ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกจำนวนมาก ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวอยู่ในภาวะชะลอตัวมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ทุกประเทศและองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ต่างก็หามาตรการเพื่อรองรับการถดถอยของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่างเต็มที่ การดำเนินการมาตรการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องส่งผลให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของโลกเริ่มฟื้นตัวมากขึ้น ทั้งนี้ ตามรายงาน  World Tourism Barometer ขององค์การการท่องเที่ยวโลก (UNWTO) ระบุว่า ใน ค.ศ. 2010 ทั่วโลกมีนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศ (ขาเข้า) เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 หรือคิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยว 935 ล้านคน เป็นสัญญาณที่ดีของการฟื้นตัว จากที่เคยลดลงร้อยละ 4 ในปี 2009 เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ โดยกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Economies) ยังคงเป็นกลไกหลักในการฟื้นตัวจากวิกฤตดังกล่าว

             ทั้งนี้ องค์การการท่องเที่ยวโลก (UNWTO) ระบุว่า แนวโน้มการท่องเที่ยวโลกในปี 2011 ยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง พิจารณาจากจำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 4-5 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตในระยะยาวเล็กน้อย แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้การจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องขยายตัวตาม อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ยังต้องเผชิญกับความท้าทายต่าง ๆ อาทิ การปรับเพิ่มภาษีที่เกี่ยวข้องเพื่อชดเชยผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ นอกจากนี้ งานวิจัย Tourism 2020 Vision ของ UNWTO คาดการณ์ว่า การท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างช้า ๆ ในปี 2011 จะได้รับการชดเชยในระยะกลางและระยะยาว โดยในปี 2020 จำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.6 พันล้านคน โดยนักท่องเที่ยวภายในภูมิภาค (1.2 พันล้านคน) ยังคงมีบทบาทสำคัญมากกว่านักเดินทางต่างถิ่น (378 ล้านคน) 

 

ประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้าทั่วโลกจำแนกรายภูมิภาค

 

ที่มา: Tourism 2020 Vision, WTO.

 

            ภูมิภาคที่คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวมากที่สุดคือ ยุโรป (717 ล้านคน) รองลงมาคือ เอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (397 ล้านคน) และอเมริกา (282 ล้านคน) ในขณะที่แอฟริกา คาดว่ามีการเติบโตของนักท่องเที่ยวสูงกว่าร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย อัตราการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 4 สำหรับภูมิภาคที่เริ่มอิ่มตัวคือ ยุโรปและอเมริกานั้น มีการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวน้อยกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวโลก

 

การท่องเที่ยวแบบหรูหรา (Luxury Tourism)

            สัญญาณชัดเจนอีกอย่างหนึ่งของการท่องเที่ยวโลก โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากทิศทางการดำเนินงานที่มีความต่อเนื่องมาจนถึงปี 2012 คือ การเติบโตของการท่องเที่ยวแบบหรูหรา หรือ Luxury Tourism ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มีฐานะคาดหวังอะไรจากจุดหมายปลายทาง และประสบการณ์ของการเดินทางท่องเที่ยว การแยกแยะสินค้าการท่องเที่ยวแบบ Luxury Tourism ในอนาคตและผู้ประกอบการของธุรกิจท่องเที่ยวเข้าถึงความต้องการซึ่งกว้างขวางและแตกต่างของกลุ่มตลาดนี้แล้วหรือยัง

            ความหรูหราอาจไม่จำกัดอยู่ที่บุคคลที่เรียกว่าเป็นลูกค้า High-end อีกต่อไป ดังนั้นบริการทางการท่องเที่ยวจึงต้องปรับตัวเพื่อหาความหรูหรามารองรับความต้องการของลูกค้าผู้มั่งคั่ง นักท่องเที่ยวผู้ต้องการความหรูหราจากการเดินทางท่องเที่ยวมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในปี 2012 มีรายงานที่แสดงว่าความมั่งคั่งของโลกกำลังแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเพิ่มขึ้นของทรัพย์สินส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากกว่าอัตราการเติบโตโดยรวมของประชากรที่มีมูลค่าสินทรัพย์ส่วนบุคคลสูง จากการศึกษาแนวโน้มในรอบ 11 ปี เริ่มตั้งแต่ World Wealth Report ตีพิมพ์ขึ้นครั้งแรก การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้มีสินทรัพย์บุคคลสูงและการมีทรัพย์สินมากมายนี้ทำให้เกิดความต้องการการเดินทางท่องเที่ยวที่หรูหราและสินค้าที่หรูหรา

 

รูปแบบของนักท่องเที่ยวแบบหรูหรา (Luxury Tourist Segmentation)

            ผู้ประกอบการโดยทั่วไปมักจะให้ความสำคัญกับสินค้าและการบริการด้านการท่องเที่ยว (Tourism Products and Services) ซึ่งจะหมายถึงโรงแรมที่พักเป็นประเด็นสำคัญ รวมถึงการบริการอื่น ๆ ที่มีความเป็นส่วนตัวหรือสร้างอัตลักษณ์ตอบความต้องการของนักท่องเที่ยวได้ แต่หากพิจารณาถึงที่มาของนักท่องเที่ยวกลุ่มหรูหรานี้ อาจจะพิจารณารูปแบบของการเดินทาง (Mode of Transportation) ซึ่งเป็นหนึ่งในพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ซึ่งแบ่งพิจารณาเป็น 4 ประเภท คือ กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางโดยเรือยอช์ต (Yacht Tourism) กลุ่มนักท่องเที่ยวโดยสารเครื่องบินส่วนตัว (Private Jet Travelers) กลุ่มนักท่องเที่ยวโดยรถหรู (Super Car Tourism) และกลุ่มนักท่องเที่ยวโดยเรือสำราญ (Cruise Tourism)

 

ตลาดของการท่องเที่ยวแบบหรูหรา

            ถึงแม้การหลีกเลี่ยงความ “ทั่วไป” จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่จากการวิจัยของคณะกรรมการ International Luxury Travel Market ( ILTM)  เมื่อปลายปี 2007 ILTM Industry Report พบว่าการสร้างนักท่องเที่ยว High-end ในตลาดที่มั่นคงแล้วอย่างในอเมริกาเหนือและยุโรป Luxury Travel  จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเป็นเอกลักษณ์ การได้รับประสบการณ์ที่แท้จริง ด้วยความเป็นส่วนตัว การมีจิตวิญญาณที่ดี และแม้แต่ความเรียบง่าย เสมือนเป้าหมายอยู่ที่ขอบฟ้าที่มองเห็นในทางตรงกันข้ามในประเทศอื่น ๆ ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังบุกเบิกและกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวอายุน้อยกว่า การบริโภคสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นที่น่าสนใจหรือการสาธิตที่มากเกินควรเป็นหัวใจสำคัญ อย่างไรก็ตาม ความต้องการของนักท่องเที่ยว Luxury สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามธรรมชาติและวัตถุประสงค์ในการเดินทางและสถานที่ที่เดินทางไป

            ในด้านค่าใช้จ่ายของ Luxury Travel ไม่รวมการเดินทางภายในประเทศ มีความสำคัญมากขึ้นด้วยจำนวนรวมทั้งหมด 180,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่อปี หรือประมาณร้อยละ 25 ของรายรับจากการท่องเที่ยวระหว่างประเทศทั่วโลก หรือ 7,200 เหรียญสหรัฐต่อการเดินทาง 1 ครั้ง แต่เนื่องจากการเดินทางระหว่างประเทศส่วนใหญ่มีมากกว่า 1 สถานที่ ประมาณการค่าใช้จ่ายจึงใกล้เคียงกับ 20,000 เหรียญสหรัฐต่อครั้ง ILTM Industry Report เสนอว่าตลาด High-end มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นประมาณร้อยละ 10-20 ต่อปี ถึงแม้จะมีการลดรายจ่ายบ้างเนื่องจากสถานการณ์ตลาดหุ้นและความไม่มั่นคงของสภาพเศรษฐกิจ แต่โดยทั่วไป Luxury Travel ก็ได้รับผลกระทบน้อยจากสภาพเศรษฐกิจและตลาดหุ้น

 

กลุ่มนักท่องเที่ยวแบบหรูหรา

            กลุ่ม Baby Boomer (คนที่เกิดช่วง ค.ศ.1946-1965) เป็นกลุ่มอายุที่มีความสำคัญต่อ Luxury Travel แต่ Generation X (คนที่เกิดช่วง ค.ศ.1966-1979) ก็กำลังเร่งขึ้นมาแรงในบางประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมริกา Generation X มีการใช้จ่ายสูงกว่ากลุ่ม Baby Boomer จากรายงานล่าสุดของ American Express Platinum Luxury Survey

            กลุ่ม Millennial (คนที่เกิดช่วง ค.ศ. 1980-2000) กำลังถูกจับตามองว่าจะเป็นกลุ่ม Luxury Travel ในอีกไม่กี่ปีนี้ เพราะมีความคาดหวังสูงกว่าคนรุ่นก่อน มีความมั่นใจกว่า มีการรับรู้มากกว่า เป็นผลมาจากอินเทอร์เน็ต นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้สามารถคาดหวังที่จะเดินทางมากขึ้นในอนาคต ด้วยการใช้อินเทอร์เน็ตในการจองการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับ Luxury Travel และต้องการใช้เวลาช่วงวันหยุดที่กระฉับกระเฉง ผจญภัย และให้ความรักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน สำหรับกลุ่ม Millennial ที่กำลังทำงานอยู่ในธุรกิจใหญ่ ๆ เวลาเป็นสิ่งที่มีค่ามาก ดังนั้นการท่องเที่ยวที่ไม่มีขอบเขตถือเป็นสิ่งสำคัญ

            กลุ่ม Single (คนโสดหรือเป็นหม้ายหรือหย่า) นับเป็นกลุ่มหนึ่งที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาด Luxury Travel แต่ยังไม่สามารถจำกัดความได้ ทั้งผู้ชายและผู้หญิงในทุกระดับอายุ เดินทางท่องเที่ยวกับเพื่อน

            กลุ่ม Family ในหลาย ๆ ประเทศ การท่องเที่ยวแบบครอบครัวก็กำลังได้รับความนิยม ทั้งนี้ รวมไปถึงการท่องเที่ยวที่มีสมาชิกหลายๆ รุ่นเดินทางท่องเที่ยวด้วยกัน เดินทางเป็นกลุ่มระหว่าง 15-20 คน

 

แนวโน้มของการท่องเที่ยวแบบหรูหรา

            จากการศึกษาของ ILTM Industry Report พบว่า ประเทศในเมดิเตอร์เรเนียนเป็นประเทศที่กลับมาได้รับความนิยมในฐานะที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบ Luxury สำหรับคนยุโรปและอเมริกาเหนือและยังได้รับความสนใจจากตลาด Luxury ชั้นนำของเอเชียและแอฟริกาด้วย ภายในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน พบว่า ประเทศอิตาลีเป็นจุดหมายปลายทางหลักที่สำคัญที่ยังคงอยู่ในกระแสของนักท่องเที่ยวกลุ่ม High-end จากทวีปยุโรป

            แต่หากพิจารณาถึงกลุ่มนักท่องเที่ยว High-end จากเอเชีย โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นและชาวจีน รวมถึงนักท่องเที่ยวกลุ่ม High-end จากอเมริกา นั้นพบว่า France’s Cote d’Azur ยังคงเป็นสถานที่ที่ชื่นชอบและกลุ่มประเทศในตะวันออกไกล เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมหาสมุทรอินเดียเองนั้น ยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้น ๆสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่ม High-end ที่ชื่นชอบเดินทางระยะไกล เช่น ประเทศไทย จีน อินเดีย และหมู่เกาะเซเชลส์ (สาธารณรัฐเซเชลส์ ประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย)

            มัลดีฟส์และเวียดนามเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นความชื่นชอบส่วนตัวของกลุ่มผู้ซื้อ Luxury นอกจากนี้ ที่อื่น ๆ ในโลก เช่น อียิปต์และดูไบ แอฟริกาใต้ มอริเชียส และโอมาน ซึ่งเป็นที่นิยมแล้วสำหรับบางตลาด ถูกมองว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับชั้นนำสำหรับกลุ่ม Luxury ในอนาคตในบรรดาการพักผ่อนที่ตื่นตาตื่นใจที่นักท่องเที่ยวกลุ่ม High-end ให้ความสนใจจะเป็นเกาะเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ มีความเป็นส่วนตัวสูง ซึ่งอาจจะไม่มีความสะดวกในการเดินทางเข้าถึงนัก รวมถึงการที่ยังคงไว้ซึ่งวิถีชุมชนท้องถิ่น แต่ต้องมีที่พักหรูหราระดับ 5-6 ดาวไว้เป็นสถานที่สำหรับพักค้างคืนของนักท่องเที่ยวกลุ่ม High-end ที่มีกำลังซื้อสูงเหล่านี้ เช่น การเสนอขายรายการนำเที่ยวที่เกาะ Vabbinfaru ในหมู่เกาะมัลดีฟส์ในราคา 50,000 เหรียญสหรัฐต่อคืนซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวกลุ่ม High-end เป็นอย่างยิ่ง

คาดการณ์แนวโน้มตลาดการท่องเที่ยวแบบหรูหรา

            ตลาดสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ เป็นตลาดใหญ่สำหรับ Luxury Travel ตามมาด้วยเยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลี โดยที่ประเทศอังกฤษมีอัตราการเติบโตที่ดีในทศวรรษที่แล้ว ในขณะที่ Luxury Travel จากสหรัฐอเมริกาและเยอรมนีหยุดชะงัก การหยุดชะงักของตลาดสหรัฐอเมริกาในรอบ 6 ปี ของทศวรรษนี้ มาจากหลายสาเหตุ เช่น สงครามอิรัก โรคซาร์ส การก่อการร้ายและการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ มีการคาดการณ์ว่าจะมี Luxury Travel ระหว่างประเทศในยุโรป ประมาณ 12-15 ล้านครั้ง ซึ่งอังกฤษและเยอรมนีเป็นตลาดที่มีความสำคัญที่สุดตามด้วยอิตาลีและฝรั่งเศส รวมทั้งการเติบโตอย่างรวดเร็วของรัสเซียซึ่งปัจจุบันเป็นอันดับ 9 ของโลก จากการจัดอันดับขององค์การการท่องเที่ยวโลก ในแง่ของการใช้จ่ายท่องเที่ยวต่างประเทศ ตลาดอื่นที่น่าติดตาม ได้แก่ สเปน และสวิตเซอร์แลนด์ ตามรายงานของ Kuoni Travel พบว่า ตลาด Luxury เท่านั้นที่ทำให้ธุรกิจดำเนินไปได้ด้วยดีในปี 2006 และในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก(ไม่รวมรัสเซีย) ประเทศที่กำลังเติบโตได้แก่ โปแลนด์และ สาธารณรัฐเช็ก ถึงแม้ส่วนแบ่งของ Luxury Travel ในโปแลนด์จะยังตํ่าอยู่

            ในเอเชีย ถึงแม้ตลาดญี่ปุ่นจะยังคงเป็นตลาดที่ท้าทาย แต่โอกาสในอนาคตที่ดูสดใสได้แก่กลุ่ม Baby Boomer ที่มีเงินเก็บและมีอำนาจในการจับจ่ายสูงกำลังเข้าสู่วัยเกษียณ ตลาดจีนและอินเดีย ดูจะเป็นระยะทางที่ยาวไกลกว่าจะไปถึงศักยภาพที่แท้จริง แต่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามรายงานของบริษัทนำเที่ยวในเอเชียพบว่าออสเตรเลียและยุโรปยังไม่ถึงกับเป็น Luxury Travel ในตลาดจีน

            เป็นที่รู้กันว่านักท่องเที่ยวจีนยึดถือในแบรนด์มาก และต้องการซื้อสินค้าแบรนด์จากประเทศที่เป็นต้นกำเนิด ซึ่งจะเป็นที่ยินดีหากได้ซื้อกระเป๋ากุชชีในอิตาลี หรือกำไลข้อมือคาร์เทียร์ในฝรั่งเศสมากกว่าซื้อในประเทศจีน จึงไม่น่าสงสัยเลยว่าจีนจะมีศักยภาพในการเป็น Luxury Travel ในอนาคต นักท่องเที่ยวอินเดียก็เป็นอีกชาติหนึ่งที่ยึดถือแบรนด์เป็นอย่างมากและได้ใช้จ่ายเพื่อการซื้อสินค้าแบรนด์มากมาย แต่เนื่องจากอากรการนำเข้าสินค้าเหล่านี้สูง การเดินทางไปซื้อของยังต่างประเทศจึงน่าดึงดูดมากกว่า

 

การท่องเที่ยวโดยเรือยอช์ต (Yacht Tourism)

            เรือยอช์ตทั่วโลกมีจำนวนกว่า 6,000 ลำ (นับเฉพาะเรือยอช์ตที่มีความยาวมากกว่า 24 เมตร) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและทะเลแคริบเบียน ซึ่งเจ้าของเรือและผู้เช่าเรือต่างมีความต้องการที่จะเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจเรือยอช์ตคาดการณ์ว่า ภายในปี 2020 ทะเลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นแหล่งที่มีเรือยอช์ตเดินทางมาถึงมากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากเมดิเตอร์เรเนียนและแคริบเบียน

            อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะเป็นจุดหมายปลายทางในการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาโดยเรือยอช์ตหรือเดินทางเข้ามายังประเทศไทย แล้วมีการเช่าเรือยอช์ตเพื่อท่องเที่ยวในประเทศไทยและกลุ่มประเทศใกล้เคียง ซึ่งความพร้อมในการรองรับการเดินทางของเรือยอช์ตเช่น ความพร้อมของท่าเรือยอช์ต (Marina)

การดูแลบำรุงรักษาเรือยอช์ต (Maintenance) รวมถึงความมีชื่อเสียงของแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยนั้น กล่าวได้ว่า ประเทศไทยมีความพร้อมสูงในระดับมาตรฐานสากล แต่หากพิจารณากฎระเบียบของประเทศไทยในปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับกรรมสิทธิ์เรือและกิจกรรมการค้า (พระราชบัญญัติเรือไทย) ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยเสียเปรียบประเทศคู่แข่งในเรื่องศักยภาพที่จะเป็นพื้นที่สำหรับเรือยอช์ต เป็นเหตุให้นักท่องเที่ยวที่เป็นเจ้าของเรือยอช์ตต่างชาติหลายรายไม่นำเรือเดินทางมายังประเทศไทยและทำให้นักท่องเที่ยวที่ประสงค์จะเช่าเรือยอช์ตเพื่อเดินทางท่องเที่ยวไม่เลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว

 

ประเภทของเรือยอช์ต

            ในแวดวงธุรกิจการเดินเรือโดยทั่วไป แบ่งประเภทของเรือยอช์ตตามกลุ่ม ตามขนาดและจุดประสงค์การใช้งาน เรือยอช์ตเปรียบเสมือนบ้านหรูลอยนํ้า มีทุกอย่างเหมือนโรงแรม ทั้งห้องนอน ห้องนํ้า ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องอเนกประสงค์อื่น ๆ อีกทั้งอุปกรณ์นำร่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะแล่นด้วยเรือใบหรือเครื่องยนต์ ขนาดที่เหมาะสมที่จะรองรับห้องต่าง ๆ และสิ่งอำนวยความสะดวก ควรจะมีขนาดตั้งแต่ 30 ฟุตขึ้นไป และต้องมีความสามารถเดินทางในทะเล และสามารถลอยนํ้าได้ ซึ่งเป็นเรือของคนที่รักสันโดษ รักธรรมชาติ ที่เดินทางท่องเที่ยวและค้างแรมเสมือนบ้านพัก จึงต้องแบ่งห้องอย่างเป็นสัดส่วน โดยแบ่งประเภทของเรือยอช์ตได้ 5 ประเภท ดังนี้ คือ 1. Day Sailing Yachts 2. Weekender Yachts 3. Cruising Yachts 4. Luxury Sailing Yachts และ 5. Racing Yachts ทั้งนี้ มีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

1. Day Sailing Yachts

          เรือยอช์ตประเภทเรือใบ มีขนาดเล็ก ความยาวตํ่ากว่า 6 เมตร (20 ฟุต) บางครั้งเรียกว่า Dinghies การเล่นเรือกลุ่มนี้มักจะใช้เพื่อการท่องเที่ยวแบบไปเช้า เย็นกลับ ใช้สำหรับเดินทางเป็นกลุ่มเล็ก ๆ โดยจุดประสงค์เฉพาะ เช่น เดินทางไปเพื่อดำนํ้า ชมพระอาทิตย์ตก เท่านั้น เนื่องจากไม่มีห้องโดยสารและพื้นที่อำนวยความสะดวกบนเรือ

2. Weekender Yachts

        เป็นเรือที่มีขนาดความยาวเฉลี่ยประมาณ 9.5 เมตร (31 ฟุต) สามารถใช้เดินทางท่องเที่ยวระยะ 2-3 วันได้ มีการตกแต่งห้องพัก ห้องนั่งเล่น ห้องครัว และพื้นที่สำหรับเก็บอุปกรณ์

3. Cruising Yachts

           เป็นกลุ่มเรือที่มีความยาวตั้งแต่ 7 เมตร (23 ฟุต)-14 เมตร (46 ฟุต) เรือเหล่านี้ค่อนข้างมีความซับซ้อนในการออกแบบ เน้นประโยชน์การใช้งาน และความหรูหราสำหรับผู้โดยสาร สามารถเดินทางระยะไกลได้ ภายในมีห้องนอน ห้องครัว ห้องซักล้าง ห้องนั่งเล่น ห้องเก็บสัมภาระ พื้นทีโล่งสำหรับทำกิจกรรมบนเรือ ซึ่งเป็นประเภทเรือที่นักท่องเที่ยวใช้เดินทางท่องเที่ยวโดยทั่วไป

4. Luxury Sailing Yachts

         เรือยอช์ตเหล่านี้โดยทั่วไป มีความยาว 25 เมตร (82 ฟุต) หรืออาจจะมีความยาวกว่านั้น ซึ่งหากมีความยาวตั้งแต่ 24 เมตรขึ้นไป ในธุรกิจยอช์ตจะเรียกว่า “Super Yacht” ซึ่งมีวิวัฒนาการมาจากความประสงค์ของนักท่องเที่ยวที่นิยมความเรียบง่ายและนิยมการเดินทางท่องเที่ยวทางเรือ ต่อมาจึงได้เริ่มมีการตกแต่งเรือให้มีความหรูหรา เทียบเท่าโรงแรม 5 ดาว

5. Racing Yachts

        เรือยอช์ตกลุ่มนี้ พัฒนาขึ้นโดยการลดพื้นที่ผิวเปียก เพื่อเพิ่มความเร็วในการเดินทางทางนํ้า ซึ่งสามารถเดินทางด้วยความเร็วสูงสุดถึง 35 นอต และสามารถเพิ่มความเร็วในการเดินทางได้โดยใบเรือ และเรือกลุ่มนี้ มักจะมีลูกเรือตั้งแต่ 15-30 คน ขึ้นอยู่กับขนาด และระบบการเดินเรือ เหมาะสำหรับการแข่งขันเรือยอช์ตทั่วไป

ท่าเรือยอช์ต (Marina) ในประเทศไทย

            ท่าเรือยอช์ต หรือ มารีนา (Marina) เป็นท่าเทียบเรือเพื่อการท่องเที่ยว ตั้งอยู่ตามฝั่งทะเลหรือแม่นํ้า การเข้าเทียบหรือการเข้าจอดของเรือมีค่าใช้จ่ายทุกครั้ง ซึ่งอัตราค่าจอดจะมีทั้งแบบรายวัน รายเดือน หรือรายปี ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวที่เข้ามาจอดมักจะจอดเป็นรายเดือน หรือรายปี โดยจอดเพื่อการซ่อมบำรุง ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงเรือและเพื่อท่องเที่ยวในจังหวัดริมทะเล นอกจากนี้ มารีนายังมีการบริการในส่วนของท่าเทียบเรือส่วนตัว จะเป็นบริการจอดเรือในที่ร่ม มีกล้องวงจรปิดและการเฝ้ายามตลอด 24 ชั่วโมง โดยที่ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นจากค่าจอดเรือปกติประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์

            ภายในมารีนาจะมีสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งการเติมนํ้ามัน เติมนํ้าจืด การชาร์จไฟฟ้า เติมเสบียงอาหาร อู่ซ่อมบำรุง ทั้งการทำสี ไฟเบอร์ ทำไม้ มีอุปกรณ์เครนยกเรือยอช์ตขึ้นบกหรือลงนํ้า ระบบการติดต่อสื่อสารชายฝั่งที่ทันสมัย ล้างและเคลือบเงาป้องกันตะกอน บริการระบบไฟฟ้าทุกประเภท ให้เช่าล็อกเกอร์ ขายอุปกรณ์เรือ ซึ่งอุปกรณ์ทุกชิ้นนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดคือ ค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ ยังมีร้านอาหาร ตลาดและห้างสรรพสินค้า บริการเช่ารถยนต์และรถจักรยานยนต์ บริการจองตั๋วเครื่องบิน ฯลฯ

            ปัจจุบันท่าเรือยอช์ต หรือท่าเรือมารีนา ในฝั่งทะเลอันดามันมีท่าเทียบเรือรวมทั้งสิ้น 7 แห่ง โดยอยู่ในพื้นที่ จังหวัดภูเก็ต มีทั้งหมด 5 แห่ง เป็นท่าเทียบเรือเอกชน 4 แห่ง และท่าเทียบเรือรัฐบาล 1 แห่ง และในพื้นที่จังหวัดกระบี่อีก 2 แห่ง คือ

ท่าเทียบเรือในจังหวัดภูเก็ต

1.   ท่าเทียบเรือยอช์ต ฮาเวน มารีนา (Yacht Haven Marina)

2.   ท่าเทียบเรือรอยัลภูเก็ต มารีนา (Royal Phuket Marina)

3.   ท่าเทียบเรือภูเก็ตโบต ลากูน (Phuket Boat Lagoon)

4.   ท่าเทียบเรืออ่าวปอแกรนด์ มารีนา (Ao Por Grand Marina)

5.   ท่าเรืออ่าวฉลอง (Ao Chalong Marina)

ท่าเทียบเรือในจังหวัดกระบี่

            •           ท่าเรือรอยัล กระบี่ มารีนา (Royal Krabi Marina)

            •           ท่าเทียบเรือแม่นํ้ากระบี่ (Krabi River Marina)

หากพิจารณาท่าเทียบเรือในฝั่งทะเลอ่าวไทยในปัจจุบัน 5 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคตะวันออก ได้แก่

            •           ท่าเทียบเรือโอเชียนมารีนา จังหวัดชลบุรี

            •           ท่าเทียบเรือพัทยาใต้ จังหวัดชลบุรี

            •           ท่าเทียบเรือเกาะช้างมารีนาแอนด์รีสอร์ท จังหวัดตราด

            •           ท่าเทียบเรือเกาะช้างเซลเลอร์คลับ จังหวัดตราด

            •           ท่าเทียบเรือภัทรมารีนา จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

 

ศักยภาพการท่องเที่ยวทางเรือยอช์ตของประเทศไทย

            ประเทศไทยนับได้ว่ามีชื่อเสียงระดับนานาชาติในฐานะศูนย์กลางการแล่นเรือยอช์ตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และสภาพภูมิประเทศ จังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย) ตราด (เกาะช้าง) ชลบุรี (พัทยา) และประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) ประกอบกับการจัดการแข่งขันเรือใบรายการสำคัญ อาทิ The Phuket Kings Cup Regatta, Samui Regatta และ The Top of the Gulf International Regatta ยังเป็นการกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มผู้มีรายได้สูงให้กับแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน

            โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต ด้วยภูมิประเทศที่เป็นเกาะ จึงเป็นศูนย์กลางการแล่นเรือยอช์ตฝั่งอันดามัน เป็นสวรรค์ของนักแล่นเรือชาวออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา แคนาดา ฝรั่งเศส สิงคโปร์ และมาเลเซีย เมื่อเดือนพฤษภาคม 2010 ภูเก็ตได้รับรางวัล Best Asian Maritime Capital หรือศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางเรือที่ดีที่สุดในเอเชีย จากการประกวด Asia Boating Award 2010 โดยการโหวตของผู้ประกอบการซื้อขายเรือยอช์ตจำนวน 3,000 ราย ที่เข้าร่วมงาน Hong Kong Gold Coast Boat Show ณ เกาะฮ่องกง

            จากข้อมูลจำนวนเรือยอช์ตเข้า-ออกประเทศไทย ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดภูเก็ต ระหว่างปี  2004-2012 พบว่า เรือยอช์ตจอดที่จังหวัดภูเก็ตโดยเฉลี่ย 1,400-1,800 ลำต่อปี มีระยะเวลาพักโดยเฉลี่ยลำละ 60 วัน ปัจจุบันจึงมีการเติบโตของธุรกิจมารีนาหรือที่จอดเรือ (มีจำนวน 5 แห่ง ความสามารถในการรองรับเรือรวมทั้งสิ้น 1,300 ลำ)

พร้อมบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ขึ้นมารองรับการท่องเที่ยวด้วยเรือยอช์ต เช่น โรงแรมระดับ World Class สปา ศูนย์การค้า ควบคู่ไปกับการเกิดขึ้นของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ เนื่องจากเจ้าของเรือนิยมซื้อบ้านสำหรับพักอาศัยในช่วงที่เดินทางมาประเทศไทย โดยอาจนำบ้านพักเข้าสู่ระบบ Time Sharing ผ่านบริการของบริษัทตัวแทนด้านอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น ธุรกิจมารีนาและธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวด้วยเรือยอช์ต เช่น อุปกรณ์กีฬาทางนํ้า ธุรกิจซ่อมแซมบำรุงรักษาหรือต่อเรือ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากกรมศุลกากรยกเว้นอากรขาเข้าเรือยอช์ตและยานนํ้าอื่น ๆ ที่ใช้เพื่อความสำราญหรือเกมกีฬา เป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรสำหรับเขตการค้าเสรี

 

สถานการณ์ตลาดของการท่องเที่ยวทางเรือยอช์ต

            เรือยอช์ตนับเป็นอุปกรณ์การท่องเที่ยวนันทนาการและกีฬา ที่เรียกได้ว่า เป็นของเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้สูง หรือคนรวยเท่านั้น เพราะ นอกจากมูลค่าเรือที่แพงลิบแล้ว ในการเดินทางหรือใช้เรือแต่ละครั้ง ก็นับว่ามหาศาลอยู่ทีเดียว ทั้งค่านํ้ามันเรือ ค่าอุปกรณ์ประกอบ ค่าประกันภัย ค่าบำรุงรักษา ค่าสึกหรอ ค่าที่จอด ค่าทำความสะอาดเรือ ฯลฯ แต่เจ้าของก็ยังมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุ้มค่า เพราะการเดินทางแต่ละครั้งคือการผจญภัย ที่จะได้สัมผัสกับความตื่นเต้นและใกล้ชิดธรรมชาติ และได้ใช้ความสามารถในการเดินเรือ ซึ่งถือเป็นกีฬาอย่างหนึ่งด้วย

            เรือยอช์ตเป็นพาหนะในการเดินทาง เป็นอุปกรณ์กีฬา เป็นอุปกรณ์นันทนาการ แล้วแต่จะเรียก มีราคาต่อลำสูงมาก การสั่งซื้อเรือยอช์ตหากไม่ใช่การซื้อมือสองหรือซื้อต่อมาจากคนอื่น ก็จะต้องสั่งต่อขึ้นเท่านั้น เป็นการประกอบชิ้นต่อชิ้น ราคาจะคำนวณเป็นฟุต ฟุตละ 1 ล้านบาท ยังไม่รวมค่าตกแต่ง ค่าเฟอร์นิเจอร์ และค่าบริการอื่น ๆ ซึ่งก่อนที่ลูกค้าจะซื้อเรือแต่ละลำ บริษัทจะต้องตรวจสอบข้อมูลลูกค้าด้วยว่า มีฐานะทางการเงินพอที่จะซื้อหาได้จริงหรือไม่ เนื่องเพราะเรือยอช์ตเป็นพาหนะที่ไม่มีการขายระบบผ่อนชำระหรือจัดไฟแนนซ์ แต่ผู้ซื้อต้องแสดงสถานะความเป็นคนรวยตั้งแต่เริ่มต้นเป็นเจ้าของ นอกจากราคาค่างวดที่แพงแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายตามมาในส่วนของค่าบริการบำรุงรักษาต่อปี คิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ ของค่าเรือที่ต้องจ่ายให้กับบริษัทเจ้าของเรือ

            นักท่องเที่ยวที่แล่นเรือมาจากต่างประเทศ ทั้งสวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย อังกฤษ ญี่ปุ่น ฯลฯ เข้ามาจอดแวะพักเรือและท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต สูงถึงปีละประมาณ 1,000 กว่าเที่ยว จากสถิติการแจ้งเข้า-ออกที่สำนักงานขนส่งทางนํ้าและพาณิชยนาวี ภาค 5 จังหวัดภูเก็ต พบว่า ค.ศ. 2004-2012 เรือยอช์ตจอดที่จังหวัดภูเก็ตโดยเฉลี่ย 1,400-1,800 ลำ โดยเข้ามาพักเฉลี่ยครั้งละ 60 วันโดยแต่ละวันนักท่องเที่ยวจะใช้จ่ายเงินเป็นค่าต่าง ๆ เฉลี่ยไม่ตํ่ากว่า 100,0001 บาทต่อคน ทั้งเป็นค่าที่พักบนฝั่งเมื่อนอนในเรือนานเกินไป ค่าอาหาร ปาร์ตี สถานที่ออกกำลังกาย สปา นวดร่างกาย ช็อปปิง ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและอนุรักษ์ ฯลฯ แต่ขณะนี้ท่าเทียบเรือยอช์ตยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ทำให้ไม่อาจรองรับเรือยอช์ตที่จองคิวเข้ามาขอจอดได้ทั้งหมด ถึงแม้จะไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว หรือ Low Season คือระหว่างเดือนเมษายน-ตุลาคมของทุกปี นักท่องเที่ยวด้วยเรือยอช์ตที่ต้องการจอดเรือกับทางมารีนาทุกแห่งในภูเก็ตจะต้องจองล่วงหน้าอย่างน้อยไม่ตํ่ากว่า 1 เดือน

            หากคำนวณตัวเลขที่ระบุมาข้างต้น มีนักท่องเที่ยวที่แล่นเรือยอช์ต เข้ามาปีละเฉลี่ยอย่างตํ่า 1,200 ลำ แต่ละลำมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาด้วยอย่างน้อย 3 คน (1,200x3=3,600) รวมนักท่องเที่ยวประมาณ 3,600 คน พักอยู่ที่ จังหวัดภูเก็ต คนละ 60 วัน โดยในแต่ละวันใช้จ่ายเงินประมาณ 100,000 บาท (3,600x100,000x60=21,600,000,000 ) นั่นเท่ากับว่าในแต่ละปี จังหวัดภูเก็ต มีรายได้จากนักท่องเที่ยวกลุ่มเรือยอช์ตนี้ มากถึง 21,600,000,000 บาท (สองหมื่นหนึ่งพันหกร้อยล้านบาทถ้วน)

            โดยมีค่าใช้จ่ายเป็นค่าที่จอดเรือ ค่านํ้ามันเชื้อเพลิง ค่าอาหารและเครื่องดื่ม ค่าลูกเรือ ค่าซ่อมบำรุงเรือ ค่าปรับตกแต่งเรือ ค่าจ้างลูกเรือท้องถิ่น ค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น ค่าที่พัก ค่าเช่ารถ ค่าช็อปปิง ค่ากิจกรรมสันทนาการต่าง ๆ เช่น สปา กอล์ฟ ตลอดทั้งการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ เป็นต้น

 

สถิติและแนวโน้มการเติบโตของเรือยอช์ต (กรณีพื้นที่จังหวัดภูเก็ต)

 

ประเด็นพิจารณา

2553*

2558**

2563**

1. จำนวนเรือยอชท์ที่เดินทางเข้าไทย โดยเฉลี่ย (ลำ)

1,100

1,600

2,100

2. จำนวนเรือกลุ่ม Super Yacht ที่เดินทางเข้ามา (ลำ)

50

110

190

3. จำนวนเรือยอชท์ไทย (ลำ)

5

22

38

4. ระยะเวลาที่เรือยอชท์เข้าจอดในประเทศไทย (เดือน)

10

33

76

5. จำนวนวันเข้าพักโดยเฉลี่ยของนักท่องเที่ยว (วัน)

60

90

120

6. ระยะเวลาของการเช่าเรือท่องเที่ยว (วัน/ครั้ง)

5

66

228

7. ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว (บาท/คน/ครั้ง)

100,000

200,000

600,000

8. รายได้สู่ระบบราชการเช่น กรมเจ้าท่า (ล้านบาท/ปี)

-

10

24

      

 

 

 

 

 

* ที่มา กรมเจ้าท่า

      **ที่มา การประมาณการของผู้ประกอบการ

 

ตัวแทนเรือยอช์ตเช่าเหมาลำ 10 อันดับระดับโลก

            หากพิจารณาโครงสร้างธุรกิจการท่องเที่ยวโดยเรือยอช์ตนั้น พบว่าตัวแทนเรือยอช์ตที่มีชื่อเสียงและได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบหรูหรา ทั้งในลักษณะการฝากเรือส่วนตัวไว้เพื่อแสวงประโยชน์ในระหว่างที่ไม่ได้ใช้งานเรือส่วนตัว (Time Sharing) รวมถึงการทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาเรือให้เช่า (Ship Broker) ในแต่ละภูมิภาคที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ ในฐานะจุดหมายปลายทางของการเดินทางโดยเรือยอช์ต มีจำนวน 10 บริษัท ดังที่ปรากฏในตาราง โดยมี 2 บริษัทที่ให้บริการรับฝากและให้เช่าเรือในภูมิภาคอาเซียน คือ Ocean Independence และ Northrop & Johnson ซึ่งมีสำนักงานสาขาอยู่ในจังหวัดภูเก็ต

ที่

บริษัท

จำนวนเรือ (ลำ)

เมดิเตอร์   เรเนียน

แคริบ เบียน

กรีช

โอเชียเนีย

อาเซียน

1

Burgess

137

 x

 x

 x

 

 

2

Edmiston

130

 x

 x

 x

 

 

3

Camper & Nicholson

115

 x

 x

 

 

 

4

Ocean Independence

113

 x

 x

 x

 x

 x

5

Fraser Yachts

88

 x

 x

 

 

 

6

Northrop & Johnson

79

 x

 x

 

 

 x

7

IYC

40

 x

 x

 

 

 

8

Yacht Partners International

18

 x

 

 

 

 

9

Merle Woods & Associates

9

 

 x

 

 

 

10

Seven Seas Charter

NA

 

 x

 

 

 

 

            เนื่องจากประเทศไทยมีมารีนาที่มีศักยภาพดี มีการบริการเป็นเลิศ สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย อาหารอร่อย และความหลากหลายทางวัฒนธรรม ส่งผลให้มารีนาในภูเก็ต ได้รับรางวัล Best Asian Maritime Capital และนอกเหนือจากโรงแรมที่นักท่องเที่ยวต้องการขึ้นมาพักบนบกและท่องเที่ยว ยังมีการขยายตัวของธุรกิจในลักษณะ Real Estate แบบคอนโดมิเนียมหรือห้องชุด พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก การจัดสรรที่ดินเพื่อขายให้เจ้าของเรือยอช์ต สำหรับสร้างบ้านพร้อมที่จอดเรือยอช์ตในลักษณะของชุมชนเรือยอช์ตด้วย

 

การตลาดและการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวโดยเรือยอช์ต

            ในแวดวงการท่องเที่ยวโดยเรือยอช์ตระดับนานาชาตินั้น นักธุรกิจในฐานะผู้ซื้อเรือ (Buyer) ผู้รับจ้างบริหารจัดการเรือ (Yacht Management) บริษัทผู้ผลิตเรือ (Yacht Company) ผู้ให้บริการท่าเทียบเรือ (Marina) และผู้ประกอบการและผู้ให้บริการดูแลรักษาเรือ (Yacht Maintenance) รวมถึงสื่อมวลชน ให้ความสำคัญกับการร่วมงานแสดงเรือยอช์ตที่สำคัญ ดังนี้

ที่

ชื่องาน

ประเทศ

เดือน

1

Phuket International Boat Show

Thailand

Jan

2

Miami Boat Show

USA

Feb

3

Dubai International Boat Show         

Dubai

Mar

4

China International Boat Show

Shanghai

Apr

5

Singapore Yacht Show

Singapore

Apr

6

Sydney International Boat Show

Australia

Aug

7

Monaco Yacht Show

Monaco

Sep

8

Barcelona International Boat Show

Spain

Sep

9

Cannes International Boat Show

France

Sep

10

Fort Lauderdale International Boat Show

USA

Nov

 ในปัจจุบันพบว่า รอยัล ภูเก็ต มารีนา ได้เข้าร่วมงานต่าง ๆ ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเป็นเจ้าภาพด้านสถานที่ในการจัด Phuket International Boat Show ในเดือนมกราคมของทุกปีอีกด้วย

 

ข้อจำกัดของการท่องเที่ยวโดยเรือยอช์ตของประเทศไทย

            1. การอนุญาตให้เรือยอช์ตเข้าประเทศไทย

1.1 เรือสำราญและเรือยอช์ตที่นำเข้ามากับเจ้าของเป็นการชั่วคราวและนำกลับไปภายในไม่เกิน 6 เดือนนับแต่วันที่นำเข้ามาจะได้รับการยกเว้นอากรโดยมีระเบียบที่จะต้องแจ้งต่อศุลกากร ณ ด่านศุลกากรที่นำเข้า ดังนี้

            - ให้รายงานเรือเข้าต่อด่านศุลกากร ภายใน 24 ชั่วโมง นับจากวันมาถึง

                         - กรอกรายละเอียดในแบบฟอร์มใบขนสินค้าพิเศษของผู้นำเข้า รายละเอียดของเรือพร้อมสำเนา 2 ฉบับ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจสอบและรับรองเอกสาร ซึ่งเจ้าหน้าที่จะมอบสำเนาใบขนสินค้าพิเศษคืนให้เจ้าของเรือเก็บไว้ 1 ฉบับ และให้เก็บเอกสารนี้ไว้ตลอดเวลา

1.2 แบบฟอร์มใบขนสินค้าพิเศษ จะกำหนดให้เจ้าของเรือทำสัญญาประกันไว้กับด่านศุลกากรที่จะนำเข้าว่าจะส่งเรือนั้นกลับออกไปนอกราชอาณาจักรภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยใช้วิธีคํ้าประกันตนเอง และเมื่อเดินทางกลับออกไปจะต้องนำสำเนาใบขนสินค้าพิเศษที่

เจ้าหน้าที่ศุลกากรมอบไว้ขณะนำเข้ามาให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจรับรองด้วย

1.3 หากไม่สามารถนำเรือกลับออกไปภายในระยะเวลาที่กำหนด ผู้นำเข้าจะต้องเสียค่าปรับให้แก่กรมศุลกากร โดยมีอัตราค่าปรับวันละ 500 บาท

            2. ภาษีนำเข้าเรือยอช์ต

            ดังที่กล่าวไปข้างต้นว่า นักท่องเที่ยวซึ่งเป็นกลุ่มเจ้าของเรือยอช์ตที่นำเรือยอช์ตเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยจำนวนเฉลี่ยปีละ 1,400-1,800 ลำ นั้น มักจะฝากเรือไว้กับท่าเทียบเรือ (Marina) เพื่อให้บริษัทผู้รับบริหารจัดการเรือ (Ship Broker) นำเรือไปประกอบธุรกิจในการให้นักท่องเที่ยวกลุ่มที่ชื่นชอบกิจกรรมทางนํ้าและการล่องเรือยอช์ตเช่าในการท่องเที่ยว แต่ระเบียบของกรมศุลกากร ยกเว้นอากรให้แก่เรือยอช์ตที่นำเข้าประเทศไทยเพื่อจุดประสงค์ “ด้านการกีฬาและการท่องเที่ยว” ซึ่งระเบียบนี้ “ไม่อนุญาต” ให้ทำธุรกิจหรือแสวงประโยชน์ใด ๆ จากเรือยอช์ตที่ขออนุญาตนำเข้าประเทศไทยเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าวได้ แต่หากจะนำเข้าเรือยอช์ตเพื่อการค้า ผู้นำเข้าจะต้องชำระอากรในอัตราร้อยละ 5 ของมูลค่าเรือที่ประสงค์จะนำเข้า

            ภาคเอกชนจึงได้หารือกับกรมศุลกากร โดยอาศัยช่องทางของ พรบ.เรือไทย พ.ศ. 2481 มาตรา 47 ที่ระบุว่า “นอกจากจะมีความตกลงกับต่างประเทศเป็นอย่างอื่น เรือไทยซึ่งได้จดทะเบียนตาม

พระราชบัญญัตินี้ และเรือมีขนาดตํ่ากว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรา 8 สำหรับการค้าในน่านนํ้าไทย ซึ่งเป็นของบุคคลตามมาตรา 7 เท่านั้นจะทำการค้าในน่านนํ้าไทยได้ บทบัญญัติในวรรคก่อนไม่ใช้บังคับแก่เรือของบุคคลธรรมดาที่เป็นคนต่างด้าวซึ่งมีขนาดตํ่ากว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรา 8 สำหรับการค้าในน่านนํ้าไทย ”มาตรา 47 ทวิ* ในกรณีที่รัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นว่า “น่านนํ้าไทยส่วนใดยังมีเรือไทยทำการตามมาตรา 47 ไม่พอแก่ความต้องการของประเทศ รัฐมนตรีมีอำนาจอนุญาตให้เรือของบุคคลผู้ไม่ต้องด้วยลักษณะที่จะถือกรรมสิทธิ์เรือไทยได้ตามมาตรา 7 ทำการตามมาตรา 47 ได้ มีกำหนดคราวละไม่เกินหนึ่งปี แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกำหนด”

*(มาตรา 47 ทวิ เพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 162 ลงวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2515)

            ในประเด็นดังกล่าว ทำให้ภาคเอกชน ทั้งในฐานะเจ้าของเรือและบริษัทผู้รับบริหารจัดการเรือพยายามจะขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อนุญาตให้นำเรือยอช์ตเข้ามายังน่านนํ้าไทยเพื่อแสวงประโยชน์จากนักท่องเที่ยวในลักษณะของการท่องเที่ยวโดยเรือยอช์ตได้

            จากข้อจำกัดดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทผู้รับบริหารจัดการเรือ นำเรือไทยหรือเรือที่นักท่องเที่ยวเทียบท่าในประเทศไทย ออกรับนักท่องเที่ยวในพื้นที่เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย ก่อนที่จะทำสัญญาเช่าเรือแล้วล่องเรือดังกล่าวเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยในฐานะนักท่องเที่ยว ตามระเบียบยกเว้นอากรของศุลกากร

            เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกลุ่มหรูหรานี้ จะต้องเดินทางจากประเทศต้นทางไปยังประเทศมาเลเซีย แล้วเดินทางต่อไปยังเกาะลังกาวี เพื่อเช่าเรือยอช์ตแล้วเดินทางต่อเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย (Pre Yachting) รวมถึงหลังจากเดินทางท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าว จะต้องเดินทางกลับไปยังประเทศมาเลเซีย ก่อนจะเดินทางกลับประเทศของตน (Post Yachting) ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสสร้างรายได้จากการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ซึ่งคาดว่าระยะเวลา Pre Yachting และ Post Yachting มีระยะเวลาเฉลี่ย 7 วัน และมีค่าใช้จ่ายต่อคนต่อวันเฉลี่ย 70,000 บาท (ไม่นับรวมค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยเครื่องบิน)

            3.  เมืองท่าปลอดภาษี

            หากมีการปรับเปลี่ยนให้ภูเก็ตกลายเป็นเมืองท่าปลอดภาษี จะทำให้การท่องเที่ยวด้วยเรือยอช์ตขยายตัวไปได้อย่างรวดเร็ว และสามารถแข่งขันทางด้านราคากับประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย ที่เป็นเมืองท่าปลอดภาษีได้และนำไปสู่การเป็นท่าเทียบเรือที่ดีที่สุดในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย

            4. การส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์

            ในวงการเรือยอช์ตระดับนานาชาติ พบว่า การทำกิจกรรมประชาสัมพันธ์และการส่งเสริมการตลาดในงานแสดงเรือนานาชาติในประเทศต่าง ๆ พบว่า Singapore Tourism Board (STB) และ Malaysian Tourism Promotion Board (MTPB) ต่างเร่งประชาสัมพันธ์ประเทศ ในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวที่นิยมการเดินทางโดยเรือยอช์ต โดยเฉพาะ MTPB ที่นำเสนอประเด็นที่สำคัญต่าง ๆ 3 ประเด็นคือ 1. Free Tax Imported Yacht  2. No VISA for Yacht Tourist และ 3. Duty Free Marina รวมถึงการให้ข้อมูลเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงจากประเทศมาเลเซียมาแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่สำคัญในประเทศไทย เช่น จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ และพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นต้น

            ประเด็นทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ทำให้เห็นว่า การท่องเที่ยวทางเรือยอช์ตนั้น เป็นหนึ่งในกลุ่มนักท่องเที่ยว (Segment) ที่มีคุณภาพ ทั้งในด้านสังคมศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ที่ควรได้รับการสนับสนุนทั้งในมิติของการส่งเสริม สนับสนุนและผลักดันให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ นอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสวยงาม ประสานกับเอกลักษณ์และวัฒนธรรมที่โดดเด่นแล้วนั้น ความพร้อมของท่าเทียบเรือก็นับว่าได้มาตรฐานระดับสากล นอกเหนือจากนั้นแล้ว ทักษะของฝีมือแรงงานไทยในการบำรุงรักษาเรือยอช์ตของนักท่องเที่ยวนั้น ต่างเป็นที่ยอมรับของกลุ่มนักท่องเที่ยวด้วยกันทั้งสิ้น


เรื่อง กองส่งเสริมการบริการท่องเที่ยว (ททท.)