การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้จัดสัมมนา ‘เตรียมพร้อมท่องเที่ยวไทย ก้าวไกลสู่ AEC’ ขึ้น เมื่อวันที่ 24-25 กันยายน 2556 ณ โรงแรม  โนโวเทล แพลตตินั่ม กรุงเทพฯ โดยเชิญผู้ประกอบการธุรกิจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเข้าร่วมสัมมนา เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เป็นการเตรียมความพร้อมบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยให้มีศักยภาพแข่งขันได้ในระดับสากล

 

          การสัมมนาในครั้งนี้ได้เชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รองประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย เพื่อบรรยายในหัวข้อต่างๆ ให้กับผู้เข้าร่วมสัมมนา หัวข้อการสัมมนามี 7 หัวข้อ ได้แก่

1) สถานการณ์ท่องเที่ยวและแนวโน้มในอนาคต

2) การปรับตัวเพื่อรองรับ AEC : พฤติกรรมนักท่องเที่ยว

3) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อรองรับ AEC

4) ความสำเร็จในการทำธุรกิจท่องเที่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

5) แนวคิดและเทคนิคการจัดการโลจิสติกส์ในการท่องเที่ยว

6) การประยุกต์แนวคิด Lean Thinking ในการจัดการการท่องเที่ยวเพื่อรองรับ AEC พร้อมกรณีศึกษา และ

7) ความเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ใน AEC 

          ผู้จัดงานมีความมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการธุรกิจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสามารถ นำความรู้ต่างๆ รวมถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นไปคิดต่อยอดการพัฒนาและเพิ่มทักษะการก้าวเข้าสู่ AEC ต่อไป

          ทั้งนี้ สาระสำคัญที่ได้รับจากการสัมมนาสรุปได้ดังนี้

 


 

สถานการณ์ท่องเที่ยวและแนวโน้มในอนาคต

โดย คุณยุวดี นิรัตน์ตระกูล ผู้อำนวยการกองวิจัยการตลาด

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

 

          สถานการณ์ท่องเที่ยวและแนวโน้มในอนาคต (Tourism Situation and Trends) ในเรื่องของ Global Tourism พบว่าคนเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้นทุกปี จากสถิติขององค์การการท่องเที่ยวโลก ที่แสดงผลของแต่ละ ภูมิภาคนั้น ยุโรปเป็นภูมิภาคที่คนนิยมไปเที่ยวมากที่สุดคือครึ่งหนึ่ง ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ส่วนภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกเป็น Newcomer ในการท่องเที่ยว และเป็นจุดหมายใหม่ที่คนสนใจ เช่น การท่องเที่ยวแหล่งอารยธรรม จีน อินเดีย เป็นต้น

          Global Tourism Risks เกิดสถานการณ์ต่างๆ บนโลกใบนี้ ได้แก่ Eurozone  Crisis, Egypt Civil War, Arab Spring, Syrian Civil War, North Korea vs South Korea ถึงแม้ว่าจะมีการเกิดวิกฤติ Eurozone แต่ปริมาณนักท่องเที่ยวของประเทศไทยก็ไม่ได้ลดลง แม้ว่าจะเกิด ความเสี่ยงและเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้น

          Competitors in the Region ปัจจุบันการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว แต่ละประเทศมีการแข่งขันกันสูง จากสถิติรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่มาเที่ยวประเทศไทยในปี 2012 เพิ่มขึ้นจากปี 2011 จำนวน 1 ล้าน ล้านบาท แม้ว่าเมืองไทยจะเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้น โดยนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวไทยมากที่สุด 5 อันดับแรกคือ จีน มาเลเซีย ญี่ปุ่น รัสเซีย และ เกาหลี ซึ่งนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนนี้ แม้ว่าตัวเลขจำนวนจะเพิ่มขึ้น  แต่ยังมีการใช้จ่ายในการท่องเที่ยวจำนวนเท่าเดิม ปัญหาพฤติกรรม นักท่องเที่ยวชาวจีน เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งเมื่อนักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมไปสถานที่ ท่องเที่ยวใดเป็นจำนวนมาก นักท่องเที่ยวชาวยุโรปก็จะหลีกหนี มีการทำโพลสำรวจ และได้แนวทางเพื่อแก้ปัญหา เช่น การทำคู่มือ DOs & DON’Ts ของ ททท. เพื่อเป็นคู่มือให้กับนักท่องเที่ยว เป็นต้น

          Future Tourism การท่องเที่ยวในอนาคต จะเป็นรูปแบบของ Well- Being ซึ่งประกอบไปด้วย 5’S ได้แก่ Sport (เน้นที่ความแข็งแรงของร่างกายและจิตใจ) Snow (เน้นในเรื่องเกี่ยวกับภูมิอากาศ) Silk Road  (แนวโน้มในการนิยมท่องเที่ยวแถบเอเชีย) Safari (รูปแบบ Green Tourism  หรือ Eco Tourism) และ Space (การท่องอวกาศ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ได้รับ ความสนใจจากกลุ่มมหาเศรษฐี รูปแบบเป็นการท่องเที่ยวแนวล้ำสมัย  ดูทันสมัย)

 


 

การปรับตัวเพื่อรองรับ AEC : พฤติกรรมนักท่องเที่ยว

โดย คุณยุวดี นิรัตน์ตระกูล ผู้อำนวยการกองวิจัยการตลาด

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

 

          ศักยภาพตลาดการท่องเที่ยว กลุ่มประเทศอาเซียน : เกิดการพัฒนาการท่องเที่ยวไทย สถานภาพของตลาดการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป จากการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของตลาดใหม่ อาทิ ตลาดจีน อินเดีย และรัสเซีย การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน รวมทั้งสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมทั้งสถานะของตลาดอิ่มตัวในตลาดหลัก และ  การพัฒนาด้านการคมนาคม

          ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community :  AEC) : เป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว เน้นการเคลื่อนย้ายสินค้า  การบริการ การลงทุน เงินทุน และแรงงานฝีมืออย่างเสรี มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง เน้นการดำเนินนโยบายการแข่งขัน การพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การพัฒนา ICT  และพลังงาน รวมทั้งมีการพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน และบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลกได้อย่างสมบูรณ์ เน้นการจัดทำข้อตกลง ความร่วมมือต่างๆ เช่น เขตการค้าเสรี (Free Trade Area-FTA)  การต่อต้านการค้ามนุษย์ (Counter Trafficking in Persons-CTP)

          โอกาสของไทย มีฐานนักท่องเที่ยวขยายใหญ่ขึ้น เมื่อมองในกลุ่ม ASEAN แล้ว มีฐานตลาดที่ใหญ่มาก ในเชิงการตลาดนั้น เราต้องการให้นักท่องเที่ยวในกลุ่มอีก 9 ประเทศเข้ามาท่องเที่ยวในไทย โดยต้องการนักท่องเที่ยวคุณภาพและมีศักยภาพสูง ซึ่ง ททท. ได้ทำการหาข้อมูลของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ โดยดูพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อรองรับความต้องการด้าน  Product & Service ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่เรามี ผู้บรรยายมองว่า  อยากให้นักท่องเที่ยวเห็นเมืองไทยในมุมที่ต่างออกไปจาก Friendliness, Culture และ Smile โดยข้อมูลอ้างอิงว่านักท่องเที่ยวอาเซียนที่เข้ามาไทยมากที่สุดคือ มาเลเซีย รองลงมาคือ ลาว สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ พม่า และบรูไน

          การทำการตลาดโดยค้นหานักท่องเที่ยวคุณภาพนั้น มีการวิเคราะห์ Lifestyle จากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เป็นผู้บริโภคแนว Succeeder และ  Reformer แต่ปัญหาที่พบคือนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพนี้ นิยมไปเที่ยวยุโรป แสดงว่าสินค้าทางการท่องเที่ยวของไทย ไม่ตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้

          แนวทางการปรับตัวของธุรกิจท่องเที่ยวไทยทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ

          แนวทางเชิงรุก ได้แก่ ศึกษาสินค้าใหม่ที่มีศักยภาพ ศึกษาพฤติกรรมนักท่องเที่ยวอาเซียน มอง AEC ด้วยวิสัยทัศน์ใหม่ ทั้งในด้านการลงทุน การเป็นพันธมิตรแรงงานฝีมือ และเจาะตลาดคู่ค้าอาเซียน

          แนวทางเชิงรับ ได้แก่ ศึกษาประเทศคู่แข่งในกลุ่ม AEC ที่แสวงหาลู่ทางธุรกิจในไทย ลดต้นทุนการดำเนินงานเพื่อแข่งขันด้านราคา เสริม จุดแข็ง และปิดจุดอ่อนขององค์กรในการบริหารจัดการ    

          การพัฒนาสินค้าและบริการ ควรสร้าง Value Creation สร้าง Brand เสริมสร้างบริการให้ได้คุณภาพและมาตรฐาน และพัฒนาสินค้า โดยมุ่งเน้นการรักษาสิ่งแวดล้อม

 


 

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อรองรับ AEC

โดย ดร. ธนวัต ลิมป์พาณิชย์กุล คณะวิทยาการจัดการ

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา

 

          ประโยชน์จากการอบรม และพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการ ขยายงานหรือสร้างงานใหม่ และลดการต่อต้านสิ่งใหม่ๆ ในองค์กร  (จุดแข็งที่เรามีอยู่เมื่อเวลาเปลี่ยนอาจไม่ใช่จุดแข็งอีกต่อไป) เพื่อลดค่าใช้จ่าย จากการสูญเสียที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติงาน (Financial / Non-Financial) เพื่อการแข่งขันกับคู่แข่งทางธุรกิจ และเพื่อเตรียมบุคลากรในการปฏิบัติงานตำแหน่งอื่นๆ ในอนาคต

          ในกระบวนการตัดสินใจจะมีหลักการคือ Decision Making Core Value = Benefits - Cost แสดงว่า ทุกครั้งเราจะมีการประเมินคุณค่า ที่เราได้รับจาก 2 สิ่ง เราจะเลือกในสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่า บุคลากร ลดต้นทุนให้ผู้บริโภคได้เช่นเดียวกัน เป็นการเพิ่ม Value สูงสุด

          ปัญหาหลักของบุคลากรทางการท่องเที่ยวของไทย ประกอบด้วย  3 ปัจจัย คือ เทคโนโลยี ภาษา ทัศนคติและจิตบริการ บุคลากรที่ควรพัฒนา นั้นจะแตกต่างกันไปตามแต่ละอุตสาหกรรม ซึ่งบุคลากรทางการท่องเที่ยว ประกอบไปด้วย บุคลากรที่อยู่เบื้องหลัง และ ส่วนบุคลากรที่เป็นหัวใจของธุรกิจ

          สิ่งที่ควรพัฒนาบุคลากร เช่น มาตรฐานบุคลากรในด้านนั้นๆ ความรู้เฉพาะด้าน ทัศนคติการทำงาน ทักษะ  เทคโนโลยี มนุษยสัมพันธ์ เป็นต้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาบุคลากร ได้แก่ ภาครัฐ หน่วยงานทางการศึกษา และภาคเอกชน

          วีธีการคัดเลือกบุคลากร มีรูปแบบที่หลากหลาย โดยเน้นทักษะเป็นประเด็นหลัก โดยมีรูปแบบต่างๆ ได้แก่ การสัมภาษณ์ การทดสอบความรู้เฉพาะด้าน การแสดงบทบาทสมมุติ / การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แบบสังเกต พฤติกรรม แบบวัดทางจิตวิทยา / แบบวัดความถนัดพื้นฐาน แบบสอบถาม จดหมายรับรอง ใบสมัคร และปริญญา / ประกาศนียบัตร

          กระบวนการฝึกอบรมและการพัฒนานั้น ในแต่ละองค์กรมีการอบรมที่แตกต่างกันไป เราต้องรู้ว่าเราจะฝึกด้านอะไร มีวัตถุประสงค์อะไรในการ ฝึกด้านนั้น ต้องการฝึกให้พนักงานได้ใช้ถึงระดับไหน เช่น การฝึกอบรมเพื่อใช้ในการสื่อสารและใช้ในการท่องเที่ยว วัตถุประสงค์ต้องชัดเจน  หากระบวนการที่เหมาะสม มีปัจจัยภายนอกคือ AEC ให้เกิดการรวมกลุ่ม และเคลื่อนย้ายแรงงาน มีข้อดีคือ จะมีการเพิ่มจำนวนของแรงงานที่มีทักษะพร้อมทำงาน ตัวอย่างวิธีการฝึกอบรมและการพัฒนา เช่น Case Studies, Demonstration, Role Playing, Business Game, Simulation/ In-Basket Training เป็นต้น

          การประเมินผล เป็นกระบวนการวินิจฉัย เพื่อให้ทราบว่า การศึกษา และฝึกอบรมที่ได้ดำเนินการไปนั้นเกิดผลอย่างไร โดยการเก็บข้อมูล  แล้วนำไปเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เพื่อที่จะนำไปปรับปรุง แก้ไขต่อไป วิธีการหนึ่งที่ใช้คือ PDCA ย่อมาจาก การวางแผน (Plan)  การปฏิบัติ (Do) การตรวจสอบ (Check) และการนำไปบูรณาการ (Act) ซึ่งกระบวนการทั้ง 4 ข้อนี้จะมีลักษณะหมุนเป็นวงล้อสลับกันไป

 


 

ความสำเร็จในการทำธุรกิจท่องเที่ยว กับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

โดย คุณพรทิพย์ หิรัญเกตุ รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

 

          สถานการณ์ปัจจุบัน ตอนนี้ประเทศไทยเราเป็น Hub ของสายการบิน ต่างๆ ในภูมิภาคอินโดจีน ซึ่งสายการบินจะมาลงที่ไทยมากกว่าสิงคโปร์ การขายแพ็คเกจการท่องเที่ยวจะเป็นลักษณะขายพ่วงอินโดไชน่า หรือ การไปแถบอินโดจีนก็ต้องเข้ามาที่ไทยก่อน ซึ่งเรายังสามารถขายการ ท่องเที่ยวของไทยได้ นอกจากนี้ สายการบินแอร์เอเชียที่ทุกคนบินได้ ทำให้การเข้าถึง (Accessibility) และการเดินทางเชื่อมโยง (Connectivity) เป็นไปได้โดยสะดวก เราจึงต้องเตรียมพร้อม

          ในอดีตเราจะมองแต่นักท่องเที่ยวฝรั่งอย่างเดียว แต่ด้วยจำนวนประชากรในอาเซียน 580 ล้านคน ปัจจุบันสังเกตได้ว่า โรงแรมที่พัก ในกรุงเทพฯ เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวเอเชีย รวมทั้งออสเตรเลีย  ส่วนนักท่องเที่ยวชาวอินเดียที่นิยมมาจัดงานแต่งงาน ก็ฉลองกัน 7 วัน 7 คืนอย่างเต็มที่ในประเทศไทย

          สิ่งที่เกิดขึ้นกับชุมชนท้องถิ่น เช่น การตั้งโรงแรมของบริษัทต่างชาติ เขาจะมาจ้างแรงงานไทย บริษัททัวร์ก็มีบริษัทใหญ่ๆ มาซื้อบริษัทในอาเซียน แล้วเปิด ASEAN Community ซึ่งบริษัทใหญ่ได้เปรียบ มีอำนาจต่อรอง (Bargaining Power) แต่ถ้าเป็นบริษัทเล็กๆ ต้องมีการสร้างความโดดเด่น

          ในเรื่องถนนเชื่อม AEC นั้น เราก็สามารถขายทัวร์ไทยพ่วงไปลาวได้  และมีถนนไปจนถึงด่านลาวบาวที่เวียดนาม ซึ่งในปัจจุบันมีนักท่องเที่ยว ชาวเวียดนามมาท่องเที่ยวไทยโดยทางรถยนต์ ตอนนี้การเดินทาง ในอาเซียนจึงมีความสะดวกสบายขึ้น

          ทัวร์ศูนย์เหรียญของนักท่องเที่ยวชาวจีน คือ ทัวร์ที่ราคาถูกมาก เพราะมัคคุเทศก์ต้องจ่ายส่วนต่างจากค่าหัวนักท่องเที่ยว และนำไปลงในร้านที่ได้ค่าหัวคิว เพื่อนำมาชดเชยในสิ่งที่เป็นค่าใช้จ่าย ซึ่งในเดือนตุลาคม 2556 รัฐบาลจีนได้ออกกฎหมายใหม่ ห้ามขายทัวร์ต่ำกว่าราคาทุน เพราะฉะนั้นในเดือนตุลาคม นักท่องเที่ยวจีนจึงอาจมีจำนวนลดลง 30-40%  ซึ่งก็จะมีการปรับตัวไปสู่การได้ทัวร์คุณภาพ มีรายได้เข้าประเทศมากขึ้น

          กระแสจากภาพยนตร์ Lost in Thailand นักท่องเที่ยวชาวจีน บางกลุ่มเดินทางโดยรถยนต์มาเชียงใหม่เพื่อไปถ่ายรูปตรงประตูท่าแพ  ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับความนิยมเพราะสนุกสนาน ตลก และเป็นเรื่องราว ที่จับต้องได้ สร้างความรู้สึกว่าการมาเที่ยวเมืองไทยเป็นเรื่องสนุกสนาน

          การเชื่อมต่อเส้นทางของถนนในอาเซียน และกำลังสร้างอีกมากมายนั้น ทำให้เกิด Connectivity การทำธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวจึงควรหาพันธมิตร อาจจะหาได้จากการเข้าร่วมงาน Trade Show สร้างพันธมิตรแบบหลวมๆ ไว้ สร้างเครือข่ายหรือมีการหา Associate กับประเทศอื่น หรือทำในรูปแบบของ Marketing Group เมื่อมีการจัด Road Show  ก็ไปร่วมกับ ททท. การไปงานเหล่านี้ต้องไปอย่างต่อเนื่อง ถ้าไปครั้งเดียวอาจจะยังไม่ได้ และควรสร้างมาตรฐาน (Standard) ในทุกๆ อย่างด้วย

 


 

แนวคิดและเทคนิคการจัดการโลจิสติกส์ในการท่องเที่ยว (Tourism Logistics : Concepts and Technique)

โดย ดร. ไพรัช พิบูลย์รุ่งโรจน์ ศูนย์วิจัยและซัพพลายเชน

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

          โลจิสติกส์ (Logistics) มีประวัติที่มาจากการทหาร คือ การส่งกำลังบำรุง เช่น สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง สมัยพระนเรศวรฯ สมัย Alexander the Great เป็นต้น ซึ่งโลจิสติกส์ได้นำมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจมากขึ้น  ทั้งในด้านสายการขนส่ง การจัดซื้อ วิศวกรรม มีการพัฒนาสู่การจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management - SCM) หรือนอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงได้หลากหลายสาขา เช่น บริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ วิศวกรรม กฎหมาย ผังเมือง สิ่งแวดล้อม เป็นต้น

          การบริหารจัดการโลจิสติกส์ เป็นกระบวนการทำงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวางแผน การดำเนินการ และการควบคุมการทำงานขององค์กร รวมทั้งการบริหารจัดการข้อมูล และธุรกรรมการเงินที่เกี่ยวข้อง ให้เกิดการเคลื่อนย้าย จัดเก็บ การรวบรวม การกระจาย สินค้า วัตถุดิบ ชิ้นส่วนประกอบ และการบริการให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด โดยคำนึงถึงความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ

          การบริหารจัดการโลจิสติกส์ เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการห่วงโซ่ อุปทาน ที่เกี่ยวข้องกับการวางแผน การดำเนินการ และการควบคุม เพื่อให้เกิดการไหลไปข้างหน้าและย้อนกลับ รวมทั้งการจัดเก็บสินค้า บริการ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากจุดกำเนิดของสินค้าไปยังจุดที่มีการ บริโภคเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้มีประสิทธิภาพ  และประสิทธิผลสูงสุด

          โลจิสติกส์การท่องเที่ยว ประกอบด้วย มุมมอง 2 ด้าน คือ โลจิสติกส์ ของนักท่องเที่ยว (Logistics of Tourists) และโลจิสติกส์ของการให้บริการการท่องเที่ยว (Logistics of Tourism Services)

          Flows (การไหลเวียนในการท่องเที่ยว) ประกอบด้วย Physical Flow เช่น การส่งมอบสินค้าที่มีผลต่อลูกค้าโดยตรง ตัวอย่างเช่น อาหารที่มา ทันเวลา Information Flow เช่น การจองโรงแรม หรือทัวร์ และ Financial Flow เช่น การชำระเงินตอนที่จองทัวร์ จากผลการวิจัย สำรวจจาก นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวไทย พบว่า สิ่งที่เมืองไทยยังมีปัญหาคือการจัดการที่ติดขัด ไม่ต่อเนื่อง ในการเดินทางของนักท่องเที่ยว ต้องจัดการให้มีการไหลเวียน (Flow) สะดวกขึ้น

          โลจิสติกส์การท่องเที่ยวจะเกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยว มีเป้าหมาย คือ การทำให้นักท่องเที่ยวพึงพอใจ มีหน้าที่ คือ การออกแบบเส้นทาง การท่องเที่ยวและอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวเที่ยวตามเส้นทาง  ซึ่งทำตามสัญญา (ตรงที่ ตรงเวลา ตรงสเปค ตรงตามราคาที่ตั้งไว้)

 

ห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยว (Tourism Supply Chain)

  • การให้นิยามอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (Defining the Tourism  Industry) อุตสาหกรรมท่องเที่ยวประกอบไปด้วย :

          # Hospitality Industry เช่น Clubs, Food Service

          # Tourism Industry เช่น Train, Ferries, Airline และ

          # Travel Industry เช่น Commuters

  • ลักษณะเฉพาะตัวของการท่องเที่ยว (Specify Special  Characteristics of Tourism) เช่น อุปสงค์ที่มีเป็นช่วงฤดูกาลและเปลี่ยนแปลงง่าย (Demand, Seasonality, Volatility)
  • การกำหนดทิศทางการไหลเวียนและกระบวนการ (Outlining Flow and Process) ประกอบไปด้วย

          Before the Trip : เริ่มจากก่อนการท่องเที่ยว มี Trip Arrangement จองผ่านเว็บไซต์ อ่านรีวิว

          During the Trip : ประกอบด้วยการเดินทางของนักท่องเที่ยว ทั้งทางอากาศและภาคพื้นดิน Passenger Transport (Air/Land)

          After Trip : การ Feedback ความพึงพอใจของลูกค้า

          ประเด็นที่ต้องพิจารณาในห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยว

          1. การออกแบบ (Design) เช่น Customer Value, Competitive Advantage, Inventory 

          2. ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน (Relationship) โดยเกิดความสัมพันธ์ระหว่าง 4 ปัจจัย คือ Service Provider, Tourists, Tour Agency และ Input Provider

          3. การวัดผล (Performance Measurement) เช่น External (Customer Satisfaction), Financial

          กิจกรรมโลจิสติกส์ ได้แก่ การจัดการการขนส่ง ทั้งขาเข้า-ขาออก, การบริหารกำลังการขนส่ง, การบริหารคลังสินค้า, การเคลื่อนย้ายวัตถุดิบ, การเติมเต็มคำสั่งซื้อ การออกแบบเครือข่าย

          ตำแหน่งของโลจิสติกส์ในองค์กร เกี่ยวกับระดับวางแผน / ระดับกลยุทธ์ ระดับปฏิบัติการ และระดับเทคนิค

          Value Stream Mapping (VSM) หมายถึง การวาดแผนที่ของลูกค้า  และดูว่าสินค้าที่เราผลิตขึ้นมาผ่านกระบวนการอะไรบ้าง แต่ละช่วงจะวัดว่าใช้ระยะเวลาเท่าไร

          Global Supply Chain Management เราต้องนำของดีๆ มาจาก ทั่วโลก เช่น ทีมฟุตบอล Real Madrid ที่ซื้อตัวนักฟุตบอลเก่งๆ มา หรือ  ทีม FC Barcelona มีการส่งบอลกันได้เก่ง ซึ่งก็คล้ายๆ กับการทำ โลจิสติกส์

          ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการพัฒนากลยุทธ์โลจิสติกส์คือความต้องการของลูกค้า

 

 


 

การประยุกต์แนวคิด Lean Thinking ในการจัดการการท่องเที่ยวเพื่อรองรับ AEC พร้อมกรณีศึกษา

โดย ดร. ไพรัช พิบูลย์รุ่งโรจน์ ศูนย์วิจัยและซัพพลายเชน

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

          แนวทางการออกแบบระบบโลจิสติกส์ เริ่มจากค้นหาคุณค่า ที่ลูกค้าต้องการ จากนั้นก็ระบุเป้าหมายที่ต้องการส่งให้ลูกค้า  แล้วจึงออกแบบระบบโลจิสติกส์

          องค์ประกอบของสินค้า ประกอบด้วย องค์ประกอบปกติ  องค์ประกอบที่คาดหวัง องค์ประกอบพิเศษ และองค์ประกอบที่มีศักยภาพ

          การค้นหาคุณค่าของลูกค้าคือ คุณค่าของลูกค้า = ประโยชน์ ที่รับรู้ได้ - ต้นทุนที่รับรู้ได้

          มิติคุณค่าของลูกค้า (Customer Value) ประกอบด้วย คุณภาพ การบริการ ต้นทุน / ราคา  และระยะเวลาจัดส่ง (ทั้งนี้ ทั้ง 4 ประเด็นต้องสมดุลกัน)

          โลจิสติกส์ต้องจับคู่กับการตลาดให้ได้ โลจิสติกส์จึงประกอบด้วยองค์ประกอบ 2 ประเภทหลัก คือ คุณสมบัติเจาะตลาด (Market Qualifiers) และ คุณสมบัติชนะใจ (Order Winners)

          โลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน : สิ่งสำคัญในการจับคู่ห่วงโซ่อุปทานกับอุปสงค์ของผู้บริโภค ที่ควรตระหนัก คือ

  • That ‘One Size Doesn’t Fit All’ สินค้าชนิดเดียวไม่สามารถตอบสนองลูกค้าได้ทั้งหมด
  • ทฤษฎี Lean = Do Less For More = Waste Elimination ทำน้อยได้มาก ลดของเสียในระบบ
  • ทฤษฎี Agile = Flexibility and Responsiveness ตอบสนองลูกค้าได้ทันที ได้ความพึงพอใจลูกค้า
  • การรวมทฤษฎี Lean + Agile = LeAgile มีวิธีการที่สามารถพลิกแพลงได้ ปรับเปลี่ยนได้ รวมทั้งตอบสนองต่อลูกค้าได้ดีอีกด้วย

          Seven Wastes ของเสีย หรือ สิ่งที่ทำแล้วเสียเวลา ไม่จำเป็น (TIMWOOD) ประกอบด้วย 7 สิ่ง ดังต่อไปนี้ Transport, Inventory, Motion/Movement, Waiting, Over Processing, Over Production และ Defects

          มีการยกตัวอย่างกรณีศึกษาของห้าง Marks and Spencer เกี่ยวกับการสั่งสินค้า จะแบ่งออกเป็นส่วนๆ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาหลังจากที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าในช่วงปี 1990

          The LeAgile Approach เป็นชื่อวิธีที่นิยมใช้ เรียกในแถบยุโรป From Mass Production to Mass Customisation ทางฝั่งสหรัฐอเมริกานิยมใช้เรียกวิธีนี้ด้วยคำว่า Mass Production

          ตัวอย่างของ Mass Customisation เช่น ช็อกโกแลตยี่ห้อ M&M ลูกค้าสามารถเข้าไปเลือกสีช็อกโกแลตที่ต้องการได้ใน เว็บไซต์ หรือคอมพิวเตอร์ยี่ห้อ DELL สามารถเลือกแบบที่ต้องการ ของลูกค้าได้ เป็นต้น สามารถนำมาปรับใช้เกี่ยวกับธุรกิจท่องเที่ยว โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนท่องเที่ยวไว้ทุกอย่าง สามารถ ปรับเปลี่ยนแบบให้ลูกค้าเลือกเองได้

          ความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทาน เกิดขึ้นในรูปแบบของวัฏจักร ในห่วงโซ่อุปทาน เช่น วัฏจักรการจัดซื้อ นำไปสู่วัฏจักรการผลิต นำไปสู่วัฏจักรการเติมเต็มสินค้า นำไปสู่วัฏจักรคำสั่งซื้อของลูกค้า เป็นต้น เป้าหมายสูงสุดของการจัดการห่วงโซ่อุปทาน คือ การสร้างกำไรสูงสุดของทั้งห่วงโซ่อุปทาน

 

การจัดการการท่องเที่ยวแบบ Lean

          1. กำหนดคุณค่าของการท่องเที่ยว (Identify Value)  

          2. จัดทำแนวทางสร้างคุณค่าของการท่องเที่ยวนั้นๆ  (Map the Value Stream)

          3. สร้างการไหลเวียนของกระบวนการ (Create Flow)

          4. กำหนดวิธีการสร้างกระแสเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว  (Establish Pull)

          5. หาวิธีการที่สมบูรณ์แบบที่สุด (Seek Perfection)

         

          กล่าวโดยสรุป คือ โลจิสติกส์การท่องเที่ยว เป็นการเคลื่อนย้าย สินค้าและบริการเกี่ยวกับการท่องเที่ยว และนักท่องเที่ยวต่างๆ โดยใช้กลยุทธ์ Lean Agile และ LeAgile

 


 

Logistics and Connectivity ความเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ใน AEC

โดย รศ.ดร. รุธิร์ พนมยงค์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

          ความเข้าใจเกี่ยวกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค  (Understanding Regional Economic Integration) ประเทศไทย มีหลายกรอบความร่วมมือ เช่น GMS-Greater Mekong Subregion หรือการทำโลจิสติกส์แถบแนวชายแดนพม่า เป็นต้น

          ภาพลักษณ์ในอาเซียนต้องประกอบไปด้วย หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกลักษณ์ หนึ่งประชาคม แต่เรายังมีข้อจำกัด เช่นในเรื่องของความมั่นคง เกี่ยวกับวีซ่า ซึ่งไม่สามารถทำได้แบบวีซ่าเชงเกนของแถบยุโรป

          ประชาคมอาเซียน ประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ ความมั่นคง สังคมวัฒนธรรม และการสร้างประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

          ทิศทางที่เรามีเป็นวิสัยทัศน์ ไม่ได้เป็นวิธีการที่เราจะดำเนินการ  ซึ่งประกอบด้วย แผนแม่บท และการเชื่อมโยง

          1. การเชื่อมโยงทางกายภาพ เช่น ถนน สนามบิน ท่าเรือ

          2. การเชื่อมโยงกฎระเบียบ เช่น ข้อจำกัด การขับรถข้ามแดนระหว่างมาเลเซียและสิงคโปร์

          3. การเชื่อมโยงระหว่างกันของประชาชนอาเซียนต้องเป็นประชาชนที่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

          ประเด็นที่เกี่ยวกับโลจิสติกส์ ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน  เป็นการเชื่อมโยงกับหัวเมืองหลักๆ ปัจจุบันมีสายการบินต้นทุนต่ำ  จุดผ่านแดนยังคงเป็นปัญหาและเป็นจุดอ่อนของโลจิสติกส์ ในด้านของเครือข่ายผู้ให้บริการ เรายังขาดการเชื่อมโยงภายในเชิงธุรกิจ

          ในการเปิดตลาดนั้น ทำให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น ต้องมีการคุยกันในเรื่องมาตรฐาน การหาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูล เช่น กระทรวงพาณิชย์ ผู้ประกอบการต้องมีการปรับตัวทั้งเชิงรุกและเชิงรับ ถ้ามองว่าประเทศไทยเป็น Gateway แล้ว เราต้องมองด้านตลาดแรงงาน และต้องมีการคุยกันและยอมรับกันด้านวิชาชีพ แต่ต้องยอมรับว่า บุคลากรการท่องเที่ยวของไทยด้อยเรื่องภาษา การจัดทำข้อตกลงการยอมรับร่วม (Mutual Recognition Agreement - MRA) จึงใช้ควบคุมคนที่ใช้วิชาชีพทางการท่องเที่ยว

          สิ่งที่สำคัญที่สุดของการวางระบบโลจิสติกส์ในอาเซียน ขึ้นอยู่กับห่วงโซ่ที่เป็นข้อต่อที่อ่อนแอที่สุด ความสามารถของเราคือ ต้องกำจัดสิ่งนั้นออกไปให้ได้ ในปัจจุบัน AEC ได้เข้ามาแล้ว แต่เรากำลังค่อยๆ ขยับให้ถึงในปี ค.ศ. 2015 ซึ่ง AEC จะมีผลกระทบต่อแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย ถ้ามีข้อได้เปรียบ ก็สามารถออกไปสู่ประเทศอื่นได้ แต่ถ้าไม่ได้ นักท่องเที่ยวก็จะใช้การ นำเที่ยวของคนท้องถิ่น


 

เรียบเรียง : วีรพล สุขศรีพานิช


^ to top || TAT 1/2014