เวลาที่ผมออกเดินทางท่องเที่ยว นอกจากการชื่นชมโลกกว้างที่น่าตื่นตาตื่นใจ ผมยังชอบสังเกตผู้คนรอบข้างว่ามีปฏิกริยาอย่างไรต่อกัน ตั้งแต่เริ่มต้นออกเดินทาง สมมุติว่าเดินทางด้วยเครื่องบินจะได้เห็นตัวอย่างชัด วินาทีที่พนักงานบริการประกาศให้ขึ้นเครื่องได้ พวกเราค่อย ๆ เดินตามกันไป เรียงแถวผ่านงวงช้างเข้าไปจนถึงประตูทางเข้าเครื่อง เมื่อคนข้างหน้าหยิบหนังสือพิมพ์ คนที่เดินตามหลังมาก็จะหยิบหนังสือพิมพ์บ้าง

 

            เมื่อได้ที่นั่งเรียบร้อย ถ้าได้นั่งอยู่ในชั้นประหยัดที่มีผู้โดยสารแออัด นั่งใกล้ชิดกันมาก ๆ ถ้าคนข้าง ๆ เริ่มหยิบนิตยสารของสายการบินขึ้นมาอ่าน อีกสักอึดใจต่อมา ผมก็นึกอยากจะหยิบนิตยสารขึ้นมาอ่านเหมือนเขาบ้าง เมื่อเครื่องบินเทคออฟลอยละล่องอยู่บนท้องฟ้า คนข้าง ๆ เริ่มเปิดจอทีวีส่วนตัวของเขาเพื่อดูหนัง ผมก็นึกอยากจะเปิดดูตามเขา

            ผมคิดว่า การท่องเที่ยวนั้นแท้จริงแล้วก็คือการเลียนแบบเพื่อเรียนรู้โลก 

 เรียนรู้ด้วยการเลียนแบบ

            มันก็คล้าย ๆ กับการหาวนอนนั่นแหละ การหาวเป็นอาการที่แพร่ลามออกไปถึงคนรอบตัวได้ง่าย ๆ คำถามคือทำไม? อะไรทำให้คนที่อยู่ใกล้ชิดกันในพื้นที่และเวลาหนึ่ง จู่ ๆ ก็หาวขึ้นมาต่อ ๆ กัน หรือว่าพวกเขาง่วงนอนพร้อมกันได้จริง ๆ

            ในทีวีซีรีส์เรื่อง Lie to Me พระเอกเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาร่างกาย มาช่วยตำรวจในการสอบสวนผู้ต้องหาคดีอาชญากรรม มีอยู่ฉากหนึ่ง เขาทำการทดลองทางจิตวิทยาง่าย ๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังของอวัจนภาษา ที่เราสื่อสารถึงกันทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา เขาสามารถกำกับท่าทางของคู่สนทนาได้ด้วยการขยับมือไม้ตัวเอง เช่น เมื่อเขาเกาจมูกตัวเอง สักอึดใจต่อมา คู่สนทนาก็เกาจมูกตามโดยไม่ทันรู้ตัว

            นี่เป็นตัวอย่างง่าย ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าในบางครั้ง เราหาว เกาจมูก หยิบหนังสือพิมพ์ หรือเปิดจอทีวี เรื่อยไปจนถึงการแจ้งพนักงานบริการบนเครื่อง ว่าเราขอเมนูไก่หรือปลา ชาหรือกาแฟ ไวน์หรือนํ้าอัดลม ฯลฯ

            หรือแม้กระทั่งเราออกเดินทางท่องเที่ยว โดยมีจุดหมายปลายทางเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่ง ๆ เพื่อไปทำกิจกรรมอะไรบางอย่างตามที่กำหนดไว้ประจำสถานที่นั้น ๆ ให้เหมือนกับคนอื่น ถ่ายภาพ ซื้อของ กินอาหาร ไหว้พระ ฯลฯ

            สิ่งเหล่านี้มีเหตุผลอยู่เบื้องหลัง มากกว่าที่จะเป็นการตัดสินใจเลือก ด้วยเจตจำนงล้วน ๆ ของตัวเราเอง

            ทำไมคนเราต้องท่องเที่ยว ? ถ้าลองนึกย้อนให้ไกลออกไปอีก ก่อนหน้าที่เราจะมานั่งแออัดกันอยู่ในที่นั่งชั้นประหยัดในเวลานี้

            กับคำถามข้อนี้ บางคนตอบว่ามันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ความปรารถนาที่จะได้ออกเดินทางไกล ๆ นั้นอาจจะฝังอยู่ภายในเนื้อหนังของเรา ตั้งแต่ยุคกำเนิดมนุษย์คนแรกบนโลก ในขณะที่บางคนตอบว่ามันเป็นการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม เราท่องเที่ยวเพราะได้รับการสั่งสอนสืบทอดกันมาตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

            แล้วคำตอบของคุณคืออะไร ?

            ในสังคมร่วมสมัย การท่องเที่ยวกลายเป็นกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจ จากการทำงานในระบบทุนนิยม ที่ถูกเชิดชูคุณค่าให้สูงส่งกว่ากิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจอื่น ๆ

            สำหรับบางคน บางช่วงวัย และในบางวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเป็นเรื่องสำคัญ ประหนึ่งการออกธุดงค์เพื่อแสวงหาความจริงแท้ของโลก หรือหาคำตอบให้กับชีวิตที่กำลังเบื่อหน่ายกิจวัตรประจำวันซํ้าซาก

            คุณค่าของการท่องเที่ยวถูกผลิตซํ้าในวัฒนธรรมร่วมสมัยรอบตัว หนังสือท่องเที่ยวติดอันดับเบสต์เซลเลอร์ในร้านหนังสือ หนังสำหรับคนหนุ่มสาวที่แสวงหาความเป็นปัจเจก ความเป็นตัวของตัวเอง ก็มักจะเป็นหนังแนวโรดมูฟวี่ หรือแม้กระทั่งเพลงอะคูสติกกีตาร์ ที่มีเอ็มวีเป็นทะเลกว้าง ๆ ท้องถนนไกล ๆ อย่างของ แจ๊ค จอห์นสัน

            ... หรือถ้าจะให้ใกล้ตัวกว่านั้น และทันสมัยกว่านั้น ก็คือภาพถ่ายกิจกรรมท่องเที่ยว กิน ดื่ม บริโภค ของเพื่อน ๆ ที่แชร์อยู่ในโซเชียลมีเดีย

            สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเราเหล่านี้ ดึงดูดให้เราท่องเที่ยวได้อย่างไร ?

 มีมถ่ายทอดผ่านเรื่องเล่า

            ริชาร์ด ดอว์คินส์ อธิบายถึงวิวัฒนาการของมนุษย์ ว่าถูกกำหนดไว้ด้วย 2 สิ่ง สิ่งแรกคือการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมหรือ Gene ซึ่งเป็นเรื่องทางธรรมชาติ อีกสิ่งหนึ่งคือการทำเลียนแบบกัน หรือ Meme ซึ่งเป็นเรื่องทางวัฒนธรรม

 

            มีมแรก ๆ ของมนุษยชาติคือไฟ เมื่อมีมนุษย์คนแรกเริ่มใช้ไฟ คนอื่นเมื่อได้มาเห็นก็นำไปประยุกต์ใช้ต่อ ๆ มา หลังจากนั้นมาตลอดอีกหลายพันปี ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นมีม ไม่ว่าจะเป็นศาสนา วิทยาการ นวัตกรรม ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษยชาติสร้างขึ้น

            มนุษย์มีวิวัฒนาการได้เร็วกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ บนโลก เพราะเรามีปัญญา สามารถเรียนรู้และสื่อสารสัมพันธ์กับคนอื่น เราจึงเลียนแบบมีมต่อ ๆ กันไปเรื่อย ๆ มีมจึงพัฒนาไปได้รวดเร็วกว่ายีน

            การท่องเที่ยวอย่างที่เราคุ้นเคยกันตอนนี้ อาจจะเพิ่งเกิดขึ้นมาในสังคมสมัยใหม่เมื่อไม่นานมานี้ แต่การเดินทางเป็นสิ่งที่อยู่กับมนุษย์เรามาตั้งแต่บรรพกาล และผมคิดว่าการเดินทางอาจจะเป็นมีมแรกๆ พอๆ กับไฟเลยด้วยซํ้า พิจารณาจากเรื่องเล่าที่อยู่ในสังคมทุกยุคทุกสมัย ล้วนมีโครงเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางทั้งสิ้น

            นักมานุษยวิทยาและสังคมวิทยาสนใจศึกษาเรื่องเล่า โดยมีสมมติฐานว่าเรื่องเล่าของทุกยุคสมัย ล้วนมีรูปแบบเหมือนกัน สะท้อนให้เห็นธรรมชาติของมนุษย์ ที่มีลักษณะบางอย่างร่วมกัน วลาดิเมียร์ พร็อพพ์ ทำการศึกษานิทานพื้นบ้านของรัสเซีย และเขาพบรูปแบบร่วมกันของนิทานทุกเรื่องว่าเกี่ยวข้องกับการเดินทาง โดยมีโครงเรื่องคร่าว ๆ ดังนี้

            - ตัวเอกมีปัญหาอะไรบางอย่าง ...

            - จนเขาต้องออกเดินทางจากเมืองหรือบ้าน เพื่อแสวงหาหนทางแก้ไข ...

            - เขาพบผู้ช่วยในรูปแบบอาจารย์ สัตว์เลี้ยง เพื่อน ของวิเศษ และคนรัก ...

            - เผชิญหน้ากับตัวร้ายหรืออุปสรรคนานา ...

            - แก้ไขปัญหาและเอาชนะตัวร้าย ...

            - เดินทางกลับเมืองหรือบ้าน แต่งงานกับคนรัก ...

            - เขาอยู่เมืองหรือบ้านนั้นอย่างมีความสุขตลอดไป

            ลึก ๆ แล้ว เรื่องเล่าเกี่ยวกับการออกเดินทางเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง ถือเป็นแบบจำลองของทั้งชีวิต ตั้งแต่เกิด เติบโต ไปจนตาย

            ไม่ใช่แค่นิทานพื้นบ้านของรัสเซียเท่านั้น ที่จะมีเรื่องเล่าในรูปแบบนี้ ถ้าลองคิดถึงทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเรา ล้วนมีเรื่องเล่าที่เลียนแบบกันมา นับตั้งแต่ตำนานการก่อตั้งศาสนา ตำนานการก่อตั้งประเทศ เทพปกรณัม เทพนิยายสำหรับเด็ก การแสดงศิลปะพื้นบ้าน ฯลฯ เรื่อยมาจนถึงวัฒนธรรมร่วมสมัย

            มันถูกแปรให้กลายเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่ง ที่มนุษย์ทุกคนไม่อาจจะหลีกเลี่ยง เพื่อจะได้เปลี่ยนผ่านจากสถานะหนึ่ง ไปสู่อีกสถานะหนึ่ง นั่นก็คือการท่องเที่ยว

            แน่นอนว่ารวมถึงสิ่งที่ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ต้น ... หนังสือท่องเที่ยวเบสต์เซลเลอร์ ... หนังสุดฮิปแนวโรดมูฟวี่ ... เพลงของ แจ๊ค จอห์นสัน ... และภาพถ่ายท่องเที่ยวของเพื่อน ๆ ที่แชร์อยู่ในโซเชียลมีเดีย

 

การท่องเที่ยวคือการเล่าเรื่อง

            ในสังคมร่วมสมัยที่ท่วมท้นไปด้วยการท่องเที่ยว ผู้คนราวกับถูกแช่อิ่มไว้ในเรื่องเล่าที่มีรูปแบบซํ้า ๆ มีบรรยากาศแห่งความสุข สนุกสนาน เรียนรู้ เติบโต ข้ามผ่านช่วงวัย เอาชนะปัญหาอุปสรรค เข้าถึงความสำเร็จ เราสามารถเปลี่ยนผ่านจากสถานะหนึ่งไปสู่อีกสถานะหนึ่งได้ด้วยการท่องเที่ยว

            ยกตัวอย่างเช่น ในนิยาย The Beach ของ อเล็กซ์ การ์แลนด์ ตัวเอกเป็นเด็กหนุ่มชาวอังกฤษ ที่ใช้พิธีกรรมการท่องเที่ยวแบบแบคแพ็กเกอร์ในประเทศไทย เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ถึงแม้จะต้องผ่านประสบการณ์เลวร้ายเกือบถึงแก่ชีวิต ฉากจบในนิยาย เขาดูเหมือนจะพึงพอใจกับตัวเอง และกล่าวว่า “I like the way that sounds. I carry a lot of scars”.

            ในหนังเรื่อง City Slickers ตัวเอกเป็นหนุ่มใหญ่ชาวอเมริกัน ที่กำลังมีอาการวิกฤตวัยกลางคน เขาใช้พิธีกรรมการท่องเที่ยวแบบแพ็กเกจทัวร์ “ทริปตามรอยคาวบอยตะวันตก” เพื่อค้นหาความเป็นชายชาตรีในตัวเอง แล้วจะได้กลับมาต่อสู้กับปัญหาในที่ทำงานได้

            ในการท่องเที่ยวของเรา ก็เลียนแบบมาจากเรื่องเล่าเหล่านี้เช่นกัน การท่องเที่ยวเป็นการเล่าเรื่องในตัวมันเอง 

            - ก่อนการเดินทาง เรามักจะแจ้งให้คนใกล้ชิดได้รับรู้ บ่นปัญหาชีวิตในปัจจุบัน และความคาดหวังต่อการท่องเที่ยว เพื่อเตรียมให้เขาอยู่ในสถานะของผู้ฟัง ผู้ชม ผู้อ่าน

            - ระหว่างการเดินทาง เราจะต้องปฏิบัติพิธีกรรมประจำสถานที่ท่องเที่ยวนั้น ๆ เหมือนกับคนอื่นอย่างเคร่งครัดและครบถ้วน จึงจะถือว่าการท่องเที่ยวนี้สมบูรณ์

            - หลังจากการเดินทาง เรามีวัตถุสิ่งของที่เก็บรวบรวมมาได้ ติดตัวกลับมาถึงบ้าน เพื่อเป็นของที่ระลึก ของฝาก

            - สภาวะก่อนไปเที่ยวและหลังจากกลับมาแล้ว จะต้องเปลี่ยนแปลงไปในแง่คุณภาพที่สูงขึ้น ปัญหาที่ประสบอยู่ตอนก่อนออกเดินทางจะถูกปัดเป่าไป ด้วยพิธีกรรมที่ได้ปฏิบัติ และวัตถุที่ได้มาระหว่างการเดินทาง

            ความเป็นเรื่องเล่าของการท่องเที่ยว เห็นได้ชัดจากความพยายามที่จะจดบันทึกเรื่องราวด้วยสื่อต่าง ๆ เพื่อเตรียมจัดแสดงให้เพื่อนได้ชมหลังจากเรากลับไปแล้ว

            หรือถ้าเป็นในสมัยนี้ เราสามารถจัดแสดงได้แบบเรียลไทม์ ผ่านโซเชียลมีเดียและช่องทางการสื่อสารที่ทันสมัย

 

การท่องเที่ยวคือมีม

            กิจกรรมที่เราทำระหว่างการท่องเที่ยว มีลักษณะเลียนแบบต่อๆ กันไป เหมือนกับการหาว เกาจมูกตาม ๆ กันไป หยิบหนังสือพิมพ์ อ่านนิตยสาร เปิดจอทีวีส่วนตัว

            เมื่อลงจากเครื่องบินและได้เดินทางไปถึงสถานที่ท่องเที่ยว เราถ่ายภาพ ช็อปปิง ไหว้พระ กินอาหาร เช็คอินพิกัดสถานที่ แชร์ภาพถ่าย โพสต์สเตตัส ฯลฯ เหมือนกับเพื่อนคนอื่นที่เราเคยเห็นเขาทำ

            สถานที่ท่องเที่ยวจะต้องมีพิธีกรรมบางอย่างกำกับไว้ กำหนดให้นักท่องเที่ยวปฏิบัติตาม ๆ กัน เพื่อแสดงว่าได้มาถึงสถานที่แห่งนี้แล้วจริง ๆ สภาวะของนักท่องเที่ยวก่อนปฏิบัติพิธีกรรม จะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อปฏิบัติได้เสร็จสิ้น เขาได้ข้ามผ่านไปสู่สภาวะใหม่

            เช่น การถ่ายภาพท่าทางคํ้ายันหอเอนปิซา ถ่ายภาพอ้าปากดื่มนํ้าจากปากรูปปั้นเมอร์ไลออน คล้องกุญแจคู่รักบนหอคอยโซลทาวเวอร์ ในประเทศไทยก็มีพิธีกรรมแปลก ๆ แบบนี้ เช่น การถ่ายภาพบนทางเดินสกายวอล์ก หน้าหอศิลป์ กทม. โดยมีฉากหลังเป็นภาพรถติดตรงสี่แยกปทุมวัน หรือการแอ็กต์ท่าชูป้ายโลโก้ศูนย์การค้าเอ็มบีเค

            สถานที่ท่องเที่ยวที่มีพิธีกรรมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จะยิ่งดึงดูดใจนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยือน เพื่อให้ได้ปฏิบัติพิธีกรรมเหล่านั้น เพราะมันเป็นบทพิสูจน์ถึงความบากบั่น ยากเย็น ของเรื่องเล่าการเดินทางของพวกเราทุกคน

            โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารพัฒนาขึ้น จนเราสามารถใช้โซเชียลมีเดียในการบอกเล่าเรื่องเล่าของตนเองได้รวดเร็วและมากมายดังใจ

            การกดปุ่มเช็คอินสถานที่เฉพาะเจาะจง ที่มีความหมายนัยบางอย่างต่อผู้ที่เดินทางไปถึง เช่นแสดงสถานะทางสังคมที่เหนือกว่า ฐานะทางการเงิน ความทันสมัย ตามทันกระแสนิยม และการเข้าอยู่ร่วมในกลุ่มสังคมเดียวกัน

            เช่น สนามบินสุวรรณภูมิแสดงว่าคุณกำลังออกเดินทางด้วยเครื่องบิน เชียงใหม่ พัทยา หัวหิน แสดงว่าคุณมีวันหยุดพักผ่อนที่ดีกว่า นานกว่าคนอื่น เทอร์มินัล 21 อิเกีย เอเชียทีค ช็อกโกแลตวิลล์ แปลว่าคุณทันสมัย ตามกระแส อยู่ในสังคมร่วมกับคนอื่น ๆ

            การแชร์ภาพเมนูอาหารที่มีลักษณะแปลกประหลาดกว่าทั่วไป เช่น มีโพชั่นขนาดใหญ่กว่าปกติ มีไขมันและนํ้าตาลหยาดเยิ้มกว่าปกติ หรือมีรูปลักษณ์ที่ชวนนํ้าลายสอมาก ๆ แบบ Food Porn

            ความสำเร็จของร้านขนมอย่างชิบูยาโทสต์ ที่ใช้ภาพแป้ง นํ้าตาล ไขมัน ดึงดูดให้น่ากิน หรือร้านบะหมี่จอมพลังที่เสิร์ฟบะหมี่ชามใหญ่ยักษ์ผิดปกติ แน่นอนเลยว่าทุกคนที่เข้าร้านขนมหรืออาหารแบบนี้ จะต้องถ่ายภาพ และแชร์ภาพเข้าโซเชียลมีเดียของตนเอง เพื่ออวดคนอื่น ก่อนจะสวาปามเอง

            หนังสือท่องเที่ยวเบสต์เซลเลอร์ ... หนังสุดฮิปแนวโรดมูฟวี่ ... เพลงของ แจ๊ค จอห์นสัน เป็นมีมการท่องเที่ยวของยุคสื่อเก่า ภาพถ่ายท่องเที่ยวของเพื่อนๆ ที่แชร์อยู่ในโซเชียลมีเดีย เป็นมีมการท่องเที่ยวของยุคสื่อใหม่

            กระแสการท่องเที่ยวจะดำเนินไปข้างหน้า ด้วยอัตราความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามจำนวนมีมการท่องเที่ยวที่ทวีจำนวนขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

            ไม่มีใครสามารถอดรนทนต่อความเย้ายวนของภาพถ่ายท่องเที่ยวของเพื่อน ๆ ในโซเชียลมีเดียได้นาน

            ทำไมคนเราต้องท่องเที่ยว? คำตอบสำหรับยุคสมัยนี้ อาจจะอยู่บนหน้าจอที่เราสไลด์ครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความเบื่อหน่ายกิจวัตรประจำวันซํ้าซาก


เรื่อง วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

^ top ^