เขาว่า ‘ของฟรี’ ไม่มีอยู่ในโลก หรืออย่างน้อยที่สุด ของที่ ‘ฟรี’ ก็ไม่ใช่ของที่ ‘ดี’ แต่ในโลกที่บริโภคนิยมได้ทำงานของมันถึงระดับสูงสุด มนุษย์ไม่ได้บริโภคหรือใช้ของต่าง ๆ ตาม ‘ความหมาย’ ที่แท้จริงของมันอีกต่อไป เรามักบริโภค ‘สัญญะ’ ของมันมากกว่าคุณค่าอื่น และเมื่อสัญญะนั้นหมดไป ส่วนใหญ่แล้วเราก็จะทิ้งสิ่งนั้น 

ลองดูตัวอย่างเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ของเราก็ได้ สมัยก่อน เครื่องใช้ไฟฟ้ามักจะออกแบบมาให้ทนทานแข็งแรง ใครซื้ออะไรมาใช้ มักจะไม่เปลี่ยนกันง่าย ๆ ใช้อะไรก็ใช้สิ่งนั้นอยู่นานนับสิบ ๆ ปี ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ โทรทัศน์ 



    ในอดีต บ้านใครมีโทรทัศน์เป็นเครื่องแรกก็เหมือนมีมหรสพประจำชุมชน ผู้คนมากมายจะพากันมาดูโทรทัศน์เหมือนบ้านนั้นมีลิเก โทรทัศน์จึงทำหน้าที่เป็น ‘ของเชิดหน้าชูตา’ เจ้าของบ้านไปด้วยในตัว ดังนั้น ในเวลาเดียวกันกับที่โทรทัศน์ให้ความบันเทิง มันจึงเป็นเครื่องแสดงถึง ‘สถานภาพ’ ของเจ้าของบ้านไปด้วย

    โทรทัศน์ยุคเก่าอาจทนมือทนเท้าอยู่ได้หลายสิบปี เวลาไม่มีสัญญาณภาพ บางคนเอามือไปตบโทรทัศน์แรง ๆ ภาพก็กลับมาได้โดยอัตโนมัติ แต่โทรทัศน์ปัจจุบันแค่เอามือไปแตะ หลายเครื่องก็ใจเสาะพาลเสียไปเลยก็มี โทรทัศน์ยุคเก่านั้นมี ‘อายุขัย’ ยาวนานและทนทานกว่าโทรทัศน์ยุคใหม่อย่างเห็นได้ชัด

    แต่ไม่ใช่แค่โทรทัศน์หรอกครับที่เป็นอย่างนั้น ของใช้อื่น ๆ อีกมากก็เป็นเช่นเดียวกัน

    สมัยก่อน ‘อายุขัย’ ของ ‘สิ่งแสดงสถานภาพ’ อย่างเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นค่อนข้างยาวนาน แต่ในปัจจุบัน เราพบว่าเครื่องใช้ต่าง ๆ มีอายุการใช้งานสั้นลง บางอย่างอาจยังไม่ ‘หมดอายุ’ คือยังไม่เสียด้วยซํ้า แต่เราก็เลือกที่จะทิ้ง เพื่อซื้อของ ‘รุ่นใหม่’ ที่ดีกว่าของเก่าไม่เท่าไหร่ และหลายคนก็ถึงขั้น ‘เร่ง’ อยากให้ของเก่าเสียหรือพังเร็ว ๆ เสียด้วยซํ้าเมื่อใช้ไปได้ระยะหนึ่ง จะได้ซื้อของใหม่ได้เสียที

เรื่องนี้บอกอะไรเราหรือ ?
    บางคนอาจบอกว่า การที่สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ มีอายุขัยสั้นลงนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ผลิตต้องการขายของใหม่ออกมาเป็นระลอกคลื่น จึงเลือกผลิตของที่ไม่ทนทานออกมา นั่นก็อาจเป็นจริง แต่ในเวลาเดียวกัน ดูเหมือนผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ก็พึงพอใจให้มันเป็นเช่นนั้นด้วย เพราะในปัจจุบัน สิ่งที่เราเสพจากข้าวของเครื่องใช้ ไม่ใช่ ‘การใช้งาน’ เพียงอย่างเดียว แต่เราเสพอีกสิ่งหนึ่งที่ (อาจ) สำคัญกว่าการใช้ของมันด้วยซํ้า

    นั่นก็คือ ‘สัญญะ’ ของมัน
    เราใช้มือถือรุ่นใหม่ เมื่อมีรุ่นใหม่กว่าออกมา เราก็อยากซื้อและทิ้ง (หรือขายต่อ) ของเดิมที่มีอยู่ ทั้งที่มันยังไม่เสียหรือพัง ดังนั้นการใช้มือถือ (หรือโทรทัศน์ หรือสิ่งอื่น ๆ) จึงเป็นไปเพื่อ ‘แสดงสถานภาพ’ เพื่อให้เรา ‘มีหน้ามีตา’ เช่นเดียวกับการทำหน้าที่ของโทรทัศน์ยุคก่อนที่สร้างความมีหน้ามีตาให้เจ้าของนั่นเอง

    ในโลกบริโภคนิยม ของใช้ใหม่ ๆ มีวงจรชีวิตสั้นเพราะเราบริโภค ‘ความมีหน้ามีตา’ ของมัน มากกว่า ‘อายุขัย’ ที่แท้จริงของมัน แม้ฟังดูเป็นโลกที่ไม่น่าอยู่เอาเสียเลย แต่แท้จริงแล้วก็เป็นโลกแบบนี้แหละครับที่สร้าง ‘ของฟรี’ ขึ้นมาให้กับคนบางกลุ่มในสังคมได้โดยไม่รู้ตัว

คนเหล่านี้เรียกว่า ‘ฟรีแกน’!
    ของที่ถูกทิ้งก่อนเวลาไม่ได้มีแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าเท่านั้น ซูเปอร์-มาร์เก็ตระดับสูงที่ขายแต่ของเก๋ ของดี ของแพง อย่างซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งในนิวยอร์ก เลือกที่จะ ‘ทิ้ง’ ผักที่ชํ้าเพียงนิดหน่อย ทิ้งแซนด์วิชที่ใกล้จะหมดอายุ ทิ้งขนมปังที่เพิ่งทำเมื่อเช้านี้ ฯลฯ

    ของเหล่านี้ยังไม่เน่าเสีย พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ นอกจากไม่เน่าเสียแล้ว ยังมีคุณภาพดีกว่าอาหารที่ดีที่สุดของคนอีกหลายพันล้านคนในโลกด้วยซํ้า

    แล้วทำไมถึงจะต้องปล่อยให้ของเหล่านี้เน่าเสียไปเล่า-นั่นคือคำถาม
    คำถามนี้ก่อให้เกิดขบวนการที่เรียกว่า Freeganism ขึ้น ซึ่งในระยะแรกเริ่ม ก็คือการไป ‘เก็บ’ และ ‘กิน’ อาหารที่ถูกทิ้งจากระบบบริโภคนิยมสุดขั้วเหล่านี้ หลายคนมองว่า ฟรีแกนคือส่วนหนึ่งของลัทธิ ‘ต่อต้านบริโภคนิยม’ อย่างหนึ่ง แต่ที่น่าสนใจก็คือแนวคิดที่ว่า-ในเมื่อไม่สามารถลุกขึ้นมา ‘โค่นล้ม’ มันได้ ก็ ‘ปรับตัว’ เข้ากับวิถีของมันเสียเลย !

    ฟรีแกนนั้นมีปรัชญาที่โอบรับเรื่องของชุมชน ความใจกว้าง ความใส่ใจต่อสังคม เสรีภาพ ความร่วมมือและการแบ่งปันกัน ซึ่งถือว่าตรงข้ามกับสังคมวัตถุนิยมที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน การโอ้อวด และความโลภ โดยคำว่าฟรีแกนนั้นมาจากคำว่า Free และ Vegan ซึ่งคำหลังนั้นมาจากนักมังสวิรัติ โดยขบวนการนี้เริ่มต้นขึ้นในกลางยุคเก้าศูนย์ในฐานะขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์ก่อน แล้วค่อย ๆ คลี่คลายมาเรื่อย ๆ

คุณอาจสงสัยว่า แล้วฟรีแกนต่างจากคนที่คอยคุ้ยอยู่ตามกองขยะอย่างไรหรือ ?
    คำตอบก็คือ ฟรีแกนนั้นยึดมั่นใน ‘หลักการ’ ของตัวเองอย่างที่ว่ามาแล้ว ในอเมริกา คนที่คุ้ยเขี่ยขยะหาเลี้ยงชีพนั้นเรียกรวม ๆ ว่า Dumpster Divers ซึ่งแปลตามตัวอักษรก็คือการไป ‘ดำนํ้า’ ตามกองขยะเพื่อหาของที่ใช้ได้ ส่วนใหญ่จึงเป็นคนจนหรือคนจรจัดไร้บ้าน แต่คนในขบวนการแบบฟรีแกนนั้นไม่ได้เป็นคนยากไร้ทั้งหมด สมาชิกกลุ่มฟรีแกนจำนวนมากเป็นชนชั้นกลางที่ทำงานธรรมดา ๆ เช่น เป็นพนักงานออฟฟิศ หรือบางส่วนก็ทำงานวิชาชีพ เช่น เป็นสถาปนิก วิศวกร ฯลฯ แต่พวกเขามารวมตัวกันเพื่อทำภารกิจแบบฟรีแกน โดยไม่ได้มีกลุ่มเดียว แต่ละกลุ่มมีแนวคิดไม่เหมือนกัน บางกลุ่มก็ต่ 'cdต้านบริโภคนิยม บางกลุ่มก็ไปไกลถึงขั้นเป็นกลุ่มที่สนับสนุนอนาธิปไตย บางกลุ่มก็มีเหตุผลทางศาสนาเป็นเรื่องหลัก และบางกลุ่มก็เกิดขึ้นเพราะเหตุผลทางสิ่งแวดล้อมเฉย ๆ แต่ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนก็ตาม เมื่อถึงเวลา (เช่น ยามคํ่าคืน) พวกเขาจะ ‘แปลงร่าง’ กลายมาเป็น ‘นักล่าหาอาหาร’ (Forager) ที่ไม่ได้ตระเวนไปในป่า ทว่าตระเวนไปในเมือง ตามจุดต่าง ๆ ที่รู้ว่าจะมีการทิ้งอาหารทั้งหลาย

    ในนิวยอร์กนั้น ทั้งซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายของชำ และร้านอาหารต่าง ๆ จะมีการทิ้งอาหารที่อยู่ในสภาพดีจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเพราะใกล้หมดอายุ หีบห่อถูกทำลาย ขนาดของผลไม้หรือผักไม่ได้มาตรฐาน ฯลฯ แต่ก็ใช่ว่าการทิ้งอาหารเหล่านี้จะเหมือนกันทั้งหมด บางร้านมีนโยบายทิ้งอย่างเป็นความลับเพื่อไม่ให้ ‘แบรนด์’ ของตนต้องเสียหาย พวกฟรีแกนจึงต้องสืบเสาะทั้งสถานที่และเวลาที่จะมีการทิ้ง บางร้านก็อาจใจดี เก็บอาหารใกล้หมดอายุเอาไว้เพื่อแจกจ่าย ฟรีแกนก็จะนำอาหารเหล่านี้มาแล้ว ‘กระจาย’ ให้กับคน (หรือสัตว์) ที่ต้องการอีกต่อหนึ่ง

    การตามล่าหาอาหารของฟรีแกนจึงเป็นการป้องกันอาหารที่ยังกินได้ ไม่ให้ต้องหลุดรอดไปยังที่ทิ้งขยะ และยังนำอาหารเหล่านั้นมาเลี้ยงดูคนหรือสัตว์จรจัดที่กำลังหิวโหยได้ด้วย

    อย่างไรก็ตาม การออกล่าหาอาหารนั้น หลายครั้งไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของ ‘อาหาร’ เท่านั้น บางส่วนก็หาและแบ่งปันสิ่งอื่น ๆ ที่ยังสามารถนำมาใช้ได้ ตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าไปจนถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่อาจจะเสียนิด ๆ หน่อย ซ่อมไม่ยาก ซ่อมเสร็จแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้ บางกลุ่มก็จะเก็บขยะประเภทรีไซเคิล เช่น กระป๋องอลูมิเนียม เพื่อนำกลับมารีไซเคิล และบางกลุ่มก็จะตระเวนไปทำสิ่งที่คาบเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมาย เช่น การหาสถานที่ที่รกร้าง เช่น ตึกที่สร้างไม่เสร็จแต่ถูกทิ้งร้างและปิดไว้ไม่ให้ใครเข้าไปอยู่ เพื่อสร้างเป็นที่อยู่ให้กับคนจรจัด ฟรีแกนเห็นว่าสถานที่ทุกแห่งหนเป็นสมบัติของผู้คนในโลก ในเมื่อมีคนต้องการที่อยู่ และมีพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้งาน คนที่เดือดร้อนก็ควรจะเข้าไปอยู่ได้ พวกเขาจึงจัดการเข้าไปอยู่ในตึกร้างหลายแห่งของนิวยอร์ก ซึ่งในหลายกรณีนั้นอยู่กันเป็นเรื่องเป็นราวจนกระทั่งในที่สุดทางการต้องซื้อตึกเหล่านั้นแล้วจัดสรรให้คนเหล่านี้อยู่เป็นการถาวรไปเลยก็มี

    นอกจากนี้ กลุ่มฟรีแกนหลายกลุ่มยังตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมมนุษย์จะต้องคอยซื้อหาอาหารที่ผลิตจากอุตสาหกรรมอาหารเท่านั้น ทำไมถึงไม่สามารถ ‘หา’ หรือ ‘ปลูก’ อาหารจากสิ่งแวดล้อมในเมืองที่ตัวเองอยู่ได้ จึงก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘สวนกองโจร’ หรือ ‘สวนชุมชน’ ขึ้นมาโดยสวนเหล่านี้ใช้พื้นที่รกร้างว่างเปล่าที่อาจเป็นแค่ซอกมุมเล็ก ๆ ในเมืองใหญ่ นำมาปลูกอาหารของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นพืชสวนครัว หรือแม้กระทั่งไม้ผลขนาดใหญ่สวนกองโจรเหล่านี้คือ ‘ทางเลือก’ ในการปลดแอกตัวเองออกจากการถูกล่ามไว้กับระบบผลิตอาหารของทุนนิยม ที่ทำลายระบบนิเวศและทำให้มนุษย์ต้องพึ่งพิงระบบทุนนิยมไปตลอด

    กลุ่มฟรีแกนนั้นมีหลักใหญ่ใจความอยู่ตรงการ ‘แบ่งปัน’ กัน สโลแกนใหญ่ของกลุ่มฟรีแกน มีลักษณะคล้ายพวกฮิปปี้ในยุคหกศูนย์ แต่เป็นฮิปปี้ที่ไม่ได้เอาแต่เมคเลิฟและสูบกัญชา สโลแกนของฟรีแกนจึงไม่ใช่ Make Love, Not War แต่เป็น Food Not Bombs หรือการผลิตและหาอาหารเพื่อนำมาแบ่งปันกัน ไม่ใช่การทะเลาะแย่งชิงกันทั้งในระดับปัจเจกและระดับชาติ กลุ่มฟรีแกนจึงกลายเป็น ‘กลุ่มชาติพันธุ์’ แห่งการแบ่งปันและชุมชน โดยสิ่งที่แบ่งปันมีตั้งแต่อาหารไปจนถึง ‘ทักษะ’ ในการหาอาหาร

    ฟรีแกนจึงมีการนัดพบปะกันเป็นประจำเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เพราะหลายร้านที่ทิ้งอาหารนั้นไม่ได้อยากให้ใครมาเก็บไป จึงทำกันอย่างลับ ๆ ถ้าไม่รู้ก็ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทิ้งเหล่านี้ได้ อย่างในนิวยอร์กนั้น ด้วยความที่มีสมาชิกจำนวนมาก จึงเกิดเป็น Trash Tour ทุกสัปดาห์ คอยพาคน (และแม้กระทั่งนักท่องเที่ยว!) ตระเวนไปดูการทิ้งอาหาร เพื่อแสดงให้เห็นว่า อาหารที่ถูกทิ้งนั้นมีคุณภาพดีแค่ไหน และแหล่งที่เกิดการทิ้งอยู่ที่ไหนบ้าง ในเวลาเดียวกันก็ได้ถ่ายทอดความคิดและความรู้เรื่องขบวนการฟรีแกนไปด้วย

    กลุ่มฟรีแกนมีการแบ่งปันกันแทบทุกอย่าง บางกลุ่มก็มีการแบ่งปันเรื่องจักรยานซึ่งเป็นพาหนะที่ใช้เดินทางในเมืองได้สะดวกที่สุด มีการตั้งศูนย์ชุมชนแบ่งปันจักรยาน ช่วยกันซ่อม หรือสอนวิธีซ่อมจักรยานให้คนอื่น ๆ กระบวนการเหล่านี้ก่อให้เกิด ‘วัฒนธรรม’ แบบใหม่ขึ้นมา เป็นวัฒนธรรมแบบที่เรียกว่า Permaculture ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในโลก

    โชคดีเหลือเกิน ที่ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมเช่นนี้เมื่อไปเยือนนิวยอร์กครั้งหนึ่ง

“ตรงโน้นมีแอปเปิล” สตีฟ บริล บอกเรา
    เขาชี้มือไปที่อีกฟากฝั่งของเซ็นทรัลปาร์ค-ใช่, สวนสาธารณะยักษ์ใหญ่ใจกลางกรุงนิวยอร์กนี่แหละ
    “ฤดูนี้คุณเริ่มเก็บแอปเปิลได้แล้วละ” เขาหมายถึงช่วงต้นเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นตอนที่ผม ‘ซื้อทัวร์’ ไปเซ็นทรัลปาร์คกับเขา
    ‘ทัวร์’ ที่ว่า ไม่ใช่ทัวร์เที่ยวชมสถานที่เฉย ๆ และไม่ใช่ Trash Tour แบบฟรีแกนเต็มที่ แต่นี่คือ Foraging Tour หรือทัวร์ตระเวน ‘หาของป่า’ ในเมือง

    สตีฟ บริล บอกว่าเขาเป็น ‘คนป่า’ ที่สามารถยังชีพอยู่ได้ด้วยการ ‘หาของป่า’ ในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘บิ๊กแอปเปิล’ ทัวร์ที่เขาจัดขึ้นจึงเป็นการพาเราตระเวนไปในพื้นที่ต่าง ๆ ของเซ็นทรัลปาร์คเพื่อดูว่ามีอะไรกินได้บ้าง

    “คุณไม่ต้องไปซูเปอร์มาร์เก็ตหรอก” เขาว่า “แค่เดินเข้ามาในเซ็นทรัลปาร์ค แล้วหาของป่าในนี้ ก็พอแล้วที่จะอยู่ได้เป็นสัปดาห์” เขาหมายความอย่างนั้นจริง ๆ และสิ่งที่เขาพาเราไปค้นพบก็หลากหลายเหลือเกิน มีตั้งแต่สมุนไพรต่าง ๆ อย่างใบเสจ ใบไธม์ สะระแหน่หรือมินต์ เบย์ลีฟ โคลเวอร์ ชิโครี ถ้าอย่างที่เป็นชิ้นเป็นอันหน่อยก็มีแครอทป่า ขิง และมีแม้กระทั่งพริกไทย มัลเบอร์รี เชอร์รีดำ แปะก๊วย ราสพ์เบอร์รี แบล็กเบอร์รี แอปปริคอต พีช พลัม และที่ขาดไม่ได้ก็คือแอปเปิลและแครบแอปเปิลซึ่งลูกเล็กกว่าและเปรี้ยวกว่าแอปเปิล

    เขาทำให้ผมทึ่งกับเซ็นทรัลปาร์ค
    ถ้า ‘หาของป่า’ ในนี้อย่างจริงจัง-เราสามารถดำรงชีพอยู่ได้จริง ๆ เสียด้วย !
    ไม่ผิดกฎหมายหรือที่มาขุดหาอะไรต่อมิอะไรในเซ็นทรัลปาร์ค-ใครบางคนถามขึ้น
    “ไม่” สตีฟยิ้ม “เราทำได้ เพราะนี่คือสมบัติของสาธารณะ แต่เราก็ต้องทำอย่างระมัดระวังด้วย ไม่เอาไปมากเกินไปจนมันไม่เหลือ” เขาพูดขณะขุดรากซาสซาฟราส ซึ่งเขาบอกว่าถ้าเอาไปต้มแล้วจะให้กลิ่นรสเหมือนรูทเบียร์ อันเป็นที่มาของชื่อ ‘รูท’ เบียร์ หรือเบียร์จากราก ที่จริงแค่ขุดรากขึ้นมาดมก็จะได้กลิ่นรูทเบียร์ทันที

    ในวันนั้น แอปเปิลยังไม่สุกฉํ่าดี เพราะเป็นต้นเดือนตุลาคม มันจึงยังไม่ร่วง
    “ถ้ามาช้ากว่านี้” สตีฟบอก “บางทีแอปเปิลจะร่วงลงมาเต็มต้น แล้วก็ไม่มีใครเก็บไปกิน ทั้งที่สามารถกินได้ เพราะมันคือแอปเปิลเหมือนกับแอปเปิลทุกหนทุกแห่ง”

    เพราะมันคือแอปเปิลเหมือนกับแอปเปิลทุกหนทุกแห่งหรือ-ผมทวนประโยคนั้นอยู่ในใจ-แน่นอน ลูกของมันเล็กกว่าแอปเปิลที่วางขายอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่มันก็ยังเป็นแอปเปิล เป็นผลผลิตที่ธรรมชาติมอบให้มนุษย์โดยไม่เลือกหน้า
    ทัวร์หาของป่าครั้งนั้นทำให้ผมนึกถึงเมืองไทย

    เรา ‘รุ่มรวย’ เรื่องอาหารการกินมากกว่านิวยอร์กมากนัก เพราะเราอยู่ในเขตร้อน ความหลากหลายเรื่องอาหารจึงมีมากกว่า แต่เราเอาแต่ทำลายพื้นที่สีเขียวสาธารณะ ทำลายหนองบึงกลางเมืองที่ ‘คนจน’ สามารถลงแหหาปลาหรือเป็นที่อยู่อาศัยของนกนํ้านานาชนิดให้กลายเป็นศูนย์การค้าอยู่เสมอ เพราะฉะนั้น ในเวลาเดียวกัน เราจึงได้ ‘ทำลาย’ ความสามารถในการ ‘หาของป่า’ ของคนเมืองลง และ ‘รวบศูนย์กลางอำนาจ’ ทำให้คนเมืองต้องพึ่งพิงอยู่แต่กับระบบศูนย์การค้า และไร้จินตนาการในการมีชีวิตแบบอื่น ๆ

    เราทำให้ชีวิต ‘ไม่ฟรี’ และบอกแก่กันว่า-โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี!
    แต่ในซีแอตเทิล เมืองใหญ่ของประเทศเจ้าแห่งทุนนิยม บริโภคนิยมอย่างสหรัฐอเมริกานั้น มีการสร้างสวนที่เรียกว่า Beacon Food Forest ซึ่งเป็น ‘สวนอาหาร’ (ในความหมายของ ‘สวน’ ที่มี ‘อาหาร’ อย่างแท้จริง) พื้นที่ 7 เอเคอร์ ซึ่งอยู่ติดกับสวนชื่อเจฟเฟอร์สันและสวนบีคอนฮิลล์ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่มี ‘ป่ากินได้’ ซึ่งผู้คนสามารถมาปลิดเก็บผลไม้และพืชพันธุ์ต่าง ๆ เพื่อนำไปทำอาหารได้ฟรี ๆ

    แนวคิดแบบนี้เรียกว่า Permaculture หรือ ‘วัฒนธรรมยั่งยืน’ (มาจาก Permanent + Culture) ซึ่งก็คือการออกแบบเชิงนิเวศเพื่อให้เกิดสถาปัตยกรรมที่ยั่งยืนจริง ๆ โดยมีหลักการในการ ‘แคร์’ ทั้งโลก ผู้คน และคืนกลับส่วนที่ล้นเกินให้กับทั้งโลกและผู้คนด้วย

    Permaculture บอกเราว่า ถ้ารู้จักแบ่งปัน โลกนี้ยังมีอะไรฟรีอีกมากมาย แต่ที่มันไม่ฟรี ก็เพราะเราสร้างระบบขนาดใหญ่ขึ้นกีดกัน กันและกัน เราสร้างระบบขนาดใหญ่ขึ้นเพื่ออวดและแสดงสถานภาพของเราผ่านการบริโภค (และทิ้งสิ่งที่ไม่ต้องการ) อย่างล้นเกินนั่นเอง

    ถ้าถามว่า-เมืองที่มีขบวนการฟรีแกนและวัฒนธรรมอย่าง Permaculture คือเมืองที่น่าไปเยือนไหม
    สำหรับผม คำตอบเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากใช่ !


เรื่อง : โตมร ศุขปรีชา