เอาเข้าจริงพื้นฐานของมารดาข้าพเจ้านั้นเป็นคนชอบเที่ยว  แกใฝ่ฝันว่าจะได้ไปเที่ยวตามจุดต่าง ๆ ของประเทศไทยมาโดยตลอด ทุกครั้งที่มีการเชงเม้ง แกจะไม่ใช่คนที่ไหว้สุสานแล้วกลับกรุงเทพฯ แต่จะต้องขอแวะจังหวัดรอบข้างก่อนกลับ แกเป็นคนที่ชอบโทรเข้าไปหา ททท. เพื่อขอข้อมูลการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง (ในยุคที่แกยังไม่รู้จักกับอินเทอร์เน็ต) แต่เอาเข้าจริง แกเป็นคนที่ไม่ค่อยได้ไปไหนเท่าไหร่ 

 

เพราะต้องรอพ่อขับรถพาไป ช่วงหลัง ๆ แกเริ่มจะปลดปล่อยตัวเองแล้ว แบบว่าแก่แล้วต้องรีบเที่ยว แกจึงรอพ่อของข้าพเจ้าน้อยลง (ส่วนรอให้ข้าพเจ้าพาไปเที่ยว อาจจะยากกว่าการรอพ่อข้าพเจ้า) และตัดสินใจหันไปเที่ยวด้วยตัวเองหรือไปกับผองเพื่อนมากขึ้น หลายครั้งจู่ ๆ ตื่นเช้ามา แกก็หายไปแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าหายไปไหน รู้ตัวอีกทีตอนเย็น ๆ วันนั้น แกก็ค่อยโทรกลับมาบอกว่าตอนนี้อยู่จันทบุรีแล้วนะ มาเที่ยว แกอินดี้จริง ๆ ข้าพเจ้ายอม

     วันหนึ่งในเดือนที่ผ่านมาแกก็หายจากบ้านไป 2-3 วัน กลับมาอีกทีบอกว่าไปเกาะกงกับทริปที่ ททท. ร่วมจัด ในชื่อทริปอันยาวเหยียดที่ว่า ‘เที่ยวสุดแดนบูรพา พัฒนาวิถีชอง มองผ่านเลนส์ไทย-กัมพูชา’ เลยคิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะสัมภาษณ์แม่ของตัวเอง เพื่อเป็นการพูดคุยกระชับสัมพันธ์แม่-ลูก เหมือนดั่งสะพานมิตรภาพไทย-ลาว พร้อมกับคิดว่าจะเป็นการดีที่ชาว ททท. จะได้สัมผัสกับเสียงจริงและฟีดแบ็กจริงของประชาชนผู้ร่วมทริป

คิดอย่างไรถึงไปทริปนี้ มีความหลงใหลในจังหวัดตราดและเกาะกูดหรือว่าอย่างไรครับ
     คือรอลูกพาไป ก็ไม่รู้ว่าจะได้ไปเที่ยวเมื่อไหร่แล้วบังเอิญเพื่อนม๊าคนหนึ่งชวนไป ก็เลยไป

อ๋อ นี่คือเป็นทริปรวมตัวของคนที่ชอบถ่ายรูป
     เปล่า ๆ ไม่ได้สนใจ จริง ๆ แล้วไม่มีใครสนใจเรื่องถ่ายรูป และไปถึงขั้นที่จริง ๆ แล้วไม่มีใครสนใจเลยว่าจะไปไหน แค่อยากไปเที่ยวกับเพื่อนฝูงเฉย ๆ เฮกันไปเรื่อย แค่นั้นพอ ตอนอยู่ในทริปเวลาถามใครว่าสถานที่ต่อไปคือที่ไหน ก็จะไม่มีใครตอบได้ คือ ทิ้งใบโปรแกรมการเที่ยวไปนานแล้ว ไปไหนก็ได้จริง ๆ เที่ยวไปเรื่อยๆ เน้นบรรยากาศระหว่างเพื่อนมากกว่า มันก็จะมีแค่ม๊ากับเพื่อนอีกคนหนึ่งที่จริงจังกับการเที่ยวหน่อย ก็เลยรู้สึกเบื่อมากเวลาเที่ยว ๆ อยู่แล้วต้องถูกคั่นด้วยการอบรมถ่ายภาพจากอาจารย์ผู้ชำนาญ เพราะอยากเที่ยวเยอะ ๆ มากกว่า ไม่ได้อยากรู้เรื่องว่าถ่ายภาพยังไงให้สวย แล้วบางที ตอนเย็น ๆ เที่ยวมาเหนื่อย ๆ ก็ยังต้องมาฟังอบรมเรื่องถ่ายภาพชีวิตท้องถนนอย่างไรให้เป็นธรรมชาติ ก็รู้สึกเบื่อมาก มีวันหนึ่งอาจารย์อบรมอยู่ก็หนีกันไปเล่นไพ่กัน สนุกกว่า

รูปที่ส่งเป็นอย่างไรบ้าง มันสะท้อนความเป็นไทย-กัมพูชาไหม แล้วรูปที่ชนะเป็นอย่างไร
     ที่ส่ง ๆ กันไปเป็นรูปอาซิ่มกินก๋วยเตี๋ยว รูปเพื่อน ม๊ากระโดดถ่ายกับดอกไม้

อ้าว คือไม่ได้แบบว่าอยากไปเที่ยวตราดกับเกาะกูดมาตั้งแต่ต้น
     ไม่ ๆ คือ เพื่อนชวนไป ก็ไป เห็นว่าไปกันเยอะ จริง ๆ คือตัวตั้งตัวตีมีคนเดียว คืออาแปะคนหนึ่งที่ชอบถ่ายรูป แต่แกไม่อยากไปคนเดียวก็เลยชวนเพื่อนไปอีก 17 คน พร้อมกับญาติและคนในครอบครัวอีกประมาณ 10 คน แล้วทริปนี้มันเป็นทริปเน้นถ่ายรูป แกก็สนใจมากก็เลยไป ส่วนเราไปไหนก็ได้ แค่อยากเที่ยวในที่ที่ไม่เคยไปโดยรวมของทริปคือมีคนอื่น ๆ นอกกลุ่มเราด้วย รวมแล้วก็ 100 คน ไปกัน 11 คันรถตู้ ก็จะมีวัยเดียว ๆ กันซะเยอะ

อ้าว งั้นจะมาทริปนี้ทำไม ชื่อมันก็บอกแล้วว่า มองผ่านเลนส์ไทย-กัมพูชา
     คือ ไม่นึกว่าจะเน้นถ่ายรูปขนาดนี้ แต่อย่างอาแปะคนชวนนี่ก็มีความสุขมาก แต่ม๊ารำคาญเพราะแปะแกก็จะถ่ายรูปอยู่ได้ ทำให้เวลาเดิน ๆ เที่ยวกัน จะไปได้ช้า แล้วเวลาม๊ายื่นไอโฟนของม๊าให้เขาถ่ายม๊าให้หน่อย แปะแกก็ไม่ยอมถ่ายให้ บอกว่าใช้กล้องไอโฟนไม่เป็น ใช้เป็นแต่กล้องหรู ๆ ของแก แล้วคือถ้าจะให้มีรูปตัวเองอยู่ในกล้องแกเยอะ ๆ ก็ต้องเดินตามแกไปเรื่อย ๆ แต่มันก็ไม่ง่าย เพราะแกชอบถ่ายรูปเมียตัวเองมาก คือ นอกจากจะต้องเดินตามแกแล้ว ยังต้องเดินตามเมียแกด้วย เพราะว่าถ้าถ่ายรูปหมู่ ก็ต้องไปอยู่ใกล้ ๆ เมียแก เพราะไม่ว่าจะเจอกับวัดที่สวยงามแค่ไหน!  ลูกนิมิตที่งดงามเพียงไร แกจะโฟกัสภาพเน้นเมียแกเป็นหลัก ถ้าเราอยู่ใกล้เมียแก ก็จะมีรูปเยอะ เห็นได้ชัด เวลาหมดทริป ๆ หนึ่ง แล้วแกก๊อปรูปใส่แผ่นซีดีมาให้ ถ้าในแผ่นมี 100 รูป จะมีรูปเมียแก 98 รูป และรูปตัวเราเอง 2 รูป แต่ถ้าเรามัวแต่เดินตามแปะ เราก็จะไม่ได้เที่ยว ดังนั้นส่วนใหญ่ก็จะไปเดินเที่ยวเอง ไม่มีรูปตัวเอง ไม่เป็นไร อีกอย่างคือ ในทริปมีจัดประกวดถ่ายรูปด้วย โดยมีรางวัลมอบให้กับ 7 ภาพที่สวยที่สุด ปรากฏได้รับความนิยมล้นหลาม มีคนส่ง 5 คน มันก็เลยเหลืออยู่ 2 รางวัล ว่าง่าย ๆ คือถ้าใครส่งอีกก็ชนะเลย คราวนี้เลยส่งกันใหญ่เลย

กระโดดถ่ายกับดอกไม้มันสะท้อนความเป็นไทย-กัมพูชาอย่างไร
     ก็ไม่รู้เหมือนกัน ส่ง ๆ ไปก่อนเผื่อได้รางวัล แต่อย่างอาแปะนักถ่ายรูปแกจริงจังมาก แกจะถ่ายรูปม๊าตอนกินก๋วยเตี๋ยว แกบอกอยากให้เป็นธรรมชาติเหมือนแอบถ่าย พอม๊าจะกินก๋วยเตี๋ยว แกบอกให้ม๊าหยุดก่อนอย่าเพิ่งกิน ขอถ่ายก่อนแป๊บนึง และห้ามม๊ายิ้มและมองกล้อง แล้วพอรู้ว่าคนส่งน้อย แปะเลยส่งไปเลย 5 รูป แล้วใส่เป็นชื่อคนอื่น 5 คนส่งไป กะว่าต้องชนะแน่นอน รูปที่ชนะเป็นรูปอาซิ่มทำสปาแล้วยิ้ม เป็นรูปของคนอื่น ซึ่งดูแล้วก็ไม่รู้ว่ามันสวยตรงไหน ส่วนรูปของอาแปะตกรอบหมด

แล้วจริง ๆ  สนุกไหม รูปก็ไม่ได้ถ่าย
     ติดอยู่สองอย่างคือ ที่ ๆ เขาพาไปมันไม่อลังการ เช่น ไปสวนเงาะแล้วเจอเงาะอยู่ 3 ลูก ก็ดูแห้งแล้งไปหน่อยเหมือนกัน หรือไปบ่อพลอย ตอนแรกนึกว่าจะกว้างใหญ่ พอไปถึงเป็นลำธารนํ้าธารเดียว ก็รู้สึกแป้กเหมือนกัน อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องอาหาร มันไม่ค่อยอร่อยมาก แถมมีวันหนึ่งโดนพาไปกินข้าวที่โรงอาหารโรงเรียน แล้วชาวบ้านแถวนั้นเพิ่งลงปุ๋ยขี้หมูไป ทำให้ต้องกินข้าวคลุกกลิ่นขี้หมูไป ไกด์บอกว่าชาวบ้านไม่รู้ว่าจะมานั่งกินกันที่นี่เลยลงปุ๋ยไปเลย พอไปที่รีสอร์ท กินอาหารเช้า เราจะขอเปลี่ยนจากไส้กรอกเป็นไข่ดาวอีกฟอง เพราะไม่ชอบกินไส้กรอก พนักงานรีสอร์ทก็ไม่ยอมให้เปลี่ยน ก็รู้สึกว่าทำไมถึงเปลี่ยนไม่ได้ กับอีกมื้อหนึ่ง เป็นมื้อท้าย ๆ ก่อนกลับ รถพาไปจอดที่ปั๊มแห่งหนึ่ง แล้วปล่อยลูกทัวร์ลงไปกินร้านในปั๊ม ซึ่งลงกันไปพร้อมกันทีเดียว 100 คน แล้วโต๊ะที่นั่งไม่พอ ทุกคนต้องวางแผนกันแบ่งกำลังไปต่อคิวซื้อข้าว กับส่งคนไปจองโต๊ะ รู้สึกเหมือนอยู่ในโครงการอาหารกลางวันที่บ้านพักคนชราเลย

คุยกันมาตั้งนานยังไม่มีเรื่องสถานที่เที่ยวจริง ๆ เลย  ตกลงไปทำอะไรมาบ้าง
     ก็มีไปทำสปาสุ่มไก่ ให้ไปร่อนพลอย แต่ที่ชอบสุดคือ รีสอร์ทติดริมทะเล ตอนไปเกาะกงนี่ทุกคนอยากจะไปเข้าบ่อนกันมาก ๆ เพราะไหน ๆ ก็ข้ามกันมาถึงนี่แล้ว แต่ถูกห้ามปรามไว้ สุดท้ายก็ได้ไปแค่ไหว้พระที่ฝั่งเขมรเฉย ๆ

นี่ดูไม่มีความสุขนะ
     จริง ๆ มันก็เป็นทริปที่ดีทริปหนึ่ง แต่มันอบรมถ่ายรูปกันเยอะไปหน่อย แล้วเพื่อน ๆ ม๊าก็ชอบถ่ายรูปกันมากเกินไป เช่น เจอพุ่มไม้อันนึง ก็จะต้องต่อคิวเข้าไปถ่ายรูปกับพุ่มไม้กันรายคน รวมแล้วก็ประมาณ 20 คน ม๊าก็ขี้เกียจรอ ก็ต้องไปเดินเที่ยวเอง กับอีกกรณีคือว่า เพื่อนขี้เกียจเดินหรือขี้เกียจลงจากรถตู้เพราะข้างนอกร้อน ก็เลยต้องลงไปเดินเที่ยวเองเหมือนกัน

นี่จริง ๆ มีอะไรประทับใจบ้างไหม
     1. การจัดการเป็นระเบียบค่อนข้างดี ไม่ล้งเล้งเหมือนเวลาไปทัวร์จีนอะไรแบบนั้น เพราะจริง ๆ พวกม๊านี่ล้งเล้งมากอยู่แล้ว สังเกตได้ว่าหน้าคนขับรถจะเครียดมาก เพราะเวลาอยู่ในรถตู้ พวกเราจะคุยกันเสียงดังมาก ๆ แล้วบางครั้งเพื่อนก็ชอบเมาท์ไกด์เป็นภาษาจีน ซึ่งม๊าก็รู้สึกว่าจริง ๆ ไกด์ฟังจีนออก ก็ต้องคอยห้ามปรามเรื่องการเมาท์ของเพื่อน แต่โดยรวมคนจัดการก็สามารถเอาอยู่
     2. อ้อ มีไกด์คนหนึ่งตลกดี หล่อและคารมดีทำให้อาอึ้มอาซิ่มติดกันเพียบ ทุกคนจะแย่งชิงกันไปนั่งใกล้ ๆ ไกด์คนนี้ พอตอนนั่งรถกลับกรุงเทพฯ ไกด์คงเห็นว่าพวกเรามีความสุขกันมาก ๆ เลยรีบเสนอขายทริปต่อไปเลย ก็คิดว่านี่ยังไม่ถึงกรุงเทพฯเลย ขายทริปต่อไปแล้วหรือนี่
     3. คนขับรถของรถม๊าประหลาดมาก เป็นคนที่ไม่พูดกับใครเลย พอไปถามว่าไกด์ประจำรถของเราชื่ออะไรในวันสุดท้ายของทริป คนขับรถบอกว่าไม่รู้ ม๊าก็ประหลาดใจว่า เขานั่งข้าง ๆ คุณมาตั้ง 3 วันนี่ไม่รู้จักชื่อกันจริง ๆ หรือ แต่ก็เอาเถอะ  

ความจริงแล้วอยากเที่ยวแบบไหน
     คือ จริง ๆ ชอบขับรถไปเที่ยวกันเองมากกว่า บางทริปที่ไปเที่ยวกับป๊า 2 คน มันก็สนุกกว่า เพราะเราจะแวะลงตรงไหนก็ได้ อยู่นานเท่าไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไปตามทัวร์ หรือรอเพื่อนอะไรให้วุ่นวาย แต่พอป๊าไม่ว่างก็ไม่รู้ว่าจะไปได้ยังไง เต๋อ (ผู้เขียน) ก็ไม่ค่อยว่าง ก็เลยคิดว่าการไปกับเพื่อน ๆ คงจะเหมาะและดีที่สุด

อ้าว ดราม่าครอบครัวเลย
     เปล่า ไม่ได้ว่าอะไรนะ

อย่างนี้อยากฝากอะไรถึงผู้จัดทริปบ้าง
     ก็ทำอาหารให้อร่อยขึ้น กับ ขอให้ลดเรื่องการถ่ายรูปลงไปหน่อย

ก็ไม่ต้องมาทริปถ่ายรูปสิ ไปทริปอื่นที่เน้นเที่ยว
     ก็เพื่อนเขามาทริปถ่ายรูปกัน ก็ไม่รู้จะอย่างไรไม่มีทางเลือก ถ้าอยากเที่ยวก็ต้องมาทริปนี้

อ้าว ดราม่าครอบครัวอีกแล้ว
     เปล่านี่

     โดยรวมแล้วข้าพเจ้าดูเป็นลูกอกตัญญูมาก ๆ ที่ทอดทิ้งให้บุพการีต้องไปเที่ยวคนเดียว เอาเป็นว่าถ้าตัดเรื่องอกตัญญูทิ้งไป เราก็จะพบว่าจริง ๆ แล้วตลาดทัวร์คนแก่นี้ยังดูสามารถพัฒนาไปได้อีกมากทีเดียว ถ้าไม่มัวแต่จะพาคนแก่ไปเที่ยวสวนเงาะที่ไม่มีเงาะ เราสามารถพัฒนาเป็นทริปผู้สูงวัยแบบสร้างสรรค์ได้หลายแบบมากมาย คือการเป็นคนแก่ไม่จำเป็นจะต้องหยุดความเป็นเด็กในตัวไป หากแต่ช่วงชีวิตวัยนี้คือวัยที่หมดภาระในหลาย ๆ อย่างไปแล้ว และมันคือเวลาหนึ่งที่จะได้สนุกกันสุดเหวี่ยงนี่แหละ (ถ้าไม่ข้อเข่าเสื่อมกันไปเสียก่อน) ก็หวังว่าจะมีทริปแบบใหม่ ๆ ออกมาจาก ททท. อีกมากมาย แล้วจะส่งคุณแม่ข้าพเจ้าไปลองใหม่อีกครั้งในคราถัดไป


เรื่อง : นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์