ภาพรวม

          สถานการณ์การท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2556 มีทิศทางที่สดใส  ทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้เติบโตร้อยละ 23 เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 19.67 ล้านคน สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 853,122 ล้านบาท (ทั้งนี้ สถิติเดือนกันยายนยังคงเป็นตัวเลขประมาณการจากกรมการท่องเที่ยว) 

 

           ตลาดที่เป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด ยังคงเป็นตลาดจีนและรัสเซีย ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ ที่เติบโตก้าวกระโดดต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา โดยในช่วง 9 เดือนแรกตลาดจีนเติบโตร้อยละ 93 สูงที่สุด ส่วนหนึ่งเกิดจาก การหันมาจองทัวร์เข้าไทยเป็นจำนวนมากก่อนที่ราคาทัวร์จะปรับตัวสูงขึ้นในเดือนตุลาคมเป็นต้นไป อันเป็นผลจากกฎหมายท่องเที่ยว ฉบับใหม่ของจีน ส่วนตลาดรัสเซีย เติบโตร้อยละ 37 นอกจากนั้น ตลาดอาเซียนยังเป็นกลุ่มตลาดศักยภาพอีกกลุ่มหนึ่งที่จะต้อง จับตามองในด้านการเติบโต โดยเฉพาะตลาดมาเลเซีย สิงคโปร์ ลาว เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งมีขนาดตลาดมากกว่า 500,000 คนขึ้นไป และมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด ตั้งแต่ระดับร้อยละ 14-40 โดยเฉพาะตลาดมาเลเซีย ซึ่งมีฐานตลาดขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ  แต่ยังสามารถเติบโตได้ถึงร้อยละ 20 ส่วนตลาดอินโดนีเซีย เติบโตถึง ร้อยละ 40 นับเป็นตลาดขนาดกลางที่มีแนวโน้มสดใส ซึ่งเกิดจากแนวทางการทำตลาดของ ททท. ที่ต้องการดึงดูดตลาดอาเซียน ให้เดินทางภายในภูมิภาคกันเองให้มากขึ้น ส่วนตลาดยุโรป แม้จะประสบ ปัญหาภาวะเศรษฐกิจในหลายประเทศ แต่ในภาพรวมนักท่องเที่ยว มาไทยก็ยังสามารถเติบโตได้ถึงร้อยละ 13 ซึ่งเกิดจากนโยบายของ ททท. ที่มุ่งเจาะตลาดใหม่ที่มีศักยภาพมากขึ้น และส่วนหนึ่งนักท่องเที่ยว ได้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังมีปัญหาความขัดแย้งในหลายประเทศ

          สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวภาพรวมในไตรมาสสุดท้ายคาดว่า จำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จะยังคงเติบโตต่อเนื่อง เพราะประเทศไทยยังคงมีปัจจัยแข็งแกร่งจากภาพลักษณ์ด้านความคุ้มค่าเงิน ในภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน และยังคงมีการเพิ่มเที่ยวบินจากตลาดหลักต่างๆ มาไทยอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีปัจจัยลบจากกฎหมาย ท่องเที่ยวฉบับใหม่ของจีนที่ออกมาดูแลทัวร์คุณภาพ และการชะลอตัว ของตลาดสหรัฐอเมริกาจากปัญหาการผ่านร่างกฎหมายขยายเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้ทั้งสองตลาดหลักดังกล่าว ชะลอการเติบโตลงไปในระยะสั้นๆ ทั้งนี้ คาดว่าตลอดทั้งปี 2556 ประเทศไทยจะได้รับนักท่องเที่ยวเกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยมี แนวโน้มว่าจะรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นร้อยละ 17 หรือมีจำนวน นักท่องเที่ยว 26.26 ล้านคน สร้างรายได้ 1.18 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 20

 

ภูมิภาคเอเชียตะวันออก

          สถานการณ์ท่องเที่ยวของภูมิภาคเอเชียตะวันออก ช่วง 9 เดือนแรก ยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับค่อนข้างสูง โดยมีนักท่องเที่ยว รายสัญชาติเดินทางเข้าไทย เพิ่มขึ้นร้อยละ 35 หรือมีจำนวนประมาณ 12.08 ล้านคน โดยในไตรมาสที่ 3 ขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ ร้อยละ 36 เนื่องจากกระแสการเดินทางอย่างคึกคักในช่วงปิดภาคเรียนของนักท่องเที่ยวจากจีนและญี่ปุ่น รวมทั้งการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลฮารีรายอและเทศกาลเข้าพรรษาของนักท่องเที่ยวจากอาเซียน

ตลาดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ : ใน 9 เดือนแรกของปี 2556 ตลาดภูมิภาคนี้มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ ร้อยละ 51 หรือมีนักท่องเที่ยว 6.74 ล้านคน ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับทุกภูมิภาค การเติบโตของนักท่องเที่ยวจีนมีผลอย่างมากต่อการดึงให้อัตราการเติบโตของภูมิภาคนี้สูงก้าวกระโดด ในขณะที่ ตลาดฮ่องกงและญี่ปุ่นมีการเติบโตที่ดีเช่นกัน รวมทั้งตลาดไต้หวัน มีการเติบโตต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี ส่วนตลาดเกาหลีขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 

 

ตลาดจีน มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 93 หรือมีนักท่องเที่ยวจำนวน 3.74 ล้านคนใน 9 เดือนแรกของปี โดยไตรมาสที่ 3 มีอัตราการเติบโตร้อยละ 83 ผลจากการประกาศใช้กฎหมายท่องเที่ยวจีนฉบับใหม่ ที่จะเริ่มในเดือนตุลาคม ทำให้นักท่องเที่ยวจีนจำนวนมากรีบซื้อทัวร์มาไทย ก่อนที่ราคาทัวร์จะปรับเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการเดินทางในช่วง ปิดภาคเรียน ซึ่งนิยมเดินทางกันเป็นครอบครัว โดยมีการเปิดเที่ยวบินเพิ่มจำนวนมากในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม เพื่อรองรับการเดินทาง ที่เพิ่มขึ้น อาทิ  China Southern Airlines เปิดเส้นทาง หวู่ฮั่น-กรุงเทพฯ   14 เที่ยว/สัปดาห์ และเส้นทาง ฉางซา-กรุงเทพฯ, Hainan Airlines เปิดเส้นทาง ปักกิ่ง-กรุงเทพฯ 4 เที่ยว/สัปดาห์, Shenzhen Airlines  เปิดเส้นทาง เสิ่นเจิ้น-กรุงเทพฯ 14 เที่ยว/สัปดาห์  นอกจากนี้ ความขัดแย้ง ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นยังคงมีผลกระทบต่อการเดินทางเข้าไปท่องเที่ยว ในญี่ปุ่นของนักท่องเที่ยวจีน โดยใน 8 เดือนแรกของปีนี้ นักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าญี่ปุ่นลดลงร้อยละ 26 ลดลงในทุกๆ เดือน และเลือกเปลี่ยนเส้นทางมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทน

 

ตลาดเกาหลีใต้ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 ใน 9 เดือนแรกของปี 2556 โดยมีปัจจัยเสริมจากการเพิ่มเที่ยวบินของสายการบิน Korean Air เพิ่มเที่ยวบิน โซล-เชียงใหม่ จาก 4 เที่ยว เป็น 7 เที่ยว/สัปดาห์  ในเดือนกรกฎาคม และ Asiana Airlines เพิ่มเที่ยวบิน โซล-กรุงเทพฯ  จาก 7 เที่ยว เป็น 14 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ในเดือนกรกฎาคม

 

ตลาดญี่ปุ่น ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ในช่วง 9 เดือนแรก โดยได้ ปัจจัยบวกจากการปิดภาคเรียนช่วงฤดูร้อนในช่วงไตรมาสที่ 3 นอกจากนี้  นับตั้งแต่ต้นปี นักท่องเที่ยวบางส่วนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปจีนและเกาหลี เนื่องจากข้อพิพาทเรื่องดินแดนทางทะเลและข่าวสงครามเกาหลี ประกอบกับค่าเงินเยนที่ยังคงอ่อนค่า เมื่อเทียบกับเงินสกุลต่างๆ ส่งผลให้ นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเลือกเดินทางไปประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่สูงแทน

 

ตลาดฮ่องกงและไต้หวัน มีสถานะดีมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยใน  9 เดือนแรกของปี ตลาดฮ่องกงขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 โดยได้รับปัจจัยเสริมส่วนหนึ่งจากการที่สายการบิน City Airways เปิดบินเส้นทาง  ฮ่องกง-กรุงเทพฯ จำนวน 7 เที่ยว/สัปดาห์ เริ่มเดือนกรกฎาคม สำหรับ ตลาดไต้หวัน ขยายตัวร้อยละ 32 โดยได้รับแรงเสริมจากการเปิดเส้นทางบิน ของสายการบิน TransAsia Airways เส้นทาง ไทเป-เชียงใหม่ จำนวน 2 เที่ยว/สัปดาห์ เริ่มเดือนกรกฎาคม เป็นการสยายปีกการบินเพิ่ม  หลังจากที่ได้เปิดเที่ยวบิน ไทเป-กรุงเทพฯ ไปแล้วในช่วงมีนาคมที่ผ่านมา

 

อาเซียน : 9 เดือนแรกของปี นักท่องเที่ยว รายสัญชาติ จากภูมิภาคอาเซียนเดินทางเข้าไทย ขยายตัวดีร้อยละ 19 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2555 โดยในไตรมาสที่ 3 มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 27 ตลาดหลัก เช่น มาเลเซีย และสิงคโปร์ ล้วนขยายตัวเพิ่มขึ้น ด้วยดี ในขณะที่ตลาดรอง เช่น พม่า และอินโดนีเซีย มีอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างสูง ดังมีรายละเอียด ดังนี้

ตลาดหลัก สิงคโปร์และมาเลเซีย มีการเติบโตที่ดีในอัตราร้อยละ 14 และ  20 ตามลำดับ ในช่วง 9 เดือน โดยในปีนี้ตลาดมาเลเซียมีวันหยุดเทศกาลฮารีรายอ รวม 4 วัน จึงสามารถออกเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศในระยะใกล้ได้  อีกทั้งสายการบินแอร์เอเชีย เพิ่มเที่ยวบิน กัวลาลัมเปอร์-กรุงเทพฯ จาก 64 เป็น 70 เที่ยว/สัปดาห์ ในช่วงวันที่ 2-18 สิงหาคม และ  สายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ เพิ่มเที่ยวบิน กัวลาลัมเปอร์-ภูเก็ต จาก  19 เที่ยว เป็น 26 เที่ยว/สัปดาห์ ในเดือนกรกฎาคม ส่วนตลาดสิงคโปร์  มีปัจจัยเสริมจากสายการบิน Jetstar Asia เพิ่มเที่ยวบิน สิงคโปร์-กรุงเทพฯ จาก 25 เที่ยว/สัปดาห์ เป็น 33 เที่ยว/สัปดาห์ ในเดือนกรกฎาคม

 

ตลาดขนาดกลาง เช่น อินโดนีเซีย มีแนวโน้มที่ดีมาก ใน 9 เดือนแรก ของปี ตลาดอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นร้อยละ 40 และในไตรมาสที่ 3 ก็เติบโต ในระดับเดียวกัน อันเป็นผลมาจากการเดินทางเข้ามาในช่วงฮารีรายอ และปัจจัยสนับสนุนจาก สายการบิน Garuda Airlines เปิดเที่ยวบิน จาการ์ตา-ภูเก็ต จำนวน 4 เที่ยว/สัปดาห์ ในเดือนสิงหาคม และ การบินไทย เพิ่มเที่ยวบิน จาการ์ตา-กรุงเทพฯ จาก 7 เที่ยว เป็น 14 เที่ยว/สัปดาห์ ในเดือนกรกฎาคม

 

ตลาดขนาดเล็ก เช่น ฟิลิปปินส์ ใน 9 เดือนแรกของปี ขยายตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 11 ส่วนไตรมาสที่ 3 มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 21 โดยได้รับปัจจัยเสริมจากสายการบิน Cebu Pacific เปิดเส้นทางบิน  มะนิลา-ภูเก็ต จำนวน 3 เที่ยว/สัปดาห์ ในเดือนสิงหาคม

 

ตลาดอินโดจีน  ตลาดพม่า มีแนวโน้มที่ดี โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 38 ในช่วง 9 เดือนแรก โดยการเปิดประเทศมากขึ้น ทำให้มีการลงทุนจากต่างชาติ ส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศดีขึ้น ชนชั้นกลางมากขึ้น และมีความต้องการท่องเที่ยวต่างประเทศ กอปรกับในเดือนกันยายน สายการบิน Bangkok Airways เปิดเที่ยวบิน มัณฑะเลย์-กรุงเทพฯ 4 เที่ยว/สัปดาห์ และ  เนปิดอว์-กรุงเทพฯ 3 เที่ยว/สัปดาห์ รวมทั้งสายการบินนกแอร์ เปิดเที่ยวบิน มะละแหม่ง-แม่สอด 7 เที่ยว/สัปดาห์ สำหรับตลาดกัมพูชาและลาว  ในช่วง 9 เดือนขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 เท่ากัน ส่วนเวียดนาม เติบโต ร้อยละ 25 ส่วนหนึ่งเกิดจากการข้ามมาเที่ยวซื้อของห้างสรรพสินค้า ที่เปิดใหม่ในฝั่งไทยในจังหวัดนครราชสีมา 

 

ภูมิภาคยุโรป

          สถานการณ์การท่องเที่ยวของภูมิภาคยุโรปในช่วง 9 เดือนแรก 2556 ยังคงมีทิศทางที่สดใส จากสถิตินักท่องเที่ยวรายสัญชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย มีจำนวนประมาณ 4.42 ล้านคน หรือมีอัตราการเติบโต ร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แทบทุกตลาดล้วนมีการขยายตัวที่ดี โดยนักท่องเที่ยวจากรัสเซีย ยุโรปตะวันออก และเยอรมนี มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด ร้อยละ 37 ร้อยละ 24 และร้อยละ 11 ตามลำดับ  ยกเว้นตลาดฟินแลนด์ เดนมาร์ก และสวีเดน ที่ปรับตัวลดลงร้อยละ 8  ร้อยละ 1 และ 0.57 ตามลำดับ

ปัจจัยสนับสนุนต่อการขยายตัว มีดังนี้

  • ประเทศไทยยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมและมีความคุ้มค่าเงินสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค
  • ปัจจัยบวกทางด้านเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ อาทิ ตลาดรัสเซีย ยุโรปตะวันออก/CIS ยังคงมีทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดี และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของภูมิภาค 
  • สำหรับตลาดสหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส หรือแม้แต่ประเทศในกลุ่มยุโรปใต้ อิตาลี และสเปน ยังคงเผชิญกับการแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะ ภาคการผลิตชะลอตัว และอัตราการว่างงานอยู่ในระดับสูง แต่การเดินทางเข้าไทยของตลาดเหล่านี้ยังมีการเติบโตได้ โดยเฉพาะอิตาลี ซึ่งมีปัญหาทางเศรษฐกิจเรื้อรังมานาน ก็ยังคงสามารถรักษาฐานตลาดเดิมไว้ได้ แม้จะไม่สามารถปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นได้มากนักก็ตาม
  • สภาพอากาศในช่วงฤดูร้อนปีนี้ของทางฝั่งยุโรปค่อนข้างดี (กรกฎาคม-กันยายน) ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวยุโรปออกเดินทาง ท่องเที่ยวกันคึกคัก อาทิ ตลาดสแกนดิเนเวีย โดยเฉพาะเดนมาร์ก และนอร์เวย์ ประเทศในแถบยุโรปใต้ สเปน ตุรกี และเมดิเตอร์เรเนียน มีแนวโน้ม เดินทางท่องเที่ยวทั้งภายในภูมิภาคและนอกภูมิภาค โดยเฉพาะแหล่งเที่ยวทางทะเลในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  สำหรับประเทศไทยในช่วงฤดูฝน (เดือนกรกฎาคม-กันยายน)  การท่องเที่ยวกับบริษัทนำเที่ยวได้รับความนิยม เพิ่มขึ้น และคาดว่าจะเป็นที่นิยมในฤดูหนาวที่จะมาถึงนี้ด้วย โดยเส้นทาง ยอดนิยมในช่วงฤดูหนาว ได้แก่ ประเทศไทย, เส้นทางอิสราเอลและจอร์แดน, เส้นทางอินเดียและเนปาล, คิวบาและแอฟริกาใต้
  • การได้ประโยชน์จากสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองภายในประเทศอียิปต์ทวีความรุนแรงและยังไม่มีทีท่าจะยุติ ทำให้นักท่องเที่ยว ชาวยุโรปหันเหการเดินทางไปท่องเที่ยวในภูมิภาคอื่นแทน โดยเฉพาะ ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย ทั้งนี้มีรายงานว่า บริษัทนำเที่ยว อาทิ Thomas Cook, TUI Thomson, TUI Nordic ในพื้นที่ตลาดรัสเซีย สหราชอาณาจักร อิตาลี โปรตุเกส และกลุ่มสแกนดิเนเวีย ได้ระงับการขายแพ็คเกจท่องเที่ยวไปอียิปต์และขายเส้นทางอื่นแทน  เริ่มตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ส่วนการ ล่องเรือสำราญ (Cruise) บริษัทนำเที่ยวแนะนำให้ยกเลิกการเดินทาง จนถึงช่วงกลางเดือนกันยายน
  • การขยายตัวของอุตสาหกรรมการบิน และการเปิดเที่ยวบินใหม่ในช่วงตารางบินฤดูร้อน (มิถุนายน-ตุลาคม) อาทิ ตลาดนอร์เวย์  สายการบิน Norwegian Air เปิดเที่ยวบินใหม่ เส้นทางออสโล-กรุงเทพฯ และเส้นทางสตอกโฮล์ม-กรุงเทพฯ จำนวน 3 เที่ยว/สัปดาห์ในตลาดสวีเดน ทั้งนี้มีรายงานว่าจำนวนผู้โดยสารของสายการบินดังกล่าวในเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 จากปีที่ผ่านมา และมีการเพิ่มจำนวนที่นั่งในตลาดสแกนดิเนเวียด้วย สำหรับตลาดอิตาลี มีการเพิ่มเที่ยวบิน เส้นทางมิลาน- กรุงเทพฯ จาก 3 เที่ยว เป็น 4 เที่ยว/สัปดาห์ เส้นทางโรม-กรุงเทพฯ จากเดิม 4 เที่ยว เพิ่มเป็น 5 เที่ยว/สัปดาห์ เมื่อปลายเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา

 

 

ภูมิภาคอเมริกา

          จากสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยรายสัญชาติ 9 เดือนแรก ภูมิภาคนี้มีการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 นับเป็นการขยายตัว ที่ค่อนข้างดี โดยเฉพาะตลาดหลัก สหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 แคนาดา เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 และยังคงได้แรงเสริมที่แข็งแกร่งจากตลาดเกิดใหม่ในละตินอเมริกา คือ บราซิล เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 และอาร์เจนตินา เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 ด้วยปัจจัยสนับสนุนการขยายตัว ดังนี้

           ปัจจัยบวกทางด้านเศรษฐกิจของประเทศในแถบอเมริกาเหนือและละตินอเมริกา โดยเฉพาะแคนาดา บราซิล และอาร์เจนตินา ที่มีอัตรา การเติบโตที่ดี เอื้อให้มีอัตราการเดินทางท่องเที่ยวออกนอกประเทศ ขณะที่ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงผันผวนจากปัจจัยเสี่ยงทางด้านความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ และปัญหาหนี้สาธารณะ แต่สถานการณ์ท่องเที่ยวมาไทยก็ยังคงเติบโตได้ค่อนข้างดี เนื่องจากกลุ่มตลาดมาไทยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มตลาดระดับบน จึงไม่อ่อนไหวต่อปัญหาทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังมีเงินออมเพียงพอที่จะเดินทางท่องเที่ยวระยะไกล

           เหตุการณ์นองเลือดในประเทศอียิปต์ และความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ และซีเรีย ทำให้ทางการสหรัฐฯ ออกประกาศเตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าประเทศอียิปต์และพื้นที่เสี่ยงภัย

 

 

ภูมิภาคเอเชียใต้

          จากสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยรายสัญชาติ ในช่วง 9 เดือนแรก มีจำนวนนักท่องเที่ยวเอเชียใต้มาไทยประมาณ 1 ล้านกว่าคน ขยายตัวร้อยละ 5 เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวของภูมิภาคนี้เติบโตในระดับปานกลาง เป็นผลมาจากตลาดหลักของภูมิภาค คือ ตลาดอินเดีย ประสบปัญหาเศรษฐกิจซบเซามาตั้งแต่ปี 2555 และมีการเพิ่มมาตรการการขอวีซ่า เข้าไทย ส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางส่วนชะลอการเดินทางลง แต่สถานการณ์ การท่องเที่ยวตลาดเล็กๆ ในภูมิภาคยังคงขยายตัวได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะ บังกลาเทศ เติบโตสูงถึงร้อยละ 12 โดยมีรายละเอียดรายตลาด ดังนี้ 

           ตลาดหลักของภูมิภาคนี้ คือ อินเดีย สถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วง 9 เดือนแรก ขยายตัวร้อยละ 5 ถึงแม้เศรษฐกิจอินเดียจะยังไม่ฟื้นตัวดีเท่าที่ควร แต่นักท่องเที่ยวอินเดียยังคงต้องการเดินทางท่องเที่ยว โดยมีข้อมูลอ้างอิงจาก Associated Chamber of Commerce and Industry of India ว่าในช่วงที่ค่าเงินรูปียังคงอ่อนค่า ชาวอินเดียยังมีความต้องการเดินทางท่องเที่ยว แต่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากเดิม  โดยเลือกพักโรงแรมในราคาถูกลง ระยะเวลาพำนักสั้นลง และความถี่ในการเดินทางลดลง  โดยยังคงมีความต้องการไปเที่ยวยังแหล่งท่องเที่ยวระยะใกล้ โดยเฉพาะ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ซึ่งมีข้อได้เปรียบในแง่ความคุ้มค่าเงิน

           สำหรับตลาดเล็กๆ ในภูมิภาค ได้แก่ บังกลาเทศ ปากีสถาน และศรีลังกา ในช่วง 9 เดือน ตลาดขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 ร้อยละ 7 และร้อยละ 4 ตามลำดับ เนื่องจากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง ในแต่ละประเทศเริ่มคลี่คลายในไตรมาสที่ 3  จึงเป็นปัจจัยให้การเดินทาง ในฤดูกาลท่องเที่ยวภาคฤดูร้อนในปีนี้ปรับตัวดีขึ้น

 

 

ภูมิภาคโอเชียเนีย

       จากสถิตินักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยรายสัญชาติ ในช่วง  9 เดือนแรก ตลาดภูมิภาคนี้ปรับตัวลดลงร้อยละ 3 โดยมีรายละเอียดรายตลาด ดังนี้ 

 

ตลาดออสเตรเลีย ซึ่งเป็นตลาดหลัก ปรับตัวลดลงร้อยละ 4 โดยใน ไตรมาสที่ 3 ลดลงร้อยละ 2 เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของออสเตรเลีย ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย มีแนวโน้มแข็งค่ากว่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งหันเหเดินทางท่องเที่ยวไปอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวในฝันของนักท่องเที่ยวออสเตรเลียแทน ประกอบกับในช่วงเดียวกันนั้นประเทศไทยประสบปัญหาการแข็งของค่าเงินบาทตั้งแต่ช่วงต้นปี และแข็งค่าหนักสุดช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางส่วนชะลอการเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา แม้ในบางเดือนตลาดจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นบ้าง  แต่ก็ไม่สามารถดึงภาพรวมในช่วง 9 เดือนให้เพิ่มสูงขึ้นได้

 

ตลาดนิวซีแลนด์ สถานการณ์การท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ เนื่องจากตลาดไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากปัญหาการแข็งค่าของเงินบาทของไทย โดยในช่วง 9 เดือนแรกขยายตัวร้อยละ 2

 

 

ภูมิภาคตะวันออกกลาง และแอฟริกา

          สถานการณ์ท่องเที่ยวของภูมิภาคตะวันออกกลางในช่วง 9 เดือนแรก  นักท่องเที่ยวรายสัญชาติปรับตัวลดลงร้อยละ 2  แม้ว่าตลาดหลัก ทุกตลาดจะปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ตลาดรายย่อย เช่น อิหร่าน และตลาดอื่นๆ  ซึ่งมีสัดส่วนค่อนข้างสูง มีอัตราการเติบโตลดลง จึงฉุดให้ภาพรวมของภูมิภาคนี้ลดลงไปเล็กน้อย ตลาดหลักที่เติบโตสูงมาก คือ  อียิปต์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 และซาอุดีอาระเบีย เพิ่มขึ้นร้อยละ 26 ส่วนภูมิภาคแอฟริกาเติบโตร้อยละ 2 โดยเป็นการเติบโตของตลาดขนาดเล็กอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ในขณะที่ ตลาดแอฟริกาใต้ซึ่งเป็นตลาดหลักของภูมิภาคนี้ปรับตัวลดลงร้อยละ 1  ทั้งนี้มีรายละเอียดในแต่ละตลาด ดังนี้

          ปัญหาความไม่สงบทางการเมืองภายในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์นองเลือดในอียิปต์ ปัญหาความขัดแย้งของอิสราเอลและปาเลสไตน์ ปัญหาทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ และซีเรีย  ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวในช่วง 9 เดือนแรกของภูมิภาคตะวันออกกลางค่อนข้างมีความผันผวน

          นักท่องเที่ยวชาวตะวันออกกลาง มีแนวโน้มหันเหไปท่องเที่ยวยุโรปมากขึ้น ด้วยปัจจัยด้านค่าเงินยูโรอ่อนค่าเป็นแรงจูงใจสำคัญ โดยแหล่งท่อง-เที่ยวที่ยังคงได้รับความนิยม ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร        การชะลอตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศ Gulf Cooperation Council (GCC) โดยเฉพาะตลาดหลัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เนื่องจากช่วงเทศกาลถือศีลอด (Ramadan) ในปีนี้  (เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม-สิงหาคม) เลื่อนมาทับกับช่วงฤดู ท่องเที่ยวช่วงฤดูร้อน และมีผลให้ช่วงวันหยุดก่อนเดือนรอมฎอน ในปีนี้ มีระยะเวลาสั้นลง ทั้งนี้ การเดินทางท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางเดือนสิงหาคมเป็นต้นมา เนื่องจากมีช่วงวันหยุดยาวเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลฮารีรายอ โดยในเดือนกันยายนมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 9

ตลาดอียิปต์ แม้จะเกิดสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองภายในประเทศ แต่มิได้ส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทย แต่อย่างใด จากการรายงานของสำนักงาน ททท. ในพื้นที่ พบว่า สายการบิน  Etihad และบริษัทนำเที่ยวในพื้นที่ที่เจาะกลุ่มระดับบน อาทิ Corporate/  Incentive รวมทั้งกลุ่ม Medical ยังคงได้รับกลุ่มตลาดดังกล่าวเป็นลูกค้าหลักในช่วงนี้  โดยมีการเดินทางออกอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีจำนวนไม่มากก็ตาม ซึ่งในช่วงไตรมาสที่ 3 นักท่องเที่ยวอียิปต์เดินทางเข้าไทย มีการขยายตัวร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา                                                          

 

ตลาดอิหร่าน ยังคงได้รับผลกระทบจากปัญหาการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดแอฟริกาใต้ ปรับตัวลดลง เนื่องจากยังคงมีสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคแอฟริกาเหนือและปัญหาการก่อความไม่สงบของกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงและกลุ่มโจรสลัดภายในภูมิภาค ทำให้บรรยากาศในการเดินทางท่องเที่ยวไม่คึกคักเท่าที่ควร

 

การคาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยว ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2556

ตลาดเอเชียตะวันออก : คาดว่าทุกตลาดจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง ในไตรมาสสุดท้าย เนื่องจากยังมีปัจจัยเสริมด้านเที่ยวบินที่ปรับตัว เพิ่มขึ้น ยกเว้นตลาดจีนที่อาจจะชะลอตัวลดลง ร้อยละ 30-50 จากปัญหาการออกกฎหมายท่องเที่ยวฉบับใหม่ของจีน

  • ผลกระทบจากการออกกฎหมายท่องเที่ยวฉบับใหม่ของจีน ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไปนั้น คาดว่าส่งผลทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนในไตรมาสที่ 4 ชะลอตัวลง จากราคาทัวร์ที่ปรับตัว สูงขึ้น ส่งผลให้ยอดจองทัวร์ลดลง โดยเฉพาะในช่วงวันชาติของจีน (Golden Week 1-7 ตุลาคม 2556) ลดลงประมาณร้อยละ 30-50 และส่งผลกระทบถึงยอดจองทัวร์ของเดือนตุลาคมลดลงประมาณร้อยละ  50-70 รวมทั้งสายการบินต่างๆ ที่มีเส้นทางมายังประเทศไทยมียอดจองในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ลดลงประมาณร้อยละ 40-50 อย่างไรก็ตามคาดว่าปัญหานี้จะส่งผลกระทบในไตรมาสที่ 4 นี้เท่านั้น
  • ผลกระทบเรื่องความขัดแย้งดินแดนหมู่เกาะของจีนกับญี่ปุ่น แม้จะ ไม่รุนแรงเหมือนช่วงก่อนหน้านี้ แต่คาดว่าจะยังส่งผลกระทบต่อเนื่องในช่วงไตรมาสที่ 4 โดยเฉพาะ ตลาดญี่ปุ่น ซึ่งมีการสำรวจจาก JATA  ว่าชาวญี่ปุ่นจะยังคงไม่เลือกเดินทางไปจีนในปีนี้
  • การออกมาตรการผ่อนปรนเรื่องการเข้า-ออกประเทศพม่า และการเปิดด่านการค้าแห่งใหม่ (ด่านทิกิ) ตั้งแต่เดือนสิงหาคม และการเปิดสะพาน มิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 4 ปลายปี 2556 คาดว่าจะส่งเสริมการท่องเที่ยวในอินโดจีนให้สะดวกมากขึ้น
  • ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงจนกลับมาเป็นปกติ ดึงดูดให้นักท่องเที่ยว เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตามองปัญหา เพดานหนี้ของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อค่าเงินบาทในอนาคต รวมทั้งอาจจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและจีน ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ใหญ่ของประเทศสหรัฐฯ
  • จับตามองการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 27 ในเดือนธันวาคม 2556   ซึ่งพม่าเป็นเจ้าภาพ อาจมีผลในการดึงสัดส่วนนักท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียนที่เดินทางเข้าพม่า
  • ยังต้องคอยติดตามปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างใกล้ชิด ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อตลาดมาเลเซีย

 

ตลาดยุโรป : คาดว่าการเดินทางท่องเที่ยวจากภูมิภาคยุโรปจะคึกคักมากขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนการขยายตัว ดังนี้

          แนวโน้มการท่องเที่ยวของตลาดยุโรปปีนี้ค่อนข้างสดใสเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากนักท่องเที่ยวต้องการหนีหนาวมาเที่ยวไทยเร็วเป็นประวัติการณ์ โดยได้ทยอยจองโรงแรมที่พักบริเวณหัวหิน ชะอำ ล่วงหน้าตั้งแต่เดือนกันยายน (มากกว่า 40% ของห้องพักทั้งหมด) และจะเริ่มเข้าพัก ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 - กุมภาพันธ์ 2557 จากปกติจะเริ่มจองช่วงกลางเดือนตุลาคม ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากเงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับยูโร และเหรียญสหรัฐฯ และนักท่องเที่ยวสแกนฯ เปลี่ยนเส้นทางมาพักในแหล่ง ท่องเที่ยวรอง อาทิ หัวหินและชะอำ เนื่องจากที่พักในเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น ภูเก็ตและพัทยา มีนักท่องเที่ยวจีนและรัสเซียจองเกือบเต็ม โดยมีการคาดการณ์ว่าทั้งปีจะมีอัตราเข้าพักเฉลี่ยร้อยละ  65 สูงกว่าปีที่ผ่านมา ที่มีอัตราการเข้าพักอยู่ที่ร้อยละ 50-55 (ที่มา : สมาคมโรงแรมไทย)

          มีสัญญาณที่ดีว่าเศรษฐกิจของยุโรปกำลังฟื้นตัวอย่างช้าๆ โดยดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของยูโรโซนปรับตัวดีขึ้นอยู่ในระดับ 96.9  (ณ เดือนกันยายน) จากระดับ 95.3 (ณ เดือนสิงหาคม) ภายหลังที่รัฐบาลประเทศในยุโรปเริ่มผ่อนคลายมาตรการรัดเข็มขัดและขึ้นภาษี ส่งผลให้เศรษฐกิจ 17 ประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรอาจมีการขยายตัวร้อยละ 1 ในปีหน้า ซึ่งยังคงต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

          ปัจจัยหนุนด้านการดำเนินงานทางการตลาดของ ททท. ในการมุ่งเจาะ ตลาดใหม่ในพื้นที่รองมากขึ้น เช่น จัด Road Show เมืองมิวนิกและ ชตุทท์การ์ท ประเทศเยอรมนี ไอร์แลนด์ ฯลฯ ซึ่งคาดว่าจะช่วยขยายตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่และมีศักยภาพมากขึ้น

 

ตลาดภูมิภาคอเมริกา : คาดว่าในภาพรวมของภูมิภาคจะมีการเติบโตปานกลาง โดยได้รับแรงผลักจากแนวโน้มที่ดีของตลาดละตินอเมริกา  โดยในส่วนของตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดหลัก มีทิศทางตลาด ที่ไม่ค่อยแจ่มใสนักในช่วงไตรมาสสุดท้าย เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงทางด้านวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงเปราะบางจากสถานการณ์การปิดหน่วยงาน ภาครัฐของสหรัฐฯ ในช่วงวันที่ 1-16 เดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะผลกระทบจากการจ้างงานในส่วนราชการ และในส่วนของภาคการ ท่องเที่ยวภายในประเทศสหรัฐฯ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว จึงอาจส่งผลกระทบทำให้ตลาดสหรัฐฯ ชะลอตัวลงไปเล็กน้อย ทั้งนี้ จากข้อมูลการจองบัตรโดยสารเครื่องบินของ ForwardKeys ซึ่งรวบรวมฐานข้อมูลจากบริษัทรายใหญ่ เช่น Abacus, Amadeus ฯลฯ พบว่า แนวโน้มการจอง ในช่วงไตรมาสสุดท้ายจากสหรัฐฯ มาไทย อาจปรับตัวลดลงร้อยละ 3 นอกจากนี้สำหรับผลกระทบระยะยาว คาดว่าจากการพิจารณาผ่านร่างกฎหมายขยายเพดานหนี้ต่อไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2557 อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของประชาชน และอาจมีการปรับลดการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวลงเพื่อออมเงินมากขึ้น ซึ่งยังคงต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด

 

ตลาดเอเชียใต้ : คาดว่าน่าจะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง  จากปัจจัยสนับสนุนต่างๆ ดังนี้

          เทศกาลดิวาลี (เทศกาลปีใหม่ของชาวอินเดีย) ในเดือนตุลาคม ซึ่งจะมี วันหยุดยาวและชาวอินเดียนิยมออกเดินทางท่องเที่ยว และจากการรายงานของ ททท. สำนักงานมุมไบ ณ เดือนตุลาคม 2556 รายงานว่าสายการบิน หลายสายของอินเดียปรับราคาค่าบัตรโดยสารเครื่องบินเส้นทางในประเทศ โดยเพิ่มสูงขึ้นราวร้อยละ 30-37 จึงคาดว่านักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งน่าจะเลือกเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ

          ผลกระทบจากเศรษฐกิจของอินเดียที่ยังไม่ฟื้นตัว ค่าเงินรูปียังผันผวน  จึงคาดว่านักท่องเที่ยวจะเลือกเดินทางท่องเที่ยวระยะใกล้ ซึ่งสอดคล้อง กับผลสำรวจในเดือนกันยายนของเว็บไซต์ท่องเที่ยวชื่อดัง www.yatra.com ผ่านทางออนไลน์ โดยร้อยละ 63 ของผู้ตอบแบบสอบถามยังคงยืนยันการเดินทางตามแผนเดิม จุดหมายปลายทางอันดับต้น คือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามด้วยยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะเป็นผลบวก ต่อประเทศไทย ขณะที่ร้อยละ 37 จะเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ

          ปลายเดือนกันยายน ประเทศไทยได้รับรางวัล ‘The Best Golf Destination’ จาก Safari India National Tourism Awards 2013 และรางวัล ’Best Wedding Destination’ จาก Hospitality India Awards 2013 ซึ่งน่าจะเป็นตัวชี้วัดถึงความสำเร็จที่ประเทศไทยสามารถดึงดูด นักท่องเที่ยวได้มากขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มฮันนีมูน/แต่งงาน และกลุ่มกอล์ฟ ซึ่งน่าจะเติบโตได้ต่อเนื่องต่อไป

 

ตลาดโอเชียเนีย

          สถานการณ์ท่องเที่ยวตลาดโอเชียเนียในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2556 คาดว่าจะอยู่ในภาวะทรงตัว เนื่องจาก

  • ความมีศักยภาพทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ซึ่งเอื้อต่อการใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ อาจจะยังส่งผลให้นักท่องเที่ยวออสเตรเลียยังคงเลือกเดินทางไปสหรัฐอเมริกา
  • การเปิดเส้นทางบินใหม่ของ สายการบิน Jetstar ในเส้นทาง  เมลเบิร์น-ภูเก็ต 2 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2556  อาจช่วยชะลอให้ตลาดไม่ปรับตัวลดลงไปมากนัก
  • การส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่องของ ททท. โดยล่าสุดในเดือนสิงหาคม 2556 ได้จัดงาน Thailand Medical & Wellness Tourism Trade and Media FAM Trip 2013 โดยมีเอเย่นต์ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ 40 บริษัทจาก 10 ประเทศมาร่วมงาน รวมทั้งจากออสเตรเลีย ซึ่งจากการจัดงาน ในครั้งนี้คาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มสุขภาพได้มากขึ้น

 

ตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกา

          ตลาดตะวันออกกลาง : คาดว่าจะเติบโตได้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากสิ้นสุดช่วงเทศกาลถือศีลอดและนักท่องเที่ยว เริ่มออกเดินทางท่องเที่ยวแล้ว และสายการบิน Emirates จะเพิ่มเที่ยวบินเส้นทางดูไบ-กรุงเทพฯ จากเดิม 35 เที่ยว/สัปดาห์ เป็น 42 เที่ยว/สัปดาห์ นอกจากนี้การเปิดตลาดใหม่ของ ททท. ในช่วงต้นปี 2556 โดยเข้าไปทำ  Road Show ในคูเวตและกาตาร์ อาจมีส่วนในการส่งเสริมตลาดกลุ่มใหม่ให้เพิ่มขึ้นได้

          สำหรับตลาดแอฟริกาใต้ : อาจจะปรับตัวลดลง เนื่องจากสายการบิน ไทย จะปรับลดความถี่เที่ยวบินในช่วงตารางบินฤดูหนาว เส้นทางโจฮัน- เนสเบิร์ก-กรุงเทพฯ จาก 4 เที่ยวเหลือ 3 เที่ยว/สัปดาห์ เนื่องจากเป็นช่วง Low Season และนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มนิยมเดินทางระยะใกล้ (Short Haul) หรือท่องเที่ยวภายในภูมิภาคมากขึ้น


 

เรื่อง : งานวิเคราะห์ตลาดต่างประเทศ ททท.

^ to top || TAT 1/2014