1. หลายคนอาจสงสัยว่า ความหรูหรากับความ ‘ยั่งยืน’ (ในความหมายของ Sustainability ที่กำลังเป็นคำ ‘ฮิต’ ของ นักธุรกิจมากมายทั่วโลก) มันไปด้วยกันได้จริงๆ หรือ ?

            ผมคิดว่าคำตอบคือทั้งได้และไม่ได้

            เหตุผลของคำตอบนั้นมีมากมายหลายระดับ อย่างแรกสุดเลยก็คือ เจ้าของกิจการ เช่น รีสอร์ตหรือโรงแรมหรูนั้น มีความ ‘ตั้งใจจริง’ ในการทำให้กิจการของตน ‘ยั่งยืน’ แค่ไหน

 

            ต่อให้ตั้งใจจริง ก็ต้องถามต่อไปอีกว่า แล้ววิธีการที่ใช้เพื่อทำให้ ‘ยั่งยืน’ นั้น อยู่ในระดับไหน เช่น ทำแค่เรื่องบางเรื่อง  หรือมุ่งหมายจะจัดการระบบทั้งหมดของกิจการตัวเองให้ยั่งยืนหรือเป็นกิจการสีเขียวครบวงจรทั้งหมดเลยจริงๆ เพราะต้องบอกกันก่อนนะครับว่าปัจจุบันนี้ คำว่า ‘ยั่งยืน’ นั้นถูกนำมาใช้ในหลายระดับ บางกิจการทำนิดทำหน่อยก็นึก (อาจด้วยน้ำใสใจจริงก็ได้!) ว่าทำแค่นี้ก็เรียกว่า ‘ยั่งยืน’ ได้แล้ว

            ถัดมา ต่อให้ตั้งใจจริง ต่อให้อยากทำให้เป็นกิจการที่ยั่งยืนครบวงจรจริงๆ ก็ต้องถามกันต่อว่า แล้ววิธีการที่ทำทั้งหมดนั้น มันเหมาะสมกับบริบทแวดล้อมหรือเปล่า ทั้งในเรื่องของพื้นที่ วิธีการ สังคมรอบข้าง และอื่นๆ อีกมาก ทั้งปัจจัยที่ควบคุมได้และปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้

            เพราะฉะนั้น การจะตอบว่ากิจการหนึ่งๆ โดยเฉพาะกิจการโรงแรมหรือรีสอร์ตหรูหราที่อยากจะยั่งยืนนั้นเป็นกิจการที่ยั่งยืนได้จริงไหม ความหรูหราไปด้วยกันกับความยั่งยืนได้ จริงไหม จึงเป็นเรื่องที่ยากมาก ต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ หลายอย่าง และต้องดูในระยะยาว (มาก!) ด้วย

            อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจเกิดสงสัยขึ้นมาว่า ก็แล้วทำไมกิจการหรูๆ ทั้งหลายถึงจะต้องอยากยั่งยืนด้วยเล่า หรูก็อยู่ส่วนหรูไปไม่ได้หรือ

            หรือว่าความหรูหราเองก็ต้องการนิยามใหม่ด้วยเช่นกัน !

 

2. เชื่อหรือไม่ว่า นักท่องเที่ยวในปัจจุบันนี้มี ‘สำนึก’ เรื่องของ สิ่งแวดล้อมมากขึ้น หลายคนไม่อยากใช้วันหยุดพักผ่อนหรือวันพักร้อน โดยปล่อยรอยเท้าคาร์บอนออกมาย่ำยีทำลายโลกให้มากไปกว่านี้  มันเหมือนนอนสบายอยู่บนชายหาดโดยที่ ‘ความสบาย’ นั้นได้ ‘ทำลาย’ โลกไปด้วยในเวลาเดียวกัน หลายคนจึงไม่อยาก ‘สบาย’ โดยไร้ความรับผิดชอบอีกต่อไป

            อาจด้วยสาเหตุนี้ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจึงมีแนวโน้มสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น ผมเคยไปพักรีสอร์ตหรูแห่งหนึ่งบนเกาะมัลดีฟส์  ปรากฏว่ารีสอร์ตแห่งนี้ถึงกับตั้งโรงงาน (เล็กๆ) เพื่อผลิตน้ำจืดจาก น้ำทะเลมาใช้บริโภคเอง ส่วนน้ำเสียที่ปล่อยออกมาจากห้องพักของลูกค้าก็ไม่ได้ทิ้งลงทะเล แต่มีการหมุนเวียนนำกลับมาใช้ใหม่ในรูปแบบ ต่างๆ เช่น บางส่วนนำไปเป็นน้ำรดต้นไม้ บางส่วนนำกลับมาบำบัดเพื่อใช้อุปโภค บางส่วนก็บำบัดเพื่องานอื่นๆ นอกจากนี้ รีสอร์ตแห่งนั้น ยังเลือกใช้ไม้เก่าทั้งหมด เช่น ซื้อเสาโทรเลขเก่ามาออกแบบใหม่ ให้เป็นส่วนต่างๆ ของบ้านพัก หรือใช้ไม้ในท้องถิ่นที่หาได้ แม้ไม่แข็งแรง เหมือนไม้เนื้อแข็ง แต่เมื่อนำการออกแบบเข้ามาช่วย ก็ทำให้ไม้ใน ท้องถิ่นประกอบสร้างเข้ากับเสาโทรเลขเก่าและแหจับปลาได้อย่างสวยงาม และเพิ่มเรื่องราวน่าสนใจของที่พักได้ด้วย

            ไม่ใช่แค่มัลดีฟส์ แม้กระทั่งในไทยของเราเอง รีสอร์ตหรูบางแห่ง ก็เลือกที่จะ ‘โกกรีน’ กันอย่างเต็มตัว เจ้าของรีสอร์ตหรูคนหนึ่งที่มีแนวคิดแบบนี้บอกผมว่า เขาไม่อยากใช้หลอดเลย เพราะหลอดทำจากพลาสติก  แต่ลูกค้าก็ยังติดการใช้หลอดอยู่ เขาจึงลงทุนจ้างบริษัทผลิตหลอดให้ทำหลอดกระดาษรีไซเคิลขึ้นมาใช้แทนหลอดพลาสติก เรียกว่าต้อง ‘คิด’ ลึกลงไป ในรายละเอียดกันเลยทีเดียว

            บางรีสอร์ตในไทยนั้น ถึงขั้นนำรายได้บางส่วนไปซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยให้กับการเดินทางของลูกค้า โดยลูกค้าสามารถร่วมบริจาคได้ด้วย  บางรีสอร์ตในหัวหินที่ผมเคยไปพัก พนักงานของรีสอร์ตรวมกลุ่มกันคิด ทำเรื่องที่ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมให้รีสอร์ต เช่น ออมเงินกันซื้อเครื่องย่อยไม้ เพื่อนำไม้ที่เหลือจากการตัดแต่งต้นไม้มาย่อยให้มีขนาดเล็ก จากนั้นก็นำไปหมัก เป็นปุ๋ยหมักอินทรีย์เพื่อนำไปใช้กับต้นไม้ในรีสอร์ต เรียกว่าเป็นการหมุนเวียนทรัพยากรที่น่าสนใจทีเดียว

            รีสอร์ตทั้งหมดที่ว่ามานั้น - ต้องบอกว่าเป็นรีสอร์ตระดับห้าดาวทั้งสิ้น !

 

3. ทุกวันนี้ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวรู้กันดีนะครับว่าจำเป็นต้อง ‘โกกรีน’ กันอย่างจริงจัง แต่ลึกๆ แล้ว ก็ยังเชื่อกันอยู่ว่า การ ‘โกกรีน’ นั้น ถ้าทำกันแบบสุดขั้ว มากเกินไป ก็จะล้ำเส้นความหรูหราสะดวกสบาย ทำให้ความหรูกับความยั่งยืนเหมือนอยู่กันคนละข้าง คอยเล่นชักคะเย่อกันอยู่ ถ้ากรีนมากไปก็จะลดความสบายลงมา ถ้าสบายมากไปก็จะไม่เป็นผลดีต่อ สิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นเจ้าของรีสอร์ตจำนวนมากจึงกำลังต้อง ‘หาสมดุล’ ในเรื่องนี้ให้ได้

            แต่คำถามก็คือ - ความคิดความเชื่อแบบนี้เป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพียง ‘มายาคติ’ ?

            ในระยะหลัง แม้เราจะยังไม่เห็นชัดในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย แต่ต้องบอกกันไว้นะครับ ว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในระดับโลกนั้นหันมาให้ความสำคัญกับความยั่งยืนกันอย่างมาก เพราะลูกค้าที่จองห้องพักคาดหมายว่าเจ้าของกิจการจะต้องมีความรับผิดชอบ มีจริยธรรม และพยายามทำกิจการของตนให้ ‘ยั่งยืน’ ที่สุดเท่าที่ จะเป็นไปได้ แค่บอกลูกค้าให้ใช้ผ้าเช็ดตัวหรือผ้าปูที่นอนซ้ำนั้นไม่พอเสียแล้ว แต่ต้องมีอย่างอื่นมาด้วย

            แล้ว ‘อย่างอื่น’ คืออะไรเล่า ?

            เรื่องนี้ต้องบอกคุณว่า - หลายกิจการมีความคิด สร้างสรรค์ที่น่าสนใจมากทีเดียว เพื่อนำความหรู มาเข้าคู่กับความยั่งยืน

            เทรนด์หนึ่งคือการที่โรงแรมที่พักจะต้องสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด นักท่องเที่ยวที่มีสำนึกทางนิเวศนั้นเลิกชื่นชอบโรงแรมประเภทหรูหราแต่ตัดไม้ไถที่มาสร้างอาคารใหญ่โตกันแล้ว นักท่องเที่ยวประเภทนี้ ไม่ได้คาดว่าที่พักของตนจะต้องหรูหราใหญ่โต แต่คาดหมาย ว่าที่พักของตนจะต้องทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ที่สำคัญมากๆ เพราะเป็นการเปลี่ยน ‘กระบวนทัศน์’ ครั้งใหญ่ก็คือ พวกเขาไม่ได้คาดหวังว่าโรงแรมที่พักจะต้องสะดวกสบายอีกต่อไป แต่จะต้อง ทำหน้าที่เหมือนเป็น ‘สะพาน’ เพื่อเชื่อมตัวเขาเข้ากับสิ่งแวดล้อมและสังคมที่โรงแรมตั้งอยู่ เพื่อให้เขาได้รับประสบการณ์จากพื้นที่รายรอบมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

            ตัวอย่างที่น่าทึ่งมากคือที่พักที่ชื่อว่า Sleeping Around เป็นกิจการในเมืองแอนต์เวิร์ปในเบลเยียม ‘โรงแรม’ นี้ไม่มีสถานที่ถาวร แต่เป็นตู้คอนเทนเนอร์ ที่เคลื่อนย้ายได้ ตู้นั้นเป็นตู้เก่าที่นำกลับมาใช้ใหม่ วัสดุที่ตกแต่งภายในตู้ก็เป็นวัสดุที่มาจากแหล่งที่ยั่งยืน แต่ที่ เจ๋งมากก็คือ แขกจะไม่มีทางรู้เลยว่า ตู้คอนเทนเนอร์นั้น จะไปตั้งอยู่ที่ไหน ยกเว้นแต่จะจองที่พักเอาไว้แล้ว เพราะตู้คอนเทนเนอร์นี้จะย้ายที่ไปตามจุดต่างๆ รอบเมืองแอนต์เวิร์ปเพื่อให้ลูกค้าได้ใช้ที่พักของตัวเองเป็นเหมือน ‘สะพาน’ เชื่อมไปสู่ประสบการณ์กับพื้นที่และสังคมรายล้อม โดยลูกค้าจะได้รับแผนที่บอกทางทางจีพีเอส  แล้วต้องเดินทางไปยัง ‘โรงแรม’ นี้เอง

            โรงแรมอีกแห่งหนึ่งที่พยายามนำ ‘ความรู้’ เชิงนิเวศมานำเสนอให้กับผู้เข้าพัก คือโรงแรมชื่อ National Hotel  ใกล้กับสนามบินของกรุงปักกิ่ง โรงแรมแห่งนี้ได้บริษัทสถาปนิกของสหรัฐอเมริกาชื่อ Emergent มาออกแบบ แม้เป็นโรงแรมใหญ่ตามแนวคิดดั้งเดิม แต่มีการสร้างป่าฝนเขตร้อนไว้ภายในอาคาร มีขนาดใหญ่ถึงแสนกว่าตารางฟุต โดยมีหน้าต่างแบบสกายไลท์ให้แสงธรรมชาติ และใช้ท่อให้ความร้อนที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ จึงทั้งให้ความรู้และน่าตื่นตาตื่นใจไปพร้อมกัน

            อีกโรงแรมหนึ่งที่น่าทึ่งมาก คือโรงแรมชื่อ B3 Hotel Virrey ในกรุงโบโกตา โรงแรมนี้สร้าง ‘ผนังมีชีวิต’ ที่มีความสูงเท่าตึกแปดชั้นอยู่ด้านนอก ผนังนี้มีต้นไม้มากกว่า 25,000 ต้น โดยพืชพรรณส่วนใหญ่เป็นพันธุ์พื้นเมือง แต่ที่เจ๋งที่สุดก็คือ มีการ ‘วางแผน’ มาแล้วอย่างดีเพื่อให้ต้นไม้เหล่านี้สามารถขยายพันธุ์ได้ คือมีการผสมเกสรระหว่างกันได้เองโดยมีแมลงในท้องถิ่นมาเป็นผู้ช่วยเหลือ ผนังนี้จึงเป็นที่ศึกษาเรียนรู้พร้อมกับทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อน ไปด้วยในตัว

            อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะน่าจะทำลาย ‘มายาคติ’ เรื่องความสบายกับการโกกรีนลงได้บ้าง เป็นตัวอย่างจากโรงแรมแห่งหนึ่งในแฮมป์เชอร์ของอังกฤษ  ชื่อ Cottage Lodge ซึ่งเพิ่งเปิดตัวห้องชื่อ Standing Hat Room เป็นห้องที่มีโทรทัศน์ตั้งวางเอาไว้ให้แขก แต่ถ้าแขกอยากเปิดโทรทัศน์ดูขึ้นมาเมื่อไหร่ละก็ จะต้องลุกขึ้นมาปั่นจักรยานเพื่อ ‘ปั่นไฟ’ ให้ไฟฟ้าที่ได้จากจักรยานไปเปิดโทรทัศน์เอาเอง  หยุดปั่นเมื่อไหร่ก็ไม่ได้ดูโทรทัศน์เมื่อนั้น ซึ่งฟังดูเหมือน ‘ล้ำเส้น’ ความสะดวกสบาย แต่ปรากฏว่าผู้เข้าพักต่างติดใจ

            แนวโน้มที่เล่ามาทั้งหมดน่าจะยืนยันให้เห็นว่าการท่องเที่ยวกำลังเดินหน้าไปทางไหนได้ชัดเจนพอสมควร

4. บางคนอาจบอกว่าการท่องเที่ยวนั้นทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ก็มีอีกหลายคนบอกว่า แม้การท่องเที่ยวจะ ‘สูบ’ ทรัพยากรในท้องถิ่นไปป้อนปรนให้กับนักท่องเที่ยว แต่ในเวลาเดียวกัน การท่องเที่ยวก็สามารถมี ‘สองหน้า’ ได้ โดยอีกใบหน้าหนึ่งนั้นเป็นใบหน้าที่ช่วยสร้างความตระหนักรู้ ใหม่ และความรู้สึกชื่นชมในท้องถิ่นให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ไม่เฉพาะเมื่ออยู่ในแหล่งท่องเที่ยว เท่านั้น เพราะเมื่อได้ ‘ตระหนักรู้’ เสียแล้ว เมื่อกลับไปถึงบ้านก็อาจนำเอาความรู้นั้นไปเปลี่ยนแปลงตัวเองและสังคมรอบข้างได้ด้วย

            แน่นอนว่าความหรูหรานั้นดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยว ชั้นสูงที่พร้อมจ่าย แต่ถ้าความหรูหราจะมาพร้อมกับความยั่งยืน  มันก็ต้อง ‘ตัดสัมพันธ์’ กับการบริโภคอย่างล้นเกิน นั่นคือหรูได้ แต่เป็นความหรูที่ผ่านกระบวนการคิด เป็นความหรูเพื่อลดการใช้งานโลก  เป็นความหรูแบบใหม่ ที่หรูหราได้ผ่าน ‘ประสบการณ์’ ที่ไม่เหมือนใคร

            เว็บไซต์อย่าง constructingsustainability.com ให้ความเห็นไว้ว่า ถ้าการท่องเที่ยวจะรวมความหรูหราเข้ากับความยั่งยืน น่าจะต้องลองสำรวจ ตัวเองในหัวข้อเหล่านี้ดู

            - อุปกรณ์อำนวยความสะดวกทั้งหลาย : แน่นอน, ถ้าจะให้ยั่งยืน ทุกอย่างก็ต้องประหยัดพลังงาน น้ำ และมีการจัดการขยะและของเสียที่ดี  เรื่องท้าทายอย่างยิ่งสำหรับการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน (และหรูหรา) ก็คือ การต้องเอาชนะ ‘ความเสียเปล่า’ ที่เกิดจากแรงยั่วยวนให้อยากเสพสิ่งของต่างๆ อย่างล้นเกิน ซึ่งเป็นภาวะที่มักเกิดขึ้นเมื่อคนเราโอนสัญชาติไปเป็น ‘นักท่องเที่ยว’ ยามหยุดพักร้อนชั่วคราว และมีแนวโน้มจะปลดปล่อยตัวเอง และจับจ่ายอย่างไม่คณามือ

            - การตลาด : โรงแรมที่พักและบริษัททัวร์บางแห่งจะใช้คำว่า ‘ยั่งยืน’ เพียงเพื่อรับประกันว่าตนยั่งยืน เช่น พยายามทำให้ได้มาตรฐานบางอย่าง ของสำนักรับประกันความยั่งยืน ที่ในปัจจุบันมีกันอยู่หลายสำนัก  ได้มาตรฐานบ้างไม่ได้มาตรฐานบ้าง ยั่งยืนจริงบ้างยั่งยืนปลอมบ้าง แต่การ จะยั่งยืนอย่างแท้จริงต้องเกิดจากภายใน ไม่ใช่ป้ายรับประกันภายนอก

            - มีการ ‘เสริมส่ง’ ประสบการณ์ให้กับลูกค้าหรือเปล่า : ถ้าจะมี ความยั่งยืนจริงๆ ก็จะต้องเสริม ‘ความหมาย’ และ ‘เรื่องเล่า’ ใหม่ๆ ให้ประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวด้วย นั่นคือต้อง ‘ให้ความรู้’ กับ นักท่องเที่ยวในมิติต่างๆ ด้วยวิธีที่ไม่ยัดเยียด ช่วยให้ผู้มาเยือนได้สัมผัส  เชื่อมโยงและรับรู้ถึงบริบทแวดล้อม พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความยั่งยืนหมายถึงการทำให้นักท่องเที่ยวได้ ‘ร่วมสร้างสรรค์’ พื้นที่รอบข้าง ไม่ใช่มาเที่ยวเพื่อทำลาย

            - การจัดการความเสี่ยงในการใช้ทรัพยากรของท้องถิ่น : เรื่องนี้ สำคัญมาก เราจะเห็นอาการ ‘แย่งน้ำ’ เกิดขึ้นกับหลายที่ เช่น ระหว่างกลุ่มของโรงแรมกับกลุ่มเกษตรกร ซึ่งต่างก็ต้องการใช้น้ำด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน นอกจากน้ำแล้วยังมีทรัพยากรและปัจจัยอื่นๆ อีกมาก ที่ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึง เช่น การใช้งานสาธารณูปโภคร่วมกับ ท้องถิ่น การตั้งกิจการนั้นๆ แล้วทำให้ชาวบ้านมีปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้นไหม  มีปัญหาความปลอดภัยมากขึ้นหรือเปล่า หรือไปทำลายถิ่นที่อยู่หรือ ปิดกั้นการเข้าถึงทรัพยากรของคนอื่นหรือเปล่า ปัจจัยเหล่านี้คือการบ่งชี้ว่า กิจการนั้นๆ ‘หรูแต่เปลือก’ หรือมีความหรูหราแบบใหม่ที่ยั่งยืนไปด้วยในตัว            - ช่วยส่งเสริมศักยภาพของชุมชนรอบข้างไหม : เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายรีสอร์ตในเมืองไทยก็มีการว่าจ้างคนในท้องถิ่นเข้ามาร่วมงาน  มีการจัดโปรแกรมต่างๆ ร่วมกับคนในท้องถิ่นเพื่อให้ท้องถิ่นมีความ แข็งแรงเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวนั้นยั่งยืนมากขึ้นด้วย อาทิเช่น หากลดความยากจนลงได้ อาชญากรรมในละแวกนั้นก็จะลดลง  นักท่องเที่ยวก็จะปลอดภัยมากขึ้น เป็นต้น เรื่องนี้รวมไปถึงการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการและท้องถิ่นด้วย ว่าอยากให้สังคมรอบข้างเดินหน้าไปอย่างไร

 

5, ในปัจจุบันนี้ ความต้องการการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนนั้นแพร่หลายไปทุกหนแห่ง ไม่เว้นแม้แต่การท่องเที่ยวระดับบนอันหรูหรา

            มายาคติเดิมที่บอกว่านักท่องเที่ยวต้องการความหรูหรา สะดวกสบาย พวกเขาไม่ได้ต้องการมาเรียนรู้อะไร ต้องการเพียงพักผ่อน ใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง ตามใจตัวเอง และมีความสุขกับการเผาเงินทิ้ง ในช่วงเวลาสั้นๆ จึงต้อง ‘ได้รับ’ มากที่สุดเท่าที่จะมากได้นั้น - กำลัง ถูกท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ จากนักท่องเที่ยวที่มีสำนึกทางนิเวศ

            นักท่องเที่ยวเหล่านี้บอกเราว่า - ยิ่งหรู ยิ่งแลดูเก๋ไก๋เป็นผู้นำเทรนด์ ก็ต้องนำเทรนด์ในด้านสำนึกสิ่งแวดล้อมด้วย และนักท่องเที่ยวแบบนี้ กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาจึงต้องการ ‘ความหรูหราใหม่’  ที่ไม่ได้มีนิยามเหมือนความหรูหราแบบเดิมๆ อีกต่อไป พวกเขายินดี จ่ายแพงขึ้นไปอีกระดับ ถ้าหากว่าความหรูหราที่ได้มานั้นจะไม่ต้องแลกด้วย การผลาญพร่าทรัพยากรอย่างน่าละอาย

            นักท่องเที่ยวเหล่านี้ - ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่, พวกเขากำลังสร้างนิยามใหม่ให้กับความหรูหรา และกำลังกำหนดชี้ว่า ผู้ประกอบการจะต้องคิดหาวิธีทำให้ความหรูหรานั้น ไปด้วยกันให้ได้กับความยั่งยืนในบริบทของแต่ละที่     นี่เป็นแนวโน้มใหม่ในระดับโลกที่น่าตั้งคำถามต่อว่า - แล้วใน เมืองไทยเล่า เราได้ตระหนักถึงแนวโน้มเหล่านี้บ้างหรือยัง


เรื่อง : โตมร ศุขปรีชา