Euromonitor International ได้ทำการสำรวจ แนวโน้มผู้บริโภคทั่วโลกในปี 2013 ใน 9 ประเทศคือ บราซิล จีน ฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดีย ญี่ปุ่น รัสเซีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา โดยมีกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจออนไลน์ 16,000 ราย มีผลสรุปดังนี้

 

1. ความตั้งใจในการใช้จ่าย

            โดยทั่วไปการใช้จ่ายของผู้บริโภคอยู่ในระดับคงที่ จากผลการสำรวจได้แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคมีการวางแผนการใช้จ่ายให้น้อยลงภายใน 2 ปี ที่ผ่านมา และในปี 2014 ด้วย แต่มิได้จะลดการซื้อ ทั้งนี้เป็นการลดใช้จ่าย โดยการช้อปปิ้งในร้านค้าที่ลดราคาหรือสินค้าที่เป็นแบรนด์ของห้าง  (Private Label Brand) ถึงแม้มีความต้องการที่จะลดค่าใช้จ่าย แต่ ผู้บริโภคก็ยังต้องการสินค้าและบริการที่เหมาะสมกับราคาที่จ่ายไป  ผู้บริโภคในตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มต้องการใช้จ่ายเพิ่มในเรื่องของเทคโนโลยี เครื่องแต่งกาย และการท่องเที่ยว  มีการคาดการณ์ว่าผู้บริโภค จะมีการใช้จ่ายมากขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2011 ในเรื่องของเทคโนโลยี (ร้อยละ 29 เมื่อเทียบกับ ร้อยละ 9) และการท่องเที่ยว (ร้อยละ 32  เมื่อเทียบกับ ร้อยละ14)

 

2. ทัศนคติการซื้อ และลักษณะของสินค้า

            ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าในโลกออนไลน์ มีความสนใจในสินค้าที่มีราคาต่ำ สินค้า ที่มีคุณภาพ และสินค้าแบรนด์เนม บางกลุ่มก็ต้องการทั้งสองอย่าง คือ คุณภาพดี ราคาต่ำ ความเข้าใจที่ชัดเจนถึงพฤติกรรมการซื้อและความชอบของผู้บริโภคมีส่วนช่วย ผู้ค้าปลีกและผู้ผลิตในการเข้าถึงลูกค้าที่หลากหลายประเภทมากขึ้น

            ผู้บริโภคมีความเต็มใจที่จะซื้อ และพร้อมที่จะจ่ายเพิ่มในสินค้าที่มีภาพลักษณ์พิเศษ และสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือสินค้าที่สังเคราะห์จากธรรมชาติ (Green Product)  ซึ่งส่วนมากจะเป็นของใช้ส่วนตัว เครื่องสำอาง และของใช้ภายในบ้าน ทั้งนี้ผู้บริโภคมีทัศนคติต่อการซื้อสินค้าผ่านช่องทางที่หลากหลายทั้งออนไลน์ และร้านค้าปลีก การประชาสัมพันธ์สินค้าออนไลน์ ทำให้ร้านเสื้อผ้าธรรมดากลายเป็น ร้านที่นำสมัยมากขึ้นในสายตาผู้บริโภค จากการสำรวจพบว่าผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าออนไลน์ชอบที่จะค้นหาเพื่อตรวจสอบราคาสินค้า ให้ได้ในราคาถูกแต่คุณภาพดี และชอบลองสิ่งใหม่ๆ ส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจในเรื่องของแบรนด์เท่าไหร่นัก แสดงให้เห็นว่าสินค้าแบรนด์ใหม่ๆ ที่เข้ามาในตลาดจะไม่ได้รับผลกระทบจากสินค้าแบรนด์เก่าที่มีอยู่

 

3. การเข้าถึงเทคโนโลยี และกิจกรรมของผู้บริโภค

            เทคโนโลยีได้ค่อยๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของ ผู้บริโภคใน 2 ปีที่ผ่านมา จากปี 2011-2013 การใช้เทคโนโลยีมีความถี่มากขึ้น จากที่โทรศัพท์มือถือมีวัตถุประสงค์เพียงแค่ไว้สำหรับสนทนา และส่งข้อความ การเกิดสมาร์ทโฟนทำให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความได้เปรียบมากขึ้น จำนวนผู้ซื้อสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะผู้บริโภครุ่นเยาว์ นี่เป็นเหตุที่ทำให้ Online Shopping มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วโดย ไม่ต้องสงสัย ผู้บริโภคถูกดึงให้ซื้อสินค้าที่ไม่สามารถหาซื้อที่ไหนได้ เช่น Download Content และซื้อสินค้าที่ขายออนไลน์เท่านั้น ตลาดในโลกออนไลน์ช่วยนำเสนอทางเลือกที่เปิดมากขึ้นให้กับลูกค้า มากกว่าการไปซื้อสินค้าตามร้านค้าธรรมดาทั่วไป

 

4. ความชอบเรื่องการประกอบอาหาร

            ผู้บริโภคยังคงมีความต้องการที่จะประกอบอาหารเองที่บ้าน และมีความเชี่ยวชาญมากขึ้นในการเลือกซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหาร   ผู้บริโภคหลายกลุ่มให้ความสำคัญมากกับวัตถุดิบที่จะนำมาปรุงอาหาร พยายามที่จะหลีกเลี่ยงน้ำตาล ไขมัน และเกลือ แล้วหันไปใส่ใจคุณค่าทางอาหารและดีต่อสุขภาพ อีกกลุ่มหนึ่งจะเจาะลึกเข้าไปไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ได้รับการแนะนำจาก Healthcare หรือสินค้าคุณภาพที่มีการระบุคุณค่าทางอาหารบนผลิตภัณฑ์

            ผู้บริโภคในโลกออนไลน์ให้ความสนใจในการควบคุมน้ำหนัก และการคำนวณคุณค่าทางอาหารที่รับประทาน ในปี 2012 อัตราของ ผู้บริโภคที่มีอายุ 14 ปีขึ้นไปในประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 50 แม้กระทั่งตลาดเกิดใหม่ เช่น อินเดีย และจีน ก็มีการคาดการณ์ว่าอัตราคนเป็นโรคอ้วนจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 เท่าในปี 2020 ทำให้เป็นเหตุผลที่ดีในการควบคุม น้ำหนักของผู้บริโภค ในขณะที่ผู้บริโภคบางส่วนเลือกที่จะงดอาหาร บางประเภทเพื่อเหตุผลทางวัฒนธรรม หรือเนื่องจากมีอาการแพ้อาหาร

 

5. รูปแบบการใช้ชีวิตเพื่อสุขภาพที่ดี

            ความเข้าใจส่วนตัวในเรื่องของสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคสามารถ เป็นตัวสั่งการพฤติกรรมในการดำรงชีวิตของผู้บริโภค ผู้บริโภคที่เข้าใจว่าตัวเองมีสุขภาพที่ดีอยู่แล้ว จะอนุญาตให้ตัวเองเหลือพื้นที่สำหรับพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อสุขภาพเป็นครั้งคราว ส่วนผู้บริโภคที่เข้าใจว่าตัวเองมีปัญหาเรื่องสุขภาพ จะต้องการเวลาและพลังในการทำกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อสุขภาพ หรือในทางกลับกัน ผู้บริโภคที่ดูแลสุขภาพก็จะยิ่งดูแลตัวเองต่อไปเรื่อยๆ และผู้บริโภคที่ไม่สนใจในสุขภาพเลย ก็จะไม่สนใจต่อไปเช่นกัน 

            การบำบัดรักษา และการป้องกันเป็นกุญแจสำคัญของผู้บริโภคโดยทั่วไป ผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มตัวอย่างต้องพบแพทย์เป็นปกติ มีเพียงส่วนน้อยที่จำเป็นต้องเข้าศูนย์สุขภาพ (Medical Care) เพื่อทำการตรวจรักษาอย่าง ต่อเนื่อง ผู้บริโภคส่วนน้อยที่ใช้มาตรการเชิงป้องกัน เช่น บริโภคอาหารเสริม  หรือเข้าร่วมกิจกรรมบำบัดอาการเครียด

            การออกกำลังกาย และกายภาพบำบัดเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการดำรงชีวิตของผู้บริโภคส่วนใหญ่ มากกว่าร้อยละ 60 ของผู้บริโภคที่ออกกำลังกายเป็นประจำ โดยการเข้า Gym เล่นกีฬา และส่วนใหญ่ออกกำลังกาย ด้วยการเดิน โดยผู้บริโภคในประเทศเกิดใหม่จะออกกำลังกายมากกว่า ผู้บริโภคในประเทศพัฒนาแล้ว

            จากรายงานผลพบว่า ผู้บริโภคออนไลน์มีการใช้สินค้าจำพวก แอลกอฮอล์และยาสูบเป็นประจำเป็นส่วนน้อย อย่างไรก็ตาม จำนวน ผู้บริโภคค่อยๆ เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2011 การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นพฤติกรรมหลักในสังคม ผู้บริโภคบางส่วนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เล็กน้อยทุกวัน และคนส่วนมากจะดื่มเมื่อออกไปนอกบ้านมากกว่าดื่ม ที่บ้าน

 

6. อุปนิสัย และค่านิยมส่วนตัว

            หลายการตัดสินใจของผู้บริโภคโดยทั่วไปจะมีคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดมาเป็นประเด็นในการตัดสินใจในการซื้อสินค้าหรือบริการ

            ผู้บริโภคมีความรอบคอบในการใช้เงิน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเศรษฐกิจโลกที่ไม่มีเสถียรภาพมาหลายปี มีความต้องการที่จะทำงานเพื่อดำรงชีพ  ‘Work to Live’ มากกว่ามีชีวิตเพื่อทำงาน ‘Live to Work’ หมายถึง ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะเห็นว่าการทำงานหนักมากขึ้นเพื่อรายได้สำหรับ ใช้จ่ายในสินค้าหรูหราฟุ่มเฟือย มีความดึงดูดใจน้อยลง

            ผู้บริโภคมีความต้องการมากกว่าสินค้าที่เป็นวัตถุ มีจุดหมายที่จะประสบความสำเร็จในสิ่งที่คาดหวัง และมีชีวิตที่เรียบง่ายมากขึ้น กว่าครึ่งของผู้ตอบต้องการสร้างสิ่งที่เป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม


 

ที่มา : บทคัดย่อผลการสำรวจ Global Consumer Trends Survey 2013 โดย Euromonitor International

เรียบเรียง : พาณิกา เหรียญสุวรรณ
นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการท่องเที่ยวและการโรงแรม คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์