World Travel & Tourism Council (WTTC)  ได้จัดการประชุมสุดยอดในภูมิภาคเอเชียขึ้นเป็น ครั้งแรกระหว่างวันที่ 10-11 กันยายน 2556 ณ โรงแรม Lotte กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี โดยมีบุคคลสำคัญในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องจากนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศในเอเชียเข้าร่วมประชุมเพื่อนำเสนอข้อมูล เกี่ยวกับแนวโน้มของโลกในประเด็นที่จะมีผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยว สำหรับ Keynote Speaker ได้แก่  นายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราช-อาณาจักร ในการประชุมครั้งนี้มี Theme คือ ‘Staying Ahead of Tomorrow’ และมีการแบ่งหัวข้อย่อย ในการอภิปรายและนำเสนอข้อมูลเป็น 7 หัวข้อย่อย สาระสำคัญของการประชุมสรุปได้ ดังนี้

 

RT Hon. Tony Blair อดีตนายกรัฐมนตรี แห่งสหราชอาณาจักร (1997-2007)

  • การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในเอเชียโดยเฉพาะจีน เกาหลี และอีกหลายประเทศในเอเชียแปซิฟิก เป็นสิ่งที่รัฐบาลของประเทศในซีกโลกตะวันตกไม่อาจเมินเฉย เพราะเอเชียจะกลายเป็นขุมอำนาจ ที่สร้างความมั่งคั่งในโลก และก่อให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น
  • ภาคการท่องเที่ยวของเอเชียจะมีการเติบโตถึงร้อยละ 6 ต่อปี  ในช่วงทศวรรษหน้า จากการจ้างงานใหม่ในภาคการท่องเที่ยวถึง 70 ล้าน อัตราทั่วโลกภายในปี 2023 จะเป็นการจ้างงานในเอเชียถึง 2 ใน 3  หรือประมาณ 47 ล้านอัตรา ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ชนชั้นกลางในเอเชีย มีฐานะร่ำรวยขึ้นโดยเฉพาะในจีน ทั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่องค์การสหประชาชาติต้องบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในช่วง 150 ปีที่ผ่านมา
  • ชนชั้นกลางในเอเชียจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าภายในปี 2020 หรือ มีจำนวนถึง 1,700 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และชาติตะวันตกจำเป็นต้องรักษาส่วนแบ่งไว้ และต้องหาหุ้นส่วน ธุรกิจใหม่ๆ ในซีกโลกตะวันออก เพราะถึงแม้ว่าขณะนี้สหรัฐอเมริกา จะเป็นประเทศมหาอำนาจของโลก แต่ก็มีแนวโน้มที่จีนจะกลายเป็นประเทศที่มีอำนาจมากที่สุดเช่นกัน
  • รัฐบาลของแต่ละประเทศควรตระหนักถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในฐานะของพลังขับเคลื่อนสิ่งที่ดี ไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งที่สร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น เพราะการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถ ช่วยก่อให้เกิดสันติภาพและความเข้าใจกันมากขึ้น โดยการเดินทางท่องเที่ยว มีความสำคัญ เพราะจะทำให้เราเห็นได้ว่าคนเรามีอะไรที่เหมือนกันหรือแตกต่างกัน และการศึกษาจะเป็นสิ่งที่ทำให้คนเราต่างกัน
  • WTTC คาดการณ์ว่าในปีนี้จะมีการเติบโตของการเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกร้อยละ 3 สร้างรายได้ 6.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 9  ของ GDP โลก ก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 266 ล้านอัตรา

 

Session 1 : Asia-Powerhouse of the World Economy

  • การเปลี่ยนแปลงของเอเชียที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือมีการเชื่อมโยง (Connectivity) มากขึ้น ความยากจนลดลง มีนวัตกรรมใหม่ๆ เพิ่มขึ้น คนมีการศึกษาสูงขึ้น เอเชียมีส่วนแบ่งในเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น ชนชั้นกลางในเอเชียมีอำนาจมากขึ้น อัตราการเกิดลดลง แต่มีคนในวัยกลางคนเพิ่มขึ้น และมีการเติบโตทางเศรษฐกิจดี
  • โอกาสที่ยิ่งใหญ่อาจจะมาคู่กับความเสี่ยง เช่น การพัฒนาเทคโนโลยี ข้อมูลข่าวสารอาจมาพร้อมกับอาชญากรรมที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ การปฏิเสธโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยี โศกนาฏกรรมของผู้ที่ใช้เทคโนโลยีอย่างผิดพลาด
  • ธรรมาภิบาลระดับโลกจะส่งผลต่อการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศและนัยของการเดินทางท่องเที่ยวที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
  • มีการแบ่งระดับชั้นของความเสี่ยง ซึ่งความเสี่ยงของยุคเก่าไม่เป็นที่ ยอมรับอีกต่อไป สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือความเสี่ยงที่ขัดแย้งกัน
  • ความเสี่ยงในปัจจุบันมีหน้าตาเป็นอย่างไร จะเป็นความเสี่ยงต่ออนาคตของสังคมที่เต็มไปด้วยสิ่งชั่วร้ายจะต้องมีการยืนยันอัตลักษณ์ความเป็นตัวตนของบุคคล และความเสี่ยงจะมาเป็นกลุ่มก้อนไม่แยกจากกัน โดยเด็ดขาด
  • การจบสิ้นของความเสี่ยงมีผลต่อการเดินทางอย่างไร เมื่อไม่มีความเสี่ยงก็จะไม่มีการผจญภัย กระทบต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยว เกิดการ ท่องเที่ยวแบบ Dark Tourism ทั้งนี้ องค์ประกอบของการสิ้นสุดความเสี่ยงได้แก่ สถานการณ์ คน และปัจจัยแวดล้อม  
  • ในมุมมองของผู้บริหารของสถาบันวิจัยด้านเศรษฐกิจของเกาหลี การเติบโตของเอเชียมีทั้งความท้าทายและความเสี่ยง การย้ายฐาน การผลิตไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นการกระจายรายได้แต่มีความเสี่ยงแฝงอยู่ เช่น Middle Income Trap หรือการติดกับดักรายได้ของ ชนชั้นกลาง มีความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ ความไม่สมดุลกันในระดับภูมิภาค มีความต้องการด้านสวัสดิการสังคม ในด้านการปกครองรัฐบาล มีความรู้รอบด้านและมีอำนาจสูงสุด แต่ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจของประเทศก็ยังอยู่บนฐานของหนี้สินและความสามารถในการบริหารประเทศของรัฐบาล รวมทั้งความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง
  • โอกาสของเอเชียเกิดจาก 1. กลุ่มชนชั้นกลางใหม่ที่เติบโตขึ้น   2. การเพิ่มความสำคัญของภาคบริการ และ  3. การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยว
  • ในกรณีของเกาหลีใต้มีโอกาสในการเป็นขุมอำนาจการผลิตของโลก การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Bio-medical, Smart Eco-City, Green Industry) และการขยายตัวของอุตสาหกรรมบริการ (Service  Big Bang)

 

Mature economies together with young and fast-growing economies

Source :Korea Economic Research Institute

 

Session 2 : Asia Powering Global Travel & Tourism

  • การเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวในเอเชียเริ่มตั้งแต่ปี 2005 เรื่อยมา จนถึงปัจจุบัน โดยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการเติบโตสูงกว่าภูมิภาคอื่น
  • การท่องเที่ยวภายในประเทศก่อให้เกิดรายได้ถึงร้อยละ 60  ของประเทศอินโดนีเซีย และมีการเติบโตอีกมาก มีโรงแรมสร้างใหม่ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น
  • นักท่องเที่ยวในเอเชียมีการเดินทางระหว่างกันร้อยละ 25 และเมื่อรวมจำนวนประชากรในอาเซียน จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และอินเดีย มีจำนวนกว่าร้อยละ 80 ของประชากรโลก โดยมีลักษณะเชิงประชากรศาสตร์ ในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือมีคนสูงอายุมาก จัดเป็น Old Asia ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นประชากรหนุ่มสาววัยทำงานมาก
  • ภาคการท่องเที่ยวและการบริการของภูมิภาคเอเชียเปิดกว้างมากขึ้น และมีความหลากหลาย เช่น ด้าน Education Tourism มีมาเลเซียและไทย เป็นผู้นำ มีการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ
  • การเดินทางระหว่างประเทศของชาวอาเซียนส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องขอวีซ่า จึงมีการเดินทางระหว่างกันมาก
  • การเปิดประเทศของสมาชิกในกลุ่ม AEC และการขยายสู่ AEC+6 รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายน่านฟ้าเสรีในอาเซียน ล้วนกระตุ้นให้การเดินทางภายในภูมิภาคเอเชียขยายตัว
  • ประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงคือเรื่องความยั่งยืน ทางวัฒนธรรม (Cultural Sustainability) ของประชาชนในแต่ละประเทศที่ต้องรักษาไว้
  • สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ สายการบินต้นทุนต่ำ มีการเติบโตค่อนข้างช้า ต่างจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีสายการบินต้นทุนต่ำจำนวนมาก

 

ลักษณะเด่นในการท่องเที่ยวของประเทศจีน

  • คนจีนในปัจจุบันเป็น  Biggest Spender และต้องการสินค้าแบรนด์เนม สินค้าระดับพรีเมียม ซึ่งเราจะสามารถเจาะเฉพาะ Segment ได้
  • Go West Policy ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลจีนที่จะกระจายความเจริญไปทางฝั่งตะวันตกของประเทศ ทำให้โอกาสในการขยายตลาด การท่องเที่ยวมีมากขึ้น
  • การบินของสายการบินต้นทุนต่ำในจีนและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ควรมองตลาดระดับบนในจีนด้วย แต่ต้องเน้นความตรงเวลาและมีการแบ่งระดับการให้บริการ 
  • นักท่องเที่ยวขาออกของจีนในปีที่ผ่านมามีถึง 80 ล้านคน หากมีจำนวนสายการบินต้นทุนต่ำเพิ่มขึ้นก็จะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวได้อีก  แต่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกมีข้อจำกัดบางอย่างเป็น Bottle Neck
  • สายการบินหลัก เช่น Cathay Pacific ต้องศึกษาคู่แข่งและสายการบิน ต้นทุนต่ำว่าทำอย่างไรให้คุ้มทุนและโตได้ มีกลยุทธ์ในการแข่งขันและปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ส่วน Japan Airlines จะไม่ลงไปแข่งกับ สายการบินต้นทุนต่ำ แต่จะทำแบรนด์ Japan Airlines ใหม่ให้แข่งขันได้ดีขึ้น
  • ประเทศเศรษฐกิจใหม่ในยุโรปยังมีการเติบโตทางการท่องเที่ยว ต่ำกว่าในเอเชีย โดยประเทศที่มีนักท่องเที่ยวขาออกมากที่สุดคือญี่ปุ่น  แต่ในปีหน้าจีนจะกลายเป็นอันดับ 1 ในการเดินทางท่องเที่ยวในเอเชีย
  • ชนชั้นกลางกลุ่มใหม่ในเอเชียระหว่างปี 2013-2023 จะเพิ่มจำนวนขึ้น โดยในจีนจะมี 75 ล้านครัวเรือน อินเดีย 9 ล้านครัวเรือน โดยจีนจะมี การเติบโตมากที่สุด 
  • ความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นคือภูมิทัศน์ของการท่องเที่ยวที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไป เกิดแนวคิดใหม่ๆ สินค้าใหม่ๆ มีการเชื่อมโยงระหว่าง จุดหมายปลายทางที่แตกต่างกันไว้ใน 1 แพ็คเกจ 
  • ผู้ประกอบการท่องเที่ยวต้องมีความเข้าใจที่ดีถึงบทบาทที่สำคัญของอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งมีความเป็นมายาวนานและต้องมีคุณภาพในการบริการที่เชื่อถือได้

 

เทคโนโลยีสารสนเทศ IT ในธุรกิจการท่องเที่ยว

  • ผู้ประกอบการท่องเที่ยวจำเป็นต้องปรับตัวและนำ IT มาช่วย ในการทำงาน
  • คนจีนวัยเกษียณรุ่นใหม่ๆ จะเดินทางออกท่องเที่ยวอีกมากและนิยมใช้สื่อออนไลน์ในการหาข้อมูลท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น รวมถึงการวางแผนและจองตั๋วต่างๆ ด้วย ทำให้คนมีประสบการณ์ที่ดีในการเดินทางเพิ่มขึ้น
  • Shopping Tourism เป็นแนวโน้มที่สำคัญ เป็นกิจกรรมที่นักท่อง-เที่ยวนิยมทำเมื่อไปเที่ยว ซึ่งต่างกับการซื้อ (Buying) ตามปกติที่อาจ ซื้อของออนไลน์ในสิ่งที่ต้องการเท่านั้น 
  • ประเทศจุดหมายทางการท่องเที่ยวที่ต้องการการเติบโตทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณจำเป็นต้องมีการร่วมมือกันทุกภาคส่วน
  • ความอ่อนไหวทางวัฒนธรรม (Cultural Sensitivity) เป็นได้ทั้ง ภัยคุกคาม (Threat) และโอกาส (Opportunity) สำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ต้องคำนึงถึง โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีสารสนเทศพัฒนาอย่างกว้างขวาง 
  • การท่องเที่ยวเป็นกระบวนการเรียนรู้ (Learning Process) ของคนเรา โดยเฉพาะในเรื่องของวัฒนธรรม
  • ญี่ปุ่นต้องเตรียมตัวและมีการวางแผนจัดการกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
  • จีนจะต้องมีการเตรียมความพร้อมประชากรของตนก่อนจะให้ออกเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ จึงมีการออกกฎหมายสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวขึ้น มีผลบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2556
  • นักท่องเที่ยวจีนมีการผสมผสานทั้งการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนและการเดินทางเพื่อธุรกิจไว้ด้วยกันมากขึ้น
  • ภาษาเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งของนักท่องเที่ยวจีน ประเทศที่เป็น จุดหมายปลายทางจำเป็นต้องเตรียมพร้อมในการรองรับ

 

Session 3 : Korea, Huge Potential Innovative Ideas

  • ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวของเกาหลีขยายตัวสูงมาก และยังมีการเติบโตต่อไป จากปัจจัยเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมและ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยตลาดหลักของเกาหลีคือนักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่นและจีน 
  • เกาหลีต้องการให้มีการเดินทางซ้ำของนักท่องเที่ยวที่เดินทางแบบ  Group Tour มากขึ้น สำหรับสินค้าการท่องเที่ยวของเกาหลีจะเป็น ด้านช้อปปิ้งและสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เป็นการเชื่อมโยงระหว่างสินค้าหลายประเภท
  • ในปัจจุบันเกาหลีเริ่มมีนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยตนเองเข้ามามากขึ้น เช่น จากญี่ปุ่นสัดส่วนของกรุ๊ปทัวร์มีเพียงร้อยละ 25 จากจีน ก็เริ่มเปลี่ยนจากกรุ๊ปทัวร์เป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางเองเพิ่มขึ้น รวมทั้ง นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาซ้ำก็มักจะจัดการเดินทางเอง แต่การเปลี่ยนแปลงของตลาดมักเกิดขึ้นอยู่เสมอ
  • Korean Wave ต้องเดินหน้าต่อไปในการเป็นแม่เหล็กดึงดูด นักท่องเที่ยวสู่เกาหลี โดยจะกลายเป็น ธุรกิจบันเทิง + ธุรกิจท่องเที่ยว ทั้งนี้ Korean Wave เกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีก่อน โดยเริ่มจากภาพยนตร์เรื่อง My Sassy Girl จากนั้นก็มีซีรีส์เกาหลีโด่งดังในเอเชียตามมาอย่างต่อเนื่อง และในปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวจากจีนและญี่ปุ่นเป็นจำนวนมากที่เดินทางเข้าไปชมคอนเสิร์ตของศิลปินเกาหลี
  • การท่องเที่ยวเกาหลีเริ่มมีการส่งเสริมในประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 20 ปีก่อน โดยเน้นตลาดนักท่องเที่ยวชายก่อน และส่วนใหญ่เป็นคนสูงอายุ ต่อมา จึงเริ่มเปลี่ยนเป็นตลาดนักท่องเที่ยวหญิงและกลุ่ม Young Generation และอิทธิพลของ Korean Wave
  • UCC (User Content Creator) และ YouTube มีผลต่อการขาย Content ของอุตสาหกรรมบันเทิงในเกาหลี และเชื่อมโยงสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้ เช่น กังนัมสไตล์ กลายเป็นสินค้าทางการท่องเที่ยว ลูกค้าของเกาหลีมาจากญี่ปุ่นถึงร้อยละ 60
  • เกาหลีใต้จำเป็นต้องพัฒนาสินค้าทางการท่องเที่ยวพร้อมๆ กับสินค้าด้านความบันเทิงและเทคโนโลยี และขณะนี้การท่องเที่ยวเชิง การแพทย์เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเติบโตขึ้นร้อยละ 37 ในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งเกินกว่าที่คาดหมายไว้ และเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ เพราะนักท่องเที่ยวมาใช้เงินมากและสร้างมูลค่าเพิ่มสูง จึงต้องส่งเสริมตลาดกลุ่มนี้มากขึ้น โดยลูกค้าหลักคือ จีน อเมริกา ญี่ปุ่น และรัสเซีย
  • การเปิดตลาด Medical Tourism เป็นการสร้างความมั่นคง ให้กับการท่องเที่ยวด้วยมีการเปิดตลาดใหม่ในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งถือเป็น การเพิ่มความหลากหลายของตลาด
  • โรงพยาบาลในเกาหลีที่รองรับ Medical Tourism มีการตั้งบริษัทตัวแทนนำเที่ยวของตนเอง เพราะปฏิบัติการทางการแพทย์เป็นเรื่อง เกี่ยวกับชีวิตและมีความเสี่ยงต่อประเด็นทางกฎหมาย เช่น สหรัฐอเมริกา  มีกฎระเบียบที่เคร่งครัดในเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ
  • ในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ท่าอากาศยานนานาชาติอินช็อน ของเกาหลีใต้ได้รับรางวัล Best Service มาแล้ว 8 ปีติดต่อกันจากสมาคมสนามบินระหว่างประเทศ มีเที่ยวบินไปยังเมืองต่างๆ กว่า 200 เมืองทั่วโลก และจะพยายามเป็น Hub ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ สนามบิน อินช็อนมีระบบที่ดีที่สุดในเรื่องของการบิน มี Self-Check-in และมีการตรวจคนเข้าเมืองที่มีประสิทธิภาพ และยังเป็น Cultural Airport  ที่มีการแสดงทางวัฒนธรรมต่างๆ ภายในสนามบิน และจะมีโรงแรมและคอมเพล็กซ์อยู่ในพื้นที่ของ Airport City ด้วย ตามแผนการพัฒนาขั้นต่อไป
  • กรุงโซลจะมีแลนด์มาร์คแห่งใหม่เป็นตึก Lotte World Tower  สูง 556 เมตร มี 123 ชั้น ตั้งอยู่ริมแม่น้ำฮัน โดยโครงการคาดว่า จะแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2558 ภายในอาคารจะมีร้านค้า (ชั้น 1-6) สำนักงาน  (ชั้น 7-60) ที่พักอาศัย (ชั้น 61-85) โรงแรมระดับหรู (ชั้น 86-119) และพื้นที่สาธารณะที่ให้เข้าชมได้ (ชั้น 120-123) ซึ่งจะมีหอสังเกตการณ์

 

Session 4 : Removing the Barriers

  • ประเด็นที่วิทยากรหลายท่านเป็นห่วงคือความอ่อนไหวด้านวัฒนธรรม (Cultural Sensitivity) เช่น ในฮ่องกง เริ่มมีปัญหากับ นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก 
  • ประเด็นเรื่องวีซ่าสำหรับ Business  Tourist ค่อนข้างเป็นอุปสรรคในการเดินทาง เพราะนักธุรกิจมักจะรู้ตัวล่วงหน้าก่อนการเดินทางไม่นาน จึงควรมีการออกวีซ่ารูปแบบเฉพาะให้คนกลุ่มนี้ หรือมีการออกวีซ่าเป็น กลุ่มประเทศก็จะช่วยให้สะดวกมากขึ้น 
  • ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public-Private Partnership) เป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาเรื่องอุปสรรคจากการขอรับการตรวจลงตรา (Visa Barrier) ควรต้องนำเทคโนโลยีมาช่วยและต้องเชิญหน่วยงานที่ดูแลความมั่นคงปลอดภัยภายในประเทศ (National Security Organization) มาร่วมในการแก้ปัญหาจึงจะขจัดปัญหาได้จริง  ต้องเปลี่ยน Mindset ของข้าราชการในประเทศนั้นๆ จึงจะแก้ปัญหาได้ ตัวอย่างเช่น ตอนที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก ต้องมีการปรับเปลี่ยนนโยบายเรื่องวีซ่าก็สามารถทำได้ 
  • ขณะนี้ประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ เรื่อง Single Visa และพิจารณาว่าจะนำไปปฏิบัติได้อย่างไร 
  • อุปสรรคในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในเอเชียคือเรามี Hardware ที่ดี พัฒนาได้เร็ว แต่การพัฒนาบุคลากรยังขาดแคลน เช่น นักบิน ผู้ให้บริการในสาขาต่างๆ (Hospitality Service Provider) 
  • การเดินทางท่องเที่ยว (Travel) และการค้า (Trade) เป็นสิ่งที่เสริมกันได้ ซึ่งจะต้องหาวัตถุประสงค์ร่วมให้ได้

 

Session 5 : Tourism for Tomorrow

  • สิ่งสำคัญที่ WTTC คำนึงถึงเป็นหลักสำคัญสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวคือความสมดุลระหว่าง 3P คือ People (คน) Planet (โลก, สิ่งแวดล้อม) และ Profit (ผลประโยชน์) แบรนด์ของสินค้าและบริการที่ดีต้องคำนึงถึงการช่วยเหลือท้องถิ่นด้วย ตัวอย่างเช่น  ในอินเดีย โรงแรมช่วยฝึกอบรมคนให้เข้าสู่ตลาดแรงงานโดยให้นักเรียนเข้าไปฝึกงานในโรงแรม ทั้งนี้ เนื่องจากบางประเทศที่กำลังพัฒนาไม่มีโรงเรียนอาชีวะให้นักเรียนได้ฝึกงานก่อนเข้าสู่อุตสาหกรรม
  • ลักษณะพฤติกรรมของคนแต่ละรุ่นเป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึงสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

          - Gen Y เป็นพวกที่ทำงานไม่เป็นเวลา (Non-conventional Working Hour) ซึ่งเหมาะกับการทำงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
          - Baby Boomer เป็นกลุ่มที่มีความคิดเรื่อง Work-life Balance ต่างกับคนในรุ่นปัจจุบัน

  • แรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวส่วนใหญ่ย้ายงานบ่อย แต่ยังอยู่ในอุตสาหกรรมเดิม ทั้งนี้แรงงานเริ่มลดลงในญี่ปุ่น ส่วนจีนจะเกิดขึ้นใน 5 ปี ข้างหน้า ตามมาด้วยสิงคโปร์ เพราะคนที่ทำงานในอุตสาหกรรมนี้จะถูกดึงตัวไปต่างประเทศ 
  • การเดินทางในอนาคตต้องเลือกการขนส่งที่ประหยัดพลังงาน เลือกที่พักที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีประสิทธิภาพคุ้มราคา นักท่องเที่ยว จะไม่หยุดการเดินทาง แม้จะมีสถานการณ์ไม่ปกติเกิดขึ้นบ้าง ภาคธุรกิจจึงต้องเตรียมหาแรงงานมารองรับ 
  • การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอุตสาหกรรมการเดินทาง และการท่องเที่ยวจะต้องมีการควบคุมมากขึ้น และจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ราคาถูกลง ซึ่งคนทั่วไปสามารถนำมาใช้เพื่อลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ มีการกำหนด Framework ในการวัด รวมทั้งจะมีการให้รางวัลนวัตกรรมใหม่ๆ ในการนำเครื่องมือมาใช้ในการวัดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมา

 

Session 6 : Growing Capacity Sustainably through Infrastructure Development

  •  การพัฒนาทางการศึกษา เทคโนโลยี และการฝึกอบรม เป็นสิ่งที่ จะต้องดำเนินการเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ในอนาคต
  • การเติบโตของความสามารถในการรองรับ (ด้านการท่องเที่ยว)  ที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานซึ่งมีโรงแรมจำนวนมาก ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในช่วงนี้โดยเฉพาะในจีนและประเทศอื่นๆ ในเอเชีย นอกจากนี้ยังมีการสร้างสนามบินเพิ่มขึ้นในหลายเมืองของจีนเพื่อรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวภายในประเทศเช่นเดียวกับในบราซิล 
  • ปัจจุบันมีเรือสำราญ (Cruise Ship) เข้ามาในเอเชียมากขึ้น และ จะมีคนในเอเชียประมาณร้อยละ 13 ที่เดินทางท่องเที่ยวโดยเรือสำราญ 
  • โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมะมีผลกระทบกับเมืองใกล้เคียง จึงต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยต่างๆ รวมทั้งด้านความปลอดภัยของอาหารและน้ำจากการแผ่กัมมันตภาพรังสีด้วย ซึ่งประเทศญี่ปุ่น ให้ความเชื่อมั่นว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก ของกรุงโตเกียวในปี 2020

 

Ministers : Travel & Tourism in the Trade Arena

  • การท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้อันดับ 1 ในการส่งออกด้านบริการของสหรัฐอเมริกา โดยเมื่อปี 2012 มีมูลค่า 125 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนในระดับโลกมีรายได้จากการท่องเที่ยวถึง 1.3 ล้านล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ
  • กลุ่มประเทศสมาชิก ASEAN มีความร่วมมือกันและมีแนวโน้ม ที่จะเกิดลักษณะการเป็นคู่แข่งที่ร่วมมือกันในการดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาในภูมิภาค เป็นลักษณะของ Co-opetition เช่นเดียวกับที่ประเทศบราซิลและอาร์เจนตินาโปรโมตน้ำตกอีกวาซูร่วมกัน
  • ASEAN และ Mekong Sub-region เป็นตัวอย่างความร่วมมือ ที่ประสบความสำเร็จด้านการท่องเที่ยว เป็นการนำสินค้าท่องเที่ยวมาอยู่ภายใต้ Theme เดียวกัน เหมือนการส่งเสริมเส้นทางสายไหม (Silk Road Project) จากตะวันออกไปตะวันตก
  • ADS (Approved Destination Status) ของจีนเป็นเหมือนความร่วมมือในการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างหนึ่ง คือให้นักท่องเที่ยวจีน เดินทางไปประเทศไหนก็จะให้นักท่องเที่ยวประเทศนั้นเดินทางเข้าไป ท่องเที่ยวในจีนด้วย เป็นการเพิ่มการเดินทางท่องเที่ยวทั้ง 2 ทาง (Inbound & Outbound)
  • จีนมีการออก Tourism Law ไม่เฉพาะสำหรับการท่องเที่ยว ในประเทศ แต่รวมถึงการท่องเที่ยวไปยังต่างประเทศเหมือนเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคลของนักท่องเที่ยว (Right of Individual Tourist) เพื่อลดปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ

 

Session 7 : Trending Now (and Tomorrow)

  • Expedia.com มีเครือข่ายของเว็บในประเทศอื่นๆ เช่น C Trip, Make My Trip ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจมีพนักงานเพียง 15 คน โดยนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มอำนาจให้แก่ผู้บริโภคในการจองเที่ยวบิน ที่พัก รถเช่า ฯลฯ ด้วยตนเอง ให้ผู้บริโภคมีสิทธิ์เลือกสิ่งที่ตนเองต้องการ
  • สายการบินต้นทุนต่ำเริ่มต้นในสหรัฐอเมริกา คือ Southwest Airlines ต่อมาในยุโรปมี Ryanair ในเอเชียมี AirAsia ซึ่งเติบโตเร็วมาก Expedia จึงมาร่วมทุนกับแอร์เอเชีย
  • ผู้บริโภคยินดีจ่ายในราคาสูงเพื่อแลกกับบริการที่ดีตรงตามความต้องการ นอกจากนี้วิทยากรยังให้ความเห็นว่า Experiential-based service น่าจะอยู่ได้อีกนาน

 

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวในศตวรรษที่ 21 จะมีลักษณะดังต่อไปนี้

  1. การท่องเที่ยวในอนาคตจะถูกนิยามด้วยคุณค่า      
  2. นักท่องเที่ยวชาวจีนจะเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในเอเชียแทนที่ นักท่องเที่ยวญี่ปุ่น
  3. การมีบริการ Wi-Fi บนเครื่องบินทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงข้อมูลการท่องเที่ยวได้มากมาย แต่เราจะนำเสนอสิ่งที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างไร และจะช่วยให้ชีวิตของลูกค้าดีขึ้นอย่างไร
  4. ปัญหาคือมีฐานข้อมูล (Data) ที่จะใช้ Application ต่างๆ  ไม่เพียงพอ

 

  • การจองโรงแรมผ่านระบบออนไลน์จะเติบโตดี แต่จะมีเวลาการจองล่วงหน้าที่สั้นลง และผู้ประกอบการที่พักแรมจะเตรียมห้องได้ยากมากขึ้น 
  • NFC (Near Field Communication) เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่จะนำมาใช้เวลาเช็กอิน แต่ถึงแม้จะมีการใช้เทคโนโลยีใหม่ ใช้อินเตอร์เน็ตหรือระบบออนไลน์ แต่ก็ต้องไม่ละทิ้งการใช้แคมเปญการท่องเที่ยวแบบ ออฟไลน์ เราควรต้องผสมผสานเครื่องมือทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน
  • การใช้สื่อต่างๆ ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ต้องพิจารณาด้านข้อมูลเชิงประชากรศาสตร์ด้วย เช่น ในจีนมีคนช่วงอายุ 45-65 ปี จำนวนมาก และเป็นผู้มีรายได้สูง มีงานทำที่มั่นคง จุดหมายด้านการท่องเที่ยว ต้องใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย
  • การเชื่อมโยง (Connectivity) มีความสำคัญ เราต้องรู้เท่าทัน ความคิดผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม New Generation
  • เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว เช่น Google Glass ที่ใช้เทคโนโลยีช่วยให้เรารู้จักสถานที่ที่เราไปได้โดยไม่ต้องมีมัคคุเทศก์  เทคโนโลยีที่ช่วยในการแปลภาษาจะช่วยให้คนสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น แม้จะเดินทางไปในต่างประเทศที่เราไม่สามารถใช้ภาษานั้นได้
  • ความไว้วางใจในการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ของผู้บริโภคมีมากน้อยเพียงใด จะต้องมองถึงผลประโยชน์ร่วมของผู้ประกอบการ และผู้บริโภคที่จะต้องมีข้อตกลงร่วมกันล่วงหน้า

 

เรียบเรียง : โศรยา หอมชื่น

^ to top || TAT 1/2014