ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาภาครัฐและภาคเอกชนได้โฆษณาประชาสัมพันธ์ "การท่องเที่ยวโดยชุมชน" (Community-Based Tourism) ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ซึ่งได้กำหนดหลักการของการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างโดยสังเขปว่า เน้นให้คนในชุมชนเป็นหัวใจสำคัญของการจัดการท่องเที่ยว และให้ทุกคนในแต่ละชุมชนนั้นๆ มีส่วนร่วมในการรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งยังคงเอกลักษณ์ และวัฒนธรรม

ท้องถิ่นไว้ เพื่อสร้างความสมดุลอย่างยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของตัวชุมชนเอง มิให้เสื่อมสลายไปกับกระแสการหลั่งไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยวและการแทรกซึมของนายทุน

     แต่ดูเหมือนว่าการโหมกระหน่ำของโฆษณาการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนจากทุกๆ ภาคส่วนจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้ส่งสัญญาณให้นายทุนทั้งรายเล็กถึงรายใหญ่เข้าไปจับจองพื้นที่ทำมาหากิน โดยไม่สนใจถึงผลกระทบที่ตามมาต่อวิถีชีวิตชุมชน ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของชุมชนแห่งนั้นอย่างแท้จริง แต่อย่างไรก็ตาม หากคนในชุมชนสร้างเกราะกำบังที่เข้มแข็งและยืนหยัดกับความเป็นอัตลักษณ์ รักษ์และหวงแหนทรัพยากรทางธรรมชาติ ประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่นอันทรงคุณค่าที่สืบทอดกันมาจากยุคบรรพบุรุษ รวมถึงการมุ่งเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของบ้านเกิดมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน ก็จะนำมาซึ่งความสุขและความภาคภูมิใจในบ้านเกิดเมืองนอนซึ่งความรู้สึกเหล่านี้บังเกิดจากการแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดความรู้ทางวัฒนธรรมที่แตกต่างระหว่างคนในชุมชนและนักท่องเที่ยว ซึ่งทั้งสองฝ่ายพร้อมที่จะเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับความสุขจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้เป็นไปอย่างยั่งยืน

     แต่ทั้งหมดทั้งปวงที่เราได้เอ่ยมาในเบื้องต้นนั้น ในสถานภาพอันแท้จริงแล้วทฤษฎีก็ไม่เคยจะสามารถนำมาใช้ในเชิงปฏิบัติได้อย่างสัมฤทธิ์ผลเลยทีเดียว ถ้ามองในภาพรวมก็จะเห็นปัญหาอย่างที่ทุกๆ คนก็คงรู้แจ้งประจักษ์ตนอยู่ว่า ถ้าไม่ตำหนิว่า ก็เพราะภาครัฐเอาแต่ส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบไม่ลืมหูลืมตา หรือจะโยนความผิดไปที่ตัวชุมชนเองที่ไม่เข้มแข็ง หวั่นไหวกับกระแสเงินสะพัดจากนักท่องเที่ยว หรือการที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของชุมชนเองได้ผลประโยชน์จากกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ภายนอกชุมชนแต่ไม่ได้ตระหนักถึงผลกระทบต่อผืนแผ่นดินเกิดหรือเพื่อนผองในชุมชนนั้นๆ  อย่างมากพอ ไม่ว่าจะเป็นด้วยสาเหตุใดๆ ก็ตาม

     สิ่งที่ทุกๆ ฝ่ายควรจะฉุกคิดภายใต้จิตสำนึกรักถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองนอนของตนคือ การส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนนั้นต้องมาจากความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง มิใช่เพียงการตอบสนองความต้องการของบุคคลใดหรือเฉพาะกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเพียงเท่านั้น การกำหนดทิศทางความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่ควรจะส่งเสริมให้ชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยเริ่มจากการคิดร่วม วางแผนร่วม และเรียนรู้ร่วมกัน รวมไปถึงการรับผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นธรรม ซึ่งการบูรณาการอย่างครบองค์รวมนั้นยังคงมีให้เห็นไม่มากนัก หรือไม่สามารถสื่อออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมได้อย่างชัดเจนมากพอ บางทีการที่เราได้มีโอกาสไปเปิดโลกทัศน์ ปรับเปลี่ยนมุมมองให้กับตนเองบ้าง ก็ถือเป็นการรีชาร์จพลังความคิดและจิตใจให้กล้าเปิดใจยอมรับสภาพความเป็นจริงและค้นหาการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นให้กับการพัฒนาการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างแท้จริง

     ในฐานะที่ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนผู้นำเยาวชนของไทยเข้ารับการฝึกอบรมโครงการผู้นำเยาวชน ณ ประเทศญี่ปุ่นประจำปี 2555 เพื่อไปศึกษาดูงานสาขาการส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชน (Community Tourism Promotion) ซึ่งเป็นรูปแบบของความร่วมมือด้านเทคนิค ภายใต้โครงการความร่วมมือกับรัฐบาลประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศญี่ปุ่น เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงให้ผู้นำเยาวชนมีโอกาสพัฒนาความรู้และทักษะในสาขาอาชีพของตนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

     โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น (JICA) และสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ (สท.) ทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมดำเนินการจัดตั้งโครงการฝึกอบรมผู้นำเยาวชน (Training Programme for Young Leaders) ตามสาขาอาชีพต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ สาขาการส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชน มีระยะเวลาการฝึกอบรมและศึกษาดูงานในประเทศญี่ปุ่น 18 วัน และมีผู้เข้าร่วมโครงการในสาขานี้ทั้งหมด 15 คน โดยทั้งหมดผ่านการสอบคัดเลือกมาจากเจ้าของโครงการ ทั้ง 15 ชีวิตมาจากหลากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสาขาอาชีพนี้ อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กรมการพัฒนาชุมชน สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานพัฒนาชุมชน องค์การบริหารส่วนตำบล สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏ คณะกรรมการชุมชน และสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็กเยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ

     ก่อนการเข้ารับการฝึกอบรม ณ ประเทศญี่ปุ่น ผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมดต้องเข้ารับการฝึกอบรมเตรียมความพร้อมก่อนการเดินทางเป็นเวลา 4 วัน เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และแนะนำแหล่งข้อมูลให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม สามารถนำไปใช้ประกอบกิจกรรมระหว่างการศึกษาดูงานโครงการในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเนื้อหาในการฝึกอบรมเตรียมความพร้อม จะเน้นการเรียนรู้สังคมและวัฒนธรรมญี่ปุ่น ภาษาญี่ปุ่นเบื้องต้น เอกลักษณ์ความเป็นไทย ความรู้เรื่องประชาคมอาเซียน ความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ญี่ปุ่นและอาเซียน รวมถึงกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์และการทำงานเป็นทีม พร้อมกับการซ้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยที่จะนำไปเผยแพร่ยังดินแดนอาทิตย์อุทัย

     หลังจากที่ได้อารัมภบทถึงความเป็นมาของการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนในภาควิชาการ และผสมผสานภาคจิตวิญญาณ ความรู้สึกนึกคิดจากก้นบึ้งของตัวผู้เขียนเองมาเนิ่นนาน เราควรจะมาเข้าเรื่องถึงการเปิดโลกทัศน์ในมุมมองที่แปลกใหม่ของการส่งเสริม "การท่องเที่ยวโดยชุมชน" (Community Based Tourism) ในประเทศญี่ปุ่นว่าเขาทำอย่างไรกันบ้าง จะเหมือนที่หน่วยงานของบ้านเราทำหรือไม่อย่างไร ในการเดินทางมาศึกษาดูงานการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนครั้งนี้ เราได้มีโอกาสไปไกลถึงเมืองอิวะเตะ (Iwate) และเมืองอะคิตะ (Akita) ซึ่งเป็นเมืองอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศญี่ปุ่น (Tohoku region) ทั้งสองเมืองนี้เป็นเมืองที่มีทัศนียภาพสวยงาม มีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่งดงามในแบบฉบับญี่ปุ่นแท้แต่โบราณ ถึงแม้จะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อหลายปีก่อน แต่ทั้งสองเมืองสามารถยืนหยัดได้อย่างรวดเร็ว เรียกว่าล้มกี่รอบก็พร้อมลุกขึ้นเพื่อยืนหยัดให้กับชุมชนของตน

     แก่นแท้ของการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนของทั้งสองเมืองนี้อยู่ที่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของเมืองตนเป็นหลัก สมกับประโยคเด็ดที่เจ้าหน้าที่การส่งเสริมการท่องเที่ยวบอกกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจว่า "People are our most valuable assets" รวมไปถึงปากท้องและความเป็นอยู่ที่ดีคือรากฐานของการพัฒนาการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน ตอนแรกที่ได้ฟังก็พยายามทำความเข้าใจว่า เพราะเขาต้องใช้คนมาช่วยทำงานพัฒนาท้องถิ่นจำนวนมาก ก็คงจะใช้คอนเซปต์กองทัพเดินด้วยท้องหรือเปล่านะ แต่พอฟังไปจนจบกระบวนการเลยถึงบางอ้อ เจ้าหน้าที่คนนี้บอกพวกเราว่า หัวใจของการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนก็เพื่อให้คนในชุมชนนั้นใช้เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อพัฒนาชุมชนของตนให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน คนในชุมชนไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวตนที่แท้จริงหรือเปลี่ยนแปลงสังคมและวิถีชีวิตเพื่อนักท่องเที่ยว การท่องเที่ยวไม่ใช่อาชีพหลักของชุมชนแต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างรายได้จากอาชีพเดิมต่างหาก ผลผลิตจากเกษตรกรรมและประมงคือรายได้หลักของชุมชนและเป็นส่วนชักจูงให้นักท่องเที่ยวต้องการเดินทางมาค้นหาหรือเรียนรู้ภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น

     นั่นคือเสน่ห์และคุณค่าอันไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้ การท่องเที่ยวโดยชุมชนนั้นสร้างคุณค่าทางด้านจิตใจและแทรกซึมเข้าไปถึงจิตวิญาณได้อย่างไม่น่าเชื่อ การที่จะรักษาภูมิปัญญาและขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นไปสู่ลูกหลานของตน ต้องเริ่มต้นสร้างจากการให้การศึกษาที่ดี การสร้างความเชื่อและความศรัทธาภายในชุมชนก่อน เด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ที่ดีในวันหน้า การสร้างให้ทุกคนในชุมชนมีส่วนร่วมในทุกๆ อย่าง ให้ความสำคัญกับความคิดของทุกคน เพราะพวกเขาทุกคนคือเจ้าของชุมชน ทั้งสองเมืองนี้สนับสนุนการส่งเสริมการเรียนรู้และการให้ทุกเพศทุกวัยมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมและงานเทศกาลประเพณีต่างๆ เพื่อให้ทุกคนเล็งเห็นถึงคุณค่าทางจิตใจที่ได้รับจากการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งเพื่อให้สังคมของตนเข้มแข็ง การจัดโครงการเพื่อส่งเสริมการเป็นเจ้าภาพที่ดีโดยฝึกให้ทุกคนในชุมชนเป็นมัคคุเทศก์เพื่อบ้านเกิดเมืองนอนของคุณเอง ไม่มีใครรู้ประวัติความเป็นมาของบ้านเกิดเมืองนอนตนเองได้ดีที่สุดนอกจากคนในท้องถิ่นนั้น เพราะฉะนั้นความสามัคคีของคนในชุมชนเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความแข็งแกร่ง (unity is strength) และเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้อยู่อย่างยั่งยืน

     จากการได้ไปสัมผัสประสบการณ์ทั้งจากสถานที่และตัวบุคคล เราจึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า เมื่อคนในชุมชนมีความสุขกับสิ่งที่เขาคุ้นชิน รักและเคารพในสิ่งที่เป็นตัวตนของชุมชน ทุกสิ่งจะถูกสะท้อนให้คนภายนอกเห็นและรู้สึกได้ว่าเมื่อคุณย่างก้าวเข้าไปในชุมชนแห่งนี้ หัวใจต้องเปิดรับ สมองต้องเปิดรับการเรียนรู้  และเคารพในความเป็นตัวตนที่แท้จริงของชุมชน ความสุขทั้งที่เกิดจากทั้งผู้ให้และผู้รับก็จะเปี่ยมล้นเข้าไปถึงจิตวิญญาณที่คนผู้นั้นสามารถสัมผัสได้ถึงประสบการณ์อันทรงคุณค่าในทุกมุมมองจากการท่องเที่ยวโดยชุมชน นี่แหละคือรูปแบบการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนเพื่อผลประโยชน์ที่บังเกิดให้แก่ชุมชนอย่างแท้จริง

     การเดินทางมาศึกษาดูงานการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนในประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้ ทำให้ตัวเราเองหลงเสน่ห์ความน่ารักของคนประเทศนี้เข้าไปอย่างจังแบบถอนตัวไม่ขึ้น ไม่รู้ตัวว่ามันซึมซับเข้าไปตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้แต่เพียงว่าทั้งหมดทั้งปวงนั้นช่วยเปิดมุมมองของตัวผู้เขียนในเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนแบบบูรณาการได้เป็นอย่างมาก ผลลัพธ์ที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการซึ่งนอกเหนือจากการได้รับมิตรภาพที่ดี และนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกลุ่มผู้ลงมือปฏิบัติจริงกลับมาบอกต่อและประยุกต์ใช้ในสาขาอาชีพของตน เพื่อให้บังเกิดประโยชน์อย่างสูงสุดต่อส่วนรวมและประเทศชาตินั้น ย่อมมีคุณค่าทางจิตใจมากกว่าสิ่งใดๆ ทั้งปวง


เรื่องและภาพ : พชรพร อมรประสิทธิ์