เมื่อวันที่ 27-28 พฤศจิกายน 2555 ที่ผ่านมา สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ได้จัดการสัมมนา Global Business Dialogue 2012 ขึ้น ณ โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล ราชประสงค์ กรุงเทพฯ โดยเชิญผู้แทนของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ปฏิบัติงานประจำอยู่ในประเทศไทย มาร่วมแสดงทัศนะ และให้ข้อมูลในเรื่องของความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยด้านการค้าการลงทุน และความสามารถของผู้ประกอบการไทยในฐานะหุ้นส่วนทางธุรกิจ

เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวปฏิบัติเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงซึ่งนำไปสู่ความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน โดยประเทศหลัก ๆ ที่มีผู้แทนมาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลในเวทีนี้ประกอบด้วย 3 กลุ่ม คือ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และเอเชียตะวันออก โดยมีประธานเปิดงานคือ คุณจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และรองประธาน TMA


    วัตถุประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจของประเทศไทยมีโอกาสได้รับทราบถึงแนวโน้มด้านการค้าและการลงทุนของกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น รวมทั้งเรียนรู้จากมุมมองผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกเหล่านั้น ในเรื่องของโอกาสและการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น หากบริษัทหรือผู้ประกอบการไทยจะเข้าแข่งขันในตลาดโลก นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการชาวไทยในการสร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบริษัทในประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั้ง 3 กลุ่มที่กล่าวมา ทั้งนี้ สาระสำคัญที่ได้รับจากการสัมมนาสรุปได้ดังนี้

“ Preparing for the Next Big Things ”
โดย H.E. Anil Wedhwa  เอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย

     • ศตวรรษที่ 21 เป็นศตวรรษแห่งเอเชีย โดยประชากรในเอเชียจะเพิ่มขึ้นจาก 4 พันล้านคนเป็น 5 พันล้านคนภายใน ค.ศ. 2050 แต่ก็มีความท้าทายและความเสี่ยงหลายประการ ได้แก่ เรื่องของการขาดแคลนที่ดิน นํ้า พลังงาน และอาหาร

     • ประเด็นที่เป็น Global Issue และต้องมีการแก้ไขด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศ ได้แก่
    1. Cyber Security (ความมั่นคงของโลกไซเบอร์)
    2. Food Security (ความมั่นคงทางอาหาร)
    3. Fuel Security (ความมั่นคงทางพลังงาน)
    4. Terrorism (การก่อการร้าย)
    5. Maritime Trade & Security (การค้าทางทะเล และความปลอดภัยในการดำเนินการ)

     • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องตระหนักและต้องรับผิดชอบร่วมกัน โดยนานาประเทศต้องหันมาให้ความสำคัญกับแหล่งพลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีพลังงานสะอาด ความมั่นคงทางพลังงาน การเจรจาทางการค้า และการขจัดความยากจนสำหรับประเทศกำลังพัฒนา

     • Knowledge Economy หรือ เศรษฐกิจที่ต้องอาศัยการเรียนรู้  ต้องมีองค์ความรู้ (Know How) และความเชี่ยวชาญ (Expertise) มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มีการจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management) มีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับความรู้ และต้องมีการแทรกแซงในเชิงกลยุทธ์

     • สำหรับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างอาเซียน-อินเดีย จะมีการปรับปรุงกฎระเบียบเรื่องการตรวจลงตรา (Visa)

“Adopting  International Mindset”
โดย Mr. Vincent Chin, Senior Partner and Managing Director, Head of BCG Southeast Asia
Mr. Low Peck Kem, Divisional Director, National Human Resources Division, Ministry of Manpower (MOM), Singapore
Mr. Nandor Von der Luehe, Chairman, Joint Foreign Chamber of Commerce  in Thailand
ผู้ดำเนินรายการ Mr. Vish Jain, BCG Bangkok

     • International Mindset หรือ กระบวนการทางความคิดที่เป็นสากล มีความสำคัญต่อองค์กรในการแข่งขันกับองค์กรที่ดีที่สุดติดอันดับโลก องค์กรที่จะก้าวไปสู่สากลได้ ทีมผู้บริหารต้องมี International Mindset ซึ่งมักจะเกิดจากวัฒนธรรมแบบเปิดกว้าง (Open Culture) แต่องค์กรในบางประเทศ เช่น สิงคโปร์หรือเกาหลีใต้ ก็มีกระบวนการทางความคิดที่เป็นสากล เนื่องจากมีทีมงานจากนานาชาติหรือผู้บริหารที่คุ้นเคยกับความเป็นสากล โดยเฉพาะสิงคโปร์ซึ่งเป็นประเทศเล็กจึงต้องเปิดรับความคิดแบบสากลเพื่อให้อยู่รอด ต้องต้อนรับผู้มีความสามารถที่เป็นชาวต่างชาติ (Foreign Talent) เข้ามาในประเทศ

     • การบริหารองค์กรโดยมีคณะกรรมการบริหารเป็นสตรีร่วมอยู่ด้วยจะทำงานได้ดีกว่าที่มีแต่บุรุษเพราะมีการมองปัญหาและหาทางแก้ไขแบบเชิงลึก มีมุมมองที่แตกต่างจากคนในกลุ่มเดียวกัน

     • ความคิดที่เป็นสากล จำเป็นต้องยอมรับการแข่งขัน และองค์กร/บริษัท ต้องมีพื้นที่ในการแข่งขันสำหรับธุรกิจของตน แต่มิใช่การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างขององค์กร เพียงแต่ต้องปรับตัว สิงคโปร์เป็น

ตัวอย่างของประเทศที่สามารถเกิดความคิดที่เป็นสากลได้มากที่สุดและมีคนต่างชาติเข้าไปทำงานมาก
     • การโยกย้ายคนไทยไปปฏิบัติงานในต่างประเทศ ทำได้ยากเมื่อเทียบกับคนต่างชาติอื่น เนื่องจากวัฒนธรรมที่มีการใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวโดยตลอด การโยกย้ายคนไทย 1 คน ไปอยู่ต่างประเทศจึงมีผลกระทบถึงคน 3 รุ่น ทั้งบิดามารดา สามีหรือภรรยา และบุตร ซึ่งต่อไปจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีการสื่อสารให้เป็นประโยชน์และเกิดโอกาสเพิ่มขึ้นโดยอาจไม่ต้องอยู่ด้วยกันกับครอบครัวตลอดเวลา

     • ตัวอย่างของบริษัทที่มีคนต่างชาติทำงานร่วมกันเป็นจำนวนมาก เช่น BCG จะต้องสร้างวัฒนธรรมที่ทำให้คนหลายชาติอยากเข้ามาทำงาน สำหรับประเทศไทยก็เช่นกัน แม้ว่าประเทศไทยจะมีข้อดีมากมายที่ทำให้คนต่างชาติอยากมาอยู่ แต่ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนอะไรเลยต่อไปก็จะกลายเป็นประเทศที่อิ่มตัว (Stagnation Country) คนเก่ง ๆ ในประเทศหรือภูมิภาคอาเซียนอาจจะเลือกไปอยู่สิงคโปร์มากกว่า

     • ปัจจุบันอาจต้องใช้การบริหารงานแบบ Glocalization ที่เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อการแข่งขัน แต่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ของตนเองไว้ โดยมีความดึงดูดใจให้คนหลายชาติทำงานด้วยกัน โดยมีแนวทางคือ
    1. คณะผู้บริหาร (Board/Governance Level) ต้องมีเพียง 1 คณะ
    2. ระดับผู้จัดการ (Management Level) ต้องรับคนในท้องถิ่นมาทำงานเพราะเขาเข้าใจตลาดดีกว่า
    3. ต้องมีเป้าหมายหรือวัฒนธรรมร่วมขององค์กรที่มีแรงบันดาลใจเหมือนกันเพื่อรักษาบุคลากรให้ทำงานร่วมกันได้

     • ข้อเสนอแนะสำหรับรัฐบาลไทยเพื่อสร้างกระบวนการทางความคิดที่เป็นสากลในบริษัท/องค์กรไทย
    1. ปรับปรุงกฎระเบียบให้ง่ายขึ้นในการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทย ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้เราได้ประโยชน์อย่างแท้จริงจากเรื่องนี้ มิใช่องค์กรถูกควบคุมโดยคนต่างชาติ
    2. การเปิดตัวสู่สากลมีความสำคัญ เนื่องจากบริษัทของคนไทยยังมีบทบาทน้อยเกินไปในเรื่องของการลงทุนในต่างประเทศ ภาครัฐอาจต้องเข้ามาสนับสนุน
    3. ความปลอดภัยและความรู้สึกอบอุ่นเหมือนบ้าน คือสิ่งที่ทำให้คนต่างชาติที่มีความสามารถสนใจเข้ามาทำงานในประเทศ

     • ภาคเอกชนของเกาหลีใต้มีความคิดที่เป็นสากล เช่น ซัมซุงมีการเปิด Sumsung University เพื่อพัฒนาบุคลากรของตนเอง เช่นเดียวกับบริษัท Unilever ซึ่งหมายถึงต้องมีการสร้าง/พัฒนาความรู้ในกลุ่มประชากรของประเทศตนเองด้วย นอกเหนือจากการเรียนรู้จากคนต่างชาติที่เข้ามาทำงาน

     • สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการทางความคิดที่เป็นสากลคือ ระบอบเผด็จการ คอมมิวนิสต์ และการคอรัปชัน นอกจากนี้ สำหรับประเทศไทยอาจมีข้อจำกัดด้านภาษาและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ Bloc Insights

“EU 2020”
โดย Mr. Pekka Penttila, Trade Attache, ผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย
Mr. Rolf Dieter Daniel, President, European ASEAN Business Centre
ดำเนินรายการโดย Mr. Tuomas Rinne, Partner & Managing Director,  BCG Bangkok

     • ในปัจจุบันนโยบายทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปจะเป็นระดับสหภาพโดยรวม ไม่ใช่ระดับประเทศอีกต่อไป เมื่อมีการเจรจาเรื่องเขตการค้าเสรี (FTA) ก็จะเจรจาในนามของสหภาพยุโรปไม่ใช่เป็นรายประเทศ และไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าสหภาพยุโรปมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลก มีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเป็นจำนวนมาก อีกทั้งมีความพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐาน

     • สหภาพยุโรปมีบริษัทใหญ่ติดอันดับโลกกระจายอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของโลก แต่การค้าขายส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 75 เป็นการค้าขายภายในยุโรปเอง และอีกร้อยละ 25 เป็นการค้าขายนอกภูมิภาค

     • การที่ค่าเงินยูโรลดลงในบางช่วง หรือเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นในยุโรป ถือว่าเป็นวัฏจักรทางเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ ดังนั้นสหภาพยุโรปยังคงความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกอย่างยิ่ง

     • การลงทุนจากยุโรปในเอเชียน่าจะเติบโตขึ้นในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ขณะเดียวกันสหภาพยุโรปก็เป็นตลาดส่งออกของสินค้าไทย มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการศึกษามากกว่าไทย ซึ่งอาจเป็นที่พึ่งของไทยได้

     • ปัญหาที่คนต่างชาติซึ่งมาทำงานในประเทศไทยประสบ คือเรื่องการขอรับการตรวจลงตรา (Visa) ที่ยังมีข้อจำกัดยุ่งยาก ไม่เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขโดยด่วน รวมถึงการขอวีซ่าของคนต่างชาติที่มารักษาโรคในไทย เรือสำราญที่มาจอดเทียบท่าที่ประเทศไทยก็ต้องใช้เอกสารมากมายในการขออนุญาต

     • เทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังมีเทคโนโลยีตํ่ากว่าประเทศอื่น ๆ (ยังไม่มีระบบ 3G รองรับ) จะต้องเร่งแก้ปัญหาและไม่ให้เป็นการผูกขาด (Monopoly)

     • ประเทศไทยต้องเร่งแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องที่เป็นอุปสรรคในการลงทุน โดยเฉพาะเรื่องของสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่เยอรมนีและสหภาพยุโรปใส่ใจมาก และอาจจะถ่ายทอดองค์ความรู้มาให้ไทยได้ จึงควรทำให้เกิด Win-Win Situation

     • ในความเป็นจริงมีการลงทุนของบริษัทสัญชาติยุโรปในประเทศไทยอยู่แล้ว แต่สหภาพยุโรปต้องการนำ SMEs จากยุโรปมาไทยและในไทยเอง SMEs ก็เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก ๆ ที่ทางสหภาพยุโรปต้องการเข้ามาช่วยเหลือ

“Moving Towards Green Economy”
โดย คุณณัฐชาติ จารุจินดา  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
Mr. Juan Aguriano, Worldwide MD., Sustainable Operation Practice Dupont Sustainable Production
Mr. David Oberhuber, Country Director, German International Cooperation (GIZ)
ดำเนินรายการโดย ดร.ธีรเดช ทังสุบุตร, ผู้อำนวยการ สถาบันวิทยาการพลังงาน

     • Going Green หมายถึงการลดต้นทุนในกระบวนการผลิตแต่จะทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูงขึ้น แนวคิด Do more with less เริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1992 เป็นแนวคิดด้านการผลิตที่ยั่งยืน (Sustainable Production) ซึ่งจะช่วยใน 3 เรื่อง คือ ความเสี่ยงลดลง เกิดประสิทธิภาพหรือการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน  เมื่อใช้วัตถุดิบในการผลิตน้อยกว่า สินค้าก็แข่งขันได้มากขึ้น

     • โดยทั่วไปผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Product) จะมีผลิตภาพสูงขึ้น และประเทศไทยก็มีศักยภาพสูงในการพัฒนาสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยเฉพาะอย่างยิ่งไทยมีวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งเรื่องอาหารซึ่งสามารถทำให้เป็นการผลิตอาหารอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้ด้วย โดยตระหนักถึงแนวโน้มที่สำคัญ 3 ประการคือ
    1. ความยั่งยืน  
    2. การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และ  
    3. ปกป้องผู้คนที่อยู่ในสภาพแวดล้อม

     • ประเทศไทยจะยังเป็น Low-cost Economy ต่อไปไม่ได้ ผู้บริโภคต้องเข้าใจตรรกะของ Green Economy คนไทยต้องตระหนักว่าทิศทางไหนคือทางที่ถูกต้อง ไม่หวังพึ่งพิงแต่เศรษฐกิจต้นทุนตํ่า รัฐบาลต้องสร้างกรอบนโยบายแต่ไม่เข้ามาแทรกแซงธุรกิจ นอกจากนี้ รัฐบาลต้องให้การศึกษาแก่ประชาชนและเกษตรกรในการประกอบอาชีพให้เหมาะสม เพื่อให้เกิดผลผลิตสูงและสร้างผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมน้อย ทั้งนี้ จะต้องทำให้เกิดความร่วมมือที่เปิดกว้าง (Open Collaboration)

     • สิ่งสำคัญในการ Go Green
    1. ต้องมีกระบวนการทางความคิดในเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Mindset) ใช้ทรัพยากรน้อย ลดของเสีย
    2. ทำงานจากฝั่งของอุปสงค์ สร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่ผู้บริโภค
    3.เทคโนโลยีคือเครื่องมือในการสร้าง Green Economy

     • การจัดการห่วงโซ่อุปทานสำหรับ Green Economy  ทำได้โดยการสร้างความสมํ่าเสมอของสินค้า มีใบรับรองสำหรับสินค้าเพื่อให้ขายได้ และมีมาตรฐาน รวมทั้งต้องสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่แท้จริง (Real
Value Chain) และสื่อสารให้ผู้ผลิตผลิตสินค้าที่มีคุณภาพจริง

     • แนวคิดที่สำคัญคือจะต้องสร้างการตัดสินใจซื้อสินค้าด้วยอารมณ์ ความรู้สึก โดยมองว่าสินค้าของไทยมีคุณค่าแฝงอยู่ภายใน เพราะเป็นสินค้าที่ส่งเสริมความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น รถยนต์
ที่ขายดีที่สุดในเยอรมนี คือ Volkswagen รุ่น Golf เพราะเป็นรถที่ไม่มีคาร์บอนฟุตปรินท์ที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

     • ผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กของไทย ต้องไม่ตกขบวนรถไฟในเมื่อใคร ๆ ก็ Go Green โดยผู้ประกอบการรายใหญ่อาจต้องเป็นผู้นำในก้าวแรก แล้วรายอื่นก็ควรจะปฏิบัติตาม

     • ผู้นำที่ยิ่งใหญ่วัดจากความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ มีสิ่งที่ต้องตระหนักคือ
    1. ผู้บริโภคในตลาดของคุณกำลังทำสิ่งใด
    2. การใช้ทรัพยากรน้อยลง แต่ผลิตสินค้าได้มากขึ้น มีความหมายอย่างไรสำหรับคุณ (20% ของสิ่งที่ผลิตจะให้มูลค่าถึง 80%)
    3. คุณต้องบริหารความเปลี่ยนแปลงโดยมีการวางแผนที่ครอบคลุม
    4. การปฏิรูปทางวัฒนธรรม การมีส่วนร่วมภายในองค์กร โดยส่วนใหญ่การสร้าง Innovative Solution จะเกิดจากบริษัทเล็ก ๆ ที่คิดได้ก่อน

“Thailand by Choice or by Chance”
โดย คุณสุรงค์  บูลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
Mr. Setsuo Iuchi, Chief Representative for ASEAN and South Asia, JETRO
Mr. Frank Krings, Chief Country Officer and Genaral Manager, Deutsche Bank AG, Bangkok  Branch
Mr.Jeff Rowe, Chief Executive Officer, Polytype Asia Pacific Co., Ltd.

     • สิ่งที่ดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศไทยคือ
    1. ค่าแรงงานถูก
    2. มีทำเลที่ตั้งที่ดี
    3. ความเป็นมิตร
    4. มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีในด้านไฟฟ้า ประปา ถนน ระบบท่าเรือ
    5. ผู้บริโภคปลายนํ้าที่อยู่ในประเทศไทย
    6. การปกครองระบอบประชาธิปไตย

     • มีความเป็นไปได้ที่บริษัทของยุโรปจะอพยพเข้ามาในประเทศไทยซึ่งไทยควรมีบทบาทนำในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) แต่ต้องมีระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เท่าเทียมกับประเทศอื่น ๆ ทั้งนี้ ปัญหาเรื่องข้อจำกัดด้านภาษาต่างประเทศของคนไทยเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข การจะเป็นผู้นำได้ไทยต้องเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา

     • ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางของการลงทุนโดยคนต่างชาติได้ก็ต่อเมื่อมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีพร้อม มีอินเซนทีฟให้กับนักลงทุน และมีอุตสาหกรรมสนับสนุน (Supporting Industry) ประเด็นที่เป็นข้อกังวลอย่างมากคือการละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา
    เนื่องจากประเทศไทยยังมีสินค้าลอกเลียนแบบอยู่เป็นจำนวนมาก กฎหมายและผู้รักษากฎหมายทั้งตำรวจและศุลกากรยังไม่เข้มงวดเท่าที่ควร ซึ่งจำเป็นต้องมีการพัฒนาในระดับนโยบายและกำหนดในระบบการศึกษา

     • สำหรับสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติกลัวคือการปิดสนามบิน ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นอีก กรณีปัญหาการเมืองภายในประเทศถ้าอยู่ในพื้นที่ที่จัดการได้ก็ไม่กระทบกับนักลงทุนต่างชาติ ส่วนปัญหาการคอรัปชันจะเป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจของนักลงทุนในระยะยาว เพราะอาจทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น

     • ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้นักลงทุนตัดสินใจออกจากประเทศไทย คือ
    1. การปิดสนามบิน หรือปัญหาการเมืองที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ถูกปิดกั้น โอนเงินไม่ได้ เดินทางไม่สะดวก
    2.การผลิตต้องไปทำในพื้นที่อื่น ๆ มาก ไม่เกิดผลิตภาพ (Pro-ductivity) ที่จะดำเนินการในประเทศไทยอีกต่อไป

     • โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับประเทศไทย คือ ระบบขนส่งสาธารณะที่นำคนจากในกรุงเทพฯ ออกไปต่างจังหวัด ระบบถนนพลังงานสำหรับอนาคต ทั้งนี้ ต้องพยายามสร้างจิตสำนึกในการประหยัดพลังงานรวมทั้งควรมีรถไฟความเร็วสูงและถนนไฮเวย์ 8-12 เลน เพื่อเชื่อมเส้นทางที่เป็นเชิงยุทธศาสตร์หรือเส้นทางระหว่างประเทศ เชื่อม North-South และ East-West Economic Corridor โดยระบบรถไฟต้องมีความตรงต่อเวลา น่าเชื่อถือ

     • ในด้านการท่องเที่ยว ธุรกิจที่น่าลงทุนในประเทศไทยสำหรับนักลงทุนชาวญี่ปุ่น เห็นว่าด้านสิ่งอำนวยความสะดวกยังมีอยู่น้อย อาจต้องมีนักลงทุนจากญี่ปุ่นมาร่วมลงทุนในด้านนี้ และต้องมีผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในเรื่องการดูแลสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น และการบริหารอสังหาริมทรัพย์ ส่วนนักลงทุนจากยุโรปเห็นว่าควรจะสร้างความเข้มแข็งของนักลงทุนด้านท่องเที่ยวภายในประเทศมากกว่านำผู้ประกอบการเข้ามาจากต่างประเทศ และควรจะเน้นเรื่องการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

     • การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จะเป็นโอกาสสำหรับประเทศไทย แต่ก็จะมีการแข่งขันมากขึ้น ญี่ปุ่นอาจตั้งโรงงานย่อยในประเทศอื่นใน  AEC ส่วนนักลงทุนจากยุโรปเห็นว่าไทยเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้ แต่ขึ้นอยู่กับประเทศไทยเองที่จะฉวยโอกาสนั้นและพัฒนาประเทศให้เป็นผู้นำได้จริงหรือไม่ สิ่งสำคัญคือต้องนำภาษาอังกฤษเข้าไปในหลักสูตรการศึกษาของเด็กไทยให้ได้ เพราะต้นทุนมนุษย์เป็นกุญแจสำคัญของประเทศไทย

“USA and the New Reality”
โดย Mr. Michael McGee, Counselor for Commercial Affairs,
The Embassy of the United States, Bangkok

     • ในปี 2008 เกิดภาวะวิกฤตที่สั่นคลอนประเทศมหาอำนาจเก่าของโลกตะวันตกทำให้ต้องมีการพิจารณาถึงคุณลักษณะสังคมที่มีความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งปัจจัยที่เป็นแก่นของความสามารถในการแข่งขัน ประกอบด้วยการมีส่วนร่วมรับผิดชอบของภาครัฐ เอกชน และประชาชนในสังคม ในการสร้างและสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของสังคมนั้น ๆ

     • เมื่อประเทศสามารถสร้างประโยชน์ระยะสั้นจากปัจจัยบวกในเชิงการแข่งขันได้แล้ว การที่จะสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวได้ จะต้องมีปัจจัยแวดล้อม 6 ประการที่สำคัญคือ
    1. กฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่มีประสิทธิภาพ คาดเดาได้และตรงไปตรงมา รวมทั้งมีผู้รักษาควบคุมกฎที่น่าเชื่อถือ และระบบที่เป็นอิสระ
    2. ปัจจัยพื้นฐานเรื่องอาหาร สุขภาพ และที่อยู่อาศัย โดยต้องมีระบบการทำการเกษตรที่ทันสมัย สามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้อย่างเพียงพอ มีที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนทุกระดับ รวมทั้งคนยากจน และมีรางวัลตอบแทนที่สมเหตุสมผล
    3. มีสถาบันและโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อถือได้ นโยบายทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทุกส่วนของภาคการผลิตไว้ในภาคอุตสาหกรรมหลัก  และมีความสัมพันธ์ที่ดี รวมทั้งมีความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
    4. มีการจ้างงานที่มีคุณภาพ โดยระบบการศึกษาต้องเตรียมบุคลากรให้พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานทั้งความรู้ความสามารถทั่วไป และทางเทคนิคซึ่งสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรม มีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่สมดุลกับภาคการผลิต และบุคลากรต้องมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษ
    5 .ความตระหนักทั่วไปเรื่องความกินดีอยู่ดี ประชาชนต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีความหวัง มีความเชื่อมั่นในระบบของรัฐ
    6. มีความดึงดูดผู้มีความสามารถ คือ คนมีความรู้ความสามารถต้องการเข้ามาอยู่ในประเทศเพื่อประกอบอาชีพผลดีที่จะได้รับคือ การเติบโตอย่างมีคุณภาพของ GDP  และการสร้างอาชีพให้คนในประเทศ ทั้งนี้ จะต้องตระหนักว่าความสามารถในการแข่งขันเป็นความรับผิดชอบของทุกคน

“The Rise of Asia : Promises & Prospects”
โดย Professor Dr. Tang Zhimin, Director, China-ASEAN Studies,
Panyapiwat Institute of Management

     • ความหมายของ “The Rise” คือความรุ่งเรืองซึ่งเกิดจากเศรษฐกิจมวลชน (Economic Mass) อำนาจของนวัตกรรม (Power of Innovation) การพัฒนาของสถาบัน  (Institutional Development) ความมั่นคงในภูมิภาค (Regional Security) และแนวคิดที่มีวิสัยทัศน์ (Visionary Ideas)

     • ความท้าทายสำหรับความรุ่งเรืองที่เห็นเด่นชัดคือ
    1. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่มีผู้สูงอายุมาก
    2. ต้นทุนที่สูงขึ้น ประกอบกับข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนด้านทรัพยากร
    3. อุปสงค์จากซีกโลกตะวันตกลดลง จึงต้องพัฒนาตลาดในประเทศหรือภูมิภาค เช่น ASEAN+6
    4. ความไม่มั่นคงทางการเมือง

     • นัยสำคัญของความรุ่งเรือง จะเปลี่ยนคู่แข่งขันให้กลายเป็นคู่ค้าเกิดการบูรณาการของห่วงโซ่คุณค่า โดยในเรื่องของการท่องเที่ยวประเทศไทย จีนเป็นตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับ 2  การมีโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงถึงกันโดยมีการปรับปรุงเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างไทยและจีนผ่านประเทศเพื่อนบ้าน จะเกิดการลงทุนโดยตรง (FDI) ของบริษัทข้ามชาติใหม่ ๆ และค่าเงินหยวนจะสูงขึ้น

     • การเติบโตอย่างรวดเร็วของจีนเกิดจากกลไกสำคัญ 5 ประการคือ
    1. Industrialization ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานภาคเกษตรสู่ภาคอุตสาหกรรม
    2. Urbanization การเติบโตของเมืองใหญ่ทำให้คนย้ายจากชนบทเข้าสู่สังคมเมืองมากขึ้น
    3. Globalization การค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งการออกไปลงทุนในต่างประเทศทำได้ง่ายขึ้น
    4. Information Economy ทำให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
    5. Sustainable Economy ทำให้เกิดแหล่งพลังงานใหม่และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)

“Fortune–Favored East Asia”
โดย Mr. Gao Wen Kuan, Economic and Commercial Counselor, Embassy of the People’s Republic of China (Thailand)
Mr. Yeap Swee Chuan, Chairman, Malaysian-Thai Chamber of Commerce
Professor Dr. Tang  Zhimin, Director, China-ASEAN Studies, Panyapiwat Institute of Management
คุณเกษมสิทธิ์ ปฐมศักดิ์ ประธานหอการค้านานาชาติแห่งประเทศไทย

     • ในภาพรวมเศรษฐกิจโลกพบว่า สหรัฐอเมริกายังอยู่ในช่วงขาลง การฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่วนยูโรโซนที่เกิดวิกฤตทางการเงินต้องมีมาตรการเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจของกลุ่มและน่าจะประสบปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาว อาจถึง 10 ปี สำหรับจีน แม้จะมีการเติบโตรวดเร็วแต่ก็มีช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยสูง ส่วนภูมิภาคเอเชียโดยรวมมีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง มีคนวัยทำงานและหนุ่มสาวที่จะก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานอยู่มาก มีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการปรับปรุงทางด้านการเงินและด้านกายภาพ รวมทั้งปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ขณะนี้ จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับเอเชีย

     • ศูนย์ศึกษาจีน-อาเซียนของสถาบันปัญญาภิวัฒน์ มีงานวิจัยทั้งในเรื่องอาหารและการท่องเที่ยวของตลาดจีน เมื่อมีการพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยง Pan Asia Railway จากคุนหมิง-กรุงเทพฯ-สิงคโปร์ เกิดขึ้น ก็จะเพิ่มความสะดวกในการเดินทางระหว่างกัน และส่งผลดีต่อทั้งภาคการท่องเที่ยวและการลงทุน

     • คนไทยต้องเตรียมตัวเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไร? จากมุมมองของชาวต่างชาติเห็นว่าจุดแข็งของประเทศไทยหลายอย่างที่ทำให้ผู้ประกอบการชาวไทยไม่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ และคนไทยเปลี่ยนกระบวนการทางความคิด (Mindset) ได้ยาก นักลงทุนจากประเทศอื่น ๆ จึงน่าจะเข้ามาใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของไทยมากกว่าที่ผู้ประกอบการไทยจะไปแสวงหาประโยชน์ในต่างประเทศ

     • ความตั้งใจพื้นฐานในการทำธุรกิจจะต้องมี บุคลากรที่มีความรู้ (Man) เงินลงทุนซึ่งหมายรวมถึงที่ดิน (Money) วิธีการ (Methodology) และโอกาส (Opportunity) ที่สำคัญต้องมีสินค้าที่มีคุณภาพ สามารถแข่งขันได้ นอกจากนี้ ควรต้องมีหุ้นส่วนหรือคู่ค้า

     • ด้วยความกังวลว่าจะเสียตำแหน่งให้กับคู่แข่งขัน ผู้ประกอบการจึงต้องพยายามสร้างความแตกต่างให้กับองค์กรหรือสินค้าที่ผลิต ขณะเดียวกันต้องมองหารูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อสร้างคุณค่า ในกรณีที่จะลงทุนในจีนซึ่งเป็นประเทศใหญ่ นักลงทุนไทยต้องมองหาพื้นที่ที่เหมาะสมกับสินค้าของตนเอง

     • ในขณะนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความรุ่งเรืองของเอเชีย ซึ่งน่าจะมีการเติบโตต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของคนในเอเชียด้วย (Adaptation to Change) เช่น ประเทศไทยเลือกอุตสาหกรรมอาหารในการบุกตลาด เราต้องไม่คิดว่าจะเป็นรายใหญ่ที่สุด แต่ต้องมองหาจุดแข็งที่เป็นความโดดเด่นเฉพาะตัวของสินค้าไทยไปนำเสนอ โดยต้องหาคนเก่งในตลาดนั้น ๆ มาช่วยเรา

     • ประเทศไทยควรทำการค้ากับประเทศในภูมิภาคนี้มากขึ้นและคนไทยควรจะกล้าออกไปลงทุนในต่างประเทศบ้าง เพราะอย่างน้อยความไว้วางใจในมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าไทยก็เป็นเครื่องรับประกันและเป็นโอกาส ทั้งนี้ ควรมีการจัดการด้าน Soft Power เพื่อให้เห็นว่าเราใส่ใจในเรื่องของคนรอบข้าง และมีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคลากร และอาจต้องหาผู้ลงทุนร่วมในประเทศที่จะไปลงทุน

     • ข้อคิดที่วิทยากรทิ้งท้ายก่อนปิดประเด็นการพูดคุยนี้คือ “Embrace Change, Travel, Open Mind, It’s our choice to determine the future of Asia.”

“Business Dialogue : Trading & Services”
โดย Mr. Bauke Rouwers, Chairman, Unilever Thai Group of Companies
คุณกลินท์ สารสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เทรดดิ้ง จำกัด
คุณสุเมธ สุทัศน์ ณ อยุธยา นายกสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติไทย
ผู้ดำเนินรายการ คุณฐิตาภรณ์  ตู้จินดา ที่ปรึกษา คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สาระสำคัญด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

     • แรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวคิดเป็นร้อยละ 11 ของแรงงานทั้งหมด การที่รัฐบาลตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยว 2 ล้านล้านบาท จำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 30 ล้านคน ต้องเข้ามาใช้ทรัพยากรในประเทศไทย ซึ่งต้องมีการเตรียมความพร้อมในการรองรับ

     • ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ ประเทศไทยมีทรัพยากรอยู่มากและมีความหลากหลาย มีความคุ้มค่า (Value for Money)  ซึ่งขณะนี้เราขายสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวถูกกว่าที่ควรจะเป็น โดยจุดแข็งของไทยที่นักท่องเที่ยวกล่าวถึงมากที่สุด คือ “Hospitality Spirit of the Thai People”

     • โอกาสของธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไทยยังคงมีอยู่มาก เพราะสินค้าท่องเที่ยวที่น่าดึงดูดใจ คนต่างชาติจึงอยากเข้ามาลงทุน แต่คนไทยเองอาจยึดถือเศรษฐกิจพอเพียง จึงไม่คิดออกไปหาตลาดใหม่ ๆ ไม่มีแรงกดดันหรือแรงจูงใจให้ออกไปลงทุนในต่างประเทศ แต่เมื่อใดที่โครงสร้างพื้นฐานพร้อม มีรถไฟความเร็วสูง เราก็ต้องมองถึงการบุกไปในตลาดอื่นด้วย

     • จำเป็นหรือไม่ที่คนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะออกไปหาประสบการณ์ในต่างประเทศ ? ในมุมมองของผู้ประกอบการเห็นว่าจำเป็น และได้มีการส่งบุคลากรไปฝึกงานในสาขาต่างประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้จัดการระดับกลาง (Mid-management) ในโอกาสที่จะเติบโตต่อไป

     • ประเทศที่จะเป็นคู่แข่งของไทยในสาขาการค้าและการบริการ ได้แก่ อินโดนีเซีย เวียดนาม เมียนมาร์ จีน และสิงคโปร์ ส่วนในแง่ของการท่องเที่ยว ทุกประเทศเป็นคู่แข่งของไทยได้ทั้งหมด แต่ไทยมีนักท่องเที่ยวที่เดินทางซํ้า (Repeater) สูงถึง 55 % ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูง และเราต้องแข่งขันกับตัวเองก่อนโดยเฉพาะเรื่องของความปลอดภัย

     • ข้อจำกัดประการสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยได้รับนักท่องเที่ยวจากจีนน้อยกว่าที่มาเลเซียได้รับคือเรื่องของจำนวนเที่ยวบิน

     • การที่คนไทยจะไปลงทุนในต่างประเทศ หรือการหาตลาดนักท่องเที่ยวใหม่เข้ามาในประเทศไทย เราต้องเรียนรู้วัฒนธรรมหรือธรรมเนียมปฏิบัติของประเทศนั้น ๆ ด้วย วาระที่ควรตระหนักเมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คือ การที่ประเทศไทยต้องสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี และต้องทำให้แบรนด์ของเราชัดเจน รวมทั้งต้องพยายามสร้างนวัตกรรม

ข้อคิดเห็นจากการสัมมนา
     1. ประเทศไทยต้องเร่งปรับปรุงระบบการศึกษาอย่างเร่งด่วน เพื่อให้บุคลากรของไทยมีความสามารถในด้านภาษาอังกฤษ รวมถึงภาษาต่างประเทศอื่น ๆ ที่จำเป็น เพื่อรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ และการท่องเที่ยว
     2. การเปิดประชาคมอาเซียนจะเป็นประโยชน์กับนักลงทุนชาวไทยรายใหญ่ที่มีความพร้อมและสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ ซึ่งควรมองถึงโอกาสในการเข้าไปลงทุนด้านการท่องเที่ยวและการบริการในต่างประเทศ แต่ผู้ประกอบการ SMEs ของไทยยังต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน
     3. การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยควรตระหนักในเรื่องของการก้าวสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ซึ่งเป็นทิศทางที่นำสู่ความยั่งยืนของอุตสาหกรรม ทั้งด้านการผลิตและการบริการ และเป็นสิ่งที่นานาประเทศยอมรับ


เรียบเรียง : โศรยา หอมชื่น