ในระหว่างการจัดงานส่งเสริมการขายด้านการท่องเที่ยว  World Travel Market หรือ WTM 2013 ระหว่างวันที่ 4-7 พฤศจิกายน 2556 ณ ศูนย์การประชุม Excel กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร  ได้มีการจัดสัมมนาในหัวข้อที่น่าสนใจมากมาย โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

 

หัวข้อการสัมมนา : Is Social Media the Reason Behind the Rapid Growth of Cruising?

            Social Media เป็นเครื่องมือทางการสื่อสารและเป็นเครื่องมือทางการตลาด ที่ใช้อย่างแพร่หลายในธุรกิจท่องเที่ยวเพื่อหาลูกค้าใหม่ การสัมมนาในหัวข้อนี้ เป็นการนำบริษัทที่ประกอบธุรกิจเรือสำราญ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ในการนำ Social Media มาเป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจ มาเล่าประสบการณ์/แบ่งปันข้อคิดเห็นต่างๆ ในการประสบความสำเร็จทางธุรกิจ

1. Adele Foster, Event and Training Manager, Cruise Line International  Association (CLIA), UK

            • ในปี 2012 มีจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มเรือสำราญ ของอังกฤษจำนวน 1.7 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยว กลุ่มเรือสำราญทั่วโลกมีจำนวนทั้งสิ้น 20 ล้านคน

            • ในปี 2002 มีการขายแพ็คเกจท่องเที่ยว เรือสำราญเพียงร้อยละ 4 แต่ในปี 2012 มีการขายแพ็คเกจเรือสำราญ คิดเป็นร้อยละ 12

            • Social Media มีบทบาทสำคัญในการเติบโตของธุรกิจเรือสำราญ  CLIA UK ใช้ Twitter และ Facebook เป็นช่องทางในการสื่อสารกับลูกค้าและบริษัทนำเที่ยว นอกจากนี้ยังติดต่อสื่อสาร เล่าเรื่องผ่านทาง รูปภาพ วิดีโอ และ Blog ในการเล่าเรื่องราว รวมถึงใช้  Social Media ในการฝึกอบรมให้ความรู้กับบริษัทนำเที่ยว 2.  Ginger Taggart, Executive Marketing, Sales and Business Strategy, Disney Cruise Line

            • Social Media เป็นช่องทางในการติดต่อกับกลุ่มลูกค้า

            • การทำ Tailor Interactions ซึ่งจะช่วยรื้อฟื้นประสบการณ์ท่องเที่ยว ในอดีต และทำให้ลูกค้ากลับมาท่องเที่ยวอีกครั้ง ทั้งนี้ ได้มีการจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ อาทิ

            - การจัดกิจกรรมทางเฟซบุ๊ค โดยให้ลูกค้าส่งภาพถ่ายตนเองมาทาง เฟซบุ๊ค ในท่าซูเปอร์ฮีโร่ จากนั้นทางบริษัทจะนำภาพต้นฉบับไปแต่งกับฉากหลัง ในธีมซูเปอร์ฮีโร่ และแชร์ทางเฟซบุ๊ค

            - การทำ Micro-site ที่ชื่อว่า Discover Disney Time เพื่อทำ Virtual Postcard สถานที่ท่องเที่ยวในฝัน และแชร์ทางเฟซบุ๊ค

            • บริษัทใช้เทคนิค Customized Itinerary กับลูกค้า โดยให้ลูกค้า ส่งรายละเอียดในการเดินทางผ่านทางเฟซบุ๊ค เช่น มีใครร่วมเดินทางบ้าง  และชื่นชอบกิจกรรมอะไร จากนั้นบริษัทจะจัดโปรแกรมให้กับลูกค้าแต่ละราย ซึ่งลูกค้าสามารถโพสต์และแชร์ผ่านทางเฟซบุ๊คของตนเองได้

            • บริษัทใช้ Mobile Application ซึ่งแอพพลิเคชั่นดังกล่าวจะมีฟังก์ชันนับเวลาถอยหลังสู่การเดินทาง ฟังก์ชันสำหรับช่วยในการวางแผนการเดินทาง ฟังก์ชันสำหรับเด็ก (เกม) นอกจากนี้ยังขายกิจกรรมอื่นๆ เพิ่มเติมนอกเหนือแพ็คเกจ อาทิ การกินข้าวเช้าร่วมกับตัวการ์ตูนดิสนีย์ และที่สำคัญจะมี Special Video Message เฉพาะบุคคลส่งไปยังลูกค้าก่อนออกเดินทาง

 

3. Valentina Lorio, Web Marketing Executive, MSC Cruise
         • บริษัทใช้เทคนิค Brand Event ผ่านช่องทาง Social Media ได้แก่ Facebook Twitter และ Instagram แต่กิจกรรมหลักจะทำผ่านเฟซบุ๊ค อาทิ การโพสต์ข้อความต่างๆ รายวัน  การจัดเกม/การแข่งขัน ส่วนกิจกรรมหลักทาง Twitter คือ Live Tweet

            • บริษัทใช้ Blogger เป็นเครื่องมือในการทำการตลาด โดยได้เชิญ  Blogger จำนวน 3 รายเข้าร่วมเดินทาง จากนั้น Blogger แต่ละคนจะแชร์รูปภาพ วิดีโอ และอัพเดทข้อมูลต่างๆ ระหว่างที่เดินทาง และแชร์ข้อมูลต่อเนื่อง เรื่อยๆ เมื่อจบการเดินทางแล้ว

  

4. Erin Johnson, Head of Marketing, Carnival Cruise Lines

            • บริษัทเผยแพร่แคมเปญตัวใหม่ที่ชื่อ Switch on Fun เนื้อหาหลักของโฆษณากระตุ้นให้นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวเลือกที่จะเดินทางท่องเที่ยวทางเรือสำราญ โดยทำการสื่อสารผ่านการโฆษณาทางทีวีในช่องหลัก

            • บริษัทได้ซื้อคำโฆษณาผ่านคีย์เวิร์ดกับทาง Google ในช่วงเวลาเดียวกับ ที่มีการโฆษณาทางทีวี

            • ทดลองทำ E-CRM หรือการทำ CRM กับลูกค้าทางอินเทอร์เน็ต

            • บริษัททำการตรวจสอบ Social Media ตลอดเวลา เพื่อให้มั่นใจว่า ได้ตอบคำถามทุกคำถามที่ลูกค้าสอบถามมา

5. Dean Harvey, Digital Development Director, Designate

     Dean Harvey อธิบายให้เห็นพลังและอิทธิพลของ Social Media ดังนี้

            • Socialnomics หรือ Word of Mouth on Digital Steroids หรือพลังของการบอกเล่าแบบปากต่อปากบนโลกออนไลน์

            • Social Media ไม่ใช่แฟชั่น แต่เป็น Fundamental Shift  ของวิธีการสื่อสาร

            • ไม่ควรตั้งคำถามว่า “จะใช้ Social Media หรือไม่”  แต่ควรถามว่า “จะใช้มันอย่างไร”

            • ร้อยละ 93 ของนักการตลาดใช้ Social Media ในการ ทำธุรกิจ

            • ร้อยละ 90 ของผู้ใช้ออนไลน์เชื่อในคำแนะนำออนไลน์  หากผู้แนะนำเป็นบุคคลรู้จักมักคุ้น มีเพียงร้อยละ 14 ที่เชื่อ ในการโฆษณาทางโทรทัศน์

            • ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องค้นหาสินค้าอีกต่อไป แต่สินค้า จะมาหาเราเองผ่าน Social Media

            • มีคนที่หาคู่ครองผ่านทาง Social Media และบางคู่เลิกราเพราะ Social Media (Facebook) เช่นกัน

            • Social Media เป็นกิจกรรมอันดับ 1 ของกิจกรรมทางเว็บไซต์ อย่างไรก็ตาม จีนไม่อนุญาตให้คนในประเทศใช้ Facebook, Twitter YouTube และ Google

            • ร้อยละ 53 ของผู้ใช้ Twitter ใช้ Twitter เป็นช่องทางในการแนะนำสินค้า

            • YouTube เป็น Search Engine ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2  ของโลก ทุกๆ นาทีมีการอัพโหลดวิดีโอขึ้นบน YouTube พร้อมๆ กัน  นับความยาวของวิดีโอได้ 72 ชั่วโมง

 

นอกจากนี้ Dean Harvey ยังได้ให้ข้อเสนอแนะอื่นๆ ดังนี้

            • ไม่ควรมองข้ามความคิดเห็น ข้อสงสัยของลูกค้า จะต้องสื่อสารตอบโต้กับลูกค้าอยู่ตลอดเวลา

            • เพื่อที่จะได้ดึงดูดความสนใจลูกค้าออนไลน์ แบรนด์ที่ดีจะต้องทำตัวเหมือนสำนักพิมพ์ ทุกข้อความที่สื่อสารออกไปจะต้องมีการกลั่นกรองก่อน

            • ให้ความสำคัญกับ Content Marketing โดยแบรนด์ที่ดีจะต้องสร้าง เนื้อหา (Content) ที่เป็นประโยชน์กับลูกค้า ซึ่งแบรนด์ที่มีเนื้อหาที่มีประโยชน์ จะช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างแบรนด์และลูกค้าได้

 

 หัวข้อการสัมมนา : Hosting Major Sports Events

            • การท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) มีบทบาทสำคัญ ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว  โดยการท่องเที่ยวเชิงกีฬาสามารถสร้างรายได้ถึง 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของ GDP ภาคท่องเที่ยว            • ประโยชน์ทางอ้อมของ Sport Tourism อย่างหนึ่งคือ  นักท่องเที่ยว เชิงกีฬาจะกลับไปแนะนำคนอื่นๆ ให้มาเที่ยวในประเทศที่ตนเองไปมา

            • Sport Tourism เป็นทางลัด (Fast Track) ในการประชาสัมพันธ์ประเทศสู่สายตาชาวโลก และเป็นช่องทางในการเปลี่ยนการรับรู้ ภาพลักษณ์ อาทิ เยอรมนีเป็นเจ้าภาพจัดฟุตบอลโลก ปี 2006 ทำให้ ภาพลักษณ์ของชาวเยอรมันไม่ได้มีแต่การตรงต่อเวลา (Punctual) เชื่อถือได้ (Reliable) แต่มีภาพลักษณ์ของความมีน้ำใจ (Hospitable) อารมณ์ขัน (Humorous) และการเต็มใจให้บริการ (Service Oriented)

            • การเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาจะช่วยส่งเสริมให้คนเดินทางมาท่องเที่ยว มากขึ้น อาทิ สเปนสามารถเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเกือบ 2 เท่า ภายใน 10 ปี หลังจากที่เป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิกในปี 1992 Visit Britain คาดการณ์ว่า การเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิก 2012 ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาสหราชอาณาจักรมากถึง 4.4 ล้านคน ตั้งแต่ปี 2011-2015  และสร้างรายได้ประมาณ 2.3 ล้านปอนด์ให้กับท้องถิ่น

            • การเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาจะช่วยกระตุ้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม นักท่องเที่ยวที่เป็น Sport Tourist จะมีการใช้จ่ายสูงกว่านักท่องเที่ยว ธรรมดาถึง 4 เท่า

            • รัฐบาลบราซิลได้ประมาณการประโยชน์ที่ได้รับจากการเป็นเจ้าภาพ จัดกีฬาโอลิมปิกของบราซิลในปี 2016 จะสร้างรายได้กว่า 24 พันล้าน  ในช่วงปี 2010-2027 นอกจากนี้ยังดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้มาลงทุนในบราซิลมากขึ้น นอกจากนี้ยังพยากรณ์ว่าเศรษฐกิจของบราซิล จะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของโลก (จากเดิมอันดับที่ 10) ภายในปี 2016

            • ปัจจุบันทีมกีฬาที่มีชื่อเสียงเริ่มลงทุนในต่างประเทศเพื่อหารายได้สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก อาทิ ทีม Real Madrid ลงทุนสร้าง Theme Park ในตะวันออกกลาง

 

หัวข้อสัมมนา : Where the Next  for Japan?

การสัมมนาแบ่งเป็น 2 ส่วน  ส่วนแรกจะอธิบายข้อเท็จจริง ทางสถิติและเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น และส่วนที่ 2 เกี่ยวกับสถานการณ์ท่องเที่ยวของญี่ปุ่นและแผนการดำเนินงาน

 

ส่วนที่ 1 : Facts of Japan

            • ประชากร: ประเทศญี่ปุ่นมีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับ 10 ของโลก โดยในปี 2010 มีประชากรจำนวน 120 ล้านคน แต่คาดการณ์ว่าภายในปี 2050 จำนวนประชากรจะลดลงเหลือเพียง 90 ล้านคน และยังประมาณการว่าภายในปี 2060 ร้อยละ 40 ของประชากรญี่ปุ่นจะเป็นประชากรในช่วงวัยเกษียณ (Retirement Age)

            • เศรษฐกิจ : GDP ของญี่ปุ่นสูงเป็นอันดับที่ 5  ของโลก โดยมีอัตราการเติบโตของ  GDP ประมาณ ร้อยละ  2 อัตราการว่างงาน ร้อยละ 4.4 อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 0

            • หนี้สาธารณะ : หนี้สาธารณะของญี่ปุ่นคิดเป็น ร้อยละ 230 ของ GDP  และเพื่อเป็นการลดหนี้สาธารณะ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงเตรียมตัวปรับขึ้นภาษีการขาย (Sale Tax) เป็นร้อยละ 8 จากเดิมที่เก็บเพียงร้อยละ 5 โดยภาษีอัตราใหม่นี้มีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2014 และคาดว่าจะปรับเพิ่มเป็นร้อยละ 10 ภายในปี 2015

            • The New Japanese Consumer : จากเดิมลูกค้าที่เต็มใจจ่ายเงิน เพื่อความสะดวกสบายและการได้สินค้าที่มีคุณภาพ  เปลี่ยนมาเป็นสินค้าที่พอซื้อหาได้ และแสวงหาการลดราคา (Affordable Product and Discount Hunting)   ใช้เวลาอยู่กับบ้านมากขึ้น ให้ความสำคัญกับสุขภาพและเรื่องสิ่งแวดล้อม

 

ส่วนที่ 2 : Japan Outbound Travel Market Update by JATA

            • ภายในปี 2013 คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางออกนอกประเทศ (Outbound) ประมาณ 17.5 ล้านคน ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับปี 2012 และคาดว่าภายใน 3 ปีข้างหน้าจะมีการเดินทางออกนอกประเทศมากขึ้นถึง 20 ล้านคน

            • สถิตินักท่องเที่ยวญี่ปุ่น Outbound ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2013  เมื่อเทียบกับปี 2012 มีการหดตัว  โดยใน 6 เดือนแรก นักท่องเที่ยว Outbound มีจำนวนลดลง ร้อยละ 7.9 หรือมีการเดินทางออกนอกประเทศเพียง 8,256,000 คน ซึ่งสาเหตุหลักของการหดตัวเกิดจากการเดินทางออกนอกประเทศ ลดลงในประเทศกลุ่มเอเชียตะวันออก ได้แก่ จีน เกาหลี และฮ่องกง คิดเป็น  ร้อยละ 25 เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งด้านเขตแดน ส่วนการเดินทาง ไปประเทศอื่นๆ นั้นมีการขยายตัว

            • ในปี 2012 นักท่องเที่ยว Outbound ที่เป็นเพศหญิง ส่วนใหญ่ มีอายุระหว่าง 20-29 ปี ส่วนนักท่องเที่ยว Outbound เพศชายนั้น มีอายุระหว่าง 30-39 ปี โดยมีวัตถุประสงค์ในการเดินทางเพื่อทำธุรกิจ ไม่ใช่เพื่อท่องเที่ยว

            • จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว Outbound คือ เกาหลี  จีน ยุโรป ฮาวาย ไต้หวัน ไทย ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา เกาะกวมสิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย ออสเตรเลีย และแคนาดา

            • คาดว่าในปี 2014 จะมีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางไปเที่ยวยุโรปเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 3-4 เมื่อเทียบกับปี 2013 นอกจากนี้ ยังได้กล่าวว่า การเดินทางของนักท่องเที่ยว Outbound จะเพิ่มมากขึ้น  เนื่องจากแรงสนับสนุนของปัจจัยบวก ดังนี้

1) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่น

2) การทำการตลาดเชิงรุกของสายการบินต่างๆ

3) การดำเนินงานของ Team Europe ที่เป็นการส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวไปยังภูมิภาคยุโรป

            • ในเดือนพฤศจิกายน 2012 JATA ได้ตั้ง Team Europe   เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในภูมิภาคยุโรป

 

หัวข้อการสัมมนา : The Growing Pain of Brazil

การสัมมนาในหัวข้อนี้ เน้นการให้ข้อมูลที่แสดงศักยภาพของ นักท่องเที่ยวชาวบราซิล เนื่องจากชาวบราซิลได้เปรียบชาติอื่นๆ  ในเรื่องของการเดินทางมายุโรปโดยไม่ต้องใช้วีซ่า นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงทางด้านภาษาและวัฒนธรรมระหว่างบราซิลและประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป

            • Demographic Background :

            ประชากร : 198.7 ล้านคน         

            อัตราการเติบโต : ร้อยละ 1.1

            ประชากรส่วนใหญ่อยู่ในวัยหนุ่มสาว                   

            ประชากรกว่า 70 ล้านคนมีการใช้อินเทอร์เน็ต

            • บราซิลเป็นประเทศที่ถือว่าเป็น The World’s Most Active Social Media Community

            •  Telenovelas เข้าถึงประชากรกว่า ร้อยละ 35-40 โดยเฉพาะจากอิตาลี กรีซ โปรตุเกส เนเธอร์แลนด์ จีน และอินเดีย

            • นักท่องเที่ยวชาวบราซิลส่วนใหญ่นิยมเดินทางไปสหรัฐ- อเมริกา โดยมีจุดประสงค์ในการเดินทางคือเพื่อช้อปปิ้ง อย่างไรก็ตาม ยุโรปก็เป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญในการเดินทางท่องเที่ยว ของนักท่องเที่ยวชาวบราซิล ทั้งนี้ วันพักเฉลี่ยของนักท่องเที่ยว ชาวบราซิลประมาณ 11 วัน

 

สิ่งที่นักท่องเที่ยวชาวบราซิลไม่ชอบในยุโรป คือ

            • โรงแรมที่มักจะโฆษณาบนเว็บไซต์เกินจริง แต่พอไปพักแล้วไม่เหมือนกับที่คาดหวังไว้
            • สถานที่ท่องเที่ยวที่มีคนไปเยอะและต้องต่อคิวเป็นเวลานาน
            • อุปสรรคทางด้านภาษาและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
            • ขั้นตอนการขอวีซ่าที่ยุ่งยาก (วีซ่านักเรียน)
            • ไม่รับเครดิตการ์ดของบราซิล

 

สิ่งที่นักท่องเที่ยวบราซิลชื่นชอบในการเที่ยวยุโรป คือ

            • มีการบริหารจัดการสถานที่ท่องเที่ยวได้ดี

            • มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนาหลายแห่ง มีกิจกรรมทางวัฒนธรรม (Cultural Activity)

            • อาหาร, ช้อปปิ้ง, ทีมกีฬา

            • มีความเป็นเสรี

 

หัวข้อการสัมมนา : Investing in Youth-the Future of Tourism

            WYSE Travel Confederation ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรของเนเธอร์แลนด์ได้นำเสนอผลงานวิจัยชิ้นล่าสุดขององค์กรที่ชื่อว่า ‘New Horizon’s III’ ซึ่งเป็นผลงานวิจัยเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มวัยรุ่น โดยการสำรวจดังกล่าวนี้ จะทำการสำรวจทุกๆ  5 ปี และในปี 2012 นี้เป็นการสำรวจครั้งที่ 3 ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวนกว่า 34,000 คน จาก 137 ประเทศ

 

ผลการสำรวจ มีดังนี้

1. สัดส่วนและรายได้ของนักท่องเที่ยวกลุ่มวัยรุ่น
            นักท่องเที่ยวกลุ่มวัยรุ่นคิดเป็นร้อยละ 20 ของนักท่องเที่ยวทั้งโลกในปี 2012 ค่าใช้จ่ายทางการท่องเที่ยว ทั้งโลกรวม 6.92 แสนล้านปอนด์ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายทางการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวกลุ่มวัยรุ่นสูงถึง 1.38  แสนล้านปอนด์ ซึ่งเป็นการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา

2. Why do they travelling?
            เหตุผลที่เดินทางท่องเที่ยว 3 อันดับแรก คือ เพื่อท่องเที่ยว (ร้อยละ 46) เพื่อเรียนภาษา (ร้อยละ 23) และเพื่อหาประสบการณ์ในการทำงาน  (ร้อยละ 15)           

3. Influences on trip timing
            3 อันดับแรก คือ เดินทางเมื่อมีเวลาพอที่จะท่องเที่ยว, มีข้อเสนอพิเศษ สำหรับการเดินทาง อาทิ บัตรโดยสารราคาพิเศษ และมีเพื่อนอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ท่องเที่ยว

4. How often do they travel?
            ความถี่ของการเดินทางท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังคงเป็นไปในลักษณะ Short Duration in the Last 5 Years แต่สัดส่วนของการท่องเที่ยว ในลักษณะดังกล่าวนี้มีสัดส่วนลดลงเมื่อเทียบกับการสำรวจในครั้งที่ผ่านมา ทั้งนี้ สัดส่วนของความถี่ในการท่องเที่ยวในลักษณะ Long Duration Trip in the Last 12 Months เพิ่มขึ้น

5. Travelling Style
            จากผลสำรวจทั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนของ รูปแบบการเดินทางแบบ Traveller ลดลง (แต่ยังคงเป็นรูปแบบที่มีสัดส่วนมากที่สุด) แต่เดินทางในรูปแบบ Tourist มากขึ้น

6. Booking Factor
            ปัจจัยที่มีผลต่อการจองการเดินทางท่องเที่ยว 3 อันดับแรก  คือ Price , Mobile Booking Access และ Buying a Well-known Brand

7. Information Sources Pre-Trip
            แหล่งข้อมูลท่องเที่ยวก่อนการเดินทาง 3 อันดับแรก ได้แก่ ครอบครัวและเพื่อน, เว็บไซต์ของสถานที่ท่องเที่ยว และเว็บไซต์สำหรับการเขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการท่องเที่ยว (Review Websites)

8. What do they want from a website?
            สิ่งที่นักท่องเที่ยวกลุ่มวัยรุ่นต้องการในการหาข้อมูลจากเว็บไซต์ คือ Information About Destination, Website with Information from Different Suppliers และ Travel Review

9. How do they get there?
            จากการเปรียบเทียบผลสำรวจระหว่างปี 2007 และปี 2012 พบว่า  การเดินทางท่องเที่ยวโดยเครื่องบินมีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่การเดินทางโดยรถไฟและรถโดยสารมีสัดส่วนลดลง

10. Where do they stay?
            สถานพักแรมของนักท่องเที่ยวกลุ่มวัยรุ่น 3 อันดับแรก ได้แก่ Hostel, Hotel และ Apartment

11.  Information Sources on the Road
            แหล่งข้อมูลที่นักท่องเที่ยวค้นหาระหว่างการเดินทาง 3 อันดับแรก ได้แก่ Family and Friend, Tourist Information Office, Printed Guidebook

12. Number of Information Source Used
            ผลการเปรียบเทียบจำนวนแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการเดินทาง พบว่า  ในปี 2002 มีการใช้แหล่งข้อมูลเพียง 3 แหล่ง และเพิ่มขึ้นมาเป็น 4 แหล่ง และ 9 แหล่ง ในปี 2007 และปี 2012 ตามลำดับ

13. Daily communication Used on the Road
            Social Media เป็นช่องทางที่นักท่องเที่ยวกลุ่มวัยรุ่นนิยมใช้มากที่สุด รองลงมาคือ Instant Messaging, SKYPE, SMS/Text Message

14. Total Spending
            ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  โดยผลสำรวจพบว่า ในปี 2002 ค่าใช้จ่ายในการเดินทางประมาณ 1,500 ยูโร/คน  และเพิ่มขึ้นเป็น 2,200 ยูโร/คน ในปี 2007 และในปี 2012 นั้น  ค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มขึ้นเป็น 2,800 ยูโร/คน

15. Barrier to Travel
            ปัญหาอาชญากรรมเป็นประเด็นที่กระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยวมากที่สุดในนักท่องเที่ยวกลุ่มวัยรุ่น และเป็นประเด็นที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญมากที่สุดในการสำรวจทั้ง 3 ครั้ง

 

จากผลการสำรวจดังกล่าว สามารถสรุปพฤติกรรมการท่องเที่ยวของกลุ่มนักท่องเที่ยววัยรุ่น ดังนี้

            • นักท่องเที่ยวกลุ่มวัยรุ่นมีการเดินทางมากขึ้น และเดินทางระยะไกล มากขึ้น

            • ใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์ กระหายใคร่รู้ในข้อมูลข่าวสาร

            • ต้องการไปในที่ไกลๆ แต่ยังคงติดต่อสื่อสารกับครอบครัวอยู่เสมอ

            • นักท่องเที่ยวแบบ Backpacker ลดลง แต่จะกลายเป็น นักท่องเที่ยวแบบ Flashpacker เพิ่มขึ้น

            • ประเด็นเรื่องการก่อการร้าย ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง  ปัญหาภัยธรรมชาติและโรคระบาด ไม่ส่งผลกระทบมากนักต่อนักท่องเที่ยว กลุ่มวัยรุ่น

            • นักท่องเที่ยวกลุ่มวัยรุ่นเปรียบเหมือนนักสำรวจที่ชอบ ค้นหา/ท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ

            • นักท่องเที่ยวกลุ่มวัยรุ่นเป็นนักท่องเที่ยวที่มีความทันสมัย โดยเฉพาะในเรื่องของการใช้เทคโนโลยี

            • นักท่องเที่ยวกลุ่มวัยรุ่นเห็นว่าการท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

 

หัวข้อการสัมมนา : Connected Holiday Maker-the Evolving Role of Digital in the End to End Travel Cycle

            • ในปัจจุบันบริษัทนำเที่ยวเริ่มทำการตลาดออนไลน์มากขึ้น อาทิ  การผลิตแอพพลิเคชั่นของตนเอง บางแอพพลิเคชั่นสามารถทำการ ซื้อ-ขายได้ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ

            • การสัมมนาได้ยกตัวอย่างบริษัทนำเที่ยวที่มีความก้าวล้ำทางด้าน เทคโนโลยี ดังนี้

1. TUI : First Next Generation Store 

            TUI ได้เปิดเผยรูปโฉมใหม่ของบริษัทนำเที่ยว โดยนำเทคโนโลยี เข้ามาประยุกต์ใช้ อาทิ มีจอภาพขนาดใหญ่บริเวณทางเข้าซึ่งแสดงภาพแหล่งท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ มี Interactive Map และ Interactive Table สำหรับให้ลูกค้าสามารถค้นหาข้อมูลเดินทางท่องเที่ยวทางเว็บไซต์บริษัท มีแล็ปท็อปให้ลูกค้าค้นหาข้อมูลด้วยตนเอง (Self-service Laptop) รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำปรึกษา/ตอบคำถาม บริการสัญญาณ Wi-Fi ภายในร้าน สำหรับลูกค้าที่ต้องการใช้อุปกรณ์สื่อสารของตน ในการค้นหาข้อมูล  ภายในร้านประดับด้วยจอขนาดใหญ่แสดงภาพสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ลูกค้าสามารถเลือกที่จะค้นหาข้อมูลได้หลากหลายที่ อาทิ  ใช้อุปกรณ์สื่อสารของตนค้นหาข้อมูลบริเวณสระน้ำ เคาน์เตอร์ให้บริการ หรือจะค้นหาข้อมูลภายในบูธ ซึ่งข้อมูลที่ค้นหาจะแสดงบนจอภาพขนาดใหญ่ บนฝาผนัง

2. Virgin Holidays: Paperless Holiday Laboratory Concept Stores

            บริษัท Virgin Holidays เปิดเผยรูปโฉมใหม่ในลักษณะ Holiday  Laboratory ซึ่งจะเป็นร้านที่ไม่มีแผ่นพับโฆษณาในรูปแบบกระดาษ  ภายในร้านจะเน้นการนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ผ่านจอขนาดใหญ่ ลูกค้าสามารถเลือกการเดินทางผ่านจอขนาดใหญ่และ iPad นอกจากนี้ยังได้ ตกแต่งร้านที่สร้างความรู้สึกที่หลากหลายแก่ลูกค้า อาทิ ระบบไฟในร้านจะเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งวันเพื่อสื่อถึงระยะเวลาตั้งแต่เช้าจนถึงกลางคืน  แต่ละร้านจะมีกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศที่กระตุ้นให้นึกถึงการพักผ่อน   เมื่อลูกค้าซื้อแพ็คเกจท่องเที่ยวแล้ว จะมีบริการให้ลูกค้าถ่ายรูปกับฉากหลัง สีเขียว แล้วตัดต่อด้วยคอมพิวเตอร์เข้ากับภาพของแหล่งท่องเที่ยวที่ลูกค้า ตัดสินใจเดินทางไปเที่ยว และลูกค้าสามารถแชร์รูปภาพดังกล่าวใน Social Media ได้

            • นักท่องเที่ยวผูกพันกับการใช้เทคโนโลยีตลอดวงจรของการเดินทาง  ดังนี้

- ก่อนการเดินทาง : ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีในการค้นหาข้อมูล,วางแผนการท่องเที่ยว, จองการท่องเที่ยว

- ที่สนามบิน : ทำการ Check-in, ซื้อสินค้าและอุปกรณ์เสริมต่างๆ

- บนเครื่องบิน : วางแผนการท่องเที่ยว, กิจกรรมเพื่อความบันเทิง อาทิ ดูหนัง ฟังเพลง

- จุดหมายปลายทาง : ขณะเดินทางท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจะค้นหาข้อมูลและแชร์ข้อมูลต่างๆ บน Social Media และขณะที่อยู่ในโรงแรม มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อแชร์ข้อมูลและติดต่อสื่อสาร

- หลังการเดินทาง : แชร์ข้อมูลที่ได้จากการเดินทาง วางแผนการเดินทาง ครั้งต่อไป

 

หัวข้อการสัมมนา : Big Data : Using Travel Intent to Engage Active Consumers

            • กระบวนการเดินทาง  (Travel  Process) ประกอบด้วย 7 ขั้นตอน  ได้แก่

1. Inspiration : บุคคลตอบสนองต่อสิ่งเร้าทำให้เกิดความต้องการเดินทาง ซึ่งขั้นตอนนี้การสื่อสารแบบดั้งเดิม อาทิ แผ่นพับ การโฆษณา มีผลในการสร้างความต้องการเดินทาง

2. Research : เมื่อเกิดความต้องการเดินทางแล้ว บุคคลจะค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ทั้งจากหนังสือท่องเที่ยว หรือเว็บไซต์

3. Planning : หลังจากสืบค้นข้อมูลจำนวนมากแล้ว บุคคลจะนำข้อมูล เหล่านั้นมากำหนดเป็นแผนการเดินทางของตนเอง ทั้งนี้มีการใช้  Website, Software, Application เป็นเครื่องมือช่วยวางแผนการเดินทาง

4. Validating : เป็นขั้นตอนของการสอบถามข้อมูลจากเพื่อน เว็บไซต์ที่มี การรีวิวจากนักท่องเที่ยว หรือผู้มีประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยว Social Media มีบทบาทสำคัญในขั้นตอนนี้

5. Booking : เป็นขั้นตอนที่บุคคลจ่ายเงินเพื่อเดินทางท่องเที่ยว

6. Travel : เป็นขั้นตอนเดินทางท่องเที่ยว อุปกรณ์สื่อสารจะมีบทบาทสำคัญ 7. Sharing : เป็นขั้นตอนบอกเล่า ส่งต่อข้อมูล ประสบการณ์ท่องเที่ยว ของตนเองให้แก่บุคคลอื่น                                                                           

            • บริษัทได้นำเสนอโปรแกรมในลักษณะ Business Intelligence  ซึ่งโปรแกรมนี้เหมาะสำหรับธุรกิจโรงแรม แหล่งท่องเที่ยว  และโปรแกรมนี้ จะช่วย Track ข้อมูลพฤติกรรมนักท่องเที่ยวได้

 

หัวข้อบรรยาย : “We Don’t Talk Anymore”... How to Connect with Your Customers

            • Jason Bryant ผู้ก่อตั้งและ CEO บริษัท Nor 1 มาอภิปรายเกี่ยวกับวิธีการที่โรงแรมได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นจากการที่ลูกค้ายินยอมจ่ายเงินเพิ่ม เพื่อได้รับการบริการที่ดีขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มยอดขาย (Upselling) ของ บริษัทนำเที่ยว (Nor 1 เป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในการเพิ่มยอดขายนี้)           • Upselling เป็นเงินที่ได้รับเพิ่มนอกเหนือจากสิ่งที่นักท่องเที่ยวยินยอมจ่ายจากการจองห้องพักโดยทั่วไป  ทั้งนี้ได้ยกตัวอย่าง McDonald’s เพื่อแสดงให้เห็นประโยชน์ของการเพิ่มยอดขาย โดย McDonald’s  เพิ่มยอดขายจากการเสนอให้ลูกค้าจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อซื้ออาหารและน้ำดื่มที่มีขนาดใหญ่ขึ้น McDonald’s สามารถเพิ่มยอดขายได้จากการ Upselling สูงถึงปีละ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

            • การเพิ่มยอดขายเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มรายได้และสร้างความภักดีต่อสินค้า ทั้งนี้การเพิ่มยอดขายที่ดีจะต้องให้ความสำคัญกับช่วงเวลาและสินค้าในการเสนอเพิ่มยอดขาย

            • ลูกค้ามีความสนใจที่จะตอบสนองต่อการเพิ่มยอดขายแตกต่างกัน จากผลการสำรวจของบริษัทพบว่าเพศชายต้องการการอัพเกรดมากกว่าเพศหญิงถึงร้อยละ 20 และหากการจองนั้นเป็นการจองห้องพัก 1 ห้อง แชร์กัน 2 คน เพศชายต้องการอัพเกรดห้องพักมากถึงร้อยละ 40

            • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ลูกค้าจ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อ Early Check-in ประมาณ 28 USD และจ่ายเพื่อ Late Check-out ประมาณ 36 USD ทั้งนี้ สิ่งที่ นักท่องเที่ยวนิยมจ่ายเงินเพิ่มมากที่สุด คือ การจ่ายเงินเพื่ออัพเกรดเป็นห้อง King Suite โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 58 USD ต่อคน/คืน

            • บริษัทนำเสนอเครื่องมือที่เรียกว่า eStandby Upgrade ซึ่งเครื่องมือนี้ จะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับโรงแรม ขณะเดียวกันลูกค้าก็ได้รับการบริการ ที่ดีขึ้น กระบวนการเพิ่มยอดขายจะเกิดขึ้นหลังจากที่ลูกค้าตกลงจองห้องพัก กับทางโรงแรมแล้ว จากนั้นระบบจะถามว่าลูกค้าต้องการอัพเกรดสินค้า อะไร การอัพเกรดมีหลายลักษณะ อาทิ การอัพเกรดห้องพักให้มี ขนาดใหญ่ขึ้น การจองห้องพักในชั้นที่สูงขึ้น การจองห้องที่มองเห็นทะเลหรือพระอาทิตย์ตกดิน หรือการเสนอขายบริการในโรงแรมเพิ่ม อาทิ ร้านอาหาร สปา อย่างไรก็ตาม การอัพเกรดสินค้าอยู่ภายใต้เงื่อนไข  ‘Not Guarantee Until Check-in’

            • นอกจากนี้ บริษัทยังมีเครื่องมือที่เรียกว่า eReach ซึ่งเป็นเครื่องมือ ที่ช่วยเพิ่มยอดขายผ่านทางโทรศัพท์มือถือ โดยจะนำเสนอข้อเสนอต่างๆระหว่างที่ลูกค้าท่องเที่ยว อาทิ ข้อเสนอเกี่ยวกับร้านอาหาร โรงแรม ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว สปา เป็นต้น


 

เรียบเรียง : วรัญญา น้อยน้ำคำ
พนักงานวางแผน 5 งานบริหารองค์กร กองแผนนโยบาย