ภาพรวม
     สถานการณ์การท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยไตรมาสแรก ปี 2556 มีทิศทางสดใสต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา โดยมีอัตราการเติบโตของรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวที่เติบโตไปในระดับเดียวกันที่ร้อยละ 19 เป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด สร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทย จำนวน 313,315.92 ล้านบาท และมีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งสิ้น 6,828,718 คน 

 

ทุกภูมิภาคมีการเติบโตดี โดยได้รับแรงเสริมจากเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น และกระแสความนิยมในการเดินทางมาประเทศไทยยังมีต่อเนื่อง ยกเว้น ภูมิภาคตะวันออกกลางที่ชะลอตัวลงเล็กน้อยที่ร้อยละ 1 จากปัญหาทางการเมืองภายในภูมิภาค และการหันเหไปเที่ยวยุโรปแทน เพราะค่าเงินยูโรที่ตํ่าลงเป็นแรงจูงใจที่สำคัญ

     ตลาดหลักที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด ได้แก่  จีน เป็นตลาดที่เติบโตสูงที่สุด ร้อยละ 93 รองลงมาคือ ตลาดรัสเซีย เติบโต ร้อยละ 26 และ ตลาดอินเดีย เติบโต ร้อยละ 18 ตามลำดับ เป็นการเติบโตร้อนแรงต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา  ทั้งนี้ ในภาพรวมค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วงไตรมาสแรก ไม่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาไทยแต่อย่างใด

     สถิติรายได้ทางการท่องเที่ยวเป็นข้อมูลเบื้องต้นจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ณ เดือนเมษายน 2556

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ และอาเซียน
     • เป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตมากที่สุด ที่ร้อยละ 28.5 หรือมีจำนวนนักท่องเที่ยวรายสัญชาติประมาณ 3.62 ล้านคน โดยทุกตลาดมีการเติบโตดีมากในลักษณะก้าวกระโดด (มากกว่าร้อยละ 20 ขึ้นไป) แรงผลักสำคัญมาจากตลาดจีนที่เติบโตเพิ่มขึ้นสูงที่สุดที่ร้อยละ 93 หรือมีนักท่องเที่ยวจำนวน 1.12 ล้านคน ซึ่งเป็นเพียงชาติเดียวที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวทะลุล้านในไตรมาสแรก อันเป็นผลจากกระแสความนิยมในการเดินทางตามรอยภาพยนตร์เรื่อง Lost in Thailand ปัจจัยด้านการบินจากเมืองต่าง ๆ ของจีน เช่น การเปิดเที่ยวบินใหม่ของสายการบิน Juneyao เส้นทาง เซี่ยงไฮ้–กรุงเทพฯ จำนวน 7 เที่ยว/สัปดาห์ ในเดือนมกราคม  สายการบิน Shanghai Airlines เพิ่มเที่ยวบินในเส้นทางเซี่ยงไฮ้–กรุงเทพฯ จาก 21 เที่ยวเป็น 28 เที่ยว/สัปดาห์ และ China Southern Airlines เพิ่มเที่ยวบินกวางโจว–กรุงเทพฯ จาก 21 เที่ยว เป็น 35 เที่ยว/สัปดาห์ ในเดือนมีนาคม นอกจากนี้ ความขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่นเรื่องเกาะเซนกากุ ทำให้จีนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังญี่ปุ่น  (ในเดือน ม.ค.–ก.พ. นักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าญี่ปุ่นลดลงร้อยละ 31) และหันมาเที่ยวประเทศไทยแทน

     • สำหรับตลาดญี่ปุ่น มีจำนวนนักท่องเที่ยวรายสัญชาติเข้าไทย 408,048 คน มากเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคนี้ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 22 ความขัดแย้งเรื่องเกาะเซนกากุกับจีนและเกาะด๊อกโดกับเกาหลีใต้ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าไปยังประเทศคู่แข่งขันดังกล่าว โดยชาวญี่ปุ่นเดินทางเข้าไปยังเกาหลีใต้ใน 2 เดือนแรก ลดลงร้อยละ 21 ในขณะที่เดินทางเข้าจีนลดลงร้อยละ 32 ในเดือนกุมภาพันธ์

     • ส่วนตลาดเกาหลีใต้ ฮ่องกง และไต้หวัน มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นด้วยดีเช่นกัน  โดยนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีมาไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ฮ่องกงเพิ่มขึ้นร้อยละ 45 และไต้หวันสามารถฟื้นตัวมาอย่างต่อเนื่อง (นับตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2555) โดยในไตรมาสแรกของปีนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 35  ทั้งนี้ เกาหลีได้รับปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีขึ้น  มีรายได้ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1 สูงสุดในรอบ 9 ปี  ส่วนตลาดฮ่องกงและไต้หวัน ได้รับปัจจัยบวกด้านการบิน เช่น สายการบิน Dragon Air เพิ่มเที่ยวบิน ฮ่องกง–เชียงใหม่ จาก 5 เที่ยว เป็น 6 เที่ยว/สัปดาห์ Hong Kong Airlines เพิ่มเที่ยวบิน ฮ่องกง–กรุงเทพฯ จาก 21 เป็น 28 เที่ยว/สัปดาห์ China Airlines เพิ่มเที่ยวบิน ไทเป–กรุงเทพฯ จาก 21 เที่ยว เป็น 28 เที่ยว/สัปดาห์ และ TransAsia Airways เปิดเส้นทาง ไทเป–กรุงเทพฯ 7 เที่ยว/สัปดาห์ ซึ่งมีกระแสการจองที่ดีมากไปจนถึงกลางปี 2556

     นักท่องเที่ยวรายสัญชาติขยายตัวร้อยละ 4 หรือมีจำนวนนักท่องเที่ยว 1.48 ล้านคน ตลาดส่วนใหญ่ยังมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยตลาดขนาดใหญ่ เช่น มาเลเซีย เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในอัตราร้อยละ 2 ส่วนสิงคโปร์ซึ่งมีขนาดตลาดเป็นอันดับ 2 มีอัตราการเติบโตสูงถึงร้อยละ 23 การเดินทางระยะใกล้ในช่วงหลังปีใหม่และตรุษจีน ได้รับความนิยมอย่างมากในปีนี้ เนื่องจากชาวสิงคโปร์ยังไม่มั่นใจในเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรปที่มีความผูกพันกับเศรษฐกิจสิงคโปร์ค่อนข้างมาก จึงค่อนข้างระมัดระวังการใช้เงินแม้ว่าจะมีรายได้ค่อนข้างสูงก็ตาม ทั้งนี้ ค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์ที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ แต่อ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเงินบาท ไม่มีผลกระทบกับตลาดนี้ในการเดินทางมาประเทศไทยแต่อย่างใด

     ตลาดอินโดนีเซีย เติบโตสูงถึงร้อยละ 45 ในขณะที่ตลาดฟิลิปปินส์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 โดยได้ปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น รวมทั้งปัจจัยบวกด้านสายการบินของฟิลิปปินส์ ซึ่งสายการบิน Cebu Pacific เพิ่มเที่ยวบิน มะนิลา–กรุงเทพฯ จาก 10 เที่ยว เป็น 12 เที่ยว/สัปดาห์ ในเดือนมีนาคม เช่นเดียวกับเวียดนามที่ได้รับผลบวกจากการเปิดเที่ยวบินใหม่ของสายการบินต้นทุนตํ่า Vietjet เส้นทาง โฮจิมินห์ซิตี้–กรุงเทพฯ จำนวน 7 เที่ยว/สัปดาห์ ทำให้มีการขยายตัวที่ร้อยละ 5 ในขณะที่ตลาดกัมพูชา ปรับตัวลดลงร้อยละ 12 จากผลกระทบความตึงเครียดในเรื่องปัญหาเขาพระวิหาร

     นักท่องเที่ยวรายสัญชาติจากยุโรปเดินทางเข้าไทยขยายตัวร้อยละ 10.28 หรือประมาณ 2.13 ล้านคน นับว่าเป็นการเติบโตที่ดี ภายใต้ภาวะปัญหาหนี้สาธารณะในกลุ่มประเทศ PIIGS และความพยายามในการแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยในภูมิภาค โดยอัตราการเติบโตของภูมิภาคเป็นผลมาจากแรงผลักของจำนวนนักท่องเที่ยวในตลาดหลักที่ยังคงมีกำลังซื้อ และนักท่องเที่ยวจากตลาดรองที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตยูโรโซน อีกทั้งเมื่อนักท่องเที่ยวยังคงมีความต้องการเดินทางท่องเที่ยวในภาวะเช่นนี้ จึงเลือกเดินทางมาไทยซึ่งมีจุดแข็งด้านความคุ้มค่าเงินและมีบริการที่หลากหลายรองรับได้ทุกกลุ่มตลาด ทั้งนี้ การแข็งตัวของค่าเงินบาทไม่มีผลกระทบต่อตลาดนี้แต่อย่างใด

     • ตลาดที่มีการเติบโตดีที่สุด ได้แก่ ยุโรปตะวันออก ขยายตัวร้อยละ 27 เนื่องจากกลุ่มประเทศนี้ยังมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และแรงเสริมจากการดำเนินการด้านการตลาดของ ททท. ในการเจาะตลาดใหม่เพิ่มขึ้น อาทิ คาซัคสถาน ยูเครน รองลงมาคือ รัสเซีย ขยายตัวร้อยละ 26 โดยประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 9 ของแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวรัสเซียนิยมเดินทางไปมากที่สุดในปีที่ผ่านมา (จากข้อมูลของ Federal Agency for Tourism of Russian Federation) และยังได้รับปัจจัยเสริมด้านการบิน ดังนี้

    - สายการบินไทย  เพิ่มเที่ยวบินเส้นทาง Moscow–Bangkok จาก 3 เป็น 4 เที่ยว/สัปดาห์
    - สายการบิน Aeroflot Russian Airline เพิ่มเที่ยวบินเส้นทาง Moscow–Bangkok จาก 7 เที่ยวเป็น 10 เที่ยว/สัปดาห์ และเปิดเที่ยวบินพิเศษ เส้นทาง Moscow–Phuket 3 เที่ยว/สัปดาห์
    - สายการบิน S7 Airline เปิดเที่ยวบินพิเศษ :
เส้นทาง Novosibirsk–Bangkok 4 เที่ยว/สัปดาห์
เส้นทาง Irkutsk–Bangkok  2 เที่ยว/สัปดาห์  
เส้นทาง Krasnoyarsk–Bangkok 1 เที่ยว/ 2 สัปดาห์   
และเส้นทาง Khabarovsk–Bangkok 1 เที่ยว/ 2 สัปดาห์
    - สายการบิน Transaero Air เพิ่มเที่ยวบินเส้นทาง Moscow–Bangkok จาก 3 เที่ยว เป็น 12 เที่ยว/สัปดาห์

     • ส่วนเยอรมนี แม้ยังคงต้องเผชิญกับการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่ชาวเยอรมันยังคงมีกำลังซื้อค่อนข้างสูงและยังมีความต้องการเดินทางท่องเที่ยว อีกทั้งภาคการผลิตและภาคการส่งออกของเยอรมนีไปนอกกลุ่มประเทศยูโรโซนมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากการฟื้นตัวของอุปสงค์โลก จึงทำให้นักท่องเที่ยวเริ่มมีความเชื่อมั่นและใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวมากขึ้น ทำให้มีการเดินทางมาไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 12

     • ตลาดสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส มีการขยายตัวเล็กน้อยในไตรมาสนี้ที่ร้อยละ 2.83 และร้อยละ 0.4 ตามลำดับ  โดยตลาดสหราชอาณาจักรได้รับปัจจัยเสริมจากสภาพเศรษฐกิจที่ค่อย ๆ ฟื้นตัวดีขึ้น ส่วนตลาดฝรั่งเศสมีแนวโน้มตลาดที่ดี ทั้งนี้ จากรายงานของสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวและสำนักงานท่องเที่ยวของฝรั่งเศส (SNAV) ในเดือนมีนาคม ระบุว่าประเทศไทยจัดว่าเป็นตลาดท่องเที่ยวระยะไกลที่มียอดขายเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับตลาดท่องเที่ยวระยะไกลอื่น ๆ
อาทิ สหรัฐฯ และจีน

     • สำหรับกลุ่มสแกนดิเนเวีย ในภาพรวมยังคงต้องจับตามองต่อไป เพราะตลาดส่วนใหญ่ยังคงชะลอตัวต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว แม้ตลาดหลัก เช่น สวีเดนจะฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยที่ร้อยละ 4 ก็ตาม โดยตลาดเดนมาร์ก ลดลงร้อยละ 5 ตลาดฟินแลนด์ ลดลงร้อยละ 3.5 และตลาดนอร์เวย์ ลดลงร้อยละ 0.6 ตามลำดับ สาเหตุหลักมาจากปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาสภาพอากาศแปรปรวน เกิดพายุหิมะถล่มในแถบตอนเหนือของยุโรป ส่งผลให้เป็นอุปสรรคในการเดินทางทางอากาศในช่วงระยะหนึ่ง อีกทั้งนักท่องเที่ยวบางส่วนไม่ต้องการท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่เริ่มแออัดของไทย จากการที่ประเทศไทยมีปัญหาการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวในบางแหล่งมากเกินไป และไม่มีการกำหนดขีดความสามารถในการรองรับของพื้นที่ ทำให้นักท่องเที่ยวหันเหไปยังแหล่งท่องเที่ยวคู่แข่งมากขึ้น อาทิ มะละกา (มาเลเซีย) เวียดนาม มัลดีฟส์ หมู่เกาะแคริบเบียน สหรัฐฯ และเม็กซิโก

     • ส่วนตลาดสเปนและอิตาลี มีทิศทางตลาดไม่สดใสนัก จากปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศที่มีผลให้ทั้งสองตลาดชะลอการเดินทางไปต่างประเทศลง จนทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าไทยอยู่ในภาวะทรงตัวจนถึงติดลบ

     ในไตรมาสแรก มีนักท่องเที่ยวรายสัญชาติจากภูมิภาคอเมริกาเดินทางเข้าไทยประมาณ 300,000 กว่าคน  ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 9 โดยตลาดหลัก เช่น ชาวสหรัฐฯ และแคนาดา ต่างเดินทางมาไทยเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 8 และ 5 ตามลำดับ แม้ว่าทั้งสองประเทศจะต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ แต่เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาไทยเป็นกลุ่มตลาดระดับบนที่มีรายได้สูงและมีเงินออมเพียงพอที่จะเดินทางระยะไกล วิกฤตเศรษฐกิจจึงไม่ส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวจากตลาดนี้มากนัก ทั้งนี้ การแข็งค่าของค่าเงินบาทในช่วงไตรมาสแรกยังไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดนี้แต่อย่างใด นอกจากนั้น ยังมีแรงเสริมจากตลาดขนาดเล็ก เช่น บราซิลและอาร์เจนตินา ที่เติบโตแบบก้าวกระโดดเกินร้อยละ 18 เนื่องจากเศรษฐกิจในละตินอเมริกามีการขยายตัวอย่างมาก โดยเฉพาะบราซิล ซึ่งเป็นประเทศผู้นำด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้จำนวนชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในประเทศมีจำนวนเพิ่มขึ้น และกลุ่มนี้มีความต้องการและความสามารถในการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศได้มากขึ้น

     ตลาดภูมิภาคนี้มีการเติบโตร้อยละ 16 หรือมีจำนวน 300,000 กว่าคน ทุกตลาดล้วนมีการเติบโตดี โดยเฉพาะอินเดียที่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจดีและมีเที่ยวบินเพิ่มขึ้น ทำให้มีการเติบโตก้าวกระโดดที่ร้อยละ 18 รองลงมา คือ บังคลาเทศเติบโตร้อยละ 14 ทั้งนี้ แม้ว่าตลาดปากีสถาน และเนปาล จะมีสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองและมีการชุมนุมประท้วงเกิดขึ้นภายในประเทศต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ดังกล่าวมิได้ส่งผลกระทบต่อการเดินทางเข้าไทยของนักท่องเที่ยวแต่อย่างใด

     มีการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวที่ร้อยละ 6 หรือมีจำนวนราว 250,000 กว่าคน    โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความมีศักยภาพทางเศรษฐกิจของตลาดหลัก คือ ออสเตรเลีย โดยล่าสุดในเดือน กุมภาพันธ์ 2556 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) รายงานว่า เครดิตของออสเตรเลียยังอยู่ในระดับ AAA โดยมีแรงหนุนจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่และพลังงาน ทำให้รอดพ้นจากภาวะถดถอยในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกไปได้ และจากความแข็งแกร่งดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ นิวซีแลนด์ ที่เศรษฐกิจปรับตัวสดใสท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา โดยมาจากแรงขับเคลื่อนของภาคการเกษตร กอปรกับความนิยมในการท่องเที่ยวประเทศไทยของทั้งสองตลาดยังมีต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา
 
     ในภาพรวมมีการชะลอตัวเล็กน้อยร้อยละ 1.2 หรือมีจำนวนเกือบ  140,000 คน เนื่องจากตลาดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นตลาดหลัก มีแนวโน้มนักท่องเที่ยวบางส่วนหันไปเดินทางท่องเที่ยวในแถบยุโรปมากขึ้น เนื่องจากค่าเงินยูโรอ่อนค่า ทำให้ราคาตั๋วโดยสารเครื่องบินและแพ็คเกจท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวในแถบนั้นมีราคาถูกลงเมื่อเทียบกับแหล่งท่องเที่ยวในไทยซึ่งมีระยะทางไกลกว่า นอกจากนี้ ตลาดอิหร่าน ได้ฉุดอัตราการเติบโตของภูมิภาค จากปัญหาการควํ่าบาตรทางเศรษฐกิจจากนานาชาติ ทำให้อิหร่านมีศักยภาพในการเดินทางลดลง ในขณะที่บางตลาด ได้แก่ อียิปต์ อิสราเอล และคูเวต มีการเดินทางมาไทยเพิ่มขึ้น หลังจากที่ปัญหาการเมืองภายในประเทศเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

     มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยรายสัญชาติราว 39,000 คน หรือขยายตัวร้อยละ 6.7 โดยมีปัจจัยพื้นฐานมาจาก ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจของแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจในการใช้จ่าย รวมถึงการใช้จ่ายเพื่อเดินทางท่องเที่ยว ล่าสุด IMF คาดว่า ในปี 2013 เศรษฐกิจของแอฟริกาใต้จะขยายตัวร้อยละ 3 จากเดิมร้อยละ 2.6

คาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2556
     • ในภาพรวมคาดว่าสถานการณ์การท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเติบโตมั่นคงต่อเนื่อง แม้ว่าค่าเงินบาทจะแข็งตัวขึ้นก็ตาม แต่จะยังไม่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว  ปัจจัยหลักยังคงมาจากกระแสความนิยมในการท่องเที่ยวมาประเทศไทยยังคงคึกคัก โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งนอกจากกระแสการเดินทางตามรอยภาพยนตร์ Lost in Thailand ของนักท่องเที่ยวจีนแล้ว  ข่าวความตึงเครียดระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ และข่าวการระบาดของไข้หวัดนก H7N9 ในจีนซึ่งมีแนวโน้มการระบาดจากคนสู่คน จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนเริ่มชะลอการเดินทางไปเกาหลีและจีนและหันมาเที่ยวเมืองไทยแทนมากขึ้น แต่ยังต้องระวังญี่ปุ่นที่เป็นคู่แข่งขันสำคัญในตลาดนี้  เนื่องจากญี่ปุ่นใช้มาตรการยกเว้นวีซ่าให้บางประเทศและลดราคาแพ็คเกจ อีกทั้งค่าเงินเยนอ่อนค่าลง ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเชิงเปรียบเทียบ

     • สำหรับตลาดยุโรปและเอเชียใต้ คาดว่าจะเติบโตได้ต่อเนื่อง จากปัจจัยบวกด้านการบิน โดยจะมีเที่ยวบินเช่าเหมาลำที่เข้ามาไทยเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยเฉพาะจากรัสเซียและยูเครน และจะมีการเพิ่มเที่ยวบินประจำเข้าไทยจาก สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส  อุซเบกิสถาน นอร์เวย์ เช่นเดียวกับอินเดีย ที่จะมีการเปิดเที่ยวบินใหม่และ/หรือเพิ่มเที่ยวบินจากเมือง อาร์เมดาบัด มุมไบ และเดลี เข้ากรุงเทพฯ และภูเก็ตเพิ่มขึ้น

     • ตลาดตะวันออกกลาง คาดว่ามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากการที่รัฐบาลไทยอนุมัติการยกเว้นวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยว 6 ชาติอาหรับในกลุ่ม GCC ซึ่งประกอบด้วย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต จอร์แดน กาตาร์ โอมาน และบาห์เรน ที่จะเดินทางมาเพื่อรักษาพยาบาลในไทย โดยขยายวันพักจากเดิม 60 วัน เป็น 90 วัน และสามารถมาพร้อมกับครอบครัวได้ไม่เกิน 4 คน ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2556 ที่ผ่านมา อีกทั้งสายการบิน Emirates ได้เพิ่มเที่ยวบินในเส้นทาง ดูไบ–กรุงเทพฯ จากเดิม 28 เที่ยวบิน เป็น 35 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2556 เป็นต้นไป นอกจากนี้ ในช่วงปลายไตรมาสที่ 2 นี้ จะตรงกับ Summer Holiday ที่ชาวตะวันออกกลางนิยมเดินทางท่องเที่ยวก่อนที่จะเข้าฤดูการถือศีลอดในช่วงต้นไตรมาสที่ 3 อีกด้วย

     • ส่วนตลาดภูมิภาคอเมริกาและโอเชียเนีย  คาดว่าจะยังคงเติบโตแข็งแกร่งต่อไป เนื่องจากปัจจัยบวกทางเศรษฐกิจที่เป็นแรงเสริมต่อเนื่อง โดยสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และแคนาดามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับ  และความต้องการเดินทางท่องเที่ยวของชนชั้นกลางและชนชั้นสูงที่เพิ่มมากขึ้นในบราซิลและอาร์เจนตินา  ในขณะที่ภูมิภาคโอเชียเนียมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจเป็นต้นทุนหลัก


เรื่อง : งานวิเคราะห์ตลาดต่างประเทศ