บทนำ
     หากจะพูดถึง ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน หรือ “ASCC” คงน้อยคนนักที่จะรู้จัก และเข้าใจถึงความหมายของ ASCC อย่างแท้จริง เมื่อเทียบกับคำฮอตฮิตติดหู อย่างคำว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ “AEC” ทั้งนี้ เมื่อจะต้องทำความเข้าใจกับคำว่า “ASEAN Community” แล้วนั้น ASEAN Community ซึ่งถือเป็นการบูรณาการร่วมกันในระดับภูมิภาค หรือภูมิภาคนิยม ซึ่งเป็นการรวมตัวกันภายใต้ภูมิภาคอาเซียนหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยมีกรอบความร่วมมือต่าง ๆ เกิดขึ้น ภายใต้สามเสาหลัก คือ

 ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community – AEC) ประชาคมความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Security Community _ ASC) และเสาหลักสุดท้าย ก็คือ ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community _ ASCC) ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่มีความสำคัญ ทั้งนี้ ก็เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจร่วมกัน การเป็นเอกภาพร่วมกัน ให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ร่วมกันภายใต้สังคมที่เอื้ออาทร มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน รวมถึงเป้าหมายสูงสุด คือ การสร้างอัตลักษณ์ร่วมกัน

ของประชาคมอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2015 นั้น สอดคล้องกับ Motto หรือคำขวัญของอาเซียน คือ “One Vision, One Identity, One Community” นั่นเอง

พหุวัฒนธรรม : กับการรวมตัวของประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASCC)
    หากจะตั้งคำถามว่า ASCC สำคัญอย่างไร ? จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีการสร้างประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ? คำตอบที่ได้ก็ย่อมมีความแตกต่างหลากหลาย มีความสำคัญมากน้อย แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับมุมมอง หรือความคิดเห็นของแต่ละบุคคล แต่เมื่อเรากลับมาฉุกคิดถึงแนวคิดของการรวมตัวดังกล่าว ก็จะพบว่า เราจะสร้างประชาคมอาเซียนอย่างไร ถ้าเรายังมีความแตกต่างกัน การรวมกันของประเทศต่าง ๆ ทั้งสิบประเทศที่แตกต่างกันทั้งเรื่องวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ภาษา ประเพณี วัฒนธรรม รวมถึงผลกระทบที่เกิดจากกระแสโลกาภิวัตน์ และการขยายจำนวนสมาชิกของอาเซียนจนครบสิบประเทศในปัจจุบัน นำมาซึ่งความแตกต่างหรือความเหลื่อมลํ้าของระดับการพัฒนาระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งถือเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ผู้นำประเทศของสมาชิกอาเซียนได้ริเริ่มจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ข้อริเริ่มว่าด้วยการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน เป็นหนึ่งในความพยายามครั้งล่าสุดที่จะแก้ไขและรับมือกับผลกระทบทางสังคมที่เกิดจากการรวมตัวกันของอาเซียน และกระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งทำให้อาเซียนต้องเผชิญทั้งภัยคุกคามความมั่นคงแบบดั้งเดิมและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น ปัญหาโลกร้อน โรคระบาด สิ่งแวดล้อม รวมถึงสิ่งที่เป็นเป้าหมายหลัก คือ การสร้าง "อัตลักษณ์อาเซียน" สิ่งเหล่านี้จึงได้ถูกหยิบยกขึ้นมาในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 9 ใน ค.ศ. 2006 ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ผู้นำอาเซียนจึงได้แสดงเจตนารมณ์ร่วมกัน ภายใต้ Bali Concord II เห็นชอบให้จัดตั้งประชาคมอาเซียน ภายใน ค.ศ. 2015

    สำหรับประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน มีเป้าหมายให้อาเซียนเป็นประชาคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง สังคมที่เอื้ออาทรและแบ่งปัน ประชากรอาเซียนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีและมีการพัฒนาในทุกด้านเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริมอัตลักษณ์ของอาเซียน โดยมีแผนปฏิบัติการด้านสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community Plan of Action) ระบุอยู่ในแผนปฏิบัติการเวียงจันทน์ (Vientiane Action Programme _ VAP) และต่อมา ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 12 ผู้นำอาเซียนได้ลงนามใน Cebu Declaration on the Acceleration of the Establishment of an ASEAN Community by 2015 เร่งรัดการเป็นประชาคมฯ เร็วขึ้นอีก 5 ปี คือ จาก ค.ศ. 2020 เป็น ค.ศ. 2015

    นอกจากนี้ การมุ่งไปสู่การเป็นประชาคมสังคมและวัฒนธรรม อาเซียนได้จัดทำแผนงานการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community Blueprint) โดยจัดประชุมเพื่อยกร่างแผนงาน 4 ครั้ง และที่ประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 14 เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009 ได้ให้การรับรองแผนงานฯ

    แผนงานการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community Blueprint) ประกอบด้วยความร่วมมือใน 6 ด้าน ได้แก่
    1. การพัฒนามนุษย์ (Human Development)
    2. การคุ้มครองและสวัสดิการสังคม (Social Welfare and Protection)
    3. สิทธิและความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice and Rights)
    4. ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environment Sustainability)         
    5. การสร้างอัตลักษณ์อาเซียน (Building an ASEAN Identity)
    6. การลดช่องว่างทางการพัฒนา (Narrowing the Development Gap) องค์ประกอบย่อยของแต่ละด้านมีดังนี้

1. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
    โดยเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้านการศึกษาให้เป็นวาระของอาเซียน การศึกษาขั้นพื้นฐาน ส่งเสริมการจ้างงาน ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อำนวยความสะดวกในการเข้าถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เสริมสร้างทักษะในการประกอบการ สำหรับสตรี เด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ

2. การคุ้มครองสวัสดิภาพและสังคม
    มุ่งเน้นการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยลดความยากจนและความเหลื่อมลํ้าทางด้านสังคมและเศรษฐกิจในประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาสหัสวรรษ (Millennium Development Goals: MDG) ซึ่งเป็นการขจัดปัญหาในด้านการขาดแคลนอาหาร เน้นการเข้าถึงการรักษาสุขภาพ การบริการทางการแพทย์ และยา

    • การสร้างเครือข่ายความปลอดภัยทางสังคม และการคุ้มกันจากผลกระทบด้านลบจากการรวมตัวกันของอาเซียน
    • การส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมความมั่นคงและความปลอดภัยด้านอาหาร
    • การเข้าถึงการดูแลสุขภาพและส่งเสริมการดำรงชีวิตที่มีสุขภาพ
    • การเพิ่มศักยภาพในการควบคุมโรคติดต่อ
    • รับประกันอาเซียนที่ปลอดยาเสพติด
    • การสร้างรัฐที่พร้อมรับกับภัยพิบัติและประชาคมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

3. ความยุติธรรมและสิทธิ
    ทั้งนี้ ใน ASEAN Blueprint ได้กล่าวถึง การส่งเสริมความยุติธรรม และสิทธิของประชาชน
    • การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการสำหรับสตรี เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ
    • การคุ้มครองและส่งเสริมแรงงานโยกย้ายถิ่นฐาน
    • ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ
    4. การส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อม

    สำหรับใน Blueprint ของ ASCC ได้กล่าวว่า อาเซียนจะส่งเสริมสิ่งแวดล้อมสีเขียว เน้นความหลากหลายทางชีวภาพ ป่าไม้ ทรัพยากรชายฝั่งและทรัพยากรทางทะเล รวมทั้งปรับปรุงคุณภาพนํ้าและอากาศ และอาเซียนจะมีส่วนร่วมในการจัดการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในโลก โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและคุ้มครองชั้นโอโซน
    • การจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก
    • การจัดการและการป้องกันปัญหามลพิษทางสิ่งแวดล้อมข้ามแดน
    • การส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของประชาชน การส่งเสริมเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental System Technology: EST)
    • ส่งเสริมคุณภาพมาตรฐานการดำรงชีวิตในเขตเมืองต่าง.ๆ ของอาเซียน
    • การประสานกันเรื่องนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและฐานข้อมูล
    • ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรชายฝั่งและทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน
    • ส่งเสริมการจัดการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน
    • ส่งเสริมความยั่งยืนของทรัพยากรนํ้าจืด
    • การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการต่อผลกระทบ
    • การส่งเสริมการจัดการบริหารป่าไม้อย่างยั่งยืน

5. การสร้างอัตลักษณ์อาเซียน
    คือ การให้ความสำคัญในการสร้างความรู้สึกของการอยู่ร่วมกันและส่งเสริมความเป็นเอกภาพในความแตกต่าง ส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศสมาชิกเกี่ยวกับวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ศาสนา และอารยธรรม ส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของอาเซียน เพื่อให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจประวัติศาสตร์ของภูมิภาคที่เป็นหนึ่งเดียว และค้นหาเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของอาเซียน และสร้างอาเซียนที่มีประชาชนเป็นแกนนำ โดยสนับสนุนทุกภาคส่วนให้มีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างประชาคม

    • ส่งเสริมการตระหนักรับรู้เกี่ยวกับอาเซียนและความรู้สึกของการเป็นประชาคม
    • การส่งเสริมและการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของอาเซียน
    • ส่งเสริมการสร้างสรรค์ด้านวัฒนธรรมและอุตสาหกรรม
    • การมีส่วนเกี่ยวข้องกับชุมชน

6. การลดช่องว่างทางการพัฒนา
    อาเซียนได้ดำเนินการทั้งในรูปแบบของความตกลงในระดับต่าง ๆ (MOU/Agreement/ Declaration) และโครงการความร่วมมือ ทั้งระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกันและ ระหว่างอาเซียนกับประเทศภายนอกภูมิภาค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศคู่เจรจาทั้งในกรอบอาเซียน+1 และอาเซียน+3 และองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือทางด้านสังคมและวัฒนธรรม

ASEAN : การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม (Cross-cultural Exchange)
    สำหรับการเกิดขึ้นของประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASCC) ย่อมถือเป็นการเรียนรู้ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลาย ในทัศนะของผู้เขียน มองว่า กระบวนการดังกล่าวจะสามารถขยายความร่วมมือ และเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน โดยจำเป็นจะต้องอาศัยกระบวนการการเชื่อมโยงร่วมกัน คือ ASEAN Connectivity ภายใต้การเชื่อมโยงของประชาชนร่วมกัน “People to People Connectivity” ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างการเดินทาง การท่องเที่ยว การไปมาหาสู่ระหว่างกันระหว่างประชาชน การเชื่อมโยงทางสังคม วัฒนธรรม ถือเป็นหัวใจของการเป็นประชาคมอาเซียนที่เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ “อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม” ถึงแม้ว่าแต่ละประเทศต่าง ๆ จะมีความหลากหลาย ทั้งในเรื่องชาติพันธุ์ ภาษา วิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม ฯลฯ มีลักษณะเหมือนหม้อใบใหญ่ที่อุดมไปด้วยความหลากหลายความแตกต่าง มีลักษณะของความเป็นพหุสังคมสูง แต่ภายใต้ความหลากหลายเหล่านั้น กลับมีต้นรากทางวัฒนธรรม หรือมีทุนทางวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน จึงเป็นการง่ายที่จะเชื่อมโยงกันได้มากยิ่งขึ้น ผ่านการเรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรมของชาวอาเซียน ทั้ง 10 ประเทศ ซึ่งในขณะนี้มีสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดย UNESCO แล้วถึง 21 แห่ง ดังนี้

ไทย
    • เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร : ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อ ค.ศ.1991 เมืองโบราณ 700 กว่าปี อดีตราชธานีที่รุ่งเรืองทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ การค้า ศาสนา ภาษา ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และเทคโนโลยีที่มีการสร้างสรรค์ และสืบทอดมาสู่ชนชาติไทยในปัจจุบัน โดยมีสิ่งก่อสร้างที่เป็นโบราณสถานที่บ่งบอกถึงสถาปัตยกรรมไทยมากมาย ซึ่งต่อมากลายเป็น “ศิลปะแบบสุโขทัย”

    • แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง : ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อ ค.ศ.1992 “ได้รับการยอมรับว่าเป็นการตั้งถิ่นฐานก่อนสมัยประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ที่ทำให้รับรู้การดำรงชีวิตในยุคก่อนประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปกว่า 5,000 ปี

    • นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา : ขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อ ค.ศ.1991 ถือเป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 ของไทยต่อจากสุโขทัย อยุธยาถูกทำลายลงโดยกองทัพพม่าในคริสต์ศตวรรษที่ 18 สิ่งที่ยังหลงเหลือให้เห็น คือ พระปรางค์ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงาม

ลาว
    • เมืองหลวงพระบาง : ขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อ ค.ศ.1995 หลวงพระบางได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกด้วยเหตุผล คือ การผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมดั้งเดิม มีวัดวาอารามเก่าแก่มากมาย และสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากยุคอาณานิคม ตัวเมืองตั้งอยู่ริมนํ้าโขงและนํ้าคานซึ่งไหลบรรจบกัน ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม และชาวหลวงพระบางมีบุคลิกที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นมิตร และมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่งดงาม ได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองที่ได้รับการปกปักรักษาที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    • วัดพูและสิ่งก่อสร้างใกล้เคียงในแขวงจำปาศักดิ์ : ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อ ค.ศ. 2001 ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมของจำปาศักดิ์และวัดพู เป็นภูมิทัศน์ที่ได้รับการวางผังและรักษาสภาพเดิมไว้เป็นอย่างดีนานกว่า 1,000 ปี เป็นรูปแบบของศาสนาฮินดูที่มีความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติและมนุษย์ ทั้งหมดนี้แสดงถึงพัฒนาการตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 5-18 ที่มีความสัมพันธ์กับอาณาจักรเขมรกัมพูชา

    • เมืองพระนคร : ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อ ค.ศ.1992 “เมืองพระนครเป็นแหล่งโบราณสถานที่สำคัญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” มีพื้นที่รวมมากกว่า 400 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยพื้นที่ป่าและเมืองพระนคร (อังกอร์) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเขมรโบราณ จากศตวรรษที่ 9 ถึง 15 มีแหล่งโบราณสถานหลายแห่ง รวมทั้งปราสาทนครวัด นครธมที่มีชื่อเสียง

    • ปราสาทเขาพระวิหาร : ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อ ค.ศ. 2008 สถานที่ตั้งอยู่บนเนินสูงซึ่งอยู่เหนือที่ราบของเขมร ปราสาทนี้สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระศิวะ ตัวพระวิหารประกอบด้วยแนวอาคารต่อเนื่องเชื่อมโยง ระเบียงคด และบันไดที่มีความยาวมากกว่า 800 เมตร และย้อนเวลากลับไปถึงครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 11 แม้กระนั้นก็ดี ประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อน อาจสืบย้อนไปถึงศตวรรษที่ 9 (พุทธศตวรรษที่ 14)

เวียดนาม
    • หมู่โบราณสถานเมืองเว้ : ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อ ค.ศ.1993 เมืองเว้ตั้งอยู่ในเวียดนามตอนกลาง เมืองเว้ เคยเป็นเมืองหลวงเก่าในสมัยราชวงศ์เหงียนของเวียดนามในช่วง ค.ศ. 1802-1945 ก่อนที่จะมีการแยกประเทศเป็นเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ เว้เป็นทั้งศูนย์กลางการเมือง วัฒนธรรมและศาสนา

    • เมืองโบราณฮอยอัน : ฮอยอันเป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใน ค.ศ.1999 องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนเขตเมืองเก่าของฮอยอันให้เป็นเมืองมรดกโลก ด้วยเหตุผลว่า เป็นตัวอย่างเมืองท่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15-19 ที่มีการผสมผสานศิลปะและสถาปัตยกรรมทั้งของท้องถิ่นและของต่างชาติไว้ได้อย่างมีเอกลักษณ์ และอาคารต่าง ๆ ภายในเมืองได้รับการอนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพเดิมได้เป็นอย่างดี

    • สถานที่ศักดิ์สิทธิ์หมี่เซิน : ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อ ค.ศ. 1999 หมี่เซินเป็นกลุ่มโบราณสถานในศาสนาฮินดู ประกอบด้วย วัดและสุสานโบราณของกษัตริย์จามปา ในอดีตมีวัดถึง 70 วัด ปราสาทส่วนใหญ่ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดในช่วงสงครามเวียดนาม

    • พระราชวังจักรพรรดิแห่งทังลอง–ฮานอย : ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อ ค.ศ. 2010 พระราชวังทังลองเป็นพระราชวังที่เก่าแก่อายุยาวนานกว่า 1,000 ปี ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงฮานอย ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเนื่องจากเป็นแหล่ง “สะท้อนอารยธรรมในเขตลุ่มนํ้าแดงตอนล่างที่ตั้งอยู่ระหว่างอิทธิพลของอาณาจักรฮั่น (จีน) และอาณาจักรจามปาทางใต้”

    • พระราชวังแห่งราชวงศ์โห่ : ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อ ค.ศ. 2011 ตั้งอยู่ที่ Tay Giai, Vinh Loc district, Thanh Hoa Province ประเทศเวียดนาม สร้างขึ้นตามหลักของลัทธิขงจื๊อ ในปลายศตวรรษที่ 14 ต่อมารูปแบบการก่อสร้างได้กระจายออกไปทั่วเอเชีย และเป็นแบบอย่างใหม่ของการก่อสร้างปราสาททั่วไปในเอเชียอาคเนย์ด้วย

อินโดนีเซีย
    • กลุ่มวัดบุโรพุทโธ : ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อ ค.ศ.1991 ตั้งอยู่ในตอนกลางของเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ถ้าไม่นับนครวัดของกัมพูชาซึ่งเป็นทั้งศาสนสถานของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาพุทธ บุโรพุทโธจะเป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    • กลุ่มวัดปรัมบานัน : ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อ ค.ศ.1991 อยู่ตอนกลางของเกาะชวา ในประเทศอินโดนีเซีย พื้นที่บริเวณนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 10 (พุทธศตวรรษที่ 15) เพื่ออุทิศถวายแก่เทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่ทั้ง 3 องค์ของฮินดู และสัตว์เทพพาหนะ “ปรัมบานันเป็นกลุ่มวัดฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย ประดับตกแต่งด้วยรูปสลักจากเรื่องรามเกียรติ์”

    • แหล่งมนุษย์ยุคเริ่มแรกซังงีรัน : ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อ ค.ศ.1996 ถือว่า “เป็นแหล่งขุดค้นที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งต่อการศึกษาวิวัฒนาการของมนุษย์ ครึ่งหนึ่งของซากมนุษย์โบราณจากทั่วโลกได้รับการค้นพบจากที่นี่”

    •  ภูมิวัฒนธรรมรวมเขตบาหลี : ระบบสุบัก อันแสดงถึงปรัชญาไตรหิตครณะ** : ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อ ค.ศ. 2012 อยู่ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นการทำนาแบบ 5 ขั้นบันได ควบคุมการจ่ายนํ้าจากวัดที่สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้ถึง 19,500 เฮกเตอร์ ซึ่งทางวัดได้บริหารจัดการนํ้าโดยการพิจารณาถึงคลองส่งนํ้า และคันกั้นนํ้า “สุบัก” (Subak) มีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 มีนัยสะท้อนถึงแนวคิดทางปรัชญา “ไตรหิตครณะ” หรือหลักปรัชญาตามความเชื่อแบบฮินดู มีต้นกำเนิดจากการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างบาหลีกับอินเดียกว่า 2,000 ปี คือ การเคารพในพระเจ้า รักษาสมดุลระหว่างมนุษย์-มนุษย์ และมนุษย์-สิ่งแวดล้อม ด้วยการรักษาสมดุลเช่นนี้จึงทำให้ชาวบาหลีกลายเป็นผู้ปลูกข้าวที่มีผลผลิตสูงที่สุดในแถบหมู่เกาะ

มาเลเซีย
    • มะละกาและจอร์จทาวน์ นครประวัติศาสตร์แห่งช่องแคบมะละกา : สองเมืองประวัติศาสตร์บนช่องแคบมะละกา ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อ ค.ศ. 2008 มะละกาได้พัฒนาขึ้นมาเมื่อ 500 ปีมาแล้ว “โดยเป็นศูนย์กลางการค้าและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างตะวันออกและตะวันตก อิทธิพลของเอเชียและยุโรปได้ส่งผลให้เมืองนี้เกิดมรดกทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย” มะละกาได้แสดงถึงพัฒนาการจากยุคสุลต่านมาเลย์ การเข้ามาของโปรตุเกสและฮอลแลนด์ ส่วนจอร์จทาวน์เป็นตัวแทนของยุคอาณานิคมอังกฤษ สองเมืองนี้เป็นเมืองที่โดดเด่นและหาไม่ได้ในเอเชียอาคเนย์

    • แหล่งโบราณคดีหุบเขาเล็งกอง : ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อ ค.ศ. 2012 ตั้งอยู่ในรัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย เป็นแหล่งที่อยู่ของมนุษย์ยุคโบราณที่เก่าแก่ที่สุดที่อยู่นอกทวีปแอฟริกา

ฟิลิปปินส์
    • โบสถ์บารอคแห่งฟิลิปปินส์ : ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อ ค.ศ.1993 โบสถ์โบราณที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลก มี 4 แห่ง โบสถ์เหล่านี้ นอกจากจะแสดงถึงการเข้ามาของศาสนาคริสต์ในฟิลิปปินส์แล้ว ยังถือเป็นศูนย์กลางอำนาจของสเปนในภูมิภาคนี้ “โบสถ์เหล่านี้ได้รับการยกย่องในด้านสถาปัตยกรรม ด้วยศิลปะบารอคของยุโรปที่สร้างสรรค์ด้วยช่างจีนและฟิลิปปินส์”

    • นาขั้นบันไดแห่งเทือกเขาฟิลิปปินส์ **: ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อ ค.ศ.1995 นาขั้นบันไดแห่งเทือกเขาฟิลิปปินส์ตั้งอยู่ที่เกาะลูซอน ทางตอนเหนือของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยชาวพื้นเมืองอิฟูเกา (Ifugao) ที่สร้างนาขั้นบันไดแห่งนี้มากว่า 2,000 ปีแล้ว ซึ่งลูกหลานชาวนาสืบเชื้อสายมาจากชาว Ifugao ในปัจจุบันก็ยังคงยึดอาชีพทำนาเช่นเดียวกับบรรพบุรุษของพวกเขา โดยความรู้นี้ได้ถูกส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และการแสดงออกของประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ และความสมดุลของสังคมที่ละเอียดอ่อน ได้ช่วยกันสร้างสรรค์ความงามของภูมิทัศน์ ซึ่งแสดงถึงความสมดุลระหว่างมฐ 9ุษย์กับสิ่งแวดล้อม

    • นครประวัติศาสตร์วีกัน : ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อ ค.ศ.1999 อยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ถูกสร้างขึ้นเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นเมืองซึ่งมีการวางผังเมืองแบบสเปนที่ดีที่สุดในเอเชีย “สถาปัตยกรรมของเมืองได้รับอิทธิพลจากหลากหลายที่ในฟิลิปปินส์ จีน และยุโรป ก่อให้เกิดรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่พบที่อื่น”

** ทั้งอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์มีจุดเด่นเหมือนกัน คือ เป็นการสะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนที่พยายามจะสร้างสมดุลกับธรรมชาติ แต่แตกต่างกันตรงที่ของอินโดนีเซียมีหลักความเชื่อทางด้านศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อาจจะมองได้ว่าเป็นวัฒนธรรมร่วมของอาเซียน ที่ยึดเอาเรื่องการเคารพธรรมชาติ ความเชื่อ ศาสนา เข้ามาผนวกรวมกับวิถีชีวิต หรือการดำเนินชีวิต เพื่อเป็นการสร้างสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

A Truly ASEAN Socio-Cultural Community (ASCC)
    จะเห็นได้ว่ามรดกโลกทางวัฒนธรรมในอาเซียน ย่อมถือเป็นภาพสะท้อนอย่างหนึ่ง ซึ่งได้เห็นถึงการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การผสมผสานทางวัฒนธรรมของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เป็นอย่างดี สิ่งที่ผู้เขียนมองว่า เราเองจะมองข้ามสิ่งนั้นไม่ได้ นั่นก็คือ “การเรียนรู้วัฒนธรรมร่วมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ซึ่งมีพื้นฐานประวัติศาสตร์ ศาสนา แนวคิด หรือความเชื่อที่คล้ายคลึงกัน

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่หลงลืมไม่ได้ นั่นก็คือ การนำ “การท่องเที่ยว” มาเป็นปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การเชื่อมโยงมิติของผู้คน ศิลปวัฒนธรรม สังคม สถาปัตยกรรม ผ่านมรดกโลกทางวัฒนธรรมของอาเซียนที่มีทั้งจุดร่วมและจุดต่าง

    นอกจากนี้ การท่องเที่ยวยังถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญ ที่จะทำให้ได้เรียนรู้เพื่อนบ้านของเรา อาทิ การที่มีรูปแบบความเชื่อและรูปแบบสถาปัตยกรรมที่คล้ายคลึงกัน บุโรพุทโธ ในอินโดนีเซีย ปราสาทวัดพูในลาว นครวัด นครธม และเมืองพระนคร ในกัมพูชา สะท้อนให้เห็นแนวคิดความเชื่อในเรื่องศาสนาฮินดู หรือในฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมตามความเชื่อของคริสต์ศาสนา นอกจากนี้  ในเวียดนาม ยังได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมจีนจนฝังรากลึกลงในวิถีชีวิต วัฒนธรรม ฯลฯ จากตัวอย่างดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใ_ b5้มีการรับ-ส่ง แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกัน รวมถึงการรับเอาวัฒนธรรมจากที่อื่น ๆ เข้ามาผสมผสานกับอัตลักษณ์ดั้งเดิมของตนเองได้เป็นอย่างดี  สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่าง หลากหลาย แต่ก็ยังมีจุดร่วมของความเป็นอาเซียนร่วมกัน และการที่เราเข้าใจถึงความแตกต่าง ก็ย่อมเป็นการลดอคติที่แอบแฝงได้

    สิ่งที่สำคัญ คือ เมื่อประชาคมอาเซียนเกิดขึ้นใน ค.ศ. 2015 ย่อมจะส่งผลให้เกิดการเดินทางไปมาหาสู่กันมากขึ้น ถือเป็นโอกาสหนึ่งในการที่จะเรียนรู้วัฒนธรรม วิถีชีวิตของประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนให้มากยิ่งขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับคำขวัญของอาเซียนที่ว่า “One Vision, One Community, One Identity”

อ้างอิง :
กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ (2556), ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน, สืบค้นเมื่อ 18 มกราคม 2556. กระทรวงการต่างประเทศ.
เว็บไซต์  http://www.mfa.go.th/asean/
ประภัสสร์ เทพชาตรี. (2556). ประชาคมอาเซียน.


เรื่อง : กษวรรณ มาลยาภรณ์