ทัวร์ปราสาทหิน : ชวนเที่ยว ไม่ชวนทะเลาะ !

“สงคราม คือความเสื่อมโทรม ทางศีลธรรม”

ประธานาธิบดีแฟรงกลิน โรสเวลต์ คำปราศรัยที่นครชิคาโก 5 ตุลาคม พ.ศ. 2480

            นับตั้งแต่การปลุกระดมทางการเมืองเพื่อต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ในปี 2551 เป็นต้นมา เรามองปราสาทพระวิหารด้วยทัศนะแบบเดียวก็คือ พระวิหารเป็นจุดพิพาท และจุดพิพาทเช่นนี้เป็นปัญหาทั้งในบริบทของการเมืองไทย ขณะเดียวกันก็เป็นปัญหาของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาอีกด้วย ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว  เราแทบจะมองไม่เห็นแง่มุมอย่างอื่นของปราสาทพระวิหารเอาเลย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ปราสาทพระวิหารเป็นหนึ่งในมรดกทางอารยธรรมที่เก่าแก่ของโลก และอาจจะต้องถือว่าเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของ ความเป็น ‘ต้นธารอารยธรรม’ ของผู้คนในแถบบ้านเรา และในอีกด้านหนึ่ง สำหรับผู้คนรุ่นหลังแล้ว แหล่งอารยธรรมเช่นปราสาทพระวิหารเป็น ‘จุดดึงดูด’ การท่องเที่ยวที่สำคัญอย่างปฏิเสธไม่ได้ 

 

            ดังนั้น หากย้อนอดีตกลับไปสู่สมัยของรัฐบาลพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ จะพบว่าการประชุมคณะรัฐมนตรี สัญจรที่จังหวัดขอนแก่น ในวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2532 นั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพื้นที่ภาคตะวันออก-เฉียงเหนือได้จัดทำข้อเสนอ 5 ประการต่อรัฐบาลของพลเอกชาติชาย และหนึ่งในข้อเสนอดังกล่าวก็คือ ขอให้รัฐบาลไทยประสานรัฐบาลกัมพูชา เพื่ออนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าชมปราสาทพระวิหาร ซึ่งหากได้รับอนุญาตจากรัฐบาลกัมพูชาแล้ว ก็จะเป็นจุดสำคัญของการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นเห็นด้วยอย่างเต็มที่

            แม้รัฐบาลกัมพูชาจะตอบรับต่อคำขอของรัฐบาลไทย โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้รายงาน ให้รัฐบาลรับทราบในเดือนมิถุนายน 2532 ว่า ‘รัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตยเห็นด้วย และพร้อมที่จะเปิดปราสาทหินเขาพระวิหารให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว’ และทั้งสองฝ่ายจะ ‘ร่วมพิจารณาจัดวางกฎระเบียบการนำชมปราสาทหินเขาพระวิหาร’ นอกจากนี้ ในรายงานดังกล่าวยังระบุถึงปัญหาที่สำคัญด้วยว่า ‘ฝ่ายทหารไทยและ ประเทศกัมพูชาประชาธิปไตยจะได้ร่วมกันกวาดล้างทุ่นระเบิด และวัตถุระเบิดที่ยังคงตกค้าง’ อยู่ในพื้นที่  (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, แฉเอกสาร ‘ลับที่สุด’ ปราสาทพระวิหาร พ.ศ. 2505-2551. สำนักพิมพ์มติชน, 2551)

            แต่ความหวังที่จะทำให้ปราสาทพระวิหารเป็นจุดท่องเที่ยวนั้น มีอุปสรรคที่สำคัญมาจากปัญหาความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เพราะยังมีทุ่นระเบิดตกค้างอยู่มากในพื้นที่ และขณะเดียวกัน ฝ่ายกัมพูชาเอง ก็มีความขัดแย้งภายในของกลุ่มการเมืองทั้ง 4 ฝ่าย เรื่องของการผลักดันให้เกิดมิติการท่องเที่ยวปราสาท พระวิหารจึงค่อยๆ เงียบหายไป เพราะยังไม่อาจดำเนินการได้จริง

            จนกระทั่งอีก 7 ปีต่อมา คณะรัฐมนตรีไทยในปี 2539 จึงมีมติให้พัฒนาปรับปรุงทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 221 จากอำเภอกันทรลักษ์ไปยังเขาพระวิหาร ฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า ความพยายามของฝ่ายไทย ที่จะสร้างการท่องเที่ยวที่ปราสาทพระวิหารที่เริ่มขึ้นในปี 2532 นั้น ปรากฏเป็นรูปธรรมอย่างจริงจังในปี 2539 ที่มีเส้นการเดินทางเชื่อมต่อจาก เมืองหลักคืออำเภอกันทรลักษ์ไปสู่จุดหมายปลายทางที่ปราสาทพระวิหาร ซึ่งอยู่ติดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และในช่วงสงครามเป็นพื้นที่ที่มี ความอันตรายจากการสู้รบที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันทางหลวงหมายเลข 221 นั้นขึ้นไปบรรจบกับเส้นทางหลวงที่สำคัญสายหนึ่งของภาคอีสานคือ เส้นทางหมายเลข 24

            จากปี 2539 ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเส้นทางสู่ปราสาท พระวิหารนั้น พัฒนาการที่สำคัญเกิดขึ้นอีกครั้งในสมัยรัฐบาลของ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร โดยได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วม เพื่อพัฒนาเขาพระวิหารขึ้นซึ่งคณะกรรมการนี้จะทำหน้าที่ ‘ศึกษาและกำหนดแนวทางในการพัฒนาพื้นที่เขาพระวิหารบนพื้นฐานของ ผลประโยชน์ร่วมกันของไทยและกัมพูชา เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี’ และ ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ในการ ‘ตรวจสอบควบคุม และกำหนดดูแลการ ดำเนินกิจกรรมความร่วมมือต่างๆ ในโครงการร่วมมือเพื่อพัฒนาเขาพระวิหาร โดยมิให้กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการดำเนินการเกี่ยวกับเส้นเขตแดน’ (ตัวเน้นเป็นของผู้เขียนที่ต้องการแสดงให้เห็นว่า การท่องเที่ยวไม่มีผล กระทบต่อการกำหนดแนวเส้นเขตแดนของรัฐ)

            ดังนั้น คงต้องยอมรับว่า การสร้างการท่องเที่ยวที่เขาพระวิหาร นั้น ดำเนินการไปด้วยความคืบหน้ามากขึ้นในสมัยรัฐบาล พันตำรวจโท ทักษิณ โดยเฉพาะเมื่อมีการจัดตั้งคณะกรรมการในระดับกระทรวงเพื่อเตรียมการพัฒนาพื้นที่ช่องตาเฒ่าและเขาพระวิหาร และได้มีการ จัดตั้งคณะกรรมการขึ้น 2 ชุด ได้แก่ 1) คณะอนุกรรมการวางแผน การพัฒนาร่วมเขาพระวิหาร และ 2) คณะอนุกรรมการเพื่อบูรณ-ปฏิสังขรณ์ปราสาทพระวิหาร

            ผลของการประชุมในเดือนมีนาคม 2547 ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้อง ร่วมกันว่า โครงการบูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทพระวิหารจะเริ่มดำเนินการ หลังจากที่ปราสาทพระวิหารได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว และถือว่าการพัฒนาปราสาทพระวิหารไม่กระทบต่อการปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชา อีกทั้งในการประชุมนี้ทั้งไทยและกัมพูชาตกลงร่วมกันว่าจะร่วมมือกับองค์การยูเนสโกในการพัฒนาปราสาทนี้  แต่บรรยากาศการเมืองไทยก็เปลี่ยนไปด้วยการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

            ต่อมาในสมัยรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้มีมติที่จะทักท้วงการที่กัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในเดือนมิถุนายน 2550 ได้เลื่อน การพิจารณาเรื่องนี้ออกไปตามคำขอของฝ่ายไทย แต่ก็ขอให้ทั้งสองฝ่าย ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทและจัดทำ แผนบริหารจัดการเพื่อการปกป้องคุ้มครองปราสาทพระวิหารเป็นไปได้อย่างรวดเร็วสำหรับการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในปี 2551

            อย่างไรก็ตาม บรรยากาศในระดับรัฐบาลของทั้งสองประเทศ ในปี 2550 ยังดำเนินไปได้ด้วยดี จนถึงขั้นมีการเตรียมสร้างหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับนักศึกษาในเรื่องของการบูรณะฟื้นฟูโบราณสถาน แต่เมื่อล่วงเข้าสู่ปี 2551 ในสมัยรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช บรรยากาศของความสัมพันธ์เริ่มเปลี่ยนแปลงไป แต่ในที่สุดก็สามารถตกลงกันได้ด้วยการออกแถลงการณ์ร่วมกัน และกัมพูชาเองก็รับรองว่า การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกจะไม่กระทบต่อการปักปันเส้นเขตแดนระหว่างกัน

            แต่ในอีกด้านหนึ่งของปัญหาก็คือ ความขัดแย้งในการเมืองไทย ที่มีการประท้วงรัฐบาลขนาดใหญ่ จนมีการนำเอาประเด็นของแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวไปฟ้องขอความคุ้มครองจากศาลปกครอง และส่งผลให้รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยในขณะนั้นต้องลาออก  อีกทั้งประเด็นในการโจมตีรัฐบาลสมัครก็ถูกปลุกระดมส่วนหนึ่งด้วยเรื่องปราสาทพระวิหาร จนกลายเป็น ‘วิกฤติการณ์พระวิหาร รอบ 2’ หลังจากวิกฤติรอบแรกเกิดขึ้นและจบลงด้วยคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ในปี 2505

            ผลพวงของปัญหาจากที่กล่าวในข้างต้นทำให้โอกาสของการ ท่องเที่ยวปราสาทพระวิหารต้องยุติลงโดยปริยาย และขณะเดียวกัน ก็เห็นได้ชัดเจนว่า หลังจากกลางปี 2551 เป็นต้นมา สถานการณ์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาถูกกระทบอย่างมากจากการต่อต้านเรื่องการ ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และสถานการณ์ดังกล่าว ตกต่ำลงอย่างที่สุดเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลในสมัยของนายกรัฐมนตรี  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะผู้นำรัฐบาลไทย ทั้งนายกฯ และรัฐมนตรี ต่างประเทศของไทยมีทัศนะต่อต้านผู้นำกัมพูชาอย่างรุนแรง พร้อมๆ กับ การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็มีทัศนะ แบบชาตินิยมสุดโต่ง ที่ต้องการเอาปราสาทพระวิหารคืน! จนลืมไปว่า ศาลโลกได้ตัดสินอธิปไตยเหนือตัวปราสาทดังกล่าวไปแล้วในปี 2505

            จุดต่ำสุดของสถานการณ์ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็คือ การสู้รบที่จังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดสุรินทร์ในช่วงต้นปี 2554 และถือได้ว่าความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาตกต่ำลงอย่างถึงที่สุดในทางการเมืองและการทูต แต่เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  หลังจากการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม 2554 แล้ว สภาวะของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองก็ขยับตัวในทางที่ดีขึ้นเป็นลำดับ จนปัจจุบันต้องยอมรับว่า ความสัมพันธ์ในสมัยของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ได้ถูกรื้อฟื้นให้กลับสู่ภาวะปกติ และในภาวะเช่นนี้ทุกฝ่ายก็หวังอย่างมากว่า การ ท่องเที่ยวปราสาทพระวิหารจะเกิดขึ้นได้จริง แม้ว่าอาจจะต้องรอให้การพัฒนาเป็นมรดกโลกเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วก็ตาม

            แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มีความกังวลกันว่า การยื่นให้ศาลโลกตีความพื้นที่ขอบเขตรอบตัวปราสาทพระวิหารในช่วงปี 2554 นั้น ศาลจะออก คำวินิจฉัยในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ และการตีความของศาลจะมี ผลกระทบต่อปัญหาความขัดแย้งในเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด อีกทั้ง จะก่อให้เกิดความรุนแรงตามแนวชายแดนอย่างไรหรือไม่

            แต่ถ้าเรามองข้ามไปในอนาคต ประเด็นสำคัญประการหนึ่งยังคงเป็นเรื่องของการท่องเที่ยว เราจะคิดถึงเรื่องการท่องเที่ยวที่จะเชื่อมต่อกับปราสาทพระวิหารในอนาคตหลังการเป็นมรดกโลกอย่างไร

            หากเราเริ่มกันจากปราสาทหิน คงต้องยอมรับว่าไม่มีอะไรจะอลังการเทียบเคียงได้กับนครวัดเลย และยังมีนครธม ทั้งความอลังการและความยิ่งใหญ่ ดังที่กล่าวกันว่า ‘See Angor Wat and Die’ หรือพูดง่ายๆ ว่า ‘อย่าเพิ่งตายจนกว่าจะเห็นนครวัด’ ดังนั้น วันนี้รัฐบาลกัมพูชา จึงพยายามที่จะสร้างการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมขนาดใหญ่ด้วยการเชื่อมนครวัด นครธม และปราสาทพระวิหารเข้าด้วยกัน และหากมองไปในลาวภาคใต้ก็เห็นปราสาทวัดภู อันเป็นปราสาทเก่าแก่ที่เป็นดังต้นธารของปราสาทหิน หันมาดูในประเทศไทย ก็จะพบว่ามีปราสาทหินจำนวนมาก ที่ยังเหลืออยู่ในภาคอีสานของไทย บางปราสาทอาจจะไม่ค่อยมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักเท่าใดนัก แต่หลายปราสาทเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง  แม้จะไม่อลังการและยิ่งใหญ่แบบนครวัด แต่ก็มีความงดงามอยู่ในตัวเองพอสมควร เช่น ปราสาทหินพิมาย ปราสาทหินพนมวัน ปราสาทนางรำ ในจังหวัดนครราชสีมา ปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทหินเมืองต่ำในจังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทตาเมือน ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทหินบางพลวง ปราสาทเมืองที ปราสาทศีขรภูมิ ปราสาทบ้านปราสาท ปราสาทภูมิโปนในจังหวัดสุรินทร์ ผามออีแดง ปราสาทตาเล็ง ปราสาทวัดสระกำแพงน้อย ปราสาทวัดสระกำแพงใหญ่ ปราสาทตำหนักไทรในจังหวัดศรีสะเกษ ปราสาทบ้านเพ็ญ ปราสาททองหลวงในจังหวัดอุบลราชธานี

            ว่าที่จริงยังมีปราสาทหินในไทยอีกเป็นจำนวนหลายแห่งที่ไม่ได้ถูกเอ่ยชื่อ ในการนี้ แต่ก็เห็นได้ชัดเจนว่า ปราสาทหินนั้นมิได้มีอยู่แค่เฉพาะในกัมพูชา เท่านั้น หากแต่มีอยู่ทั้งในลาวและในไทยอีกด้วย ดังนั้น หากเปิดแผนที่  (ไม่ว่าจะเป็นแผนที่ทางหลวง หรือแผนที่ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) ก็จะเห็นความเป็นแหล่งอารยธรรมที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่หากเราลองลบเส้นเขตแดนออก หรือทดลองทำให้เส้นเขตแดนหายไป ปราสาทหิน เหล่านี้ ก็คือตัวแทนของ ‘อู่อารยธรรม’ ขนาดใหญ่ของผู้คนในพื้นที่แถบนี้ เพราะในวันนั้นไม่มีสภาพของความเป็นประเทศ (หรือความเป็นรัฐประชาชาติเช่นในโลกปัจจุบัน) หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ไม่มีการแบ่งพื้นที่ด้วยเส้นเขตแดนเช่นในปัจจุบัน

            หากพิจารณาดูเส้นทางหลวงหมายเลข 24 จากอำเภอสีคิ้ว (นครราชสีมา) ตัดขนานกับเส้นเขตแดนของประเทศไปจนถึงอำเภอเดชอุดม (อุบลราชธานี) และจากถนนสายนี้จะสามารถแยกไปเมืองเสียมเรียบ เพื่อไปยังปราสาท นครวัด และถนนสายนี้ยังเชื่อมไปยังปราสาทพระวิหารอีกด้วย ฉะนั้น หากจะ ลองคิดในบริบทของการท่องเที่ยวแล้ว ก็น่าสนใจอย่างมากที่จะเชื่อมแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นปราสาทหินในทั้งสามประเทศเข้าด้วยกัน หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือสร้างเส้นทางการติดต่อในลักษณะ ‘ถนนสายวัฒนธรรม’ หรืออาจเรียกว่าเป็น ‘ถนนสายปราสาทหิน’ เช่นที่อาเซียนกำลังมีระบบโลจิสติกส์ที่เป็น ‘การเชื่อมต่อในภูมิภาค’ (Regional Connectivity) ซึ่งหากการเชื่อมต่อ เช่นนี้เป็นไปได้แล้ว เราก็อาจจะมี ‘การเชื่อมต่อกันทางวัฒนธรรม’ (Cultural Connectivity) ในรูปแบบของเส้นทางการท่องเที่ยวเพื่อเยี่ยมชมปราสาทหินในกัมพูชา ลาว และไทย จนอาจถือเป็นจุดขายใหญ่ของการท่องเที่ยวของประชาคมอาเซียนในอนาคตอีกด้วย

            ถ้าเราคิดในมิติการท่องเที่ยวเช่นนี้ พื้นที่ความขัดแย้งรอบตัวปราสาทพระวิหารก็สามารถเปลี่ยนเป็นพื้นที่พัฒนาร่วม โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญ เพื่อให้เป็น ‘พื้นที่พัฒนาร่วมทางวัฒนธรรม’ (Joint Cultural Development Area หรือ JCDA) เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ในการใช้พื้นที่ทางวัฒนธรรมร่วมกัน และหากทำได้จริงก็จะทำให้พื้นที่ของปราสาทพระวิหารโดยรอบมีความสมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้เห็นความเชื่อมต่อของส่วนต่างๆ เช่น ในกรณีของผามออีแดง  สระตราว เป็นต้น และในกรอบที่ใหญ่กว่าพื้นที่เฉพาะส่วนของปราสาทพระวิหาร หากเราสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งได้โดยไม่ยึดติดอยู่กับ ลัทธิชาตินิยมคับแคบที่อาจจะดำรงอยู่ในทั้งสองด้านของเส้นเขตแดนแล้ว การสร้างการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในรูปของปราสาทหินอาจจะสามารถ นำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของเสาสังคมวัฒนธรรมของประชาคมอาเซียน

            ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดจึงมิได้มีอะไรมากไปกว่า ขอให้ทุกฝ่ายก้าวข้าม ความขัดแย้งที่ถูกกำหนดสร้างจากวาทกรรมของลัทธิชาตินิยมเก่า ที่ละเลยต่ออนาคตและผลประโยชน์ในระยะยาวของผู้คนในแถบนี้ และละเลยต่อความเป็นจริงที่ว่า สุดท้ายแล้วพวกเราล้วนเป็นญาติที่ก่อกำเนิดจาก  ‘อู่อารยธรรม’ เดียวกัน ซึ่งส่วนหนึ่งก็คืออารยธรรมขแมร์โบราณนั่นเอง !

 


เรื่อง : สุรชาติ บำรุงสุข
อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย