ทรัพย์สินส่วนบุคคลของแรงงานในวิถีการผลิตของเขา คือรากฐานของอุตสาหกรรมขนาดเล็ก อุตสาหกรรมขนาดเล็ก คือเงื่อนไขจำเป็นต่อพัฒนาการของการผลิตทางสังคม และของปัจเจกภาพอันเป็นเสรีของตัวแรงงานเอง
ตอนหนึ่งจาก Capital
โดย คาร์ล มาร์กซ์

ทุกวันนี้ เราคงรู้กันนะครับว่าโลกปัจจุบันขับเคลื่อนไปด้วยภาวะเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี จนกระทั่งก่อให้เกิดมาตรฐานการใช้ ชีวิตแบบหนึ่งที่แพร่หลายไปทั่วโลก

 

วิถีชีวิตแบบที่ว่า มีชื่อเรียกหลากหลาย บางคนก็เรียกว่าเป็นวิถีชีวิตแบบตะวันตก บางคนก็บอกว่าเป็นวิถีชีวิตแบบโลกาภิวัตน์ บางคนบอกว่า เป็นวิถีชีวิตแบบตลาดเสรี บางคนเห็นว่า เป็นวิถีชีวิตที่ถูกทำให้เป็นอเมริกันโดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวหอก แต่ถ้าเรียกโดยรวมๆ ผมคิดว่าเราเรียกได้ว่า คือวิถีชีวิตแบบ ‘คนเมือง’ (มีผู้ตั้งชื่อเรียกคนกลุ่มนี้แบบล้อๆ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Homo Urbanus) ซึ่งนับวันก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ทุกวันนี้ คนทั่วโลกราว 3.5 พันล้านคน อาศัยอยู่ในเมืองกันแล้ว และเมื่อถึงปี 2050 สหประชาชาติเชื่อว่า คนจะย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองเพิ่มขึ้นอีกราว 2.5-3 พันล้านคน ซึ่งแปลว่าเราจะมีมนุษย์สายพันธุ์ ‘คนเมือง’ เพิ่มขึ้นอีกมากมายมหาศาล

คำถามก็คือ แล้วการเกิด ‘คนเมือง’ มากมายอย่างนี้ จะมีผลอะไรกับสังคมของเราหรือ

ในอดีต การอาศัยอยู่ในชนบทของเรา ทำให้วิถีชีวิตของเราเป็นแบบหนึ่ง มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์มีวิถีชีวิตแบบล่าหาของป่า คนเหล่านี้จึงต้องตระเวนไปตามที่ต่างๆ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ โดยไม่ได้ลงหลักปักฐาน ถ้าที่ไหนเกิดความขาดแคลนก็จะต้องย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆ มนุษย์อีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มที่รู้จักทำการเกษตร ซึ่งถือตนว่าเป็นกลุ่มคนที่ ‘ก้าวหน้า’ กว่าคนกลุ่มแรก จะเห็นได้จากชื่อ ‘อารยัน’ ซึ่ง ชวาหระลาล   เนรูห์ บอกว่า คำว่า ‘อารยัน’ หรือ ‘อารย’ นั้น มีรากศัพท์เดิมมาจากคำว่า ‘ไถ’ เพราะชาวอารยันนั้น ทำงานเพาะปลูกเป็นกสิกร และเห็น ว่าเกษตรกรรมเป็นอาชีพอันประเสริฐ

แต่ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มไหน เราจะเห็นได้ว่า มนุษย์นั้น ‘ใช้ แรงงาน’ ในการดิ้นรนต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดมาเป็นเวลานับแสนนับหมื่นปี เราเพิ่งจะมา ‘นั่งโต๊ะ’ ทำงานกันในเวลาไม่ถึงร้อยปีมานี้เอง ภายใต้วิถีชีวิตแบบใหม่ คือ วิถีแบบคนเมือง

 

วิถีแบบคนเมืองของเมืองต่างๆ ทั่วโลกนั้น มีอะไรหลายอย่างคล้ายคลึงกันไม่น้อย ตัวอย่าง เช่น เมื่อ มนุษย์กลายพนัธมุ์เป็นคนเมือง แล้ว เรา ‘นั่ง’ มากกว่ากิจกรรมอื่นๆ ทั้งหมด ในอังกฤษ มีการรณรงค์ ใหม่ที่เรียกว่า Sitting is the New Smoking เพื่อรณรงค์ให้คนหันมาอยู่ในอิริยาบถอื่นๆ นอกเหนือไปจากการนั่งกันมากขึ้น เพราะในปจัจุบันพบว่า คนอังกฤษอยู่ใน ‘ท่านั่ง’ นานที่สุดในแต่ละวัน นานเสียยิ่งกว่า อยู่ใน ‘ท่านอน’ เสียอีก เพราะเราทำทั้งนั่งทำงาน นั่งขับรถ นั่งดูทีวี ฯลฯ แต่ตัวร่างกายของเราเองนั้นคุ้นเคยกับการจัดการระบบต่างๆ ในยามที่เราเดินหรือวิ่งมาตลอดวิวัฒนาการของเรา ดังนั้น เมื่อจู่ๆ เราหันมา ‘นั่ง’ มากที่สุดตามแบบวิถีคนเมือง ก็ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ กับร่างกายขึ้นมา

เราจะเห็นว่า ด้วยวิถีคนเมืองทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นลอนดอน นิวยอร์ก ปักกิ่ง โตเกียว หรือแม้กระทั่งคนกรุงเทพฯ เอง ทำให้เราต้อง ‘นั่ง’ กันนานขึ้นทั้งสิ้น นี่เป็นเพียงแนวโน้มเดียว คือ เรื่องอิริยาบถของ เราในแต่ละวัน นอกเหนือจากนี้แล้ว ยังมีอีกหลายแง่มุม โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวพันกับวิธีคิด วิธีบริโภค วิธีท่องเที่ยว และแม้กระทั่งวิธีเสพและสร้างวัฒนธรรมของเรา

คนเมืองมีแนวโน้มที่จะสร้างและเสพสิ่งเดียวกัน ยิ่งในยุคที่ข้อมูลหลั่งไหลถ่ายเทได้ง่ายและรวดเร็วด้วยแล้ว คนเมืองที่อยู่ห่างไกลกันก็กลับใกล้ชิดกันมากขึ้น ในยุคหนึ่งเราอาจวัดความเป็นเมืองได้จากเบอร์เกอร์แบรนด์หนึ่ง ถึงขั้นที่ The Economist เคยใช้เบอร์เกอร์ขนาดใหญ่ที่สุดของแบรนด์นั้น มาทำเป็นดัชนีชี้วัด เศรษฐกิจของแต่ละเมืองได้ว่า เมืองไหนมีเศรษฐกิจที่เหนือกว่าหรือด้อยกว่ากันโดยดูจากราคาของเบอร์เกอร์ แต่ในโลกปัจจุบันนี้ เราจะเห็นได้ว่าไม่ได้มีแค่เบอร์เกอร์เท่านั้นที่แพร่ไปทั่วโลก ณ ขณะนี้ ถ้าเราเดินเข้าไปในย่านช้อปปิ้งของเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก เราจะพบสินค้าที่ ‘เหมือนกันไปหมด’ วางขายอยู่เกลื่อนตลาด ตั้งแต่กาแฟแบรนด์ดัง แบรนด์เสื้อผ้าจากญี่ปุ่น เยอรมนี หรืออังกฤษ เครื่องสำอาง กระเป๋า รองเท้า และอื่นๆ อีกมากมาย ที่เมื่อพุ่งทะลุขึ้นไปเป็น ‘แบรนด์ระดับโลก’ ได้แล้ว ก็ทำให้แบรนด์เหล่านี้กลายมาเป็นดัชนีชี้วัดความเป็นเมืองแต่ละเมืองไป ประมาณว่าเมืองไหนไม่มีแบรนด์เหล่านี้ก็ถือว่ายังมีความเป็นเมืองที่ไม่สมบูรณ์

แม้แต่ในระดับภูมิภาคของสังคมไทยเอง เราจะเห็นกระทู้ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อ ‘เปรียบเทียบ’ กันอยู่เนืองๆ ว่า เมืองนั้น ‘เจริญ’ กว่าเมืองนี้หรือเปล่า โดยดัชนีชี้วัดความเจริญที่ว่าก็มักพุ่งเป้าไปที่การผุดเกิดของศูนย์การค้า ประมาณว่าเมืองนั้นมีศูนย์การค้านี้หรือยัง แล้วถ้ามีก็ต้องลงลึกไปเปรียบเทียบกันอีกว่า แล้วมีแบรนด์อะไรบ้าง มีแต่แบรนด์ราคาถูกหรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนั้นก็แปลว่ายังอยู่ในระดับความเจริญที่ต่ำกว่า เป็นต้น

ที่จริงแล้ว เรื่องแบบนี้คือการพยายามสร้าง ‘ดัชนี’ เพื่อชี้วัด ‘ความเป็นเมือง’ ของแต่ละท้องที่นั่นเอง แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ แม้มีความแตกต่างหลากหลายเรื่องพื้นที่ ตั้งแต่จังหวัดในภูมิภาค ไปจนถึงเมืองใหญ่ระดับทวีปหรือเมืองหลวงโลก เรากลับนำ ‘กรอบ’ ที่มีมาตรฐานเดียวกันมาวัด

นั่นคือมาตรฐานของ ‘วิถีคนเมือง’ ในแบบที่ปราศจากความหลากหลาย

และดูเหมือนคนจำนวนหนึ่ง (ที่อาจเป็นจำนวนไม่น้อย) ก็ภาคภูมิใจเสียด้วย ที่จะได้เป็น ‘คนเมือง’ ในแบบเดียวกับคนเมืองอื่นๆ โดยทอดทิ้งความหลากหลายของตัวเองไป !

วิถีคนเมืองไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ ของมันเอง แต่มันตั้งวางอยู่บนระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ที่เป็นระบบตลาด ซึ่งปัญหาของระบบตลาดเป็นใหญ่นั้น เป็นเหมือนคำกล่าวโบราณที่ว่า ‘ในพาราสาวัตถี ใครไม่มีปรานีใคร’ หรือ ‘ใครมือยาว สาวได้สาวเอา’ นั่นคือระบบตลาด อาจเริ่มต้นด้วยความเท่าเทียมเสมอภาคพอสมควร แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความแตกต่าง (หรือความเหลื่อมล้ำ) ที่เกิดขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยก็จะช่วยให้เกิดการ ‘ถ่างกว้าง’ ให้คนที่ได้เปรียบเล็กน้อยค่อยๆ ได้เปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็เกิดการครอบงำทางเศรษฐกิจขึ้น

เรามักจะมองว่า การครอบงำทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่แยกขาดออกจากการครอบงำทางวัฒนธรรม และมักจะมองว่าการครอบงำทั้งสองแบบเกิดขึ้นโดยสังคมที่ห่างกัน เช่น สหรัฐอเมริกาครอบงำสังคมไทยในทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม แต่ที่จริงแล้ว กลไกในการครอบงำไม่ได้ทำงานแบบเครื่องจักร คือ ไม่ได้เป็นไปแบบแยกส่วนหรือตรงไปตรงมาอย่างนั้น การครอบงำทั้งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งต่อเนื่องกัน ตัดขาดจากกันในบางช่วง สนับสนุน ส่งเสริมกัน หรือขัดแย้งกันในบางช่วงก็ได้ ที่สำคัญก็คือ ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นกับสองสังคมที่มีความแตกต่างกันมากๆ (เช่น สหรฐัอเมริกากับไทย) แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับกลุ่มคนที่อยู่ในสังคมเดียวกันเองซึ่งมักเป็นไปอย่างแนบเนียนกว่า

ในสังคมที่ระบบชนชั้นถูกฝังรากลึกนั้น การครอบงำทางเศรษฐกิจจะส่งอิทธิพลต่อการครอบงำทางวัฒนธรรมได้อย่างแนบเนียนมาก มักไม่เกิดการต่อต้านขัดขืนใดๆ ขึ้นมา เพราะคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่า มักจะมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่า มีความเข้มแข็งทางฐานะการเงินมากกว่า และที่สำคัญก็คือ คนที่มีลักษณะเช่นนี้ได้ก็จะต้องเป็นกลุ่มคนที่มี ‘อำนาจเหนือ’ หรือมี ‘อำนาจนำ’ ในสังคม ซึ่งไม่ใช่อำนาจในแบบเผด็จการตรงไปตรงมา แต่เป็นอำนาจที่เย้ายวนใจ ทำให้คนอื่นๆ อยากมีอำนาจแบบเดียวกัน โดยในเวลาเดียวกันระบบตลาดและเสรีนิยมก็บอก (หรือหลอก) เราว่า-ใครๆ ก็สามารถมีอำนาจนั้นได้ เพียงแต่จะสร้าง ‘วิถีบริโภค’ ให้เหมือนกันกับผู้มีอำนาจนั้นเท่านั้น

แต่ที่ย้อนแย้งก็คือ-ที่สุดแล้ว ผู้ที่มีอำนาจนำในตลาดมักกลายเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ในท้ายที่สุดเสมอ

ตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ การก่อกำเนิดขึ้นของ ‘การผ่อน’ ซึ่งโดยเนื้อแท้ของมัน ก็คือการ ‘ปล่อยเงินกู้’ นั่นเอง ในอดีตเราต้องเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถเพื่อให้ได้เงินก้อนก่อนแล้วค่อยนำเงินก้อนนั้นไปซื้อ แต่เมื่อเกิดระบบเงินผ่อนขึ้น เราไม่ต้องเสียเวลาเก็บเงินอีกต่อไป แต่สามารถได้ของนั้นมา ‘ใช้ก่อน’ โดยนำเงินในอนาคตไปซื้อ ระบบเงินผ่อนที่เกิดขึ้นก็เหมือนการกู้เงิน ซึ่งผู้ขายจำนวนมากก็ยินดี เพราะระบบเงินผ่อนนั้น ทำให้ผู้ขายมีรายได้เพิ่มขึ้นในระยะยาวจากดอกเบี้ย (นอกเหนือไปจากกำไรต่อหน่วย สินค้านั้นๆ) ระบบการผ่อน (หรือการกู้) จึงเป็นวิถีที่เข้าครอบงำและบีบบังคับให้ผู้คนในสังคมต้องสมาทาน จำยอม และตกเป็นทาสของผู้ที่มีอำนาจเหนือในทางเศรษฐกิจ ซึ่งได้สร้าง ‘แบบจำลอง’ ของ ‘ชีวิตที่ดี’ ที่สามารถ ‘มีได้ทันที’ (ผ่านการผ่อน) โดยใช้กลไกตลาดและการโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่างๆ

การครอบงำทางเศรษฐกิจจึงนำไปสู่การครอบงำทางวัฒนธรรม ได้อย่างแนบเนียน ลึกซึ้ง และไม่รู้ตัวจนกระทั่งกลายเป็น ‘กระบวนการภายใน’ หรือเป็นสิ่งพื้นฐาน (By Default) ของชีวิตไปแล้ว เงยหน้าขึ้นมาอีกทีเราก็คิดว่าเราต้องเสพสิ่งนั้นๆ ในฐานะที่มันเป็นสิ่งจำเป็นของชีวิตไปแล้ว

แต่แน่นอน โลกย่อมไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ เมื่อเกิดการกดขี่ (Oppression) ในแบบที่แนบเนียนและมองไม่เห็น โดยอาศัยกลไกตลาดเสรีที่ลุกลามไปในหลายมิติโดยปราศจากการควบคุมคัดง้าง ด้วยหลักการอื่นๆ (เช่น หลักศีลธรรม การตรวจสอบความชอบธรรม โปร่งใส ฯลฯ) ในที่สุดก็ย่อมเกิดการต่อต้านขึ้นด้วย

ในระดับโลก การครอบงำทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมเป็นประเด็นใหญ่ เพราะวิถีคนเมือง (ส่วนใหญ่ต้องบอกว่าเป็นแบบตะวันตก) กลายเป็น ‘มาตรฐาน’ ในการดำรงชีวิตไปแล้วทั่วโลก วิถีชีวิตแบบนี้ส่งผลต่อพลวัตทั้งทางการเมืองและทางวัฒนธรรม ในระดับนานาชาติ คำถามก็คือ ตรง ‘รอยต่อ’ ระหว่างเศรษฐกิจกับวัฒนธรรมนั้น ควรมีการดูแลจัดการอย่างไรบ้างไหม เพื่อให้วัฒนธรรมเล็กวัฒนธรรมน้อย สามารถลุกขึ้นมา ‘สู้’ กับวัฒนธรรมใหญ่ๆ ได้

ตัวอย่างของการต่อต้านขัดขืนที่เห็นได้ชัดเจนมาก คือ วัฒนธรรมของญี่ปุ่น ซึ่งแม้ในด้านหนึ่งจะถูก ‘บังคับ’ ให้ต้องเปิดประเทศเพื่อรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา เป็นการบังคับโดยใช้อเมริกานำเรือรบมาปิดปากอ่าวในศตวรรษที่ 19 เพื่อให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศค้าขายกับตน ซึ่งแปลว่าเป็นการบังคับกันทางตรง แต่ญี่ปุ่นก็สามารถ ‘ดัดแปลง’ มรดกทางวัฒนธรรมที่ตนต้องรับจากสหรัฐอเมริกาให้กลายมาเป็น ‘สมบัติ’ ของตัวเองได้อย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นดนตรีอย่างดนตรีแจ๊สที่ญี่ปุ่นเปลี่ยนให้มีเอกลักษณ์เฉพาะ จนกลายเป็นตระกูลดนตรีแจ๊สญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ เช่น วิสกี้ การทำชีส ฯลฯ ญี่ปุ่นก็ ‘รับ’ เอาวัฒนธรรมต่างๆ เหล่านั้น (ซึ่งถูกส่งผ่านมาพร้อมกับการครอบงำทางเศรษฐกิจ คือ การบังคับให้ต้องเปิดประเทศค้าขาย) มาดัดแปลง (ซึ่งก็คือรูปแบบหนึ่งของการต่อต้านขัดขืน) ให้กลายมามีวิธีคิด และรสนิยมในแบบของตัวเอง ซึ่งพูดได้ว่าเป็นต้นแบบของการรับมือกับ ‘อำนาจ’ ที่แข็งกร้าวด้วยอำนาจอันอ่อนนุ่ม (Soft Power) และใช้เป็นหัวใจหลักในการสร้างชาติ ขึ้นใหม่หลังสงครามโลก ครั้งที่ 2

สิ่งที่ญี่ป่นุทำก็คือ การใช้อุดมการณ์ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ มาผสมกับการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพราะฉะนั้น ตรง ‘รอยต่อ’ (Interface) ของการครอบงำทางเศรษฐกิจและการครอบงำทางวัฒนธรรม จึงเกิดวิธีคิดทั้งในแบบที่ทะนุถนอมมรดกทางวัฒนธรรมของตัวเองเอาไว้ (เช่น การแสดงแบบโบราณต่างๆ การให้ความสำคัญกับการปลูกข้าวและการบริโภคข้าว ซึ่งเป็นการแข็งขืนต่ออาหารตะวันตกที่ชัดเจนมาก) และการเปิดกว้างยอมรับวัฒนธรรมใหม่ๆ ไม่ใช่เพื่อจะวิ่งเข้าไปหลงใหลใฝ่ฝัน แต่เพื่อนำสิ่งเหล่านั้นมาผสมผสานกับรากเดิมของตัวเอง จนกระทั่งเกิดเป็นของใหม่ขึ้นมา

อีกตัวอย่างหนึ่งที่มีการใช้ ‘อำนาจอันอ่อนนุ่ม’ (Soft Power) ในแบบชัดเจนมากก็คือ เกาหลีใต้ ซึ่งหลายคนชื่นชมว่าเป็นประเทศ ‘ส่งออก’ วัฒนธรรม ที่ประสบความสำเร็จที่สุดประเทศหนึ่ง แต่การส่งออกวัฒนธรรมของตัวเองนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ เกาหลีใต้นั้น อยู่ตรง ‘รอยต่อ’ ของมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นจีนหรือญี่ป่นุ ดังนั้น การสถาปนาวัฒนธรรมของตัวเองให้เข้มแข็ง จึงเป็นเรื่องยากมาก เพราะอยู่ใกล้ชิดกับมหาอำนาจ สองแห่งที่มีลักษณะของวัฒนธรรมคลับคล้ายกัน

แต่กระนั้น ในช่วงปลายทศวรรษเก้าศูนย์ เกาหลีใต้ก็ทำสำเร็จ ถึงขั้นที่นักหนังสือพิมพ์จากปักกิ่งต้องขนานนาม การ ‘ส่งออก’ ทางวัฒนธรรมของเกาหลีใต้ว่าเป็น Korean Wave กันเลยทีเดียว โดยในภาษาจีนนั้น เรียกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่นี้ว่า Hánliú แปลว่า Flow of Korea หรือการไหลบ่า (ทางวัฒนธรรม) ของเกาหลี ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นทั้งโดยบังเอิญและไม่บังเอิญ ! แรกทีเดียว สิ่งที่ได้รับความนิยมก่อน คือ สิ่งที่เรียกว่า K Drama หรือละครเกาหลี ซึ่งได้รับความนิยมในจีนก่อน ตามด้วยในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถัด จากนั้นจึงเริ่มเกิดกระแสดนตรีป๊อปเกาหลี (ที่เรียกว่า K-pop) ซึ่งมีแรงหนุนส่งในจังหวะที่พอดีกันกับการเกิดขึ้น ของสื่อสังคมออนไลน์อย่าง YouTube ทำให้ Korean Wave กวาดกระหน่ำไปทั่วโลก โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น ตั้งแต่แถบลาตินอเมริกา ไปจนถึงอินเดียทางตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ และที่ไม่ต้องพูดถึงก็คือในบ้านเรา

การเกิดขึ้นของ Korean Wave นี้ ทำให้รัฐบาลเกาหลีใช้วัฒนธรรมของตัวเองเป็นสินค้าส่งออก เพื่อขยายพรมแดนของอำนาจอันอ่อนนุ่ม (Soft Power) ให้กินความกว้างออกไปอีก ไม่ใช่แค่เรื่องรายการโทรทัศน์หรือดนตรี แต่รวมไปถึงแฟชั่น อาหาร และเรื่องอื่นๆ ด้วย

คำว่า Soft Power เป็นคำที่ Joseph Nye แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดตั้งขึ้นเพื่ออธิบายถึงความสามารถในการดึงดูดให้เกิดความร่วมมือ (แทนที่จะเป็นการบังคับ การใช้กำลัง หรือแม้กระทั่งการจ่ายเงินซื้อความนิยม) ซึ่งมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความเห็น สาธารณะ รวมถึงค่านิยมต่างๆ ในสังคมได้ โดยใช้ช่องทางที่มักจะ ‘มองเห็นได้ยาก’ (Transparent Channels) โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ อำนาจทางวัฒนธรรม อำนาจทางการเมือง และอำนาจทางนโยบายต่างประเทศ ซึ่ง Nye ใช้คำว่า Soft Power ในฐานะที่มหาอำนาจค่อยๆ เปลี่ยนตัวเองจากการใช้อำนาจ แข็งกร้าวมาเป็นอำนาจอันอ่อนนุ่ม แต่ในทางวัฒนธรรม เราจะเห็นว่าหลายชาติที่ตกอยู่ในฐานะต่ำต้อยกว่าทางอำนาจ (เช่น เกาหลีใต้หรือญี่ปุ่นในตัวอย่างข้างต้น) เลือกใช้อำนาจแบบ Soft Power เลยตั้งแต่ต้นเพื่อรับมือกับ Hard Power และในหลายกรณีก็ได้ผล

ในสังคมไทย ผมมีข้อสังเกตว่า เรามักจะรู้สึกว่า การ ‘ขายวัฒนธรรม’ คือ การขายเพื่อนำเอา ‘เงิน’ เข้าประเทศ เพราะฉะนั้นเราจึงมักคิดจะขายวัฒนธรรมกันแบบตรงไปตรงมา ทำให้เกิดวิธีขายที่แข็งๆ เช่น การสร้าง ‘ภาพ’ ผ่านงานโฆษณาการท่องเที่ยวหลายชิ้น ซึ่งทำให้สังคมไทยดูเป็นสังคมในอุดมคติ เต็มไปด้วยความงดงามเหมือนอยู่ในสรวงสวรรค์อันน่าทึ่ง และนำเอา ‘รูปแบบเดียว’ ไป ‘ครอบงำ’ สังคมทั้งหมด ให้ดูเหมือนมีวัฒนธรรมใหญ่เป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้มีอำนาจนำในสังคมไทยยังไม่ได้ใช้ Soft Power แม้กระทั่งในการสื่อสารกับคนร่วมสังคม พูดอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ มีลักษณะของการ ‘บังคับ’ ให้คนไทยต้องมีลักษณะที่ว่า (เช่น ต้องต้อนรับ นักท่องเที่ยวดุจญาติมิตร เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง ดังที่เคยโฆษณากันในยุคหนึ่ง) และมีลักษณะของการ ‘ลวงตา’ นักท่องเที่ยวด้วย ‘ภาพ’ ที่ไม่ได้มีอยู่จริง อันเป็นวิถีที่แสดงให้เห็นถึงเชื้อและร่องรอยของ Hard Power ที่ทำทั้งบังคับและโฆษณาชวนเชื่อ

ที่จริงแล้ว การก่อเกิดขึ้นของ Soft Power นั้น สามารถย้อนกลับไปได้ถึงคำพดู ของ คาร์ล มาร์กซ์ ที่ยืนยันให้เรา ‘ใส่ใจ’ ใน ‘วิถีการผลิต’ ของคนเล็กคนน้อยในสังคม อย่างที่เขาบอกไว้ว่า

ทรัพย์สินส่วนบุคคลของแรงงานในวิถีการผลิตของเขา คือรากฐานของอุตสาหกรรมขนาดเล็ก อุตสาหกรรมขนาดเล็ก คือเงื่อนไขจำเป็นต่อพัฒนาการของการผลิตทางสังคม และของปัจเจกภาพอันเป็นเสรีของตัวแรงงานเอง

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าคนเล็กคนน้อยมีทรัพย์สินและอำนาจอยู่ในมือของตัวเอง พวกเขาก็จะมี ‘ความสุข’ ในอันที่จะสร้างงานขึ้นมา และทำให้สังคมมี ‘ผลิตภาพ’ ที่เกิดจากน้ำเนื้อเดิมแท้ของความต้องการจะผลิต ไม่ใช่ถูกบังคับโบยตีให้ต้องทำงาน (ในยุคปัจจุบันอาจไม่ได้โบยตีโดยช้แส้เฆี่ยน แต่โบยตีผ่านวิถีต่าง ๆ รวมถึงวิถีคนเมืองและระบบเงินผ่อนด้วย) ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความแปลกแยกกับสิ่งที่เขาผลิตขึ้นมา ผลก็คือ คนเหล่านี้จะไมมีความสุขในชีวิต และเมื่อคนที่เป็นฐานรากให้กับการผลิต (ไม่ว่าจะในทางเศรษฐกิจหรือวัฒนธรรม) ไม่มีความสุขเสียแล้ว เราก็จะได้สังคมที่ไม่มีความสุข เพราะถูกจัดการโดยวิธีคิดแบบ Hard Power อยู่ตลอดเวลา

สังคมที่ไม่มีความสุขจะส่งออกวัฒนธรรมที่มีความสุขได้อย่างไรกันเล่า?


 

เรื่อง โตมร ศุขปรีชา