คงมีหลายคนที่เกลียดและกลัว ไม่กล้าดูหนังแนว Torture Porn หรือที่เรียกว่าแนว ‘ทัณฑ์ทรมาน’ แต่ก็มีอีกหลายคน รวมถึงผมด้วย ที่ชอบดูหนังแนวนี้มาก เพราะรู้สึกว่ามันสร้างความตื่นเต้นเร้าใจได้มากกว่าหนังผีแนวอื่น อย่างไรก็ตาม หนังแนวนี้บางเรื่องทำออกมาได้อย่างมีศิลปะ ประเด็นลึกซึ้ง เราจึงควรจะดูมันอย่างละเอียดลออ มากกว่าจะร้องยี้แล้วโยนทิ้งไป หรือมากกว่าจะนั่งดูอย่างสะใจสนุกสนานเท่านั้น

 

หนังเรื่อง Hostel (2005) เป็นตัวอย่างของหนังทัณฑ์ทรมานที่มีประเด็นน่าสนใจ  ผู้กำกับ เอลิ รอธ ได้วิพากษ์วิจารณ์สังคมบริโภคนิยม การใช้ชีวิตของคนหนุ่มสาว  และวัฒนธรรมการท่องเที่ยวแบบแบ็คแพ็คกิ้งได้อย่างเจ็บแสบ หนังเรื่องนี้สร้างออกมา 2 ภาคแล้ว และสำหรับภาค 2 ก็มีแง่มุมที่น่าสนใจแฝงอยู่ไม่น้อย บทความนี้ มีการเล่าเนื้อหาอย่างละเอียด เพื่อจะได้ทำความเข้าใจประเด็นในหนังอย่างลึกซึ้ง

 

1 . Souvenirs

             ฉากเปิดเรื่อง Opening Credits สื่อความหมายอย่างครบถ้วน ว่า Hostel 2 กำลังต้องการพูดถึงประเด็นเกี่ยวกับการท่องเที่ยว วัฒนธรรมวัยรุ่น และวัฒนธรรมแบ็คแพ็คเกอร์ โดยการเผาทำลายวัตถุสิ่งของต่างๆ ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว อย่างที่เราคุ้นเคยกันดี ดังต่อไปนี้

  • ภาพถ่ายบัตรประชาชนและบัตรเครดิตของผู้หญิง เป็นการสื่อว่าหนังเรื่องนี้จะพุ่งเป้าไปยังแบ็คแพ็คเกอร์เพศหญิง
  • หมวกแก๊ปปักตัวอักษรว่า ROME สื่อถึงของที่ระลึก หรือ Souvenir เล็กๆ น้อยๆ  ที่พวกนักท่องเที่ยวมักจะชอบซื้อไว้ ของที่ระลึกพวกนี้มีส่วนสำคัญต่อการท่องเที่ยว ที่จะใช้ปะติดปะต่อ เรื่องราวประสบการณ์ท่องเที่ยวทั้งหมดเข้าด้วยกัน โดยมันมักจะมีลักษณะพิเศษ คือต้องระบุถึงสถานที่เฉพาะเจาะจงเพื่อช่วยในการจดจำ ในที่นี้คือโรม ประเทศอิตาลี
  • โปสต์การ์ดรูปหอไอเฟล นี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นของที่ระลึก และเป็นที่นิยมมากกว่าเพราะราคาถูกที่สุด เป็นการสื่อถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบประหยัด หรือพวกแบ็คแพ็คกิ้งนั่นเอง
  • สมุดบันทึกหรือเจอร์นัล สำหรับจดบันทึกเรื่องราวการเดินทาง เป็นกิจกรรมที่นิยมกัน ในกลุ่มคนหนุ่มสาว ที่มองว่าการท่องเที่ยวเป็นการเดินทางแสวงหาสัจธรรมบางอย่างของชีวิต  เทียบเท่ากับการธุดงค์ หรือ Pilgrimage ของนักบวชในศาสนา การท่องเที่ยวถูกนำเข้าผูกโยงกับเรื่องความคิด จิตวิญญาณ และให้คุณค่าอย่างสูงในโลกวรรณกรรม นักท่องเที่ยวจึงมักจะนิยม จดบันทึกเรื่องราวต่างๆ ราวกับว่าเขากำลังสร้างวรรณกรรมแนวแสวงหาสิ่งที่ยิ่งใหญ่

 

2 . Phallus

         ช่วงต้นเรื่อง เป็นการเล่าปูพื้นย้อนกลับไปถึงเรื่องราวในภาคแรก ว่ามีเด็กหนุ่ม  แบ็คแพ็คเกอร์กลุ่มหนึ่งถูกฆ่าตายอย่างทรมาน โดยมีเพียงคนเดียวรอดตายกลับมาได้ เขานึกย้อนอดีตถึงสิ่งที่ได้ไปพบไปเห็นมา ประสบการณ์ที่ได้รับ มันช่างแตกต่างจากการเดินทางเพื่อแสวงหาสัจธรรม แต่มันคือหนังแนว Torture Porn ทั้งเรื่อง!

          ภาพนี้คือเสาปล่องควันของโรงงานร้าง ที่ถูกดัดแปลงมาใช้เป็นสถานที่ฆ่าคน จุดที่โดดเด่นที่สุดของมันคือลำเสาขนาดยักษ์ตั้งตระหง่านเด่นเป็นสง่า มองเห็นได้แม้ในระยะไกล เสายักษ์นี้ เป็นสัญลักษณ์ของลึงค์ยักษ์ ในหนังภาคแรก หนังได้พุ่งเป้าไปที่กลุ่มแบ็คแพ็คเกอร์ชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มเด็กหนุ่มผิวขาวจากประเทศพัฒนาแล้ว ที่ชอบแบ็คแพ็คกิ้งไปเที่ยวประเทศห่างไกล ด้อยพัฒนา ราคาถูก และมีความ Exotic อย่างเช่นประเทศเล็กๆ ในยุโรป เป้าหมายหลักของ เด็กหนุ่มพวกนี้ คือการหาประสบการณ์ทางเพศที่แปลกใหม่กับหญิงสาวใน ท้องถิ่นนั้นๆ แต่ในที่สุดพวกเขาก็ถูกหลอกและพาไปเชือดแทน

          เสายักษ์ที่เปรียบเหมือนลึงค์ยักษ์  จึงเปรียบได้กับลึงค์ของคนท้องถิ่น ที่ใหญ่กว่า น่ากลัวกว่า ฉากที่โดดเด่นในหนังภาคแรก คือฉากทัณฑ์ทรมานบนเก้าอี้รัด แบ็คแพ็คเกอร์ชายโดนสว่านเจาะลงไปในต้นขาแบบเห็นจะจะ เขาร้องสบถสุดเสียงว่า ‘ฟัคๆ ฟัคๆ’  คือตัวเขากำลังโดน F_ck อยู่นั่นเอง

 

3 . Worldview

          เริ่มต้นแนะนำให้รู้จักกับตัวละครหลัก ในภาคนี้ คือกลุ่มแบ็คแพ็คเกอร์สาวชาวอเมริกัน เธอไม่รู้เลยว่าภัยกำลังมาถึงตัว เธอกำลังง่วนอยู่กับการจดบันทึกการเดินทาง ใส่หูฟังไอพอด อย่างสบายอารมณ์ แสดงให้เห็นถึงความ ไร้เดียงสา ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับโลกรอบตัวเธอ และสะท้อนให้เห็นโลกทัศน์อันคับแคบของ ชาวตะวันตกที่มีต่อโลกที่สาม ในฉากนี้พวกเธอ 2 คนพยายามยั่วยวนแบ็คแพ็คเกอร์ชาย ชาวอิตาลี เพราะอยากหาประสบการณ์ทางเพศ ที่แปลกใหม่ ในที่สุดพวกเธอก็โดนลวนลามและขู่จะทำร้ายจนกลัวหัวหด ต้องหนีกลับมาที่ห้อง และมีคนแปลกหน้าชวนให้เธอไปเที่ยวประเทศสโลวาเกีย ในบทสนทนาช่วงนี้ แบ็คแพ็คเกอร์ สาวคนหนึ่งแสดงความไม่รู้ออกมาอีก ว่าประเทศ สโลวาเกียนี่มีสงครามอยู่ไม่ใช่เหรอ เพื่อนเธอ ต้องช่วยตอบให้ว่านั่นมันประเทศบอสเนีย  บทสนทนานี้เหมือนกับเรื่องเล่าตลกๆ ที่ว่า มีคนอเมริกันบางคนยังคิดว่า Taiwan กับ  Thailand เป็นประเทศเดียวกันนั่นแหละ

 

4 . Romanticized

          กิจกรรมของบรรดาแบ็คแพ็คเกอร์ หนุ่มสาว เมื่อเดินทางไปถึงที่หมาย ก็ทำสิ่งที่คล้ายๆ กัน

  • เช่าที่พักเป็น Hostel ราคาถูก เพื่อความประหยัด
  • สนใจโปสต์การ์ดที่ตั้งไว้ขายนักท่อง-เที่ยว
  • เมื่อได้กุญแจห้องพักแล้ว ก็เอาข้าวของ ออกจากกระเป๋า แล้วก็ออกมาเดินเที่ยวเตร่ ชมเมือง จินตนาการ และ Romanticized เมืองเล็กๆ ให้มีความโรแมนติก เต็มไปด้วยบ้านเรือนเก่าๆ สวยงาม ผู้คนน่ารักเป็นมิตร ฯลฯ เพื่อที่ตนเองจะได้นำไปจดใส่สมุดบันทึกให้มันกลายเป็นวรรณกรรมแนวแสวงหาได้  ทั้งที่จริงแล้ว เมืองนี้ไม่ได้โรแมนติกอย่างที่ตนเอง Romanticized ไว้เลย มันกลับเต็มไปด้วย ภยันตรายมากมาย เด็กเล็กในเมืองรวมตัวกัน เป็นแก๊งอันธพาลคอยรีดไถและคุกคามแบ็ค- แพ็คเกอร์สาวโดนเด็กชาวท้องถิ่นถ่มน้ำลาย ใส่หน้าเต็มๆ

 

5 . Coming of Age

          ความแหลมคมของหนัง Hostel 2 คือนอกจากจะวิพากษ์วิจารณ์พวกแบ็คแพ็คเกอร์วัยรุ่น แบบที่ทำเอาไว้อย่างยอดเยี่ยมแล้วในภาคแรก ในภาคนี้ยังได้ขยายการวิพากษ์วิจารณ์ไปสู่การท่องเที่ยวของคนกลุ่มผู้ใหญ่ที่เป็นนักธุรกิจด้วย โดยนำคนสองกลุ่มนี้มาดำเนินเรื่องคู่กันไป เปรียบเทียบและเปรียบต่างกันอยู่ตลอดเวลา

          ในขณะที่คนหนุ่มสาวอเมริกันไปท่องเที่ยวแบบแบ็คแพ็คกิ้ง เพื่อการแสวงหาประสบการณ์แปลกใหม่ บางคนมองว่าการแบ็คแพ็คกิ้งไม่ใช่การท่องเที่ยว แต่เป็นการศึกษา และถือเป็นพิธีกรรมสำหรับการข้ามผ่านช่วงวัย คนวัยผู้ใหญ่ที่เป็นนักธุรกิจ ก็ต้องการท่องเที่ยวด้วยเช่นเดียวกัน  โดยถือว่ามันเป็นพิธีกรรมเพื่อการข้ามผ่านสถานการณ์บางอย่างในชีวิต

          หนังตัดต่อแบบแบ่งภาพออกเป็น 2 กรอบซ้าย-ขวา เล่าสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นความเหมือนและความต่าง

          ภาพที่เห็นอยู่ทางซ้ายมือคือภาพพวกแบ็คแพ็คเกอร์สาวที่ไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองกำลังจะ ‘ถูกเที่ยว’

          ภาพทางขวามือคือภาพนักท่องเที่ยวกลุ่มผู้ใหญ่นักธุรกิจที่กำลังเตรียมตัวจะ ‘ไปเที่ยว’

         

6 . Midlife Crisis

            นักท่องเที่ยวกลุ่มผู้ใหญ่ที่เป็นนักธุรกิจ ใช้การท่องเที่ยวไปยังประเทศห่างไกล และ Exotic เพื่อเป็นการข้ามผ่านช่วงวัย หรือ Coming of Age เช่นกัน แต่เป็นช่วงวัยกลางคนที่กำลังประสบปัญหาชีวิต อย่างที่เรียกว่า Midlife Crisis หรือวิกฤติวัยกลางคน ภาพในช่วงนี้เผยให้เห็นโลกในชีวิตประจำวันของผู้ใหญ่  ที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยเรื่องงาน เงิน และครอบครัว บางคนกำลังตีกอล์ฟคุยธุรกิจ บางคนยืนอยู่หน้าตลาดหุ้น บางคนนั่งในที่ประชุม บางคนนั่งอยู่กับภรรยาในเรือยอชท์ โปรดสังเกตว่าพวกผู้ใหญ่ ทุกคนจะละทิ้งสิ่งที่กำลังทำอยู่ทันที และเหมือนว่าพวกเขาจะมีความสุข ตื่นเต้นดีใจ และลิงโลดมากๆ เมื่อกำลังซื้อแพ็คเกจการท่องเที่ยวแบบออนไลน์ และรู้ว่าตนเองกำลังจะได้ ‘ไปเที่ยว’

          ฉากสำคัญของเรื่องที่ เอลิ รอธ ผู้กำกับใช้บอกเล่า Theme หลักของหนังทั้งเรื่อง เขาเล่ามัน ผ่านบทสนทนาของตัวละคร 2 ตัว ระหว่างที่กำลังวิ่งจ๊อกกิ้งยามเช้า เตรียมฟิตร่างกายรอเข้าพิธีกรรมฆ่าคน ตัวละครทั้งสองพูดกันถึงเรื่องเพื่อนคนหนึ่งที่เคยมาฆ่าคนที่นี่แล้ว เมื่อกลับไป เขาก็เปลี่ยนเป็นคนละคน กลายเป็นคนที่แข็งแกร่ง น่าเกรงขาม เขาใช้คำพูดว่า “มีอะไรบางอย่าง ที่พอมองหน้าแล้วก็รู้ว่าเจ้าหมอนี่เจ๋งจริง” พวกเขาอยากจะเป็นแบบนั้นบ้าง เพื่อที่เมื่อเที่ยวเสร็จ กลับบ้านไปแล้ว จะได้ไม่ต้องไปกลัวเมียอีก ไม่ต้องไปกลัวหัวหน้างานอีก “สิ่งที่เรากำลังจะทำนี้  จะทำให้เราใช้ชีวิตต่อไปข้างหน้าได้อย่างคุ้มค่าที่สุด”

 

7 . Pseudo Place

            อีกจุดหนึ่งที่ผมว่า Hostel 2 แสดงความแหลมคม คือการจัดให้ห้องเชือดแต่ละห้อง มีการตกแต่งให้มีลักษณะเป็นห้องแบบมี Theme Concept ที่แตกต่างกันไป เหมือนกับที่พวกโรงแรมหรือรีสอร์ทหรูๆ ในปัจจุบันนิยมทำกัน ที่เรียกว่า Boutique Hotel หรือ Hip Hotel โดยการออกแบบห้องพักให้แตกต่างกัน ห้องนี้เป็นยานอวกาศ ห้องนี้เป็นคาวบอย ห้องนี้เป็นบาหลี เป็นต้น

          การออกแบบสถานที่พักผ่อนเช่นนี้ คือการสร้าง Pseudo Place หรือสถานที่เทียม เป็นการจำลองสภาพแวดล้อมและสร้างบรรยากาศขึ้น เพื่อเอาใจนักท่องเที่ยวในยุคหลังสมัยใหม่ คือนักท่องเที่ยว ที่ไม่ได้ต้องการแค่เดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวนั้น แต่ยังต้องการสร้างเสริมจินตนาการของตนเอง โดยปรับเปลี่ยนสถานที่ท่องเที่ยวให้แตกต่าง วิลิศมาหราขึ้นไปอีก เช่น ออกไปนอกโลก หรือการ ข้ามกาลเวลากันเลยทีเดียว เป็นการเติมแฟนตาซีเข้าไปให้มากขึ้นกว่าการท่องเที่ยวธรรมดา

          ห้องเชือดที่เห็นในหนังภาคนี้ คือห้องเชือดแบบอ่างอาบน้ำ และห้องเชือดแบบภัตตาคาร  เทียบกับในภาคแรกที่มีเพียงห้องเชือดแบบที่เป็นเก้าอี้รัดเท่านั้น

 

8 . Commoditization

            การวิจารณ์ทุนนิยมว่าแปลงทุกสิ่งทุกอย่างให้กลายเป็นสินค้าได้ หรือ Com-moditization ไม่เว้นแม้กระทั่งชีวิตมนุษย์ ภาพที่เห็นนี้คือการแปะป้ายราคาการประมูลชีวิตของแบ็คแพ็คเกอร์สาว - ภาพแบ็คแพ็คเกอร์สาวที่ยังไม่ตายสนิท ถูกนำกลับมาเช็ดล้างและทำให้เป็นสินค้าซ้ำอีกครั้ง แบบที่เรียกว่าสินค้า Refurbish - และภาพแค็ตตาล็อกสินค้ารถมอเตอร์ไซค์ ที่บรรดาคนคุมห้องเชือดนำขึ้นมานั่งดูฆ่าเวลา ระหว่างรอให้ลูกค้าลงมือฆ่าคน หนังต้องการจะสื่อว่า พวกคนคุมห้องเชือดรับทำงานสกปรกแบบนี้ เพื่อจะได้รับ เงินเดือนแล้วไปหาซื้อรถมอเตอร์ไซค์ที่พวกเขาชอบนั่นเอง ชีวิตคนก็เป็นเหมือนสินค้ามอเตอร์ไซค์เหล่านี้

 

9 . Dog Eat Dog

            สัญลักษณ์ที่เห็นบ่อยที่สุดในหนัง คือหมาพันธุ์บลัดฮาวด์ ซึ่งเป็นหมาล่าเนื้อที่นายพรานเลี้ยงเอาไว้เพื่อใช้ให้วิ่งไปคาบสัตว์ที่บาดเจ็บกลับมา สังเกตเห็นได้ชัดเจนว่าตัวละครในหนังเรื่องนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับ ‘การล่า’ คือเป็นนายพรานผู้ล่า เป็นสัตว์ที่ถูกล่า เป็นนางนกต่อหรือเหยื่อล่อ และเป็นหมาล่าเนื้อ เปรียบเหมือนกับผู้คนในสังคมทุนนิยม นายทุนคือนายพรานผู้ล่า แรงงานก็คือหมาล่าเนื้อที่จะต้องรับใช้นายพราน แล้วในท้ายที่สุดก็จะตกเป็นสัตว์ที่ถูกล่าเสียเอง ในภาพนี้จะเห็น

  • หมาล่าเนื้อนอนอยู่แทบเท้าของนายพราน ในกล่องที่เหยียบอยู่นั่นคือหัวคนที่พยายามหนีออกจากโลกของการล่า หรือโลกทุนนิยมนั่นเอง
  • นักธุรกิจที่มาท่องเที่ยว ยอมจ่ายเงินหลายหมื่นเหรียญเพื่อจะได้มาล่าที่นี่ พวกเขาต้องยอมสักลายหมาล่าเนื้อเพื่อเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งก็คือการ Identified ตัวเองว่าเป็นหมาล่าเนื้อ
  • ในที่สุดเมื่อพวกเขาลงมือฆ่าคนไม่ได้ พวกเขาก็รู้สึกเจ็บปวดรวดร้าว จนต้องลงไปกองกับพื้น ยืน 4 ขาเหมือนกับหมา
  • แล้วในที่สุด หมาก็กินเนื้อหมากันเอง นี่คือสัจธรรม คือโลกทุนนิยม

 

10 . Castration

          ตอนจบของเรื่อง ผู้เที่ยว - กลายเป็นผู้ถูกเที่ยว - แล้วผู้ถูกเที่ยวก็ย้อนกลับไปเป็นผู้เที่ยวอีกครั้ง เมื่อนางเอกที่เป็นแบ็คแพ็คเกอร์ในตอนต้นเรื่อง และกำลังจะถูกผู้ใหญ่ที่เป็นนักธุรกิจเชือด กลับกลายมา เปิดเผยตัวว่าร่ำรวยกว่า (เนื้อเรื่องเหมือนบ้านทรายทองเป๊ะเลย ที่พจมานเปิดเผยตัวเองว่าเป็น ผู้ได้รับมรดกจากท่านพ่อ) ในเมื่อเธอร่ำรวยกว่า เธอก็ซื้อชีวิตตัวเองได้ และขอย้อนกลับไปเป็น ฝ่ายเชือด หรือเป็นฝ่ายผู้เที่ยวบ้าง

          บทสรุปของเรื่องนี้ก็คือ ในที่สุดแล้ว  หมาก็กินหมา ผู้เที่ยวก็ถูกเที่ยวเสียเอง ผู้เชือดก็กลับกลายเป็นผู้ถูกเชือด ทุกอย่างแก่งแย่ง แข่งขัน ทำลาย สูบกิน และวนเวียนกันอยู่ภายในโลกทุนนิยม ในโลกของเรานี้ ใครรวยกว่า ก็ได้เป็นฝ่ายเชือด ก็เท่านั้นเอง

          โปรดสังเกตว่าจุดที่นางเอกซึ่งเป็น แบ็คแพ็คเกอร์สาวเลือกที่จะเชือดก็คือลึงค์ของผู้ชาย ลองย้อนกลับขึ้นไปอ่านที่ ข้อ 2.  นะครับ ว่าหนัง Hostel ภาคแรกนั้นพูดถึงการต่อสู้กันระหว่างลึงค์ของแบ็คแพ็คเกอร์ชาย และลึงค์ของคนท้องถิ่น พอมาในตอนจบของภาค 2 นางเอกเชือดลึงค์ของนักท่องเที่ยวผู้ชาย 

          ผมคิดว่า เอลิ รอธ ต้องการจะสื่อว่า ‘การท่องเที่ยว’ ไม่ใช่อะไรที่สูงส่ง และไม่ได้เก๋ไก๋แบบที่พวกแบ็คแพ็คเกอร์ชอบสร้างภาพ กันไว้ แต่จริงๆ แล้วมันก็คือ ‘การต่อสู้ของลึงค์’  โดยคำว่า ‘ลึงค์’ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงไอ้จู๋ผู้ชายแบบลุ่นๆ ดุ้นๆ นั่นนะครับ แต่ ‘ลึงค์’ คือสัญลักษณ์ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ก็สามารถมีลึงค์ได้ในระดับสัญลักษณ์นั่นเอง

          การที่เราไปเที่ยวที่ไหน ก็คือการที่เรา Penetrate ลึงค์ของเราเข้าไปในสถานที่นั้น  ซึ่งในที่สุด เราก็อาจจะซวย โดนลึงค์ของเจ้าถิ่นต่อสู้ย้อนกลับมานั่นเอง และนี่คือสิ่งที่ Hostel วิพากษ์วิจารณ์ไว้อย่างเจ็บแสบ

 


 

หมายเหตุ : เผยแพร่ครั้งแรก December 24, 2008

http://theaestheticsofloneliness.blogspot.com โดย วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ 

 

^ to top || TAT 1/2014