เกริ่นนำเสียก่อนว่า เมื่อพูดถึงมรดกโลกสุโขทัย ก็มีความจำเป็นต้องอ้างอิงถึง ‘Historic Town of Sukhothai and Associated Historic Towns’ ซึ่งถูกบรรจุไว้ในรายชื่อบัญชีมรดกโลกนับตั้งแต่ พ.ศ. 25342 โดยที่ ‘เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร’ นั้นหมายถึงอุทยานประวัติศาสตร์ 3 แห่ง คือ สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร ซึ่งภายในประกอบไปด้วย โบราณสถาน  บ้านเรือนอยู่อาศัย โรงเรียน วัด ที่ดินทำกินของชาวบ้าน ไร่นาสวน และสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ แหล่งน้ำ ภูเขา เป็นต้น

โดยกรมศิลปากรได้กำหนดเขตที่ดินโบราณสถานอุทยานประวัติศาสตร์ทั้ง 3 แห่งเอาไว้ ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ถึง 43,750 ไร่ สำหรับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย (ปี 2518) 28,217 ไร่ สำหรับอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย (ปี 2531) และ 2,114 ไร่  สำหรับอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร (ปี 2511) [3]

 

          ทว่าพื้นที่ในโครงการอุทยานประวัติศาสตร์ ทั้ง 3 แห่งที่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดโดยกรมศิลปากรและสำนักงานอุทยานประวัติศาสตร์มักเป็นพื้นที่ที่มีการล้อมรั้วและเก็บค่าเข้าชม ซึ่งจะว่าไปแล้วนับเป็นพื้นที่ ส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับที่ดินในเขตโบราณ-สถานอุทยานประวัติศาสตร์ทั้ง 3 แห่งที่ปรากฏเป็นรายละเอียดแนบท้ายบัญชีมรดกโลก  ยกตัวอย่างเช่น พื้นที่เฉพาะภายในเขตกำแพงเมืองสุโขทัยเนื้อที่ประมาณ 1,600 ไร่ มีกลุ่มโบราณสถานสำคัญบางส่วนที่ได้รับการบูรณะและดูแลเป็นอย่างดีถูกล้อมรั้วไว้อยู่ท่ามกลางต้นไม้ใบหญ้าที่ตัดแต่งสวยงาม ในขณะที่บ้านเรือนถนนหนทางซึ่งปลูกสร้างนอกรั้ว ดังกล่าว ดูจากสภาพแล้วเหมือนไม่ถูกเอาใจใส่ นักว่าเป็นส่วนหนึ่งของใจกลางพื้นที่มรดกโลก ส่วนวัดศรีชุมนอกเขตกำแพงเมืองที่นักท่องเที่ยวมักจำได้เพราะมีพระอจนะองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่นั้น กรมศิลปากรได้ดูแลแต่เฉพาะ บริเวณโบราณสถาน ทำให้วัดที่มีพระสงฆ์ซึ่งอยู่ติดกันและใช้ชื่อเดียวกันมีสภาพที่แตกต่างมากเหลือเกิน เช่น ห้องน้ำสีชมพูที่มองเห็นได้ชัดเจนจากบริเวณโบราณสถาน[4]

          มีข้อคิดเห็นที่น่าสนใจ คือ จากการสำรวจ ใน พ.ศ. 2547-2548 พบว่าในอุทยานประวัติ- ศาสตร์สุโขทัยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ส่วนหนึ่ง คิดว่าพื้นที่ใจกลางอุทยานแห่งนี้ ‘Over  Manicured’ หรือเนี้ยบจนเกินไป แถมดูร้างไร้ชีวิตผู้คน และมีจำนวนเกินครึ่งที่ไม่สนใจอ่านป้ายบอกข้อมูลเนื้อหาเกี่ยวกับโบราณสถาน[5] เมื่อพิจารณาเพียง 2 ประเด็นนี้ก็สามารถล่วงรู้ ถึงปัญหาใหญ่ด้านการท่องเที่ยววัฒนธรรมในพื้นที่ซึ่งมีคุณค่าระดับมรดกโลกได้ทันที ประเด็นแรกคือ มรดกโลกสุโขทัยไม่มีการ นำเสนอสิ่งใดให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้มากไปกว่าโบราณสถานในอุทยาน และโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์ ในปัจจุบันแหล่งประวัติศาสตร์ทั่วโลกมุ่งนำเสนอการท่องเที่ยววัฒนธรรม ที่เน้นการเรียนรู้คุณค่าของพื้นที่ซึ่งได้รับการ สืบเนื่องให้ยังมีชีวิตอยู่ในวิถีของผู้คนท้องถิ่น และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเข้าสัมผัสและเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ประเด็นที่สองคือ การสื่อ ความหมายและคุณค่าความสำคัญของมรดกโลก สุโขทัยด้วยวิธีการที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้นล้าสมัยและสร้างความน่าเบื่อหน่ายให้นักท่องเที่ยว

          ในประเด็นแรกนั้นมีการถกเถียงกันอยู่ พอสมควรในแวดวงวิชาการระดับนานาชาติ  ถึงวิธีการจัดการพื้นที่มรดกโลกที่เคยทำกันมา แต่ไม่รู้ว่าเกิดประโยชน์แก่ใครบ้าง อุทยานประวัติศาสตร์ทำหน้าที่ดูแลจัดการ มรดกวัฒนธรรมของมนุษยชาติโดยไม่ได้ครอบครองสิทธิความเป็นเจ้าของ  ซึ่งในพื้นที่มรดกโลกสุโขทัยมีเจ้าของพื้นที่หลากหลายรูปแบบ ทั้งสำนักงาน ของหน่วยงานรัฐ โรงแรมของผู้ประกอบการเอกชน บ้านเรือนและร้านค้า ของชาวบ้านทั่วไป และแปลงนาไร่ของเกษตรกร เป็นต้น แต่ที่น่าสนใจ คือมีเพียงส่วนน้อยที่คิดว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่ามรดกโลก บางคน อาจคิดว่าตนเองเป็นส่วนเกินของพื้นที่มรดกโลกด้วยซ้ำไป ทางหน่วยงานรัฐ ก็ดูเหมือนจะมีเพียงกรมศิลปากรที่เอาใจใส่เข้มงวดด้านการจัดการสภาพ แวดล้อมเพื่อรักษาสมบัติชาติและมรดกโลก ในขณะที่หน่วยงานอื่นก็ใช้ชีวิต ตามปกติตราบใดที่ไม่ขัดแย้งกับระเบียบการจัดการพื้นที่อนุรักษ์

          มีการถกเถียงกันมากขึ้นเรื่อยๆ ว่ากฎบัตรสากลที่เคยใช้กันมาตลอด เพื่ออนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมนั้นล้าสมัยและควรมีการทบทวนเสียใหม่ เช่น กฎบัตร เวนิส[6] ที่มีอายุนับได้ครึ่งศตวรรษแล้ว ซึ่งกรมศิลปากรได้ใช้เป็นแนวทางในการอนุรักษ์และจัดการโบราณสถานมาโดยตลอด ความชัดเจนของแนวทางนี้คือวิถีชีวิตของผู้คนมักถูกมองว่าไม่เป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าโบราณสถานและแหล่งประวัติศาสตร์ ในความจริงแล้ว ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีมานี้ได้มีการพัฒนากฎบัตรสากลอื่นๆ ซึ่งมีแนวทางการสืบทอดคุณค่าวิถีชีวิตและมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของผู้คน ตลอดจนคำนึงถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้อยู่อาศัย ในแหล่งประวัติศาสตร์ โดยไม่แบ่งแยกจากการสงวนรักษาสิ่งที่จับต้องได้อย่างโบราณสถาน[7] อีกทั้งยังมีการตั้งคำถามว่า อะไรคือ ‘ความแท้’ ของคุณค่า (หรือคุณค่าที่แท้จริง) ซึ่งควรได้รับการจัดการให้สืบเนื่องต่อไปในอนาคตของพื้นที่มรดกโลก ลำพังแต่การบูรณะซากอิฐหินดินปูนคงไม่เพียงพออีกต่อไป หากปราศจากการฟื้นฟูและดูแลจิตวิญญาณของพื้นที่ (Sense of Place)

          จึงนำมาสู่ประเด็นที่สอง นั่นคือการนำเสนอคุณค่าของพื้นที่ควรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ว่าที่จริงแล้วกรมศิลปากรดูแลโบราณสถาน ต้นไม้ใบหญ้า และ คูคลองประวัติศาสตร์ได้ดีมากมาโดยตลอดเท่าที่ทรัพยากรจะเอื้ออำนวยสำหรับประเทศ ที่ไม่ค่อยลงทุนสักเท่าใดนักกับมรดกวัฒนธรรม ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสร้างสรรค์[8] ที่ทั่วโลกต่างเร่งพัฒนาให้เป็นยุทธศาสตร์ สำคัญเพื่อการขับเคลื่อนประเทศด้วยการระดมความรู้ควบคู่การจัดการต้นทุนดั้งเดิม แต่ในโลก ยุคดิจิตอลที่การสื่อสารในสังคมเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างรวดเร็ว ลำพังการติดแผ่นป้ายข้อความและรูปภาพแสดงข้อมูลทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีชนิดที่ว่าสื่อสารทางเดียวโดยไม่สนใจว่าใครจะอ่านหรือไม่ก็นับว่ายิ่งสิ้นเปลืองทรัพยากรไปโดยเปล่าประโยชน์ โดยเฉพาะเนื้อหานำเสนอที่เรียกว่าถ้าคุณครูไม่ได้สั่งให้ไปนั่งคัดลอกมาส่งเป็นการบ้านก็คงไม่มีเด็ก คนไหนสนใจใคร่รู้ นี่ไม่ได้หมายความว่าเนื้อหาไม่มีประโยชน์ แต่ ‘มุมมอง’ ที่เกี่ยวข้องกับคุณค่าของสิ่งนั้นต่างหากที่น่าจะมีการเลือกสรรมานำเสนอ

          มรดกโลกสุโขทัยมีเนื้อหานำเสนอสำหรับนักท่องเที่ยว ที่ล้วนเป็นมุมมองในขั้นรายละเอียด ของประวัติศาสตร์และโบราณคดี เช่น จากซาก อิฐหินดินปูนเท่าที่เห็น มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อเกือบพันปีที่แล้ว อยู่ในยุคสมัยไหน ใครปกครอง  และวัดเก่าเหล่านี้มีส่วนประกอบอะไรของศิลปะยุคสมัยไหนทางพระพุทธศาสนาบ้าง ซึ่งยาก เกินทำความเข้าใจได้โดยลำพัง หรือหาความเชื่อมโยงมาสู่สภาพแวดล้อมปัจจุบันและวิถีชีวิตผู้คนร่วมสมัย[9] จึงเกิดคำถามว่าแล้วมีใครเข้ามาใช้สถานที่เหล่านี้บ้างในปัจจุบัน ใช้เพื่อทำอะไร มีความหมายต่อจิตวิญญาณและวิถีชีวิตของพวกเขาอย่างไรบ้าง และมีการสืบทอดทักษะงานฝีมืออะไรต่อเนื่องมา และจะไปหาดูได้ที่ชุมชนไหน เป็นต้น เครื่องมือที่ใช้นำเสนอจึงควรแสดงกระบวนการให้เห็นควบคู่ไปกับผลผลิตสำเร็จรูป และอาจสื่อสารด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยจำลองการรับรู้แบบเสมือนจริง ซึ่งล้วนเป็น การส่งเสริมการสืบทอดคุณค่ามรดกวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ทั้งในแง่การส่งเสริมอาชีพ และป้องกันไม่ให้มรดกวัฒนธรรมถูกคุกคามและบริโภคอย่างไม่เหมาะสมตามมีตามเกิด

          การท่องเที่ยววัฒนธรรมทั้งหมดเน้น การขายประสบการณ์ โดยเฉพาะประสบการณ์แบบมีส่วนร่วม สัมผัสตรง และได้ลงมือทำ ลำพังการปล่อยให้นักท่องเที่ยวดูโบราณสถานแบบ ‘Sightseeing’ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ถ่ายรูป ไว้หนึ่งแชะแปะลงเฟซบุ๊คแล้วรีบไปเที่ยวที่อื่นต่อ เสมือนการ Checklist หรือแค่ติ๊กว่าฉันได้ไปมาแล้ว โดยไม่มีความรู้ความเข้าใจอะไรติดตัวไปมากกว่านั้นเกี่ยวกับคุณค่าของพื้นที่ ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นการท่องเที่ยววัฒนธรรมที่ล้มเหลว ซึ่งจะโทษนักท่องเที่ยวที่อุตส่าห์เดินทางมาไกลครึ่งค่อน โลกว่าใช้เวลากับพื้นที่น้อยไป เป็นพวกฉาบฉวยไม่ใส่ใจวัฒนธรรมก็คงไม่ได้  จึงน่าจะหันกลับมาถามตัวเอง (ถ้าคิดว่ามรดกโลกสุโขทัยเป็นของมนุษยชาติ ของชาติ และของฉันด้วย) ว่าแล้วเราได้มีทางเลือกในการนำเสนอประสบ-การณ์ให้นักท่องเที่ยวได้รับรู้คุณค่าอันหลากหลายของพื้นที่อย่างไรบ้าง... ว่าแต่อันนี้มันหน้าที่ของใคร นี่เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ผุดขึ้นในใจ

          บนพื้นที่มรดกโลกสุโขทัย หน่วยงานและเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้ามาเจ้ากี้ เจ้าการดูแลพื้นที่มักถูกมองว่าเป็น ‘คนอื่น’ ในขณะที่ชาวบ้านก็ถูกมอง  (หรือมองตัวเอง) ว่าเป็น ‘คนนอก’ พื้นที่ซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์[10] และเมื่อต่างฝ่ายต่างเห็นวิถีชีวิตของอีกฝ่ายเป็นเหมือนอุปสรรคต่อการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่โดยไม่ทำความเข้าใจซึ่งกันและกันบนจุดยืนร่วมที่มุ่งส่งเสริม คุณค่าที่แท้จริงของพื้นที่เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย จึงไม่น่าแปลกใจที่ นักท่องเที่ยวจะยิ่งไม่เข้าใจคุณค่าของพื้นที่แห่งนี้มากกว่าใคร ในฐานะ คนแปลกหน้าที่เพิ่งมาเยี่ยมเยือนพื้นที่ นักท่องเที่ยวทุกคนย่อมแสวงหาความสะดวก สะอาด ปลอดภัย เป็นพื้นฐาน เอาแค่เรื่องพื้นฐานเหล่านี้ก็ไม่แน่ใจว่าในพื้นที่มรดกโลกสุโขทัย ซึ่งเชื่อมโยงอุทยานประวัติศาสตร์ถึง 3 แห่ง ที่อยู่ห่างกันบนระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร ได้มีความชัดเจนเรื่องที่พัก  การเดินทาง และการเยี่ยมชมกันมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้นักท่องเที่ยว ได้สัมผัสประสบการณ์และเรียนรู้วัฒนธรรมของพื้นที่มรดกโลกแห่งนี้ ได้อย่างเต็มอิ่ม

          ในช่วง พ.ศ. 2555-2556 มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ  2 เรื่องเกี่ยวข้องกับสุโขทัย คือ เรื่องที่หนึ่ง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ส่งเสริมให้แหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดสุโขทัยเป็นตัวแทนประเทศเข้าชิงและได้รับรางวัลจาก PATA (Pacific and Asia Tourism Association หรือ สมาคมการท่องเที่ยวแห่งแปซิฟิกและเอเชีย) ถึง 2 แหล่ง 2 รางวัล ในปีเดียวกัน คือ โครงการเกษตรอินทรีย์สนามบินสุโขทัย ได้รางวัลในหมวดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่นในอำเภอศรีสัชนาลัย ได้รางวัลในหมวดมรดกวัฒนธรรม[11] ที่น่าสนใจก็เพราะว่าเมื่อคิดถึงการ ท่องเที่ยววัฒนธรรมสุโขทัย ก่อนหน้านี้ร้อยทั้งร้อยคงคิดถึงงานเทศกาล ลอยกระทงและเผาเทียนเล่นไฟ ถ่ายรูปโบราณสถานและชมงานแสดงแสง และเสียงในอุทยานประวัติศาสตร์ ตลอดจนเยี่ยมชมและเลือกซื้อของฝาก เช่น สังคโลกสุโขทัย แต่คงมีน้อยคนนักที่คิดถึงการค้างแรมในสวนผลไม้ นอนบ้านไร่ ตื่นเช้าลงมือทำนาปลูกข้าว เลี้ยงควาย เก็บผัก หัดทำกับข้าว และรับประทานเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ

          เรื่องที่สองคือ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ได้มีโครงการส่งเสริมการใช้จักรยานเพื่อการท่องเที่ยวมรดกโลกสุโขทัยเชื่อมโยงระหว่างอุทยานประวัติศาสตร์ทั้ง 3 แห่ง[12] ในขณะที่ประเทศไทยยังคงมีสถิติอุบัติเหตุและการตายบนท้องถนนสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของโลก  ซึ่งแม้แต่นักท่องเที่ยวมากประสบการณ์ที่เดินทางด้วยจักรยานปั่นไปรอบโลก ยังเคยต้องมาจบชีวิตบนทางหลวงในประเทศไทย[13] และสำหรับสุโขทัยซึ่งดูเหมือนจะส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวใช้จักรยานเยี่ยมชมอุทยานประวัติศาสตร์กลับไม่พบว่ามีระเบียบและวิธีการควบคุมคุณภาพการให้บริการจักรยานเช่ามากเท่าใดนัก  อีกทั้งการจัดการจราจรและเส้นทางเดินรถในท้องถิ่นก็ไม่ได้ส่งเสริมการใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นจักรยานของชาวบ้านหรือนักท่องเที่ยวจึงล้วนแล้วแต่ต้องเผชิญวิบากกรรมบนท้องถนนเช่นเดียวกัน ทั้งสิบล้อวิ่งเฉียด ไหล่ทางไม่เรียบและ มีสิ่งกีดขวาง ทางเปลี่ยวร้างส่อให้เกิดอาชญากรรม[14] และอื่นๆ ที่ล้วนสร้าง ความไม่สะดวกสบายและเสี่ยงตายเมื่อเทียบกับการใช้รถยนต์

          เมื่อพิจารณาทั้งสองประเด็นข้อคิดเห็นจากนักท่องเที่ยว คือประเด็น ความสวยเนี้ยบที่ร้างไร้ชีวิตผู้คนกับประเด็นข้อมูลนำเสนอที่ไม่สร้างความเข้าใจและไม่น่าสนใจ และสองเรื่องของการส่งเสริมการท่องเที่ยววัฒนธรรมในสุโขทัยจากหน่วยงาน คือเรื่องการท่องเที่ยววัฒนธรรมวิถีเกษตร กับเรื่องคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนของท้องถิ่นจากการท่องเที่ยวด้วยจักรยาน ทำให้ได้ข้อสรุป ที่น่าสนใจบางส่วนว่า แท้จริงแล้วมรดกวัฒนธรรมและการท่องเที่ยววัฒนธรรมเป็นเรื่องของการเลือกสรรคุณค่าที่มีอยู่หลากหลายมานำเสนอให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีที่ชี้ชัดว่ามรดกวัฒนธรรมคือการเลือกเก็บบางสิ่งที่คนบางกลุ่มให้คุณค่าโดยเป็นเรื่องปกติที่อาจมีคนบางกลุ่มไม่เห็นด้วย หรือให้คุณค่ากับสิ่งอื่นที่คิดว่าเป็นตัวแทนความทรงจำของวัฒนธรรมนั้นได้ ดีกว่า[15] และแนวคิดด้านการท่องเที่ยววัฒนธรรมที่เชื่อมั่นในการส่งเสริมความ หลากหลายของคุณค่าในพื้นที่หนึ่งเพื่อสร้างมุมมองและทางเลือกประสบการณ์ เรียนรู้ที่หลากหลายให้นักท่องเที่ยวมากกว่ายึดติดกับภาพจำที่ซ้ำซาก

          ในกรณีมรดกโลกสุโขทัย คุณค่าที่ถูกเลือกมานำเสนอจนกลายเป็นภาพจำที่สลัดไม่หลุด คือโบราณสถาน ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นเพียงองค์- ประกอบเดียวของคุณค่าอีกมากมายของพื้นที่ ผู้คนจำนวนมากทั้งชาวบ้านและนักท่องเที่ยวที่ไม่สามารถเชื่อมโยงตัวตนและความสนใจ ที่เกี่ยวข้องกับการดำรงวิถีชีวิตและการเดินทาง ท่องเที่ยวเข้ากับคุณค่าโบราณสถานและประวัติศาสตร์กับศิลปะยุคโบราณ ย่อมไม่สามารถทำให้สุโขทัยเป็นที่หมายในใจซึ่งตนจะสามารถผูกพันด้วยได้ สุโขทัยจึงกลายเป็นมรดกของคนอื่น เช่น ยูเนสโกและกรมศิลปากร ในความเข้าใจของชาวบ้านเป็นจำนวนมาก[16]  ทั้งที่ตนเองอาจเป็นเจ้าของ ดำรงชีวิต และผูกพันมีความทรงจำอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ โดยอาจไม่จำเพาะเจาะจงว่าเกี่ยวข้องกับโบราณสถาน เช่น ชื่นชอบในความสงบ ไม่รีบเร่ง อยู่ง่ายกินง่าย วิถีชนบทเกษตรกรรม เป็นต้น ซึ่งแม้จะจับต้องได้ยากกว่า แต่มีความชัดเจนว่าเป็นคุณค่าที่นักท่องเที่ยวต้องการเรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์เหล่านี้ด้วยเช่นกัน

          การเปลี่ยนกระบวนวิธีคิดด้านมรดกวัฒนธรรมและการท่องเที่ยววัฒนธรรมให้ เท่าทันสถานการณ์และแนวคิดที่เรียนรู้จากกรณี ศึกษาและข้อคิดเห็นที่มีการถกเถียงกันอย่างสม่ำเสมอในระดับนานาชาติ จึงมีความจำเป็นสำหรับหน่วยงานรัฐ ตลอดจนผู้ประกอบการ และชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเป็นผู้ร่วมจัดการทรัพยากร วัฒนธรรมเหล่านี้ให้ดำรงอยู่สืบเนื่องไป  นักท่องเที่ยวนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่เบื่อง่าย จึงมักออกแสวงหาสิ่งท้าทายแปลกใหม่และหลากหลาย ที่ได้รับการอำนวยความสะดวกและชี้นำให้อย่างไม่โจ่งแจ้งนัก หากความเป็นมรดกโลกสุโขทัยคืออิฐหินดินปูนเท่าที่เห็น ไม่มีอะไรลึกลับหรือสร้างสรรค์เปิดโอกาสให้ค้นหาและใช้เวลาอยู่ชื่นชมสัมผัสประสบการณ์มากไปกว่าโบราณ-สถานที่กลายเป็นแค่ฉากถ่ายรูปมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีน้อยคนที่จะรับรู้ถึง ความพิเศษและแตกต่างของศรีสัชนาลัยและ กำแพงเพชร ซึ่งทำให้ทั้งคู่มักกลายเป็นแค่ทางผ่าน  ก็คงยากที่จะทำความเข้าใจและส่งเสริมให้เกิด Repeater หรือนักท่องเที่ยวคุณภาพที่อยาก กลับมาใช้ชีวิตอยู่นานๆ ที่มรดกโลกแห่งนี้

 


 

1. อาจารย์ประจำสาขาวิชาการผังเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ติดต่อที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

2. ดูเพิ่มเติมใน http://whc.unesco.org/en/list/574

3. ปีที่ระบุคือประกาศกรมศิลปากรในราชกิจจานุเบกษา

4. จากการสำรวจโดยคณะวิจัยซึ่งมีผู้เขียนเป็นนักวิจัยหลัก เมื่อ พ.ศ. 2556 ด้วยทุนอุดหนุนจากองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ภายใต้ชื่อโครงการ เศรษฐกิจสร้างสรรค์และมรดกวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวยั่งยืน

5. อ้างอิงจากบทความนำเสนอของ Russell Staiff (2013). ‘Lost in Translation’? Conversing across cultures at heritage sites. ในการประชุมเชิงปฏิบัติการผู้เชี่ยวชาญนานาชาติด้านการท่องเที่ยววัฒนธรรมสุโขทัย ประจำปี 2556 (ICOMOS International Cultural Tourism Committee Workshop and Sukhothai International Cultural Tourism Expert Symposium 2013) สุโขทัย, 7-11 ตุลาคม 2556.

6. International Charter for the Conservation and Restoration of Monuments and Sites (The Venice Charter 1964) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน www.icomos.org/charters/venice_e.pdf‎

7. ที่ได้รับการอ้างอิงบ่อยครั้ง เช่น The Nara Document on Authenticity (1994) ดูเพิ่มเติมใน www.icomos.org/charters/nara-e.pdf‎ และแนวทาง Historic Urban Landscape (HUL) ดูเพิ่มเติมใน whc.unesco.org/document/123570‎

8. อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industries) ตามนิยามของ UNCTAD แบ่งได้ 4 กลุ่มใหญ่คือ Heritage, Arts, Media และ Functional Creations ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ใน http://unctad.org/en/Pages/DITC/CreativeEconomy/Creative-Economy-Programme.aspx

9. จากบทความนำเสนอของ Russell Staiff (ดูอ้างอิง 4) ซึ่งยกตัวอย่างข้อความนำเสนอบนแผ่นป้ายให้ข้อมูลนักท่องเที่ยวเปรียบเทียบระหว่างอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และอุทยานแห่งชาติ Uluru-Kata Tjuta ในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งในกรณีหลังถ่ายทอดเนื้อหาด้วยคำพูดของชาวพื้นเมืองที่เล่าตามความเข้าใจถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ถึงความทรงจำและความหมายของแหล่งประวัติศาสตร์ที่มีต่อวิถีชีวิตและจิตวิญญาณ

10. จากการสำรวจโดยคณะวิจัย (ดูอ้างอิง 3)

11. ดูเพิ่มเติมใน http://www.pata.org/press/pata-announces-the-grand-and-gold-award-winners

     และ http://www.tatnews.org/tourist-attractions-sukhothai-win-pata-gold-awards/

12. ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ ปั่นตามฝัน 3 เส้นทางมรดกโลก สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร  ใน http://www.dasta.or.th/th/procurement/1539-1539.html

13. ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Global Status Report on Road Safety 2013 ใน http://www.who.int/violence_injury_prevention/road_safety_status/2013/en/index.html และเรื่องราวของคู่รักชาวอังกฤษนักปั่นจักรยานรอบโลกที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในประเทศไทย ที่ www.twoonfourwheels.com

14. เช่น เหตุฆาตกรรมนักท่องเที่ยวหญิงชาวญี่ปุ่นในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ที่ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ ซึ่งได้มีการเช่าจักรยานของโรงแรมในช่วงเทศกาลท่องเที่ยว (งานลอยกระทง) โดยผู้ประกอบการและชาวบ้านจำนวนมากเชื่อว่ามีผลเชื่อมโยงมาถึงปริมาณนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่ลดจำนวนลงมากในปัจจุบันเมื่อเทียบกับก่อนเกิดเหตุ

15. ดูเพิ่มเติมในบทความภาษาอังกฤษของผู้เขียน Pokharatsiri, J. (2012). Bangkok Old Town in Dissonance: Heritage, Tourism and Gentrification. NAJUA Journal of Faculty of Architecture, Silpakorn University, Vol.9 (September 2012-October 2013), 121-135. 
ในวารสารหน้าจั่วว่าด้วยประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรมไทย ฉบับที่ 9 (กันยายน 2555-สิงหาคม 2556)

16. จากการสำรวจโดยคณะวิจัย (ดูอ้างอิง 3)


 

เรื่อง : ดร. จาตุรงค์ โพคะรัตน์ศิริ [1]
ภาพ : ณัฐพจน์ พลลีมงคล

^ to top || TAT 1/2014