“ฉันไม่ประสงค์จะได้อะไรจากเขมร นอกจากเกียรติยศชื่อเสียงที่จะมีสืบไปในภายภาคหน้า ว่าได้กอบกู้ชาติเขมรไว้  ไม่ให้พระบวรพุทธศาสนาในเขมรต้องเป็นอันเสื่อมสลายไป”

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รับสั่งกับนักองค์ด้วงเมื่อ พ.ศ. 2383

          สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชากำลังเข้าสู่สภาวะของความเปราะบางเป็นอย่างยิ่ง อันเป็นผลจากการยื่นคำร้องของรัฐบาลกัมพูชา ในการให้ศาลโลกตีความเพื่อชี้แนวเส้นรอบตัวปราสาทพระวิหาร (Vicinity)  ผลของการตีความดังกล่าวอาจนำไปสู่การปลุกกระแสชาตินิยมเก่าในไทย ซึ่ง ผูกโยงกับแนวคิดเรื่องของการเสียดินแดน เพราะการชี้เช่นนี้อาจส่งผลต่อสิ่งที่ฝ่ายไทยเรียกว่า ‘พื้นที่ทับซ้อน’ ได้โดยตรง

 

          ในอีกด้านหนึ่งของปัญหา หากต้องพิจารณาด้วยสติและความมีเหตุผลแล้ว ปัญหา ‘การเมืองเรื่องโบราณสถาน’  ของกรณีปราสาทพระวิหารเช่นนี้ ดูจะมีประเด็นให้ต้องคิดถึงในอนาคตอยู่หลายเรื่อง

          หากเราลองพิจารณาปัญหาข้อพิพาทปราสาทพระวิหารตั้งแต่ในปี พ.ศ. 2505 จนถึง แนวโน้มสถานการณ์ที่อาจจะเริ่มขึ้นในอนาคต รวมกับกรณีของการสิ้นสุดยุคสมัยของโลกความมั่นคงในอดีต อันได้แก่การยุติของสงครามเย็นแล้ว จะเห็นได้ชัดเจนของข้อสังเกตประการสำคัญว่า ในยุคสงครามเย็น ปัญหาภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์เป็นประเด็นสำคัญที่สุดในการมองปัญหาของรัฐ แต่ในปัจจุบัน ความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้านเป็นโจทย์ใหญ่

          ดังนั้น แม้ว่าในปี พ.ศ. 2505 ไทยจะต้อง พ่ายแพ้ในการนำเอาความขัดแย้งในกรณี ปราสาทพระวิหารเข้าสู่กระบวนการตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และกลายเป็น ‘ประเด็นร้อน’ ในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชามาโดยตลอดก็ตาม

          แต่ในระยะต่อมา ความรู้สึกชาตินิยมกับการต้องสูญเสีย (แพ้คดี) ปราสาทพระวิหาร ให้แก่กัมพูชาก็เริ่มค่อยๆ ถูกกลบลงด้วยพัฒนาการของสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ ในภูมิภาค ที่ทำให้รัฐและสังคมไทยต้องกังวลอยู่กับเรื่องของคอมมิวนิสต์และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในกัมพูชามากกว่าเรื่องของความรู้สึกที่ต้องสูญเสียปราสาทพระวิหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการยึดอำนาจของกลุ่มขวาและคณะทหารในกัมพูชาที่ทำให้เจ้าสีหนุต้องกลายเป็นรัฐบาลพลัดถิ่นในประเทศจีน รัฐบาลทหารในกัมพูชาได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาเพื่อรองรับ ต่อยุทธศาสตร์ของการทำสงครามอินโดจีน  ผลเช่นนี้อย่างน้อยก็อาจทำให้ผู้นำไทยสบายใจขึ้นสักนิดว่า กัมพูชามีรัฐบาลนิยมตะวันตก เช่นเดียวกับรัฐบาลไทย ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญต่อการสร้าง ‘รัฐกันชน’ เพื่อขัดขวางต่อการขยายอิทธิพลของเวียดนามเข้ามาสู่พื้นที่ราบลุ่มของแม่น้ำโขง และเข้าประชิดต่อแนวชายแดนของไทยได้ ซึ่งทัศนะเช่นนี้ดูจะปรากฏชัดตั้งแต่ในประวัติศาสตร์ของการป้องกันกรุงรัตนโกสินทร์ในยุคต้น (หรือก่อนยุคอาณานิคม)

          หากย้อนเวลาได้ เรื่องราวดังกล่าวในช่วงระยะเวลานั้นดูจะทำให้ต้องรำลึกถึงอดีตของสงครามระหว่างสยามกับญวนในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2376 และมาสิ้นสุดในช่วงกลางปี พ.ศ. 2389  [ผู้สนใจอาจหาอ่านได้จากหนังสือประวัติศาสตร์เรื่องอานามสยามยุทธ ซึ่งเจ้าพระยา บดินทรเดชา (สิงห์) ได้แต่งขึ้นไว้ในสมัยรัชกาลที่ 3 ตีพิมพ์ครั้งแรก ร.ศ. 122 และ ตีพิมพ์ซ้ำอีกครั้งในปี พ.ศ. 2514]

          ว่าที่จริงแล้ว สงครามระหว่างสยามกับญวนเหนือพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงของเขมรก็คือ กระบวนการจัดการปัญหาความขัดแย้งทางภูมิภาครัฐศาสตร์ของรัฐในอดีต ที่ใช้สงครามเป็นเครื่องมือ ซึ่งในบริบททางประวัติศาสตร์ก็คือ ทั้งสยามและญวนต่างก็พยายามขยายอิทธิพลเข้าครอบครองความมั่งคั่งของที่ราบลุ่มของแม่น้ำโขง อันเป็นทั้งจุดยุทธศาสตร์และความอุดมสมบูรณ์ในทางเศรษฐกิจของราชอาณาจักรขแมร์

          ภูมิศาสตร์ของพื้นที่ดังกล่าวเข้ามาเกี่ยวข้องกับปัญหาความมั่นคงของสยามอีกครั้ง เมื่อสยามจำเป็นต้องทำความตกลงกับผู้แทนของรัฐมหาอำนาจอาณานิคมในการกำหนดเขตอธิปไตยของรัฐสมัยใหม่ (อันเป็นผลจากการพัฒนาความเป็นรัฐประชาชาติที่เกิดขึ้น ในการเมืองโลกยุคใหม่) ตลอดรวมถึงการต้องทำความยินยอมที่จะยกพื้นที่บางส่วนในแนวลำน้ำโขงให้กับเจ้าอาณานิคมตะวันตก เพื่อแลกกับการลดแรงกดดันของความต้องการผนวกสยามเข้าเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตกในขณะนั้น

          ผลจากการขยายอำนาจของเจ้าอาณานิคมในอินโดจีนเช่นนี้จึงไม่เพียงแต่นำไปสู่การสิ้นสุดของการแข่งขันชิงอำนาจระหว่างรัตนโกสินทร์กับหงสาวดี เช่นเดียวกับยุติปัญหาระหว่างสยามกับญวนเท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงอาณาเขตของสยามรัฐอยู่ติดตลอดแนวพรมแดนกับรัฐอาณานิคมของตะวันตกจากเหนือจรดใต้ จากตะวันออกจรดตะวันตก ในสภาพเช่นนี้ปัญหาการเมืองระหว่างประเทศสำคัญประการหนึ่งของรัฐสยามในยุคนั้นจึงได้แก่ การแบ่งเขตอธิปไตยของรัฐด้วยการปักปันเขตแดน ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ของสยามรัฐในยุคอาณานิคม

          ปัญหาไม่ใช่เพียงการทำเขตแดนกับเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นลาว เขมร หรือพม่า  หากแต่เป็นการแบ่งเขตอธิปไตยระหว่างสยามกับรัฐมหาอำนาจที่บ่งบอกว่า อาณาเขตของสยามสิ้นสุดลงที่ใดในทางภูมิรัฐศาสตร์ และเขตอำนาจของเจ้าอาณานิคมมาถึง จุดใดเช่นเดียวกัน ซึ่งความตกลงเช่นนี้ปรากฏอยู่ในรูปของสนธิสัญญา ที่สยามกระทำกับประเทศตะวันตกที่เป็นผู้ปกครองเพื่อนบ้าน ภายใต้บริบทของยุคอาณานิคม

          จนกระทั่งเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงพร้อมกับความอ่อนแอของเจ้าอาณานิคม จึงได้นำไปสู่จุดสำคัญของการเมืองในภูมิภาคก็คือ  การที่บรรดาประเทศต่างๆ ที่เคยตกเป็นเมืองขึ้น เริ่มทำสงครามเรียกร้อง เอกราชจนได้รับชัยชนะ และได้รับเอกราชในเวลาต่อมา รัฐเอกราชใหม่เหล่านี้หรือเป็นสิ่งที่ภาษารัฐศาสตร์เรียกว่า ‘ประเทศใหม่’ (The New Nations) และในขณะเดียวกันก็เป็นผู้รับมรดกทางการเมืองจากเจ้าอาณานิคมมาด้วย

          ประเทศใหม่เหล่านี้ดำรงอยู่ในการเป็น ‘ผู้สืบสิทธิ์’ จากประเทศ อาณานิคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเป็นผู้รับมรดกดินแดนที่เจ้าอาณา- นิคมได้ทำความตกลงไว้กับสยามแต่เดิม และในขณะเดียวกันสยามก็ได้ยอมรับสถานะของเส้นเขตแดนเช่นนี้มาตลอดระยะเวลา อันยาวนานในประวัติศาสตร์ เพราะความต้องการที่จะมีเส้นเขตแดน ที่มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม และที่สำคัญก็คือเป็นที่ยอมรับในเวทีระหว่างประเทศ

          แม้จะมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเช่นใดก็ตาม ก็ใช่ว่าสยามจะสามารถทำการเปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดนทางภูมิศาสตร์ของตนได้ตามอำเภอใจ  เพราะการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเกิดขึ้นเป็นจริงได้ ก็จะต้องได้รับการ ยอมรับจากประเทศที่มีแนวชายแดนติดกันในรูปของการทำสนธิสัญญาใหม่  ซึ่งก็คงไม่มีประเทศผู้สืบสิทธิ์ใดกระทำเช่นนั้นเพื่อให้ตนต้องเสียดินแดนไป และเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

          ผลพวงจากระบบอาณานิคมเช่นนี้ ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในหลายพื้นที่ของโลกในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มรดกของปัญหาเส้นเขตแดนที่ถูกกำหนดจากเจ้าอาณานิคมก็ยังคงตกทอดจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น เส้นเขตแดนจีน-อินเดีย หรือเส้นเขตแดนเอธิโอเปีย-โซมาเลีย เป็นต้น และใช่ว่าจะมีแต่กรณีของไทยเท่านั้น

          ในกรณีเช่นนี้เส้นเขตแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน อันเป็นผลจากเส้นแบ่งเขตระหว่างสยามกับพื้นที่ในปกครองของเจ้าอาณานิคม ก็เป็นปัญหาเช่นในกรณีอื่นๆ ของโลก เพราะเส้นเขตแดนหลายส่วน ถูกกำหนดขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม หรือในบางกรณีสิ่งที่ใช้เป็นปัจจัยของการกำหนดทางภูมิศาสตร์ในอดีต ได้กลายเป็นความไม่ชัดเจนของสมัยปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นความเปลี่ยนแปลงของสันปันน้ำ หรือร่องน้ำ เป็นต้น

          แต่ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดที่ไม่เป็นธรรม หรือการกำหนดที่ไม่ชัดเจน ก็มิได้หมายความอย่างง่ายๆ ว่า ไทยสามารถเปลี่ยนเส้นเขตแดนของตนเองจากความตกลงที่ทำกับมหาอำนาจในยุคอาณานิคมได้ และเมื่อมีข้อพิพาทที่เกิดขึ้น และยอมที่จะนำเอาความเห็นที่แตกต่างกันเข้าสู่การตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลกแล้ว ก็ปรากฏว่าไทยต้องพ่ายแพ้ในกรณีปราสาทพระวิหารในปี พ.ศ. 2505

          ดังนั้น ในสถานการณ์ปัจจุบันที่กัมพูชาได้รับการยอมรับจากองค์การ ยูเนสโกในการให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก พร้อมๆ กับการขอให้ ศาลโลกตีความคำตัดสินเดิมในปี พ.ศ. 2505 ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์เช่นที่ กล่าวแล้วในข้างต้นก็หวนกลับมาให้ต้องขบคิดกันอีก เพราะในท้ายที่สุด แล้ว ปัญหาย่อมหลีกหนีไม่พ้นจากการเป็นกรณีพิพาทระหว่างประเทศ ในเรื่องของเส้นเขตแดนโดยตรง

          ในโลกของการเมืองระหว่างประเทศสมัยใหม่ หนึ่งในแนวทางที่ ถูกใช้เพื่อการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเรื่องเส้นเขตแดน ไม่ใช่สงคราม  หากแต่มักจะออกในรูปของการใช้ประโยชน์พื้นที่ที่เป็นข้อพิพาทร่วมกัน หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ‘เจดีเอ’ (Joint Development Area - JDA) เช่นพื้นที่ JDA ทางภาคใต้ระหว่างไทยกับมาเลเซีย เป็นต้น

          ฉะนั้นเพื่อไม่ให้ปัญหาปราสาทพระวิหารกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิด สงครามชายแดนไทย-กัมพูชาแล้ว การทำปราสาทพระวิหารให้เป็น พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-กัมพูชา ก็น่าจะเป็นทางออกหนึ่ง เช่น อาจจะเรียก เฉพาะลงไปว่า ‘พื้นที่พัฒนาร่วมทางวัฒนธรรม’ (Joint Cultural  Development Area) หรือ ‘JCDA’ หรืออาจจะทำเป็น ‘พื้นที่ท่องเที่ยวร่วม’ (Joint Tourism Areas) หรือ ‘JTA’ เพื่อใช้ประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจและการพัฒนาความร่วมมือทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศทั้งสอง

          ตัวอย่าง ไทยกับกัมพูชาอาจจะเปิดการท่องเที่ยวร่วมกัน เช่น การเปิดเส้นทาง ‘การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม’ โดยมีฐานของปราสาทหิน เป็นจุดขาย และเชื่อมต่อระหว่างการท่องเที่ยวจากนครวัด-นครธม  เชื่อมเข้ามาสู่บรรดาปราสาทหินที่อยู่ในภาคอีสานของไทย ไม่ว่าจะเป็นปราสาทตาเมือน ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทพิมาย ตลอดรวมถึงปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ เป็นต้น อีกทั้งยังอาจจะขยายเส้นทาง การท่องเที่ยวเข้าไปสู่ในลาวภาคใต้ คือ ปราสาทวัดภู (หรือบางท่านอาจจะเรียกว่า วัดโพธิ์)

          หากสามารถเปิดการท่องเที่ยวร่วมกันในรูปของ ‘การท่องเที่ยวปราสาทหิน’ ได้เช่นนี้แล้ว บางทีปัญหาอาจจะไม่ใช่เรื่องของการถกเถียงปัญหาอธิปไตยของปราสาท แต่น่าจะเป็นเรื่องของพี่น้องในสามประเทศจัด ‘ขายทัวร์ปราสาทหิน’ ร่วมกันได้อย่างไร และที่สำคัญก็คือ อย่าลืมว่า ปราสาทหินส่วนใหญ่นั้นอยู่ในภาคอีสานของไทย... ปราสาทหินที่สมบูรณ์ที่สุดก็อยู่ในไทย คือ ปราสาทพิมาย... ปราสาทที่สวยที่สุดไม่ว่าจะเป็นปราสาทพิมายหรือปราสาทพนมรุ้งก็อยู่ในไทย... ปราสาทที่อาจจะถือว่าอ่อนช้อยและงดงามเช่นปราสาทเมืองต่ำก็อยู่ในไทย

          ถ้าเราเดินผ่านกระแสชาตินิยมและปัญหาความขัดแย้งได้จริง ปัญหาที่เหลือในอนาคตก็คือ เราจะสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมต่อ การท่องเที่ยวเหล่านี้ได้อย่างไร ดังนั้น ข้อเสนอไม่ว่าจะเป็น ‘JCDA’ หรือ ‘JTA’ ก็เพื่อหวังว่า ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาจะก้าวจาก ‘วิกฤติสู่โอกาส’ และในขณะเดียวกันก็จะต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดสถานการณ์จาก ‘โอกาสสู่วิกฤติ’ ที่จะนำไปสู่ความบาดหมางในระหว่างพี่น้องและผองญาติของคนในไทยและกัมพูชากับปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับอนาคตของปราสาทพระวิหาร !


 

เรื่อง : สุรชาติ บำรุงสุข


^ to top || TAT 1/2014