หลักการพื้นฐานอันหนึ่งในการทำสื่อนั้น คือ การย่อยทุกอย่างให้ง่ายและเคลียร์ จบได้ในประโยคเดียว มีใจความสั้นๆ ซื่อๆ จะส่งผลให้ผู้รับสารนั้นสามารถจดจำสื่อและสารที่เราส่งไปได้อย่างง่ายดาย แถมยังเป็นการโชว์ทักษะของผู้ส่งสาร เพราะยิ่งพื้นที่สำหรับบรรจุสารน้อยลงเท่าไหร่ ผู้สร้างงาน ย่อมต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการสื่อให้ได้สารครบถ้วนในพื้นที่จำกัด แถมความท้าทายอีกนิดคือ ต้องทำอย่างไรให้มันออกมาดูสวยงาม ฟังแล้วเข้าหู เห็นแล้วจำได้ ชอบแล้วเอาไปแชร์ กดไลค์แล้วเอาไปใช้ต่อในชีวิตประจำวัน

           โดยปกติชีวิตมนุษย์ เอาเข้าจริงเป็นคนรักสบายกันทั้งนั้นแหละครับ เราไม่อยากจะได้อะไรที่ยุ่งยากๆ เป็น ทางการๆ เคร่งๆ เครียดๆ กฎๆ คุมๆ สังเกตได้ว่าอะไรก็ตามที่สื่อสารออกมาเป็นแนวจริงจังซีเรียส คนมักจะ ไม่ค่อยฟัง ไม่ค่อยทำตาม หรือไม่ค่อยเชื่อในตัวมัน เพราะมันมีลักษณะของการบังคับ สั่งสอน และเผอิญว่า เอาเข้าจริงธรรมชาติของคนเรานั้นไม่อยากจะให้ใครมาสั่งสอน หรือไม่อยากทำให้ตัวเองรู้สึกว่าตกอยู่เบื้องล่างใคร ถ้าใครสักคนจะทำตามกฎอะไรสักอย่าง พวกเขามักจะเลือกทำตามกฎที่เป็นพวกเขา รู้สึกว่าเข้ากันได้กับ พวกเขา กฎที่มีเหตุมีผลเข้าใจได้ ข้อบังคับที่มีลักษณะไม่ได้บังคับ (แต่ถ้าทำตามหน่อยก็ดีนะ) ว่าง่ายๆ มันคือ  คำสั่งที่เป็นมิตรกับผู้ถูกสั่งนั่นเอง

          ไม่น่าแปลกใจที่คลิปต่างๆ ภาพต่างๆ ในเฟซบุ๊คที่มักถูกแชร์นั้นมันมักจะเป็นคำคมง่ายๆ ตารางชาร์ตที่เข้าใจ ไม่ยาก Infographic ที่สรุปใจความสำคัญให้อ่านเข้าใจใน 5 นาที หรือจะเป็นคลิปขำๆ ที่ไม่ได้มีแก่นสารอะไรมากมาย บางครั้งหลายต่อหลายคลิป จริงๆ แล้วเป็นคลิปโฆษณาเชิญชวนอะไรสักอย่าง แต่ด้วยความที่มันทำออกมาแล้ว ตลกมากๆ คนก็เลยกดแชร์โดยอัตโนมัติ และทำให้เพื่อนๆ ของคนแชร์อีกมากมายเห็นคลิปตัวนั้นและหัวเราะบันเทิงไปกับมันโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองได้โดนโฆษณาแอบสิงเข้าไปในใจของเขาเรียบร้อยแล้ว

          ดังนั้น ไม่ว่าเราจะกำลังสื่อสารอะไรก็ตาม ความตลกต๊องๆ อาจจะช่วยท่านได้ไม่มากก็น้อย ความตลกมันช่วยให้ผู้รับสารผ่อนคลายและเปิดใจจะรับสารอย่างง่ายดาย ความตลกทำให้เกิดการอยากบอกต่อ (คล้ายกับหนังตลก ที่คนมักจะบอกต่อให้ไปดูมากกว่าหนังดราม่า ยิ่งเรื่องหนังจบแนวพระเอกตาย นางเอกแขนขาดนี่คือ อาจจะไม่อยากให้เพื่อนมาดู) ความตลกทำให้ผู้รับสารรู้สึกว่าไม่ได้กำลังจะถูกหลอกใช้ให้ไปทำอะไร คนเราเป็นเพื่อนกับความตลก มีมิตรสหายกับความปัญญาอ่อน

          เราจึงอยากแนะนำกรณีตัวอย่าง เผื่อว่าใครมีไอเดียจะสร้างแคมเปญแนว ‘สยามเมืองฮา’ อะไรแบบนั้น  น่าจะเป็นแนวทางที่ใหม่ไม่น้อย

 

Iron Man 3 (Thai Sweded by FEDFE)        

          คำว่า Sweded ในแวดวงการทำคลิปนั้นหมายถึงการทำคลิปล้อเลียนหนังดังๆ ด้วยวิธีการ แบบบ้านๆ สุดขีดเท่าที่มนุษย์จะพึงปฏิบัติได้ เช่น อยากทำคลิป Sweded ของหนังเรื่อง Titanic  ก็อาจจะสร้างไททานิคด้วยกล่องกระดาษตู้เย็นมาปะๆ ติดๆ กลายเป็นเรือยักษ์ (ให้นึกถึงการแสดงหน้าชั้นเรียนสมัยมัธยมเข้าไว้ แบบพวกประเภทเตรียมรายงานอาจารย์ไม่ทัน ก็เลยคว้าอะไรได้ก็คว้ามาเล่นหน้าห้อง สมมุติว่าไม้กวาดเป็นดาบวิเศษ อะไรทำนองนั้น) แล้วถ่ายด้วยกล้องห่วยๆ ถ่ายง่ายๆ สนุกๆ ในหมู่เพื่อน แต่ความจริงศิลปะของการทำ Sweded นั้นก็ยาก เพราะแม้ว่าคอนเซ็ปต์จะคือ การทำอะไรให้บ้านๆ ดูราคาถูก แต่ในขณะเดียวกันมันก็ต้องดูมีไอเดียและความคิดสร้างสรรค์  ไม่ใช่ว่าจะเอาอะไรก็ได้มาทำ เฉกเช่นคลิป Sweded ล้อเลียนตัวอย่างหนังเรื่อง Iron Man 3 ที่ทำโดยกลุ่มวัยรุ่นชาวไทยที่ชื่อ FEDFE นี้ ความทะเยอทะยานในการจะไปเป็น Iron Man นั้นคงสูงมาก  แต่งบก็น้อยมากเช่นกัน เลยออกมาเป็นคลิป Sweded สุดล้ำ เช่นปกติ Iron Man จะต้องมีไอพ่น ที่ฝ่ามือถึงจะบินได้  แก๊ง FEDFE ก็ทำได้เช่นกันด้วยการเอาไฟเย็นไปหนีบไว้ที่ง่ามนิ้ว โอเค บินได้แล้ว แถมออกมาเหมือนด้วย จบครับ, หรือจะเป็นบรรดาชุดเกราะสุดหรูของ Iron Man ก็ทำได้โดย การแก้ผ้า ใส่กางเกงในตัวเดียว แล้วเอาสีมาทาตัว จบ (แต่ว่าทากันแบบเวรี่เนี้ยบจนแทบเหมือนเป๊ะเลย) ด้วยความที่ทำออกมาดูปัญญาอ่อนแต่ว่าเนียนมากแบบนี้ ทำให้คลิปกลายเป็นคลิปแนะนำของเว็บต่างชาติดังๆ คราวนี้คนทั่วโลกมาดูกันใหญ่เลย ส่งผลให้คลิปนี้เป็นหนึ่งในคลิปของคนไทยที่น่าจะ World Wide ที่สุดในรอบปีนี้เช่นกัน

ดูคลิปวิดีโอ www.youtube.com/watch?v=Sp6IxvJzZ-k

 

Harlem Shake

          ต่อจากกระแสของกังนัมสไตล์ของปี 2012 ชาวโลกก็มีการละเล่นเต้นรำ Harlem Shake  เอาไว้แก้เบื่อในโลก Social Media ที่ความสนใจต่อสิ่งสิ่งหนึ่งของคนเราหมดได้ภายใน 24 ชั่วโมง ความจริงการถือกำเนิดของ Harlem Shake นั้นมันช่างแรนดอม และดูไร้ที่มาที่ไป แต่ยังไงมันก็มีประวัติศาสตร์ของมันอยู่ คลิปนี้ถือกำเนิดโดยไอ้หนุ่ม 5 คนในอเมริกาที่เอาเพลงที่ชื่อ Harlem Shake มาแดนซ์และถ่ายวิดีโอไว้ โดยกฎมีอยู่ว่า ตอนอินโทรเริ่มเพลง จะต้องมีคนนึงเต้นเด้าลม ส่วนคนอื่นในคลิปจะต้องทำท่าไม่สนใจ ทุกอย่างสงบนิ่ง แต่พอเพลงเข้าท่อนฮุค ภาพวิดีโอก็จะตัดไปสู่ความโกลาหลของทุกคนในคลิปที่จะเต้นหรือเหวี่ยงอะไรยังไงก็ได้ให้เละเทะที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ คืออะไรแบบนี้เราก็ไปหาเหตุผลถึงความดีความงามของคลิปแบบนี้ไม่ได้หรอกฮะ มันก็คงตลกดีที่ตอนแรกนิ่งๆ  แต่ตัดภาพมาอีกทีแล้วเละเทะมั่วกระจาย ง่ายๆ สั้นๆ และก็ฮาๆ ดี แค่นี้ฮิตได้เลย แต่สิ่งที่ทำให้มันฮิตมากขึ้น คือการที่คลิปนี้โดนทำเลียนแบบได้โดยง่าย คราวนี้คนอื่นก็เอาไปทำตามบ้าง และดีไซน์ ช่วงสงบกับช่วงเละออกมาเป็นของตัวเอง คราวนี้กลายเป็นวัฒนธรรมสุดมันส์ในชั่วข้ามคืนไป โดยอัตโนมัติ เหล่าชาวเซเล็บไทยก็เอาไปเล่นอยู่หลายคนทีเดียว

ดูคลิปวิดีโอ www.youtube.com/watch?v=384IUU43bfQ

 

แอน Politics

          อันนี้มีความคล้าย Harlem Shake แต่ไทยกว่ามากๆ มันเป็นคลิปง่ายๆ ว่าด้วยเพื่อนชาย คนหนึ่งถ่ายคลิปน้องผู้หญิงชื่อแอนที่กำลังอ่านหนังสือสอบวิชา Politics อยู่ คนอัดคลิปก็อ้อนวอนแอนว่าเราไปร้องเกะกันเถอะ แอนก็คัดค้านอย่างแรงบอกว่าตัวเองต้องสอบวิชา Politics นั่งเครียดมากๆ ปฏิเสธลูกเดียว ทันใดนั้น ตัดภาพไปที่แอนเขย่าร่างกรี๊ดกร๊าดในห้องคาราโอเกะ พร้อมระเบิดลีลาแห่งดวงวิญญาณของ ใบเตย อาร์สยาม ราวกับว่าการปฏิเสธที่จะมาเกะเมื่อกี๊ไม่เคยมี อยู่จริง การสอบวิชา Politics เป็นเพียงแค่เรื่องหลอกลวง (ขอใช้คำว่าระเบิดลีลา เพราะขอให้นึกถึงเวลาภูเขาไฟระเบิดน่ะครับ น้องมันแดนซ์รุนแรงกระจายเยี่ยงนั้นเลย) ยิ่งแอนร้องเป๊ะ เต้นเป๊ะมากเท่าไหร่ เวลาคลิปตัดกลับมาที่ภาพแอนด่าตากล้องว่า ‘ถ้ามึงเห็นกูไปร้องเกะนะ กูให้มึงถีบหน้า กูเลย’ ก็ยิ่งตลกมากขึ้นเท่านั้น แค่นี้แหละครับคลิปฮิตเลย การฮิตด้วยเหตุผลแบบนี้นี่มันกำกับ ยากเหมือนกันนะ เซ็ตอัพไม่ได้เลย

ดูคลิปวิดีโอ www.youtube.com/watch?v=CZeyNT0Ols0

 

รักต้องเปิด (แน่นอก)

          ฟังเพลงนี้ครั้งแรก รู้เลยว่าไปเอากังนัมสไตล์มาใส่เนื้อไทย แต่ ณ วินาทีนั้นใครจะสนล่ะครับ  เพลงมาก็แดนซ์กันลืมตายกันหมดทั้งซอยแล้ว เอาเข้าจริงแล้วเพลงลูกทุ่งที่ฮิตๆ ในชั่วข้ามคืน ทั้งหลาย เราก็พอจะมีสูตรเดามันได้อยู่ประมาณนึง มันจะต้องเป็นเพลงลูกทุ่งตลกๆ อาจจะต้องมี คำที่ตอนนั้นกำลังฮิตผสมอยู่ (เช่น ถ้าสมมุติตอนนี้คำว่านิรโทษกรรมกำลังฮิต ก็ควรตั้งชื่อเพลง ลูกทุ่งที่กำลังปั้นๆ อยู่ว่า หัวใจไม่นิรโทษฯ อะไรแบบนี้รับรองฮิตแน่นอน) เพลงเร็วย่อมฮิตง่ายกว่าเพลงช้า ยิ่งพวกเพลงจังหวะสนุกๆ แดนซ์ ตึ้บๆ เบสหนักๆ นี่ยิ่งฮิตไปไว แต่ที่จะเด็ดสุดคือ เนื้อหาของเพลงที่ควรจะเป็นเพลงที่มีเนื้อหาสร้างสรรค์แบบ 3 มิติ (เช่น แน่นอก ต้องยกออก เดี๋ยวกระฉอก, เพลงถ้ารักกับป๋าจะพาไปยันฮี หรืออีกเพลงหนึ่งที่เคยสร้างความสะเทือนให้แก่วงการคือเพลง  อีกดอก ของ อาภาพร นครสวรค์ อันนี้ถือว่ามีหลายมิติมากๆ จริงๆ คือ ก็เพลงเขาร้องเกี่ยวกับว่า เขาชอบดอกไม้นี่ จะไปแบนเพลงเขาทำไมก็ไม่แน่ใจ คงเห็นกันคนละมิติ) ซึ่งไม่น่าแปลกที่เพลง  รักต้องเปิด (แน่นอก) จะดังรุนแรง เพราะมีคุณสมบัตินั้นแบบครบมากๆ และยังผนึกกำลังด้วย ความเป็น ใบเตย อาร์สยาม ที่พร้อมจะมาระเบิดอก ด้วยท่าเต้นช้อนนมที่ทุกคนสามารถเต้น เลียนแบบได้ไม่ยาก ปัจจัยครบถ้วนขนาดนี้มีหรือเพลงนี้จะไม่พลุแตก (เพียงแต่ว่าอาการพลุแตกนี้ ก็อยู่ได้ไม่นานนักหลังจากการมาถึงของเพลง ขอใจเธอแลกเบอร์โทร ของ หญิงลี ที่น่ารักๆ และ เต้นเลียนแบบง่ายกว่านั้นอีก คนทำเพลงแน่นอกคงแค้นใจ เพราะคิดว่าท้ายปีนี่ต้องแน่นอก ทั้งแผ่นดินแน่นอน ปรากฏว่าลงตำแหน่งนั้นอย่างรวดเร็วเหลือเกิน)

ดูคลิปวิดีโอ www.youtube.com/watch?v=ahkGRFhyxx4

 

เบบี้มายด์

          เบบี้มายด์เปรียบเสมือนกับโอปอล์ แห่งยุคนี้ ด้วยรูปลักษณ์ที่เป็นหญิงสาวก๋ากั่นไม่ได้สวยมาก แต่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญและอารมณ์ขัน แต่ที่เบบี้มายด์ทำได้มากกว่าโอปอล์มีอยู่อย่างหนึ่งคือ การที่เธอสามารถเลียนเสียงพากย์ไทยในหนังเกาหลีได้แบบที่คุณต้องลืมใบหน้าของเธอได้เลย เพราะถ้าฟังเสียงอย่างเดียว เราจะคิดว่าเธอเป็นนางเอกเกาหลีมากๆ มันเหมือนได้ขนาดนั้น ด้วยคุณสมบัตินี้ เธอจึงได้ทำคลิปเล่นๆ ขึ้นมากับเพื่อนที่ชื่อว่า คุณทนความเย็นได้แค่ไหน เบบี้ 69 ซึ่งจริงๆ แล้วคลิปไม่ได้มีอะไรมาก มันคือการแสดงละครเกาหลีเล่นๆ กับเพื่อนในห้อง ด้วยแอ็คติ้งสุดตัวของเธอและเสียงพากย์ไทยแบบเกาหลีใต้ของเธอ ยิ่งทำให้คลิปนั้นตลกโดนใจบรรดาสาวกซีรีส์เกาหลีทั้งหลาย เพราะนอกจากเสียงแล้ว เบบี้มายด์ยังสามารถจับคำฮิตๆ ที่ซีรีส์เกาหลีชอบใช้มาได้ครบถ้วน เช่นคำว่า พี่ชาย ฉันหนาว อะไรแบบนี้ (ยิ่งเสียงพากย์เหมือนเข้าไปอีก ยิ่งไปกันใหญ่เลย) มันเลยกลายเป็นคลิปที่ฮิตมากที่วัดได้จากยอดวิว 4 ล้านวิว พร้อมกับส่งให้เบบี้มายด์แจ้งเกิดในวงการบันเทิงทันที จริงๆ แล้วสิ่งที่เบบี้มายด์ทำมานั้นมันก็ไม่ได้เป็นสูตรใหม่อะไรมากมาย เพราะคนไทยชอบอยู่แล้วกับงานประเภทเงาเสียงคนดัง มันเป็นวัฒนธรรมป๊อปๆ แบบบ้านๆ สนุกๆ ที่เข้าใจได้ไม่ยากนัก และการยอมรับว่าพวกเราคือชาวไทยแต่บ้าซีรีส์เกาหลีก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร พอตัวคลิปกล้าเล่นกับตรงนี้ มันก็ย่อมชนะใจคนหมู่มากเป็นธรรมดา

ดูคลิปวิดีโอ www.youtube.com/watch?v=icCmnixSyPQ

 

พี่มาก พระโขนง

          การที่หนังเรื่องหนึ่งทำเงินได้ถึง 1,000 ล้านบาท มันจะต้องมีความหมายอะไรสักอย่าง

          นอกจากเรื่องที่พี่มากฯ ได้หยิบจับตำนานที่คนไทยเราคุ้นเคยมาเล่าและเมาท์ในมุมใหม่ (อันเป็นสิ่งที่คนไทยชอบกันอยู่แล้วนะ เมาท์ๆ ล้อๆ เนี่ย) สิ่งที่ พี่มากฯ สร้างขึ้นมาคือบรรยากาศแห่งมหรสพในโรงภาพยนตร์ที่คนไทยไม่ได้สัมผัสมานานพอสมควร แล้วไอ้บรรยากาศแห่งมหรสพที่ว่านี้คืออะไร มันก็คืออารมณ์เหมือนดูหนังกลางแปลงนั่นแหละครับ คือทุกคนดูหนังแบบบันเทิงเต็มที่ ดูแบบสบายๆ เอาเข้าจริงแล้ว ดูไปคุยไปกินป๊อปคอร์นเล่น Line ไปด้วยก็ยังได้  ซึ่งหนังที่จะมาเป็นหนังแนวมหรสพเนี่ย มันก็ต้องถูกดีไซน์มาอย่างเรียบร้อยแล้วว่าคนจะสามารถดูหนังเรื่องนี้สนุกได้ด้วยวิธีการดูไปคุยไปกินไปได้อย่างแท้จริง  ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ พี่มากฯ ก็มีสิ่งเหล่านั้นอยู่เกือบทั้งหมด จุดเด่นของพี่มากฯ อย่างหนึ่งคือ การที่ผู้กำกับดีไซน์ตัวละครในเรื่องให้หลุดจากความจริงของท้องเรื่อง (ว่าง่ายๆ คือ ในยุคสมัยของพี่มาก การพูดถึงสไปเดอร์แมนนี่เป็น สิ่งที่เซอร์เรียลมากๆ) ซึ่งพอตัวละครในหนังหลุดจากความเป็นตัวละครนั้น  และทำท่ากลายมาเป็นเพื่อนกับคนดู (โดยการพูดแซวนั่นแซวนี่ตลอดเวลาราวกับพี่เขาไม่ได้อยู่ในหนังจริงๆ และนั่งอยู่ข้างๆ เรา) มันก็ทำให้คนดูรู้สึกว่า กูกำลัง ดูหนังอยู่กับเพื่อนๆ ที่หอ ญาติๆ ที่บ้าน เพราะเวลาเราดูหนังกับครอบครัวในแบบ ไม่ซีเรียส เราก็จะคุยกันตลอดเวลา จะด่าตัวละครบางตัวว่าทำไมมันโง่แบบนี้  จะแซวของประกอบฉากบางอันว่านั่นมันไหสมัยอยุธยาเหรอวะ ทำไมเหมือนถ้วย ที่ร้านในเซ็นทรัลเวิลด์วะ ซึ่งนี่คือความบันเทิงในอีกรูปแบบหนึ่ง เราไม่ได้สนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากกว่าสิ่งที่อยู่ข้างหูเรา คือว่าง่ายๆ คือ หนังเป็นเพียงเครื่องชง ให้เกิดบทสนทนากับคนที่อยู่รอบตัวเรา ให้เกิดกิจกรรมร่วมกันมากกว่าที่จะตั้งใจดูเนื้อหนังจริงๆ

          ถ้าคุณพลาดการชมพี่มากฯ ไปสัก 10 นาที คุณอาจจะไม่รู้สึกพลาดอะไร ไปมากนัก จะสามารถกลับมาต่อติดได้ เพราะตัวเนื้อเรื่องของหนังถูกออกแบบ มาให้สามารถทำอย่างนั้นได้เช่นกัน นี่คือการทำหนังในอีกโหมดหนึ่ง มันซีเรียสน้อยกว่าปกติ ปรับตัวเองให้เหมือนเป็นเครื่องเล่นชนิดหนึ่ง ง่ายๆ บ้านๆ สนุกๆ แต่ยังคงมีชั้นเชิงที่แหลมคม จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเด็กมัธยมหลายโรงเรียนจึงยกพวกกันไปดูพี่มากฯ เพราะพวกเขารู้แน่ๆ ว่าการไปดูพี่มากฯ จะชอบมากชอบน้อย สุดท้ายแม่งตลกแน่นอน และการไปดูพร้อมกับเพื่อนๆ หลายคน ย่อมสนุกกว่า เพราะมันจะสามารถตะโกนแซวกันเองได้ และเวลาฮาทีนึงจะฮากันเป็นคณะ ช่วยเพิ่มอรรถรสแห่งการดูหนังได้มากโข นี่แหละคือบรรยากาศแบบมหรสพที่หนังเรื่องนี้ทำได้

          แค่ภายในปีเดียว ก็ดูเหมือนจะมีตัวอย่างให้เราได้เรียนรู้มากมายก่อนที่เราจะก้าวสู่ปีใหม่ เอาเป็นว่าถ้าฝึกซ้อมการเป็นคนสบายๆ ฮาๆ ง่ายๆ บ้านๆ ได้ตั้งแต่ตอนนี้ ทั้งปีที่กำลังจะได้เจอ น่าจะเป็นปีที่มีงานสร้างสรรค์แคมเปญแบบใหม่ๆ สนุกๆ ออกมากันอีกเพียบเลยครับ

ดูคลิปวิดีโอ www.youtube.com/watch?v=NgowAYft8Lc


 

เรื่อง : นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์


^ to top || TAT 1/2014