ข้อควรคิดจากงาน ILTM 2013 ณ เมืองกาน
การท่องเที่ยวแบบหรูหรา (Luxury Tourism)  เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากนักท่องเที่ยวในภูมิภาคต่างๆ  ทั่วโลก และจากผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าในกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น การท่องเที่ยวแบบหรูหราในปัจจุบันแพร่หลายออกไปในวงกว้าง จุดหมายปลายทางของ นักท่องเที่ยวในกลุ่มนี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียง เมืองหลักในยุโรปเหมือนในอดีต ประเทศในทวีปเอเชียและอเมริกาใต้ได้กลายมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวปรารถนาจะไปเยือน

 แม้ความนิยมต่อการท่องเที่ยวแบบหรูหราจะเพิ่ม มากขึ้น แต่ความเข้าใจต่อการท่องเที่ยวแบบหรูหรากลับยังคลุมเครือ แบบไหนจึงจะเป็นการท่องเที่ยวแบบหรูหรา? สินค้าแบบใดคือสินค้าสำหรับการท่องเที่ยวแบบหรูหรา? นักท่องเที่ยวแบบหรูหราคือใครและจะเข้าถึงพวกเขาได้อย่างไร? คำถามเหล่านี้ ล้วนเป็นคำถามที่ใครก็ตามที่คิดจะเข้ามาสู่ธุรกิจการท่องเที่ยวแบบหรูหราต้องการทราบคำตอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่ โลกหมุนไปอย่างรวดเร็ว การสื่อสารแบบออนไลน์ และการไหลบ่าของข้อมูลผ่านระบบดิจิตอล ทำให้แนวโน้มพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลง อยู่ตลอดเวลาดังเช่นทุกวันนี้

 

การท่องเที่ยวแบบหรูหราคืออะไร?

            การท่องเที่ยวแบบหรูหราได้ถูกให้คำนิยามไว้อย่างหลากหลาย คำนิยามหนึ่ง ที่น่าสนใจซึ่งถูกนำเสนอในเวทีสัมมนาเปิดงานส่งเสริมการขาย International Luxury Travel Market (ILTM) 2013 ซึ่ง Yaffa Assouline ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ Assouline และเว็บไซต์ luxuryculture.com ได้ให้คำนิยามไว้ว่า ‘Luxury is Time’ เนื่องจากสำหรับนักท่องเที่ยว ที่นิยมการท่องเที่ยวแบบหรูหราแล้ว เวลา (Time) อาจเทียบเท่าได้กับทรัพย์สินที่มีมูลค่าและความสำคัญมาก แต่ขณะเดียวกันพวกเขาเหล่านี้ก็ยินดีที่จะใช้เงินเพื่อซื้อเวลาและความสะดวกสบาย อันจะช่วยลดขั้นตอนความยุ่งยากต่างๆ ในการท่องเที่ยว

            นอกจากนี้ Yaffa Assouline ยังได้ระบุไว้ด้วยว่า การได้รับประสบการณ์แบบหรูหรา คือหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวแบบหรูหราในอนาคต เพราะการท่องเที่ยวแบบหรูหราเป็นการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นการให้ประสบการณ์ทางด้านอารมณ์ความรู้สึก (Emotion)  แก่นักท่องเที่ยวเป็นหลัก อีกทั้งนักท่องเที่ยวที่นิยมการท่องเที่ยวแบบหรูหรายังตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวเพื่อให้ได้มีโอกาสใช้ชีวิตแบบหรูหรามากกว่าที่จะต้องการเป็นเจ้าของหรือครอบครองความหรูหราเหล่านั้น หรืออาจกล่าวได้ว่า นักท่องเที่ยวเหล่านี้มีความคิดว่า We want to ‘Live’ luxury instead of ‘Own’ Luxury.

            จากการนำเสนอนิยามการท่องเที่ยวแบบหรูหราข้างต้น จะเห็นได้ว่าปัจจุบันการให้ คำนิยามการท่องเที่ยวแบบหรูหรา ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงลักษณะหรือคุณสมบัติของ แหล่งท่องเที่ยว ที่พัก การเดินทาง หรือการบริการอีกต่อไปแล้ว หากแต่เริ่มให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจความหมายของการท่องเที่ยวแบบหรูหราในเชิงนามธรรม คือ ความรู้สึก ประสบการณ์ และความพึงพอใจที่ได้รับจากการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งด้วย

  

ใครคือกลุ่มเป้าหมาย

            จากการขยายตัวของกระแสความนิยม และขอบเขต คำนิยามของการท่องเที่ยวแบบหรูหรา ทำให้นักท่องเที่ยวที่นิยม การท่องเที่ยวแบบหรูหราในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงนักท่องเที่ยว ผู้มีรายได้สูง หรือกลุ่มคนระดับบนในสังคม ซึ่งอาจจะพิจารณาได้จากอาชีพการงานหรือรายได้เฉลี่ยต่อปีอีกต่อไป

            กลุ่มเป้าหมายอีกกลุ่มที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นในระยะหลัง คือ กลุ่มนักท่องเที่ยวระดับกลางที่ปรารถนาจะสัมผัสประสบการณ์ การท่องเที่ยวแบบหรูหราเพื่อเป็นรางวัลชีวิต นักท่องเที่ยว กลุ่มนี้แม้จะมีความถี่ในการท่องเที่ยวไม่มากเนื่องจากมักต้องใช้เวลารวบรวมค่าใช้จ่ายในการเดินทาง แต่เมื่อพิจารณาถึงจำนวนของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ซึ่งมีอยู่มาก กลุ่มนักท่องเที่ยวระดับกลางจึงเป็นกลุ่มเป้าหมายอีกกลุ่มหนึ่งที่มีศักยภาพสำหรับการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบหรูหรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเข้าถึง นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้อาจทำได้ง่ายกว่านักท่องเที่ยวระดับบนที่ต้องอาศัยเครือข่ายความใกล้ชิด และอาศัยเวลาในการสร้างความสนิทสนมและความไว้วางใจ

 

 พวกเขาชอบอะไร

            การค้นหาความสนใจของนักท่องเที่ยวที่นิยมการท่องเที่ยวแบบหรูหราเพื่อสร้างแรงจูงใจในการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยว เป็นอีกความท้าทายหนึ่งซึ่งผู้ที่สนใจจะเข้าสู่ตลาดการแข่งขันของการท่องเที่ยวแบบหรูหราต้องการหาคำตอบ

            จากบทความพิเศษที่เผยแพร่ในงาน ILTM 2013 ได้มีการนำเสนอลักษณะพฤติกรรมและความสนใจของนักท่องเที่ยวที่นิยมการท่องเที่ยวแบบหรูหราที่น่าสนใจอยู่หลายประเด็น ดังนี้

            ประเด็นแรก Simone Dressler บรรณาธิการนิตยสาร Connoisseur Circle ได้นำเสนอสิ่งที่เรียกว่า Custom-tailored หรือการที่นักท่องเที่ยวสามารถกำหนดความต้องการได้ด้วย ตัวเองในทุกรายละเอียด นักท่องเที่ยวแบบหรูหราต้องการ การท่องเที่ยวแบบพิเศษเจาะจงเฉพาะตัวที่แตกต่างจากรายการนำเที่ยวที่เสนอขายอยู่ทั่วๆ ไป และในจำนวนนี้ หลายราย ยังมองหาตัวแทนท่องเที่ยว (Travel Agent) ที่สามารถจัดการ ท่องเที่ยว พร้อมทั้งให้คำแนะนำและข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ในการเลือกสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก การเดินทาง ร้านอาหาร  รวมถึงรายละเอียดอื่นๆ ให้กับตนเอง เพราะเพียงการอ่านรีวิวจากเว็บไซต์ท่องเที่ยวชื่อดังอาจไม่ให้ข้อมูลในเชิงลึกที่ดีพอ อีกทั้ง ข้อมูลเหล่านี้ยังมีจำนวนมากและหลากหลาย ดังนั้น ความคิดเห็นจากตัวแทนท่องเที่ยวที่เป็นมืออาชีพและน่าเชื่อถือ ซึ่งสามารถช่วยจัดการรายการนำเที่ยวแบบเฉพาะตัวให้กับลูกค้าในกลุ่มนี้ได้ จึงเข้ามาเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่นักท่องเที่ยว กลุ่มนี้มองหา และยินดีเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เพื่อแลกกับความมั่นใจว่าจะได้รับประสบ-การณ์จากการท่องเที่ยวที่เหมาะสม มีคุณภาพ และตรงตามที่ตนต้องการจริงๆ

            ประเด็นถัดมา คือ หัวใจของการท่องเที่ยว แบบหรูหราในปัจจุบัน ซึ่ง Satomi Kurabayashi บรรณาธิการนิตยสาร CREA Traveller ได้นำเสนอไว้ว่าประกอบไปด้วยคำ 3 คำ คือ Slow Small และ Story กล่าวคือ

            Slow ในอดีตผู้คนมักจะมีค่านิยม ว่ายิ่งเร็วยิ่งดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกล่าวถึง เรื่องของการเดินทาง แต่ในปัจจุบันนักท่องเที่ยว หันมาให้ความนิยมกับการท่องเที่ยวแบบสบายๆ และผ่อนคลาย  ไม่ต้องเร่งรีบ ดังจะเห็นได้จากกระแสการท่องเที่ยวทางรถไฟ และเรือสำราญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการท่องเที่ยวทางรถไฟไม่ใช่การท่องเที่ยวแบบราคาประหยัดอีกต่อไป ในญี่ปุ่นได้มี การลงทุนสร้างรถไฟแบบใหม่เน้นความหรูหรา สะดวกสบาย  ด้วยเงินลงทุนถึง 3,000 ล้านเยน หรือกว่า 900 ล้านบาท ซึ่งทุกที่นั่ง อันมีราคาสูงถึง 180,000 บาทต่อที่นั่ง ถูกจองเต็มหมดล่วงหน้าเป็นเวลาหลายเดือน สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นความนิยมของนักท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับการใช้ช่วงเวลาแบบหรูหรา (Luxury Time) ในการเดินทางท่องเที่ยว

            Small สินค้าและบริการที่มีขนาดเล็ก ไม่ว่าจะเป็น   Boutique Hotel ห้องพักที่มีความเป็นส่วนตัว ร้านอาหารขนาดเล็ก หรือกรุ๊ปทัวร์ที่มีสมาชิกเพียงไม่กี่คน ช่วยสร้างบรรยากาศ ความใกล้ชิด เป็นส่วนตัว และก่อให้เกิดความรู้สึก ‘พิเศษ’  แก่นักท่องเที่ยว เพราะพวกเขาจะรู้สึกว่าตนเองสามารถเข้าถึง บางสิ่งบางอย่างที่มีความพิเศษเฉพาะตัว แตกต่างจากสิ่งที่ นักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ได้รับ อย่างไรก็ดี การสร้างมูลค่าและความรู้สึกเช่นนี้ ให้กับการท่องเที่ยวไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะใน Boutique Hotel ร้านอาหาร  หรือสถานบริการที่มีขนาดเล็กเท่านั้น หากแต่โรงแรมขนาดใหญ่ก็สามารถ สร้างบรรยากาศแบบเดียวกันนี้ให้กับลูกค้าของตนเองได้ ผ่านการเสนอ โปรแกรมกิจกรรมการท่องเที่ยวแบบพิเศษเฉพาะตัวให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้าพัก  ยกตัวอย่างเช่น การจัดกิจกรรมพิเศษสำหรับลูกค้าจำนวนจำกัด เพื่อให้ไป เที่ยวชมตลาดพื้นเมืองพร้อมกับหัวหน้าพ่อครัวจากห้องอาหาร เป็นต้น

            Story จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสาร ทำให้การค้นหาข้อมูลของสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวต่างๆ สามารถทำได้ง่ายผ่านทางอินเทอร์เน็ต ทำให้นักท่องเที่ยวมองหาสิ่งที่ไม่สามารถหาได้ทั่วไป แต่จะต้อง ไปสัมผัสกับสิ่งนั้นด้วยตนเองจากการเดินทางท่องเที่ยวเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ไวน์ที่ถูกคัดสรรมาอย่างดีและมีจำนวนจำกัด หรืองานฝีมือที่ถูกทำขึ้นเพียง ชิ้นเดียวโดยศิลปินท้องถิ่น เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งจูงใจให้เกิดการใช้จ่าย เพิ่มขึ้น เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวได้ค้นพบอะไรบางอย่างที่มีความพิเศษสำหรับตนเอง พวกเขามีแนวโน้มที่จะซื้อของสิ่งนั้นโดยไม่คำนึงถึงราคา  จึงทำให้การสร้างเรื่องราวให้กับสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว เป็นเหมือนการสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้กับสินค้าและบริการเหล่านั้น ขณะเดียวกันยังเป็นเหมือนอาวุธลับสำหรับผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการที่มีความพิเศษแบบเฉพาะตัวที่หลากหลายมากกว่า คนอื่น ในการช่วงชิงความได้เปรียบทางธุรกิจการจัดการการท่องเที่ยวแบบหรูหราอีกด้วย

            ประเด็นสุดท้าย Lucy Jones บรรณาธิการนิตยสาร Luxury Travel Magazine ได้อธิบายถึงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่นิยมการท่องเที่ยวแบบหรูหราไว้ว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้พยายามมองหาการท่องเที่ยวที่เป็นรูปแบบเฉพาะสำหรับตัวพวกเขาเอง การท่องเที่ยวแบบหรูหราในปัจจุบัน ไม่ใช่สิ่งที่เป็นแบบแผนซึ่งสามารถใช้ได้กับนักท่องเที่ยวทุกคนอีกต่อไป โรงแรมที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่โรงแรมหรูหราระดับ 5 ดาว แต่อาจจะหมายถึงแคมป์ระดับหรู (Glamping) ซึ่งตั้งอยู่กลางทะเลทราย หรืออาจหมายถึงกระท่อมแบบเอสกิโมที่สร้างอยู่เหนือเส้นอาร์กติกฯ ก็ได้ นั่นเพราะ นักท่องเที่ยวแบบหรูหรายุคใหม่มองหาสิ่งที่มากไปกว่าห้องพักที่สวยงามและสระว่ายน้ำ พวกเขาต้องการได้รับประสบการณ์และโอกาสที่จะได้สัมผัส กับวัฒนธรรมและผู้คนในท้องถิ่นเพื่อทำให้การเดินทางมีความหมายมากกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต หรืออาจจะเรียกได้ว่านักท่องเที่ยวแบบหรูหราในปัจจุบันต้องการประสบการณ์ที่พิเศษเฉพาะตัวซึ่งเงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถ ซื้อหาได้นั่นเอง

 

เทคนิคการพิชิตใจกลุ่มเป้าหมาย

            Holly Stiel ได้นำเสนอเทคนิคการพิชิตใจนักท่องเที่ยวแบบหรูหราไว้ในเวทีสัมมนาเปิดงาน ILTM 2013 ในหัวข้อ ‘The Philosophy of Service’ ไว้ว่า การท่องเที่ยว แบบหรูหรา คือ การท่องเที่ยวที่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องของ ‘ตัวฉัน’ (Luxury is all about ‘ME’) ดังนั้น เจ้าของธุรกิจและผู้ให้บริการในตลาดการท่องเที่ยวแบบหรูหราจึงจำเป็นต้องรู้ใจนักท่องเที่ยวแต่ละคนเป็นอย่างดีและเฉพาะเจาะจง เช่น จำได้ว่า เขาชอบรับประทานอะไร แพ้อาหารชนิดไหน ชอบห้องพักแบบใด รวมถึงในกรณีที่ นักท่องเที่ยวเคยมาใช้บริการแล้ว ควรจะต้องแสดงให้เห็นด้วยว่าจำพวกเขาได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวแบบหรูหราเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ต้องการเป็น ‘คนพิเศษ’ และได้รับบริการที่ ‘พิเศษ’ กว่าคนอื่นๆ และเป็นการบริการที่จัดเตรียมไว้ให้เฉพาะตัวเขาคนเดียวเท่านั้น ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในการพิชิตใจนักท่องเที่ยวแบบหรูหรา นอกเหนือจากคุณภาพสินค้าและบริการที่ได้มาตรฐาน ก็คือ การ ‘รู้ใจ’ ‘เข้าใจ’ ‘ให้ความสำคัญ’ และ  ‘ตอบสนองความต้องการ’ แก่ลูกค้าแต่ละคนได้ในระดับดีเยี่ยมนั่นเอง

 

ทำอย่างไรจะจูงใจให้ใช้จ่าย

            แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวแบบหรูหราเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวในฝันที่ไม่ว่าใคร หรือแม้แต่ประเทศไทยเองก็อยากช่วงชิงโอกาสในการทำตลาด ก็คือ ศักยภาพ ในการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ เพราะพวกเขาเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีรายได้สูง และมักนิยมซื้อสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ราคาแพง ซึ่งถ้าหากรู้จักวิธีการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเหล่านี้ใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นกว่าค่าใช้จ่ายมาตรฐานต่างๆ ย่อมเป็นโอกาสที่จะสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวได้มากยิ่งขึ้นตามไปด้วย โดยปัจจัยที่จะช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเหล่านี้ควักกระเป๋าเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการทางการท่องเที่ยวนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ Yaffa Assouline ได้นำเสนอไว้ในเวทีสัมมนาเปิดงาน  ILTM 2013 ว่า ประกอบไปด้วยองค์ประกอบ 5E ดังนี้

            Experience หมายถึง การนำเสนอประสบการณ์แปลกใหม่ การเสนอขายรายการนำเที่ยวแบบหรูหรา ไม่ใช่เพียงการโฆษณาคุณภาพ ความสวยงาม และความสะดวกสบายของสินค้าและบริการ หากแต่ยังต้องนำเสนอความแปลกใหม่ และประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวจะได้รับจากการเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่นั้นๆ  ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับการเดินทางท่องเที่ยวในแต่ละครั้งด้วย

            Exclusive หมายถึง ความพิเศษแบบเฉพาะตัว ซึ่งเป็นค่านิยมของ นักท่องเที่ยวแบบหรูหรา ดังนั้น การเสนอขายสินค้าท่องเที่ยวแก่นักท่องเที่ยว กลุ่มนี้ จึงไม่ควรเป็นข้อเสนอแบบเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ หากแต่ควรจะมีการเสนอตัวเลือก ต่างๆ ข้อเสนอพิเศษ รวมถึงการสอบถามความต้องการของนักท่องเที่ยว เพื่อให้ พวกเขาได้มีโอกาสตัดสินใจจัดการการเดินทางของตนเอง เพื่อให้การเดินทาง ท่องเที่ยวในแต่ละครั้งของพวกเขามีความพิเศษไม่เหมือนใคร

            Expertise หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ เนื่องจากนักท่องเที่ยวแบบหรูหรามักจะมีเวลาว่างจำกัด อีกทั้งด้วยสภาพแวดล้อมทำให้พวกเขาเหล่านี้คุ้นเคย กับคนรอบตัวที่มักอยู่ในระดับมืออาชีพ ทำให้ นักท่องเที่ยวแบบหรูหราต้องการที่จะได้รับการบริการจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและรอบรู้เป็นพิเศษ ทั้งในแง่ ของการจัดการรายการนำเที่ยว และการให้บริการ ในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นการรอบรู้ในข้อมูลรายละเอียดสินค้าและบริการ การให้คำแนะนำในเชิงเปรียบเทียบ การตอบสนองความต้องการที่มีลักษณะเฉพาะ และการจัดการแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

            Exceptional หมายถึง มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ แม้ว่านักท่องเที่ยวแบบหรูหราในปัจจุบัน จะหันไปให้ความสำคัญกับประสบการณ์จากการท่องเที่ยว มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็ยังคงต้องการสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวที่มีมาตรฐาน และมีคุณภาพเหมาะสมกับราคา ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องสูงกว่า นักท่องเที่ยวทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น การท่องเที่ยว โดยรถไฟ จะต้องมีความสะอาด สะดวกสบาย ปลอดภัย  และมีเจ้าหน้าที่คอยบริการอำนวยความสะดวก  นอกเหนือไปจากการนำเสนอเส้นทางที่น่าสนใจ  แปลกใหม่ และสวยงาม เป็นต้น ดังนั้น เจ้าของสินค้า และบริการสำหรับการท่องเที่ยวแบบหรูหราจึงควรต้องรักษามาตรฐานของตนเองเอาไว้ และในขณะเดียวกัน ก็ต้องรักษาระดับไว้ไม่ให้ด้อยไปกว่าคู่แข่งขันด้วย

            Excellence หมายถึง ความยอดเยี่ยม นักท่องเที่ยวแบบหรูหรา ต้องการสิ่งที่ดีที่สุด เยี่ยมที่สุดสำหรับตนเองเสมอ ดังนั้น สินค้าและบริการที่จะนำเสนอขายต่อนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จึงต้องเป็นสินค้าอันดับหนึ่ง เกรดเอ ซึ่งได้รับการยอมรับว่ามีความพิเศษและยอดเยี่ยมกว่าสินค้าและบริการอื่นๆ ซึ่งแน่นอนว่าการบริโภคสินค้าและบริการที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้ นอกจากจะทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความพึงพอใจแล้ว ยังเป็นการช่วย ส่งเสริมภาพลักษณ์ของนักท่องเที่ยวเหล่านั้นเองอีกด้วย

            จากปัจจัยทั้ง 5 ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่จะช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวแบบหรูหรายินดีที่จะใช้จ่ายมากขึ้นเพื่อแลกกับสินค้า และบริการทางการท่องเที่ยวที่สามารถตอบสนองความต้องการของ พวกเขาได้ ซึ่งสินค้าและบริการแต่ละชนิดอาจมีลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างกันไป เจ้าของสินค้าและบริการจำเป็นจะต้องเข้าใจในสินค้าและบริการของตนเอง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการเหล่านั้นให้มากขึ้น และในขณะเดียวกันก็ควรเข้าใจกลุ่มลูกค้าของตนเองเพื่อให้สามารถ ตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้ในระดับที่พอดีและเหมาะสมด้วย 

 

สรุป

            แม้การท่องเที่ยวแบบหรูหราจะยังเป็นเรื่องใหม่ และยังมีความสับสนในการให้คำนิยาม รวมถึงการทำความเข้าใจกับลักษณะและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในกลุ่มนี้อยู่มาก หากแต่เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มทิศทางการท่องเที่ยวแบบหรูหรา ในปัจจุบันแล้ว อาจกล่าวได้ว่า การท่องเที่ยวแบบหรูหรา ไม่ใช่สิ่งที่จะมีคำนิยามตายตัว หากแต่เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับพฤติกรรม ความชอบ และความต้องการของกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้มีรายได้สูงในสังคมเป็นหลัก เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวเหล่านี้เกิดการใช้จ่ายให้มากที่สุด ในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในการส่งเสริมตลาด การท่องเที่ยวแบบหรูหรา ก็คือการเข้าใจกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบหรูหราที่เป็นเป้าหมาย  และตอบสนองความต้องการเหล่านั้นให้ได้ตามความคาดหวัง หรือเหนือกว่า ความคาดหวังของนักท่องเที่ยวเหล่านั้นนั่นเอง


 

ที่มา : สรุปประเด็นจากการสัมมนาเปิดงาน และบทความพิเศษในเอกสารเผยแพร่ภายในงานส่งเสริมการขาย International Luxury Travel Market (ILTM) 2013 ณ เมืองกาน ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 2-5 ธันวาคม 2556

เรียบเรียง: ธนธรณ์ ฤทธิ์ถกล
พนักงานวางแผน 5 งานติดตามและประเมินผลตลาดต่างประเทศ กองติดตามและประเมินผล