แอนนา ซุย แฟชั่นดีไซเนอร์ชั้นนำของโลก เคยกล่าวไว้ว่า

 1. I love going to flea markets  especially when I am traveling, because I love seeing the stuff of other cultures,  handicrafts and things with historical content.

ฉันรักการไปตลาดเห็บ โดยเฉพาะ เวลาเดินทาง เพราะฉันรักที่จะได้เห็นข้าวของจากต่างวัฒนธรรม งานฝีมือ และสิ่งของต่างๆ ที่มีประวัติศาสตร์อยู่ในตัว

 

วันนั้น เมื่อรถโค้ชคันใหญ่จอดนิ่งสนิท นักท่องเที่ยวต่างกรูกันลงไปยังตลาดเห็บอันเป็น ที่หมายอย่างไม่รอช้า ทุกคนมีสีหน้าตื่นเต้น  มือถือกระเป๋าสตางค์และกล้องถ่ายรูป พร้อม ลงไปผจญภัยในตลาดเห็บ

ไม่หรอก, ไม่ใช่เฉพาะนักเดินทางแบกเป้เท่านั้นที่นิยมไปตลาดเห็บ แต่ในหลายโปรแกรมทัวร์ทั่วโลกในปัจจุบันนี้-นอกเหนือจากการไปดินเนอร์หรูและล่องเรือชมแม่น้ำตามปกติของโปรแกรมทัวร์ทั่วไปแล้ว, ยังได้บรรจุการไปเยือนตลาดเห็บเอาไว้ด้วยเสร็จสรรพ

ตลาดเห็บมีอะไรดีกระนั้นหรือ ?

 

2. ผมไปถึงพอร์โทเบลโลตั้งแต่เช้าตรู่ของวันเสาร์นั้น เพราะรู้ดีว่า หากปล่อยเวลาให้สายล่วงเลยไปอีกหน่อย ฝูงนักท่องเที่ยวจะแห่แหนกันเข้ามาเดินบนถนนพอร์โทเบลโล จนแทบไม่เหลือที่ว่าง

การเดินบนถนนพอร์โทเบลโลในเช้าวันเสาร์นั้นมีความหมายยิ่งนัก เพราะพอร์โท-เบลโลจะแปลงร่างจากถนนสายเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง  กลายไปเป็นตลาดเห็บที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ที่จริงแล้ว พอร์โทเบลโลเป็นถนนสายสั้น ๆ ไม่ยาวนัก ถนนสายนี้มีชื่อของมันมานานแล้ว ในฐานะ ‘ตลาด’ ขายของเก่า แต่ยิ่งบูมขึ้นไปอีก  เมื่อย่านนี้กลายเป็นที่อยู่ของ ฮิวจ์ แกรนต์  ในหนังเรื่องน็อตติ้งฮิลล์ และทำให้ราคาของที่ดินแถวนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เดิมทีเดียว ถนนพอร์โทเบลโลนั้นมีชื่อว่า Green’s Lane แต่มีการสร้างฟาร์มชื่อพอร์โท- เบลโลขึ้นในบริเวณนี้ ทำให้แถบนี้ได้ชื่อว่า พอร์โทเบลโล แต่ตัวถนนพอร์โทเบลโลนั้น มาสร้างขึ้นจริง ๆ ในราวยุควิกตอเรียน ประมาณ ปี 1850 เป็นถนนเล็กๆ ที่สร้างเชื่อมระหว่าง พอร์โทเบลโลฟาร์มกับถนนด้านเหนือ โดยบริเวณพอร์โทเบลโลฟาร์มนั้น ในปัจจุบันได้กลายมาเป็นแถบน็อตติ้งฮิลล์ในปัจจุบัน

ในยุคนั้น แถบนี้ถือเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยใหม่ของเมือง ร้านรวงที่เกิดขึ้นมาจึงต้องดึงดูดลูกค้าที่มีกำลังซื้อ ทำให้ต้องว่าจ้างคนในชนชั้นแรงงานเข้ามาทำงานมากมาย เป็นทั้งคนรับใช้ในบ้าน คนงานก่อสร้าง คนส่งเอกสาร และอื่นๆ ต่อมาเมื่อมีการสร้างสถานีรถไฟทางด้านเหนือของพอร์โทเบลโล คือสถานีแลดโบรคโกรฟสเตชั่น ขึ้นมา ย่านนี้ก็ยิ่งคึกคัก

หลายคนอาจคิดว่าพอร์โทเบลโลเป็นเพียงตลาดอย่างเดียว แต่ที่จริงแล้ว พอร์โทเบลโล ยังเป็นย่านที่อยู่อาศัยด้วย รวมไปถึงมีร้านอาหารและผับอีกมากมาย แต่แน่นอน ไม่มีอะไรสร้างชื่อให้กับพอร์โทเบลโลมากเท่ากับการเป็นตลาดเห็บ อันเป็นตลาดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมายมหาศาลในแต่ละปี

ว่าแต่ว่า - อะไรคือตลาดเห็บกันแน่ ?

3. หลายคนแปลคำว่า Flea Market เอาไว้น่ารักว่า ‘ตลาดเห็บ’ (บางคนก็เรียกว่า ‘ตลาดหมัด’ ซึ่งหมายถึงตัวหมัด ไม่ใช่การชกต่อย)  คำนี้เป็นการแปลตรงอย่างจงใจ และทำให้ เห็นภาพ ผมไม่รู้หรอกว่าคนอื่นเห็นภาพอะไร แต่สำหรับตัวเองแล้วนึกถึงภาพตลาดขายของเก่า โดยเฉพาะร้านขายพรมตะวันออกเก่าๆ  ที่ม้วนอยู่จนฝุ่นจับ และในนั้นก็มีตัวเห็บตัวหมัดและเรือดไรแอบแฝงอยู่ ทำให้ผู้ซื้อที่มาเลือกของ ต้องเลือกอย่างระมัดระวัง

ที่จริงแล้วที่มาของคำว่า Flea Market นั้น  ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าคำนี้มาจากไหน ทฤษฎีหนึ่งบอกว่ามาจากตลาดเก่าในนิวยอร์กยุคศตวรรษที่ 18 ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอีสท์ริเวอร์ โดยตลาดนี้มีชื่อว่า Fly Market และต่อมาเรียกเพี้ยนกันไปเป็น Flea Market แต่เป็นตลาดที่ขายของในลักษณะเดียวกัน

อีกทฤษฎีหนึ่งบอกว่า คำว่า Flea Market นั้น เป็นคำที่รับมาจากภาษาฝรั่งเศสว่า marché aux puces ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่าเป็น market where one acquires fleas ซึ่งหมายถึงตลาดเก่าแห่งหนึ่งในปารีสที่ใครเข้าไปแล้วจะต้องเจอกับตัวดูดเลือดที่เรียกว่า Siphonaptera ซึ่งฝังตัวอยู่ในผ้าของเครื่องเรือนเก่าๆ ที่นำออกมาวางขาย ทำให้ตลาดนี้กลายเป็น Flea Market ไป

อย่างไรก็ตาม คำว่า Flea Market ในปัจจุบันนั้นหมายความถึงตลาดที่มักจะขาย ของเก่า อาจมีของใหม่แซมปนอยู่บ้าง ทว่าโดยมากมักเป็นการนำของเก่ามาปัดฝุ่นเช็ดถู ทำความสะอาดและซ่อมแซม ก่อนจะนำมาขายใหม่ ดังนั้น สินค้าที่มีวางขายในตลาดเห็บ จึงมักจะเป็นสินค้าใช้แล้วที่มีทั้งคุณภาพดีและคุณภาพไม่ดีคละกันไป แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่าจะคุณภาพดี หรือไม่ก็ตาม ข้าวของในตลาดเห็บจะต้องมีราคาถูกกว่าของที่วางขายทั่วไป

และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ - ต้องเป็นของที่ต่อรองราคาได้ !

4.  พอร์โทเบลโลนั้นมีเสน่ห์หลายระดับ นอกจากข้าวของมากมายละลานตาแล้ว ยังมีเสน่ห์ตรงสถาปัตยกรรมของอาคาร บ้านเรือนด้วย โดยเป็นสถาปัตยกรรมในยุคกลาง และปลายวิกตอเรียน แถมยังมีการทาสีสันสวยงามสะดุดตา ทำให้พอร์โทเบลโลกลายเป็นจุดสนใจและเป็นที่แวะถ่ายรูปของผู้คน นอกเหนือ จากการเดินตระเวนเพื่อหาซื้อของถูกใจ

ข้าวของในพอร์โทเบลโลมีหลายอย่าง  แต่ที่พบเห็นมากที่สุดก็คือพวกเครื่องเงิน ไม่ว่า จะเป็นถาดเงิน กาน้ำชา เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารทั้งหลาย รวมไปถึงเครื่องกระเบื้อง เครื่องปั้นดินเผา เซรามิก ซึ่งมีตั้งแต่ของสะสมอย่างยี่ห้อเวดจ์วู้ดไปจนถึงรอยัลอัลเบิร์ต นอกจากนี้ยังมีของเก่าแก่อื่นๆ อีกมากมาย  ไม่ว่าจะเป็นตัวพิมพ์โบราณที่เก็บแกะมาจากแท่นพิมพ์ยุคเก่าให้ผู้ซื้อได้เลือกสรรตัวอักษรสวยๆ ไปประทับตราเป็นชื่อตัวเอง แผนที่เก่าแก่ โบราณ หนังสือเก่า ปฏิทินเก่า หรือภาพจากซองบุหรี่เก่าที่มีการนำมาใส่กรอบ จัดระเบียบใหม่ ทำให้ของที่เคยถูกทิ้งขว้างกลายเป็นของมีคุณค่า และขายกันในราคาที่พูดไม่ได้ว่าถูก

นอกจากนี้ยังมีเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ ตู้โต๊ะ ทั้งแบบอังกฤษและแบบตะวันออก ไม่นับรวมกระเป๋า รองเท้า เชิงเทียน ปะวะหล่ำกำไล และของตกแต่งบ้านอีกมากมายวางรายเรียงชวนให้เข้าไปต่อราคาอีกด้วย แต่ที่เป็นจุดเด่นที่สุดของพอร์โทเบลโล น่าจะเป็นของเก่าโบราณ แอนทีคทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นของแต่งบ้าน น้ำหอม แจกัน ฯลฯ

การเลือกซื้อข้าวของเหล่านี้ต้องบอกว่า ตาดีได้ ตาร้ายเสีย เพราะขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาและโอกาสในการเห็นของนั้นๆ บางครั้งคุณอาจเห็นของบางอย่าง ต้องใจ แต่ยังไม่คิดจะซื้อทันที ทว่าหากเดินเลยแล้วย้อนกลับมาใหม่ก็ไม่ได้ แปลว่าของนั้นๆ จะอยู่รอ คุณอาจไม่ได้พบเห็นมันอีกตลอดกาลก็ได้ ดังนั้น หลายคนจึงไม่รอช้า  ต้องรีบควักกระเป๋าซื้อทันที เพื่อที่จะพบว่า เลยไป อีกหนึ่งช่วงถนน มีของแบบเดียวกันขายในราคาที่ถูกกว่ากันครึ่งหนึ่งก็มี

ครั้นเดินขึ้นเหนือมาได้ครึ่งถนน จากที่เป็นตลาดเห็บขายข้าวของต่างๆ พอร์โทเบลโล ก็แปลงร่างกลายเป็นตลาดของกินไปเสียดื้อๆ โดยอาหารที่มีขายนั้นมีแทบทุกอย่างสารพัดชนิด ตั้งแต่ผักสดๆ จากฟาร์มปลอดสารพิษ ไปจนถึงอาหารหลากสัญชาติ ตั้งแต่ฟิชแอนด์ชิพอันเป็นอาหารอังกฤษที่คุ้นเคยกันดี จนกระทั่งถึงอาหารจากปากีสถาน อาหารอินเดีย ไส้กรอกเยอรมัน  เบอร์เกอร์ อาหารปิ้งย่าง บาร์บีคิว รวมถึงเบเกอรี่ มากมายที่ขายกันในราคาถูก อาทิเช่น เลือกหยิบขนมปังและเพสตรี้ชิ้นไหนก็ได้สองชิ้น ในราคาหนึ่งปอนด์ นอกจากนี้ พอร์โทเบลโล ยังเปิดโอกาสให้เกิดร้านกาแฟ แผงลอยขาย อาหารเล็กๆ น้อยๆ รวมถึงหากเป็นฤดูหนาว ก็มีคนนำต้นคริสต์มาสที่เป็นต้นสนจริงๆ มาวางขายรายเรียงให้ได้แบกกลับบ้านอีกด้วย

จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเพราะอะไร -  พอร์โทเบลโลจึงกลายเป็นตลาดเห็บที่มีชื่อในระดับโลก !

5.   นอกจากตลาดเห็บแล้ว โลกนี้ยังมีตลาดในรูปแบบคล้ายๆ กันอีกหลายแห่ง อย่างที่ คนไทยอาจจะคุ้นเคยในยุคเศรษฐกิจพังทลายก็คือการ ‘เปิดท้ายขายของ’ ซึ่งดูเหมือนจะซาความนิยมในเมืองไทยลงไปแล้ว แต่ในหลายเมืองของโลกตะวันตก การ ‘เปิดท้ายขายของ’ ยังคงได้รับความนิยมอย่างสูงยิ่งอยู่

   โดยเฉพาะที่เมืองเอดินเบอระ เมืองหลวง ของสกอตแลนด์ !

   การเปิดท้ายขายของนั้น ฝรั่งเรียกว่า Car Boot Sales หรือ Boot Fairs ซึ่งต้องบอกว่าเป็นรูปแบบตลาดของอังกฤษ โดยที่คนแต่ละคน ต่างก็พากันหอบหิ้วสินค้าตัวเองมาขาย โดย เอาของใส่รถแล้วนำมาจัดบนโต๊ะ วางบนพื้น หรือไม่ก็เปิดท้ายขายกันตรงๆ ไปเลยก็มี

   แน่นอน, ของส่วนใหญ่ก็คือของที่เจ้าของเดิมไม่เอาแล้ว หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็น ‘ขยะ’ นั่นเอง !

   แต่กระนั้น จะบอกว่าของทั้งหมดเป็น ของเก่าหรือของทิ้งแล้วก็ไม่เชิง เพราะเมื่อ Car Boot Sales ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มมีคนนำเอาของใหม่เข้ามาแทรกปน เนื่องจากการเปิดท้ายขายของไม่ได้ระบุเอาไว้ว่าจะต้องขายแต่ของแอนทีคเท่านั้น สามารถขายอะไรก็ได้ บางคนที่มีฝีมือทางทำอาหาร ก็อาจทำแยมมาขาย บางคนมีสินค้าในสต๊อกเหลือ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเด็ก ของเล่น หรืออะไรก็ตาม ก็สามารถนำมาขายในตลาดแบบนี้ได้ โดยต้องปฏิบัติตามกฎของตลาด เช่น จ่ายค่าบู๊ธ ตามที่กำหนด หรือของที่ขายต้องเป็นไปตามที่กำหนดเอาไว้ เป็นต้น

   Car Boot Sales ที่เอดินเบอระนั้นไม่เหมือน งานอื่นๆ โดยทั่วไปซึ่งโดยมากมักจะจัดกัน กลางแจ้ง ทำให้เมื่อถึงฤดูหนาว บางที่ก็ต้องงดจัด  หรือไม่ตลาดเปิดท้ายขายของบางแห่งก็จะมีเฉพาะฤดูร้อนเท่านั้น แต่ Car Boot Sales ของเอดินเบอระจัดขึ้นที่ตึก Omni Center บนที่ จอดรถชั้น 4 จึงพูดได้ว่าเป็นงานเปิดท้ายขายของ  ‘ในร่ม’ ที่สร้างความสะดวกให้กับทั้งผู้ซื้อและ ผู้ขายเป็นอย่างยิ่ง

   เมื่อไปที่นั่นในเช้าวันอาทิตย์หนึ่งของ ฤดูหนาว ผมเห็นหลายคนลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ยักษ์มาด้วย เปล่าเลย, พวกเขาไม่ได้เพิ่งเดินทางมาถึง แต่เอากระเป๋าใบโตมาเพื่อ ‘ขน’ ข้าวของกลับไปต่างหากเล่า !

   ถ้าใครคิดว่าของในตลาดเห็บอย่างพอร์โทเบลโลราคาถูกแล้ว จะต้องทึ่งและถึงขั้น ‘สติแตก’ กับของใน Car Boot Sales  ของที่นี่ เนื่องจากที่นี่เป็นของที่ต่างคนต่างนำมาเอง จึงถือเป็น ‘ต้นทาง’ ของสินค้า ทำให้ราคานั้นถูกมาก อาทิ มีการนำกระบะ ใส่ภาชนะต่างๆ เช่น แก้วไวน์ เชิงเทียน กาน้ำชา  ฯลฯ คละเคล้ากันมากมายเต็มไปหมด แล้วก็ติด ป้ายเอาไว้ว่า ‘ชิ้นละ 50 p’ ซึ่งแปลว่าแต่ละอย่างนั้นมีราคาเพียงครึ่งปอนด์ หรือราว 25 บาท เท่านั้นเอง แล้วไม่ใช่ของที่ใช้แล้วจนหมดสภาพ ทว่าหลายอย่างยังเป็นของดี อาจมีตำหนิหรือ มีการใช้งานอยู่บ้าง แต่ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกสรรของผู้ซื้อเอง

   ของที่ดีกว่านั้นอาจมีราคาสูงขึ้น เช่นเสื้อขนสัตว์กันหนาวตัวใหญ่ อาจมีราคา ราว 5 ปอนด์ จานของเวดจ์วู้ดที่เป็นของสะสม อาจมีราคาเพียงใบละ 1-5 ปอนด์ แต่ถ้าเป็นที่ พอร์โทเบลโล ราคาจะสูงกว่านี้ได้ถึงราว  10-20 เท่า

    นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หลายคนขนกระเป๋า ใบโตมาที่นี่

    พวกเขาไม่เพียงแต่เลือกของไปใช้ได้เท่านั้น แต่ยังสามารถเลือกของไปขายได้อีกด้วยไม่แน่ ของราคา 1 ปอนด์บางชิ้นจากที่นี่อาจได้ไปวางอวดโฉมที่ตลาดเห็บพอร์โทเบลโล หลัง ขัดสีฉวีวรรณแล้วในราคา 40 ปอนด์ ก็เป็นได้ !

6.  การขายของอีกแบบหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายๆ กับ Car Boot Sales ของอังกฤษ ก็คือ การขายของแบบที่เรียกว่า Garage Sale หรือ Yard Sale ซึ่งเป็นรูปแบบการขายของคนอเมริกัน

   Garage Sale หรือ Yard Sale นั้น  พูดง่ายๆ ก็คือการเอาของในบ้านที่ไม่ใช้แล้ว มาวางขาย อาจเปิดโรงรถที่บ้านให้คนเข้าไปชม เพื่อซื้อของ หรือเอาผ้ามาปูที่สนามหน้าบ้านแล้ววางของต่างๆ เอาไว้ก็ได้ โดยการขายของในลักษณะนี้มักไม่พบในที่อื่นใดในโลก ยกเว้นในสหรัฐอเมริกา

   ถ้า ‘ตลาดเห็บ’ เป็นการขายของที่มีลักษณะเป็นตลาดใหญ่เหมือนกับตลาดทั่วไปแต่ตลาดขายของเก่า Car Boot Sales ก็จะเป็นตลาดขายของเก่าที่มีขนาดย่อมลงมาหน่อย แต่ทั้งสองอย่างมีการจัดกันเป็นกิจจะลักษณะ  มีกำหนดการแน่นอนว่าจะเปิดขายกันวันไหน เช่น วันหยุดสุดสัปดาห์หรือวันอื่นๆ ตามที่กำหนด ทว่า Garage Sale หรือ Yard Sale นั้น เป็นการขายของที่ไม่เป็นทางการ จึงไม่มีกำหนดการที่แน่นอน เจ้าของบ้านอาจจะออกมา นั่งขายของเอง หรือแค่ติดป้ายราคาพร้อมวางกระป๋องใส่เงินเอาไว้ แล้วลูกค้าก็หยิบของไปเอง ก่อนหย่อนเงินลงไปในกระป๋องก็ยังได้ ดังนั้น Garage Sale หรือ Yard Sale จึงเป็นรูปแบบของ ‘ตลาด’ ที่เล็กและไม่เป็นทางการอย่างยิ่ง โดยมากมักขึ้นอยู่กับเวลาว่างของเจ้าของ

   ว่าแต่ว่า, คุณเห็น ‘ความเหมือน’ อะไรบางอย่างระหว่าง Flea Market, Car Boot Sales และ Garage Sale บ้างไหม ?

         

7. ใช่แล้วครับ สิ่งที่เหมือนกันก็คือ ตลาดทั้งสามแบบนี้ล้วนแต่ขาย ‘ของเก่า’ ทั้งนั้น เปล่าครับ, อาจไม่ใช่ของเก่าประเภทแอนทีคที่ต้องทะนุถนอมหรือมีความเลอค่าในตัวเสมอไป บางอย่าง ก็เป็นของเก่ากะโหลกกะลาในความเห็นของเจ้าของเดิม แต่กลับเป็นสมบัติล้ำค่าของอีกคนหนึ่งก็ได้ โดยเฉพาะ ‘นักท่องเที่ยว’ จากต่างแดนที่เดินทางมาแสนไกล แล้วพบว่ากาน้ำชาเงินที่มีรอยบุบเล็กน้อยแต่มีจารึกว่าทำในยุควิกตอเรียนนั้น - เป็นสิ่งที่แปลกตาและน่าเก็บสำหรับเขา

   ตลาดเห็บ ตลาดเปิดท้ายขายของ และตลาดหน้าบ้าน - จึงถือกำเนิดขึ้นมาได้ ไม่ใช่เพราะมีใครคนใดคนหนึ่ง ‘ตั้งใจ’ จะไปซื้ออะไร ตลาดเหล่านี้ มีลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่งก็คือ ผู้ซื้อต้อง ‘อยากไป’ ที่แห่งนั้น โดย ไม่ได้มีแรงจูงใจเฉพาะว่าจะไปหาซื้ออะไรเป็นพิเศษ (เช่นจะไปซื้อเก้าอี้ ที่มีลักษณะแบบนี้ๆ) ทว่ามักต้องใช้เวลาในการค่อยๆ พลิกดูของ ค่อยๆ เดินทอดน่อง ค่อยๆ ละเลียดปล่อยตัวให้หลุดเข้าไปในกาลเวลาเก่าแก่ ของข้าวของเหล่านั้น ค่อยๆ พินิจ ค่อยๆ พิศดู ถูกใจอะไรจึงค่อยต่อรอง วางท่าเหมือนไม่ต้องการของนั้น แล้วจึงจ่ายเงินเมื่อได้ราคาที่พึงพอใจ

   พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ตลาดเหล่านี้คือตลาดที่มีการ ‘รีไซเคิล’ ข้าวของ ในปริมาณมหึมา ทำให้ของที่ถูกทิ้งขว้างกลายเป็นของที่มีคุณค่าและราคาขึ้นมาได้ แถมยังทำให้สถานที่บางแห่งที่ไม่น่าสนใจเท่าไหร่ (เช่น ลานจอดรถ ของตึก อย่าง Car Boot Sales ที่เอดินเบอระ หรือถนนสายสั้นๆ เล็กๆ อย่างพอร์โทเบลโล) กลายมาเป็น Tourist Attraction ถึงขั้นที่มีการนำไปเขียนแนะนำในนิตยสารและเว็บไซต์ยอดนิยมหลายแห่งทั่วโลก

   เหนือไปกว่าตลาดที่มีลักษณะรีไซเคิลขึ้นไปอีกขั้น ก็คือตลาดที่มีชื่อเรียกว่า Freecycle ซึ่งเป็นชื่อขององค์กรแห่งหนึ่งที่มีอยู่ทั้งในแอริโซนาของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ (แม้ภายหลังจะแยกทางกันก็ตาม) ด้วยแนวคิดที่ว่า ยังมีของที่ถูกทิ้งขว้างอีกมากมายที่ไม่หลุดรอดมาถึงมือ ผู้ค้าขายของเหล่านี้ แต่ตกไปอยู่ในกองภูเขาขยะที่เรียกว่า Landfill ดังนั้น กลุ่ม Freecycle จึงสร้างเครือข่ายของกลุ่มคนที่ไป ‘คุ้ยขยะ’ มาจากกองขยะ  แล้วนำของเหล่านั้นมาขัดสีฉวีวรรณ ก่อนจะนำมา ‘แจกจ่าย’ ให้ผู้ที่ต้องการในฐานะที่เป็น ‘ของขวัญ’

   ในเวลาเดียวกัน กลุ่ม Freecycle ก็รับบริจาคของที่คนไม่ต้องการแล้ว ทั้งที่ยังใช้งานได้อยู่ เพื่อนำมามอบให้กับคนที่ต้องการด้วย ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายๆ กับร้าน Oxfam เพียงแต่กลุ่ม Freecycle นั้นไม่ได้ขายของเหล่านั้น  พวกเขามอบให้กับผู้ที่ต้องการไปฟรีๆ

   แน่นอน, เราพูดไม่ได้เต็มปากว่านี่คือตลาด แต่คำขวัญของกลุ่ม Freecycle ซึ่งคือ Changing the World One Gift at a Time หรือ ‘เปลี่ยนโลกด้วยของขวัญทีละอย่าง’ น่าจะพอบอกอะไรเราได้บ้าง

   ตลาดแบบนี้เป็นตลาดที่มีลักษณะของ Gift Economy หรือ ‘เศรษฐกิจของขวัญ’ นั่นก็คือแทนที่จะมารวมตัวกันเพื่อ ‘ขายของ’ ในตลาด ก็มีการรวมตัวกัน (ทั้งในเชิงกายภาพและทางออนไลน์) เพื่อ ‘แลกเปลี่ยน’ ข้าวของกัน ซึ่งจะต่างจากระบบ Barter System ตรงที่ไม่ได้คำนึงถึง ‘มูลค่า’ ของของเหล่านั้นว่าจะต้องสมน้ำสมเนื้อกัน ทว่าใช้บรรทัดฐานของสังคมและขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ของท้องถิ่นนั้นๆ ในการแลกข้าวของกันมากกว่า

   ในบางที่อาจไม่ถึงขั้นเป็น Gift Economy แต่ผู้จัดงานจะเดินสาย ในท้องถิ่นขอให้แต่ละบ้านบริจาคข้าวของต่างๆ แล้วนำมาขายในตลาด ที่จัดขึ้นเฉพาะกาลในราคาถูก โดยมากมักเป็นโบสถ์หรือกลุ่มลูกเสือ เนตรนารีในท้องถิ่น จากนั้นเงินที่ได้ก็จะนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ในการ หาทุน ตลาดแบบนี้มักเรียกว่า Jumble Sale หรือ Rummage Sale  ซึ่งได้รับความนิยมมากทีเดียวทั้งในสหรัฐอเมริกาและในอังกฤษ

8.   ผมเดินอยู่ในพอร์โทเบลโลได้ไม่นานนัก นักท่องเที่ยวก็เริ่มทยอยกันเข้ามา ผู้คนเนืองแน่น นับร้อยพันหมื่นจนแทบไม่มีที่ให้เดิน  มันคือความสำเร็จของการท่องเที่ยวแบบหนึ่ง มีข้าวของต่างๆ ถูกเปลี่ยนมือครั้งแล้ว ครั้งเล่า จากของที่ถูกทิ้งขว้าง กลายมาเป็นสินค้าที่มีค่า ชะตากรรมยังไม่พาพวกมันไปเป็นขยะ ซึ่งก็ดีแล้ว เพราะชะตากรรมของขยะ โดยเนื้อแท้ก็คือชะตากรรมของพวกเราทุกคนที่ทิ้งมันไปนั่นเองด้วยเหตุนี้ ตลาดเห็บจึงน่าเที่ยว, เพราะมันคือตลาดแห่งการรีไซเคิลโดยแท้ !


 

เรื่อง : โตมร ศุขปรีชา

^ to top || TAT 1/2014