือเกี่ยวกับการปลุกจิตสำนึกต่อสภาวะโลกร้อน อะไรคือสิ่งที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะทำได้ในการช่วยลดปัญหามลพิษและความท้าทาย และวิธีการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก


ระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในอุตสาหกรรมการขนส่งทางอากาศและการท่องเที่ยวต่อระดับการปล่อยก๊าซพิษทั่วโลก
- ภาคการขนส่งทางอากาศ คิดเป็น 40%
- ภาคการท่องเที่ยว คิดเป็น 2%
- อื่นๆ 58%

 

ตัวแทนจาก TUI Travel ให้ความเห็นว่า การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการทำในสิ่งที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียวแต่มันช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับธุรกิจด้วย


เครือโรงแรมประเภท Luxury สร้างการรับรู้ว่าโรงแรมมีวิธีการจัดการกับการรับผิดชอบต่อสังคม/ชุมชน ทำให้แขกที่มาพักรู้สึกและมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมร่วมกัน เช่น
- สื่อสารกับลูกค้า “We want our guests to enjoy our luxury without guilt.”
- โรงแรมสำหรับคนพิการ
- นำขยะ ของเหลือใช้จากการประกอบอาหารไปทำเป็นปุ๋ย

 

 

ที่ประชุมเสนอว่า “มาตรการการเก็บภาษี Carbon Tax ควรทำเป็นในลักษณะกองทุนเพื่อลดความขัดแย้งและลดแรงกดดันจากการต่อต้านมาตรการดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันกว่า 70% เป็นค่าภาษีที่เรียกเก็บ ส่วนที่เหลืออีก 30% ควรเป็นจิตสำนึกของแต่ละบุคคลที่จะช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม”

 


ยกตัวอย่าง TUI เนเธอร์แลนด์ชนะรางวัล Overall Responsible Tourism Awards จากแคมเปญรณรงค์หยุดการค้าประเวณีเด็กของประเทศบราซิล โดยใช้พื้นที่ในสนามบินดัตช์ ติดโปสเตอร์เน้นภาพความรุนแรงของปัญหาโสเภณี ไม่ใช่โปรโมตโรงแรมที่พักเหมือนทั่วๆไป นอกจากนี้เด็กๆ ประมาณ 150 คนยังได้รับโอกาสฝึกอบรมทักษะด้านการท่องเที่ยวเพื่อใช้ไปประกอบอาชีพและในครึ่งหนึ่งนั้นกำลังทำงานในสาขาท่องเที่ยวแทนที่จะไปเป็นโสเภณี ซึ่งเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมในรูปแบบหนึ่ง แต่ถ้าจะให้ยั่งยืนจำเป็นจะต้องมีความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

 


Responsible Tourism Approaches to Maximising Local Economic Development

การสัมมนาในหัวข้อนี้ เป็นการนำเสนอตัวอย่างการจัดการท่องเที่ยวแบบมีความรับผิดชอบต่อชุมชนท้องถิ่น โดยมีการนำเสนอการท่องเที่ยว ชุมชนที่ทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจในแหล่งท่องเที่ยวและเกิดรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ในชุมชน เช่น CGH Earth Experience Hotels ในแคว้น Kerala ประเทศอินเดีย มีการจัดการท่องเที่ยวไปชมหมู่บ้านเครื่องเทศ สวนมะพร้าวกลางทะเลสาบ ล่องเรือชมสวนเครื่องเทศริมฝั่งทะเล ชมหมู่บ้านชาวประมง โดยผู้สนใจสามารถเข้าชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.earthcallingonline.com

 


Village Ways Partnership เป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อสังคม ในการสร้างบรรษัทการท่องเที่ยวของหมู่บ้านในประเทศกำลังพัฒนา เป็นลักษณะของ Community Based Tourism โดยจะหาต้นทุนมาจัดสร้างเกสต์เฮาส์ในหมู่บ้านที่มีความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยว มีบริษัทนำเที่ยวที่เป็นพันธมิตรจัดหาลูกค้า ทำให้คนในชุมชนมีงานทำ มีรายได้เพิ่มขึ้นจากธุรกิจท่องเที่ยว ผู้ที่สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก www.villagewayspartnership.com วัตถุประสงค์หลักขององค์กรคือ เพื่อให้ความรู้ ฝึกฝน และสนับสนุนหมู่บ้านและชุมชนเล็กๆ ให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ องค์กรนี้มีคู่ค้าอยู่ในสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และอินเดีย

 


Kalahari Desert เป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบทะเลทรายในแอฟริกาใต้ ที่มีการจัดการท่องเที่ยวชุมชนโดยบริษัท Transfrontier Parks Destinations (TFPD) ซึ่งก่อตั้งโดย Mr. Glynn O’Leary เพื่อดำเนินการร่วมกับชุมชนในการพัฒนาที่พัก เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในพื้นที่นี้ให้มีมาตรฐานและ ขายได้ และช่วยหาเงินทุนมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวของชุมชน โดยแนวคิดของบริษัทคือ “Commercial success is social success.” บริษัทสามารถสร้างรายได้ให้แก่ภูมิภาคนี้ถึงปีละ 14 ล้านแรนด์ โดยร้อยละ 47 เป็นผลประโยชน์เข้าบริษัท จุดมุ่งหมาย คือ ให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืนในเศรษฐกิจ

 


การเป็นเจ้าของกิจการและการดำเนินการตลาดด้านการท่องเที่ยวและบริการต้องตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกด้วย ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีกิจการเชิงสังคมที่เป็นธุรกิจรูปแบบใหม่เพื่อ พัฒนาการท่องเที่ยว วิทยากรในหัวข้อนี้เป็นอาจารย์อาวุโสในสาขาวิชาด้านบริหารจัดการและการตลาดในธุรกิจ ท่องเที่ยวและบริการของมหาวิทยาลัย Oxford Brookes และเป็นหัวหน้าโครงการมอบรางวัล Social Entrepreneur Awards ของมหาวิทยาลัยที่จะให้ทุนสนับสนุนแก่นักศึกษาและทีมงานของมหาวิทยาลัยในการดำเนินกิจการเพื่อสังคม และเห็นว่าควรมีการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ โดยในปัจจุบันกิจการเชิงสังคมเติบโตอย่างรวดเร็วในสหราชอาณาจักร ทั้งนี้ ยังสามารถพบเห็นได้บนสื่อออนไลน์ด้วย


Responsible Tourism Practitioner: Decarbonising

 

การเดินทางทางอากาศเป็นต้นเหตุประการหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก โดยเกิดการ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเครื่องบิน โดยในแต่ละปีมีการเดินทางของเที่ยวบินทั่วโลกถึง 380 ล้านเที่ยว ผู้ที่เดินทางจึงมีส่วนในการรับผิดชอบถึงร้อยละ 21 ปัจจุบันนี้ เริ่มมีการจัดโครงการ ‘Fly Smart’ เพื่อระบุปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในการเดินทางโดยเครื่องบินแต่ละเที่ยวของ British Airways และ Virgin Atlantic


Sustainable Aviation (SA) เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2005 เหมือนสมาคมสายการบินในสหราช อาณาจักร มีวัตถุประสงค์ คือ ต้องการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของสายการบิน โดยมีการดำเนินการผ่านนวัตกรรมของเครื่องยนต์ การผลิตเครื่องบินใหม่ และการกำหนดนโยบายของสายการบินถึงปี 2050 ที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยเร่งให้มีการใช้เชื้อเพลิงแบบยั่งยืนในหมู่สมาชิก ตัวอย่างเช่น โครงการ A380

 


ในการเชื่อมโยงช่องว่างระหว่างการเดินทางทางอากาศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กับความใส่ใจของ ผู้เดินทาง พบว่า แต่ละเที่ยวบินมีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เท่ากัน สิ่งที่ปฏิบัติได้และการตระหนักในเรื่องนี้อาจมีแตกต่างกัน โดยผู้เดินทางร้อยละ 21 ต้องการเดินทางด้วยเที่ยวบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมขณะที่ผู้โดยสารร้อยละ 57 เลือกราคาที่ถูกกว่าโดยใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพขณะที่ต้องชำระค่าโดยสารสูงกว่าราคาที่ถูกที่สุดร้อยละ 19

 


ด้านการบินมีการพัฒนาด้านปฏิบัติการและนวัตกรรมการผลิตอากาศยานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบิน เช่น Airbus แต่ละรุ่นมีการลดการเผาผลาญเชื้อเพลิงที่ยั่งยืน โดยมีโครงการทดลองทำการบินด้วยเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ผลสำเร็จถึงกว่า 1,700 เที่ยวบิน และมีการจัดทำ Road Map ในการพัฒนาการใช้เชื้อเพลิงในการบินอย่างยั่งยืน

 


สมาคม Sustainable Aviation ยังมีมาตรการเชิงตลาด (Market Based Measures) โดยได้สนับสนุน Emission Trading ว่าเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และ ตระหนักถึงการนำมาตรการ Emission Trading Scheme มาใช้ในสหภาพยุโรป รวมทั้งการตอบโต้ของประเทศ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ทั้งนี้ SA ยังมุ่งเน้นการพัฒนามาตรการเชิงการตลาดภายในปี 2016 เพื่อสนับสนุนการเติบโตของ Carbon Neutral หรือการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ตั้งแต่ปี 2020 โดยอุตสาหกรรมการบินจะสนับสนุนการพัฒนามาตรการเชิงการตลาดทั่วโลกโดยผ่านองค์กรการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ

 


Thomas Cook มีตัวแทนจำหน่ายรายการนำเที่ยวมากกว่า 2,500 แห่ง และมีโรงแรมที่บริหารจัดการเอง มากกว่า 50 แห่ง ลูกค้าของบริษัทพักอยู่ในโรงแรมกว่า 20,000 แห่งทั่วโลก จึงนับว่าบริษัทมีอิทธิพลต่อ Supply Chain ด้านการท่องเที่ยวทั้งทางตรงและทางอ้อม

 


ในส่วนของโรงแรมที่บริษัทใช้บริการหรืออยู่ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัท ควรจะมีใบรับรองความ ยั่งยืนของระบบการจัดการ และจำเป็นต้องมีปัจจัยพื้นฐานที่สามารถวัดได้ โดยผู้ประกอบการโรงแรมต้องจัด ลำดับความสำคัญของความเสี่ยง และมีการจัดหาแหล่งพลังงานทดแทน เช่น แผงพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานหมุนเวียน เป็นต้น



เรื่อง โศรยา หอมชื่น พนักงานการตลาด 7 ภูมิภาคอาเซียน เอเชียใต้ และแปซิฟิกใต้

ปัญจพร ศิริธารกุล พนักงานวางแผน 4 งานวิเคราะห์ตลาดต่างประเทศ กองกลยุทธ์การตลาด