ข้อมูลจาก Trendwatching.com ทำการสำรวจความคิดเห็นของชาวอเมริกันในปี 2011 เกี่ยวกับการใช้งานโซเชียลมีเดีย จากกลุ่มตัวอย่าง 12,000 คน ต่อคำถามว่าอะไรคือแรงจูงใจในการแชร์ข้อมูลส่วนตัวและความคิดเห็นต่างๆ คำตอบที่ได้คือความรู้สึก "ภาคภูมิใจ" ที่พวกเขาได้เป็นผู้ส่งข้อมูลดีๆ ไปให้คนอื่นซึ่งแม้แต่เขาเองก็อาจไม่รู้จักด้วยซ้ำ

 

สังคมร่วมสมัยที่เน้นความเป็นปัจเจกชน ความเป็นตัวของตัวเอง และการใช้ชีวิตแบบตัวใครตัวมัน ทำให้เราต้องพยายามย้อนกลับมาเติมเต็มความต้องการพื้นฐานที่สุดในใจ คือการได้รับการยอมรับ และเข้าเป็นส่วนร่วมกับผู้อื่นในสังคม และเทคโนโลยีใหม่ๆ แก็ดเจ็ตบนฝ่ามือ อินเทอร์เน็ตไร้สาย โซเชียลมีเดียต่างๆ ก็เกิดขึ้นมาอย่างสอดคล้องกับความต้องการนี้

     เทรนด์นี้เกิดขึ้นรอบตัว และเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทุกๆ ด้านในชีวิตของเรา แน่นอนว่ามันต้องเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวด้วยในที่สุด เราจึงได้เห็นรูปแบบของการท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวดำเนินไปควบคู่กับการใช้งานเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อยๆ นักท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไป และผู้ประกอบการก็ต้องเปลี่ยนตามด้วยเช่นกัน

โลกแห่งข้อมูลข่าวสารและตลาดที่สมบูรณ์แบบ
     เมื่อตอนที่เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเพิ่งเข้ามาในประเทศไทยใหม่ ๆ หลายคนยังมองว่าการทำอีคอมเมิร์ซเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากปัญหาเรื่องความปลอดภัยในระบบการชำระเงิน นอกจากนี้ หลายคนยังเชื่อว่าการซื้อสินค้าเป็นกิจกรรมพักผ่อนนันทนาการในตัวมันเอง ลูกค้ามีความสุขที่จะได้ออกจากบ้านไปเพื่อเดินช้อปปิ้งจากหน้าร้านจริงๆ

     จนกระทั่งธุรกิจการท่องเที่ยวเริ่มนำมาใช้แล้วประสบความสำเร็จอย่างดี เพราะเป็นธุรกิจบริการที่ไม่ต้องมีการขนส่งสินค้าเป็นวัตถุสสาร แต่ลูกค้าคือนักท่องเที่ยวจะเป็นฝ่ายเดินทางมา และใช้บริการตามที่ตกลงซื้อขายกันไว้ก่อนหน้านั้นแล้วทางออนไลน์

     อินเทอร์เน็ตจึงกลายเป็นโลกแห่งข้อมูลข่าวสารและตลาดที่สมบูรณ์แบบ จนเกิดมือที่มองไม่เห็น กำกับความเป็นธรรมให้กับสินค้า บริการ และราคา ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ผู้ขายและผู้ซื้อมาพบกันได้อย่างสะดวกสบาย รวดเร็ว ง่ายดาย พร้อมกับข้อมูลสินค้าและบริการที่มากมายมหาศาล เปิดให้ผู้ซื้อได้ค้นหา เปรียบเทียบ และตัดสินใจซื้อได้ตามใจ โดยเลือกจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต หรือใช้ธุรกรรมธนาคารแบบอื่นๆ ตามที่ตกลง

     ยกตัวอย่างเช่น ตั๋วเครื่องบิน ทุกสายการบินสร้างเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นออกมา เพื่ออำนวยความสะดวกกับผู้โดยสาร สามารถเช็คตารางการบินและราคาได้อย่างเรียลไทม์ พร้อมทำธุรกรรมจองตั๋ว รวมถึงการเช็คอินด้วยแอพฯ บนสมาร์ทโฟน นอกจากนี้ ในเรื่องการจองที่พัก เราสามารถเปรียบเทียบราคาโรงแรมผ่านแอพฯ ของนายหน้ารายใหญ่อย่าง Agoda ที่ถือห้องพักไว้จำนวนมหาศาล มีเรตราคาให้เห็นชัดเจน และขึ้นลงตามระยะเวลาจองล่วงหน้า ราคาไม่แพงกว่าการโทรไปจองโดยตรง หรือการวอล์คอินไปเลย

     ในโลกแห่งข้อมูลข่าวสารและตลาดที่สมบูรณ์แบบ นักท่องเที่ยวจะมองหาความคุ้มค่า โดยเทียบความพึงพอใจที่ได้รับจากบริการกับระดับราคาที่จ่าย อีกทั้งยังมองหาความน่าเชื่อถือ ต้องการผู้ประกอบการที่ซื่อสัตย์ ให้บริการในระดับที่ตรงกับข้อมูลที่เผยแพร่ออกไปได้จริง

     รูปแบบ Deal of the day Services กำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว เมื่อพวกเขาสามารถเลือกซื้อบริการท่องเที่ยวได้จากเว็บดีล ที่รวบรวมจำนวนผู้ซื้อจำนวนมากไปต่อรองราคาสินค้าและบริการให้ต่ำลงได้ ต้นแบบความสำเร็จมาจากเว็บไซต์ Groupon เรียกในเชิงการค้าว่า “Collective Buying Power” เป็นขนาดกำลังการซื้อจากผู้บริโภค ยิ่งมีมากเท่าไหร่ก็เป็นตัวแปรในการต่อรองราคาสินค้ามากขึ้นเท่านั้น เว็บดีลที่ประสบความสำเร็จในเมืองไทย ก็เช่น ENSOGO และ DEALDIDI เป็นศูนย์รวมดีลดีๆ ที่ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ กิน เที่ยว ช้อป ในราคาพิเศษ

     ผู้ประกอบการควรมองสินค้าและบริการของตัวเอง ด้วยมุมมองของนักท่องเที่ยว โดยผ่านการใช้งานอินเทอร์เน็ต สมาร์ทโฟน และโซเชียลมีเดียต่างๆ ให้คุ้นเคยและให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน คุณจึงจะสามารถเข้าใจความต้องการของนักท่องเที่ยวแบบใหม่เหล่านี้ได้อย่างชัดแจ้ง

     นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมีบล็อก ไดอะรี่ออนไลน์ เฟซบุค ทวิตเตอร์ และเว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของตนเอง และพวกเขาจะเขียนความประทับใจในบริการของคุณเอาไว้อย่างละเอียด พร้อมรูปถ่ายของพวกเขา ข้อมูลมากมายมหาศาลเหล่านี้จะล่องลอยอยู่ในอินเทอร์เน็ต

     เมื่อพวกเขาต้องการข้อมูลเรื่องการท่องเที่ยว และจัดทริปการเดินทาง ก็นิยมเข้าไปค้นหาข้อมูลที่ต้องการในฟอรัมและเว็บบอร์ดต่าง ๆ โดยใช้ถาม-ตอบกับเพื่อนร่วมเครือข่ายอื่นๆ โดยไม่สนใจเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของผู้ประกอบการท่องเที่ยวสักเท่าไร เรื่องราว ข้อมูล และความคิดเห็น ที่อยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์คจึงเป็นส่วนหนึ่งของการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ที่ได้ผล การใช้เทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ จะช่วยในการทำธุรกิจได้ดี โดยมองว่ามันคือ Customer Relationship Management ที่ดีที่สุดในยุคนี้

ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ควรจะปรับตัวดังนี้
     1. มีความโปร่งใส ทั้งในแง่การเปรียบเทียบราคา และในแง่คุณภาพของสินค้าและบริการ เพราะนักท่องเที่ยวในยุคนี้ได้สืบค้นข้อมูลมาละเอียดก่อนออกเดินทาง จองที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง และโปรแกรมกิจกรรมต่างๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว และเขาต้องการจะได้รับสินค้าหรือบริการเหล่านี้ ตรงตามที่แจ้งไว้ในอินเทอร์เน็ต

     2. สนับสนุนการแบ่งปันข้อมูล นักท่องเที่ยวเชื่อถือ Word of Mouse (เป็นคำที่ดัดแปลงมาจาก Word of Mouth) หมายความถึงความคิดเห็นจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตคนอื่นๆ มากกว่าจะเชื่อถือข้อมูลที่อยู่ในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของโรงแรม รีสอร์ท บริษัทนำเที่ยว หรือแม้กระทั่งองค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่มักจะเต็มไปด้วยภาพชวนฝัน

     3. ต้องรวดเร็ว ทันทีทันใด นักท่องเที่ยวต้องการทราบข้อมูลแบบเรียลไทม์ เมื่ออยู่ในระหว่างการเดินทาง เขาอาจจะต้องการปรับเปลี่ยนแผนการเดินทาง หรือซื้อบริการอื่นๆ เพิ่มเติม โดยค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตและติดต่อทำธุรกรรมได้เลยทันที เขาต้องการรู้ว่าในวินาทีที่เขาจะกดสั่งจองนั้น ที่พัก โต๊ะอาหาร หรือที่นั่งบนเครื่องบิน มีพร้อมที่จะให้เขาสั่งจองหรือไม่

     สำหรับตัวนักท่องเที่ยว คือผู้ผลักดันเทรนด์นี้อย่างแท้จริง นอกจากจะต้องติดตามความเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และหาทางออนไลน์อินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลาแล้ว ก็ควรเปิดหู เปิดตา และเปิดใจเพื่อสัมผัสกับประสบการณ์การท่องเที่ยวอย่างแท้จริง ในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว เพราะการท่องเที่ยวที่แท้จริงนั้นช่วยเติมเต็มชีวิตชีวาให้กับชีวิตด้วยการออกไปเผชิญหน้ากับโลกและประสบการณ์ความเป็นจริง

การเดินทางท่องเที่ยวในยุคโซเชียลมีเดีย

     หลายคนคิดต่อต้านเทคโนโลยี ถือว่าเทรนด์แก็ดเจ็ตและโซเชียลมีเดีย กำลังจะทำลายความสุขในวันหยุดพักผ่อน

     ทำไมเราจะต้องเอาแก็ดเจ็ตพวกนี้ติดตัวไปด้วย ทั้งๆ ที่ในวันทำงานเราก็ต้องนั่งจ้องจอคอมพิวเตอร์ตลอดวัน พอถึงวันหยุดแล้ว ทำไมเรายังจมอยู่กับหน้าจอเล็กๆ ของสมาร์ทโฟน เพื่อเฝ้ารอรับสายโทรศัพท์ หรือเฝ้ารอ Notification จากแชทออนไลน์ต่างๆ แทนที่จะได้จดจ่ออยู่กับประสบการณ์ท่องเที่ยวที่อยู่ต่อหน้าต่อตา

     ปฏิเสธไม่ได้หรอก ว่าในทริปท่องเที่ยวครั้งล่าสุดของคุณ สิ่งที่คุณถามถึงเป็นอันดับแรกเมื่อเดินเข้าไปเช็คอินในโรงแรมที่พักก็คือบริการ Wifi และสิ่งแรกที่คุณมองหาเมื่อเดินเข้าไปในภัตตาคารหรือร้านกาแฟ ก็คือที่เสียบปลั๊กไฟสำหรับชาร์จแบตเตอรี่ให้แก็ดเจ็ตของคุณ

     ถ้าคุณมีแบตเตอรี่สำรองแบบพกพาติดตัวไปด้วยในทริปนี้ รับรองว่าคุณจะเป็นคนที่เพื่อนร่วมทริปต้องการตัวมากที่สุด เพื่อจะได้ขอยืมใช้แบตสำรองของคุณ

     การเดินทางท่องเที่ยวเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่ใช่พิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ การธุดงค์เพื่อแสวงหา หรือความโรแมนติกแบบนักเขียน แต่มันคือกิจกรรมนันทนาการที่ใครๆ ก็ทำได้ง่ายๆ แล้วใครบ้างที่ยังอยากจะไปเที่ยวแบบโดดเดี่ยว สันโดษ แต่ต้องคอยห่วงหน้าพะวงหลัง คิดถึงเพื่อนๆ หรือครอบครัว กังวลเรื่องงานที่ค้างคา

     นักท่องเที่ยวที่มีแก็ดเจ็ตติดตัวตลอดเวลา จึงย่อมเปลี่ยนแปลงและแตกต่างไปจากนักท่องเที่ยวแบบเดิม ที่มีเพียงกล้องถ่ายรูป แผนที่ และกระเป๋าสัมภาระ

     ด้วยแก็ดเจ็ตสารพัดในมือ กล้องดิจิตอล สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์โน้ตบุค อุปกรณ์จีพีเอส แผนที่ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และต้องการความสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายการสื่อสารตลอดเวลา ทำให้เราเหมือนกำลังดำรงอยู่ใน 2 สถานที่ในเวลาเดียวกัน คือในโลกแห่งความจริงและโลกเสมือนในไซเบอร์สเปซ

     เทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ได้บิดเบือนพื้นที่และเวลารอบตัวเรา มันสร้างพื้นที่แห่งใหม่ขึ้นมามากมาย และนำมาทับซ้อนกันในเวลาเดียวกัน กลายเป็น Tourist Place และ Cyberspace ในขณะที่นักท่องเที่ยวกำลังเพลิดเพลินกับกิจกรรมท่องเที่ยว ในเวลาเดียวกันนั้น พื้นที่แห่งใหม่เกิดขึ้นบนฝ่ามือ และดำเนินไปควบคู่กับสถานที่ท่องเที่ยวตรงหน้านั้นตลอดเวลา คือเฟซบุค ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ฯลฯ

     การเดินทางท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องการดื่มด่ำอย่างเงียบสงบและเป็นส่วนตัว แต่มันกลายเป็นเรื่องของสาธารณะ ที่นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องถ่ายทอดออกไปให้กว้างไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อนร่วมทางก็ไม่ใช่แค่ 4-5 คนที่ร่วมทริปกันมาเท่านั้น เรามีเพื่อนอีกนับร้อยนับพัน ที่ติดตามมาเที่ยวด้วยกับเรา พวกเขารออยู่บนฝ่ามือของเรานั่นเอง เพื่อรอพูดคุย และรอดูภาพถ่ายสวยๆ ที่เพิ่งถ่ายเสร็จและแชร์เข้าไปให้ทุกคนได้ดู

     นักท่องเที่ยวสามารถอัพเดตสถานการณ์ตนเองแบบเรียลไทม์ ถ่ายรูปหรือวิดีโอแล้วอัพโหลดหรือแชร์กันผ่านทางเว็บโซเชียลมีเดีย ใช้อุปกรณ์มือถือที่มี GPS ภายในตัว และแอพพลิเคชั่น Location-based Service ค้นหาพิกัดตัวเอง พิกัดจุดหมาย และสถานที่ใกล้เคียงได้ง่ายดาย

     ในทุกวันนี้ ยิ่งเดินทางออกไปไกลแค่ไหน นานแค่ไหน ก็ยิ่งต้องการแบตเตอรี่สำรองมากขึ้น และค่าใช้จ่ายบริการโรมมิ่งสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตก็จะยิ่งมากขึ้น

Location-based
     สถานที่ท่องเที่ยวที่เลือกเดินทางไป แสดงถึงความ "คูล" และเป็นการยืนยันสถานะทางสังคมของนักท่องเที่ยว ว่าทันสมัยและอยู่ในระดับชนชั้นใดในสังคม

     ดังนั้น สถานที่ท่องเที่ยวเกิดขึ้นใหม่ในปัจจุบัน หรือสถานที่ท่องเที่ยวเดิม และต้องการปรับภาพลักษณ์ จึงสร้างขึ้นให้เป็นจุดสนใจสำหรับการเช็คอินและแจ้งออกไปยังเครือข่ายโซเชียลมีเดีย อย่างเช่น ศูนย์การค้าชั้นนำและคอมมูนิตี้มอลล์เปิดใหม่ๆ ในกรุงเทพฯ จัดกิจกรรมแคมเปญ หรือหาวิธีกระตุ้นด้วยวิธีอื่นๆ ให้ลูกค้าเช็คอินพิกัดสถานที่ของตน

     ในปัจจุบัน แก็ดเจ็ตบนฝ่ามือ ทั้งสมาร์ทโฟน แทบเล็ต หรือแม้กระทั่งกล้องดิจิตอลบางรุ่น มีระบบจีพีเอสอยู่ในตัว เพื่อทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่น Location-based อย่าง Foursquare, Gowalla รวมถึงฟีเจอร์ที่มีอยู่แล้วใน facebook นอกจากเราจะใช้ Location-based เหล่านี้ระบุพิกัดของตัวเองแล้ว เรายังใช้ค้นหาสถานที่ใกล้เคียงได้ง่ายๆ เช่น ปั๊มน้ำมัน โรงพยาบาล หรือตู้ ATM

     ระบบจีพีเอสจากเดิมที่ใช้เป็นแผนที่และเครื่องบอกทางประจำรถยนต์ ถูกนำมาประยุกต์ให้เข้ากับยุคโซเชียลมีเดีย ฟังก์ชั่นของมันจึงเพิ่มขึ้น นอกจากช่วยเรื่องความปลอดภัย ประหยัดเวลาเดินทาง ยังใช้ประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยว และเป็นกิจกรรมน่าสนุกสำหรับนักท่องเที่ยว

Photo & Video Sharing

     การถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟน ค่อยๆ เขยิบเข้ามาทดแทนการถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล เทรนด์นี้เกิดขึ้นเพราะความต้องการแชร์ภาพถ่ายเข้าสู่โซเชียลมีเดียที่มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีใครอยากจะถ่ายภาพด้วยกล้องเพื่อให้ได้ภาพที่สุดสวยที่สุด คมชัดที่สุด โดยยังคงต้องเสียเวลานำกล้องกลับบ้านมาเปิดไฟล์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วค่อยแปลงไฟล์ ลดขนาด แต่งสี และอัพโหลดเข้าเครือข่ายโซเชียลมีเดียของตนเอง

     การใช้สมาร์ทโฟนถ่ายภาพและอัพโหลดไปได้ในทันทีจึงมาแทนที่ ในขณะที่ผู้ผลิตกล้องดิจิตอล ค่อยๆ เริ่มใส่ฟังก์ชั่นด้านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และนำระบบปฏิบัติการเดียวกับสมาร์ทโฟน มาใส่ในตัวกล้องของตนเอง เพื่อตีโต้ฐานลูกค้าที่ชมชอบการถ่ายรูปให้เอนกลับมา

     นอกจากการถ่ายภาพนิ่ง เมื่อเครือข่ายไร้สายพัฒนาความเร็วขึ้นเรื่อยๆ นอกจากการแชร์คลิปวิดีโอผ่านเว็บยอดนิยมอย่าง Youtube แล้ว เรายังสามารถแชร์คลิปวิดีโอกันได้ง่ายขึ้น ทันทีที่ถ่ายทำเสร็จ และแชร์ออกไปในโซเชียลมีเดียเฉพาะของคลิปวิดีโอ ตอนนี้มีแอพฯ ยอดนิยมอย่าง Viddy หรือ iMovie ทำให้เรากลายเป็นผู้กำกับสารคดีท่องเที่ยว เราถ่ายทำ ตัดต่อ ใส่เพลงประกอบ และอัพโหลดส่งเนื้อหาออกไปสู่ผู้ชมได้

Blogging
     แตกต่างจากยุคสมัยที่มีแค่สื่อสารมวลชนแบบดั้งเดิม ในยุคโซเชียลมีเดีย นักท่องเที่ยวจะไม่ใช่เพียงแค่ผู้รอรับข้อมูลข่าวสาร อ่านนิตยสารท่องเที่ยว หรือเปิดดูข้อมูลจากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของหน่วยงานและภาคธุรกิจอีกต่อไป นักท่องเที่ยวจะกลายเป็นผู้สร้างคอนเทนต์เกี่ยวกับการท่องเที่ยวได้ด้วยตัวเอง บอกเล่าประสบการณ์และความคิดเห็นของตนเองออกไปแก่สาธารณะ

     เว็บบอร์ด บล็อก เว็บรีวิว หรือแม้กระทั่งตรงบริเวณให้แสดงความคิดเห็น ในเว็บดีลที่ขายบริการท่องเที่ยว ล้วนกลายเป็นพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวมาแชร์เรื่องราวและความคิดเห็นแก่กัน และพื้นที่ตรงนี้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจวางแผนท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวคนอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นศูนย์รวมของข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว แทนที่สื่อดั้งเดิมไปได้เกือบสมบูรณ์แล้ว

การท่องเที่ยวที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าไป
     นักท่องเที่ยวไม่เพียงใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสนุกสนาน ขยายประสบการณ์ แชร์หรือถ่ายทอดเรื่องราว และอำนวยความสะดวก ปลอดภัยในการเดินทางเท่านั้น ในที่สุด เทคโนโลยีจะค่อยๆ เปลี่ยนความคิดและกำหนดรูปแบบการท่องเที่ยวขึ้นมาใหม่

     การใช้งานโซเชียลมีเดียมีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับการใช้เวลาว่างและกิจกรรมนันทนาการ ปริมาณเวลาในแต่ละวันที่เราใช้งานโซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มโอกาสในการสื่อสารกันด้วยไลฟ์สไตล์ รสนิยม การใช้เวลาว่าง และการแสดงกิจกรรมนันทนาการของเราแต่ละคน เรามีแนวโน้มที่จะไปเที่ยวไกลขึ้น พักผ่อนหย่อนใจมากขึ้น ใช้เวลาวันหยุดที่มีคุณภาพสูงขึ้น ดูหนัง ฟังเพลง ช้อปปิ้ง และรับประทานอาหารในร้านที่ดีขึ้นไป ในขณะที่เราจะมีเวลาทำงาน และเวลาส่วนตัวที่จะอยู่กับตัวเองน้อยลง

     การใช้งานโซเชียลมีเดีย จะตีกรอบความคิดของนักท่องเที่ยว ไปจนถึงระดับที่ถ้าไปเที่ยวโดยไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีกล้องดิจิตอล หรือไม่มีแบตเตอรี่เหลือในสมาร์ทโฟน การท่องเที่ยวครั้งนั้นก็จะแทบไร้ความหมายไปเลย เพราะเราไม่สามารถแชร์ข้อมูลข่าวสารแบบเรียลไทม์ หรือไม่แม้กระทั่งจะนำเรื่องราวและภาพถ่ายกลับมาบันทึกในบล็อก

     สถานที่ท่องเที่ยวแบบใหม่ที่เป็น Theme Park หรือ Pseudo Place จะเกิดขึ้นเพื่อเร่งเร้าให้ผู้คนเดินทางไปให้ถึง เพียงเพื่อเช็คอินและแสดงออกถึงความอินเทรนด์

     กิจกรรมการท่องเที่ยวจะต้องเพิ่มระดับความเข้มข้น สนุกตื่นเต้น โดยพานักท่องเที่ยวไปถึงสุดขอบของประสบการณ์เก่า เปิดรับประสบการณ์ใหม่ รับอภิสิทธิ์ก่อนใคร เหนือกว่าคนอื่น ไปได้ไกลกว่าคนอื่น เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีความภาคภูมิใจที่จะได้แชร์และรายงานประสบการณ์นั้นแก่เพื่อนๆ เช่นการล่องแก่ง กระโดดบันจี้จัมป์ เมนูอาหารแปลกประหลาด

     หมดยุคของการแบกกล้อง ขาตั้งหนักๆ และสมุดโน้ตเล่มเดียว ออกเดินทางเร่ร่อนอย่างสันโดษ เหมือนการธุดงค์เพื่อแสวงหาจุดหมายของชีวิต

     เราเข้าสู่ยุคของการท่องเที่ยวในยุคโซเชียลมีเดีย ที่ต้องแชร์ประสบการณ์ สร้างคอนเทนต์ใส่อินเทอร์เน็ต และคุณค่าที่แสวงหาคือความคุ้มค่า คุ้มราคาที่จ่ายไป แลกกับเรื่องราวที่นำมาบอกเล่าได้อย่างน่าตื่นเต้นมากกว่าใคร


เรื่อง : วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ