ถ้าหากเกาหลีใต้เป็นพ่อค้า เขาก็คงเป็นพ่อค้าที่ฮาร์ดเซลล์แต่ลูกค้าอย่างเราไม่เคยรู้ตัว การสร้างกับดักอย่างสร้างสรรค์ให้บรรดาหนูๆเดินเข้าไปติดกับอย่างมีความสุขก็ถือเป็นเรื่องน่าชมเชย เพราะการทำสองอย่างที่ขัดกันแต่ทำออกมาได้ดีในเวลาเดียวกันไม่ใช่เรื่องง่าย

โชคดีผมไม่ค่อยถูกหลอกเท่าไรนัก (เอ๊ะ หรือผมถูกหลอกแต่ผมไม่รู้ตัว) เอาเป็นว่าผมไม่ได้ดูซีรีย์เกาหลี ผมไม่ได้ตามเพลง K-POP ถ้าให้พูดถึงการไปเที่ยวเกาหลีก็ไม่รู้จะไปเที่ยวอะไร กิมจิก็ไม่กิน ถ้าจะใกล้ชิดเข้ามาหน่อยอาจจะเป็นภาพยนตร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเองต้องเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย ผมยังจำได้ดีถึงวันที่หนังเกาหลียังไม่เข้ามาประเทศไทย ผมเห็นโฆษณาการฉายหนังเรื่อง The Letter ฉบับเกาหลีในหอประชุมที่จุฬาฯซึ่งจัดฉายโดยชมรมภาพยนตร์เล็กๆ ผมก็รู้สึกอยากดู (ตอนนั้นยังไม่ค่อยรู้ว่าเกาหลีอยู่ที่ไหน และบางครั้งก็จำสลับกับเกาเหลา) ผมจำได้ว่าวันนั้นผมติดรถอาโกวไป ลูกพี่ลูกน้อง(ซึ่งเป็นลูกอาโกว) ถามผมว่าผมจะไปจุฬาฯทำไม ผมบอกว่าไปดูหนังเกาหลี ลูกอาโกวทำหน้างงแล้วบอกว่า เกาหลีเขามีหนังด้วยเหรอ , เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อนโดยราวๆ

     และในช่วงเวลาอดีต 10 ปีก่อนนั้นแล ที่ผมเริ่มได้ยินถึงโครงการ PPP หรือ Pusan Promotion Plan คืออะไรไม่รู้ แต่พี่ๆแจ๋วๆไปมีชื่อที่นั่นหลายคน , วิศิษฎ์ ศาสนเที่ยง , พิมพกา โตวิระ หรือ ป๊อป อารียา ต่างๆนานา นั่นแหละที่ทำให้เรารู้จักชื่อเทศกาลหนังปูซาน แต่คงเป็นที่ๆไม่มีวันได้ไป เราก็อยู่กรุงเทพฯ ดู Bangkok Film Festival ไปก่อน สบาย แค่นี้ก็พอใจแล้ว
 
(ตัดภาพไปอีกที)

     ผมมายืนอยู่ในเทศกาลปูซาน ซึ่งเปลี่ยนชื่อจาก Pusan เป็น Busan ไปเรียบร้อย มันเป็นวันที่ผมแขวนบัตรเทศกาลในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง 36 ที่เข้าสายประกวด New Currents วันนั้นเป็นวันที่อากาศดีและหลายวันตลอดเทศกาลก็อากาศดีเช่นกัน ในวันนั้นวันเดียวกันเป็นวันที่ Bangkok International Film Festival เลิกจัดมาได้ปีกว่า ส่วนเทศกาลปูซานครั้งนี้คือครั้งที่ 17 ถ้าจะให้ระบุลงไปอีก วันนั้นคือวันที่กระแสของเพลง Gangnam Style ทะลุสองร้อยล้านวิวของ youtube ไปแล้ว เป็นวันที่ดาราฮอลลีวูดอย่าง Hugh Jackman ก็พยายามหัดเต้นท่ากังนัม และถ่ายรูปลงทวิตเตอร์ เป็นช่วงเวลาที่แม่ผมติดซีรีย์เกาหลีหนักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นห้วงชีวิตที่จู่ๆผมนั่งฟังวง T-ara อันเป็นวงเกิร์ลกรุ๊ปเกาหลี K-pop แล้วรู้สึกว่ามันเป็นเพลงแดนซ์จังหวะโจ๊ะๆที่เพราะดี ก็ตลกดีที่สุดท้ายก็ได้มาในที่ๆไม่เคยคิดว่าจะได้มา แถมรู้ตัวอีกทีชีวิตบันเทิงทุกด้านก็โดนเกาหลีใต้ครอบงำไปหมดโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

     โรงแรมที่ผมอยู่ติดชายทะเล มันคงเป็นโรงแรมที่วิวดีและหรูที่สุดในเทศกาลเพราะมันเป็นโรงแรมเดียวกับบรรดาดาราระดับโลกที่มางานนี้พักอาศัยด้วย ผมชอบใจตรงที่อยู่ดีๆ ผมก็ถูกจับมาโยนลงกลางใจกลางความบันเทิงแบบนี้ และผมก็หวังว่าการเอาหนังมาประกวดครั้งนี้ ผมคงจะไม่ได้แค่ผลประกาศรางวัลว่าได้หรือไม่ได้ แต่อย่างน้อยผมคงจะเห็นอะไรบางอย่างที่ทำให้เข้าใจว่าเทศกาลหนังปูซานนี้มีครั้งที่ 17 ได้อย่างไร และเราเสียเอกราชทางวัฒนธรรมไปให้เกาหลีใต้ตั้งแต่เมื่อไร

     ผมเริ่มตอบคำถามนี้ได้ในเช้าวันเสาร์วันหนึ่งที่ไม่ปกติ เพราะเสาร์เช้าบ้าที่ไหนคนจะมายืนต่อคิวดูหนังเทศกาลยาวเหยียดราวกับจะมาจองตั๋วเดี่ยวไมโครโฟนหรือซื้อบัตรคอนเสิร์ตพี่เบิร์ด ดิ้นรนกันขนาดนี้เลยเหรอ 

 

     ครั้งแรกที่รู้ว่าหนังตัวเองได้รอบ 10 โมงเช้าของวันเสาร์นี่ ผมรู้สึกโกรธเทศกาลมาก ทำไมต้องเอาหนังเราไปฉายเช้าขนาดนี้ จะทิ้งๆขว้างๆกันหรือไง ทำไมถึงไม่ได้ตอนสี่โมงเย็น โอ้โห โวยวายไปเป็นอาทิตย์ มีการเขียนอีเมล์ไปตื๊อขอเปลี่ยนรอบ เขาก็ไม่ยอมให้เปลี่ยน รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมาก แต่พอได้มาเห็นคนต่อคิวกันเป็นขบวนแบบนี้ ผมก็คิดว่าบางทีเราก็ต้องเชื่อเจ้าถิ่นบ้าง เขาคงคิดมาแล้วว่าคนเกาหลีใต้เขานิยมตื่น 8 โมงเพื่อมาดูหนังรอบ 10 โมงกัน เป็นกิจกรรมนันทนาการของคนที่นั่น และที่น่ายินดีคือไม่ใช่แค่หนังของผมเรื่องเดียวที่ Sold out แต่หนังเรื่องอื่นก็พากันเฮโลขายตั๋วหมดเกลี้ยง กากบาทตั๋วเต็มตรงตารางฉายที่เป็นลายพร้อยสวยงามตามาก
 
     โดยที่ไม่ต้องไปตามรีเสิร์ชข้อมูลอะไรที่ไหน, แค่นี้เราก็รู้แล้วว่าวัฒนธรรมการดูหนังของคนที่นี่มันแข็งแรงแค่ไหน ที่น่าสนใจคือหนังสาย New Currents ที่ผมอาศัยอยู่นี้ เป็นสายของหนังเรื่องแรกหรือเรื่องที่สองของผู้กำกับหน้าใหม่ ดังนั้นมันแทบจะไม่มีอะไรดึงดูดคนให้มาดูได้เลย เนื่องจากผู้กำกับก็ไม่ดัง หนังก็เหมือนหนังของมือใหม่อีก แต่การที่ตั๋วมันเต็มหมดนั้น ทำให้เราเข้าใจว่าคนที่นี่พร้อมจะลองของใหม่ๆกันอยู่ตลอด และแน่ใจได้ว่าผู้กำกับทุกคนพอเจออะไรแบบนี้เข้าไปจะต้องรีบกลับไปเขียนบอกคนอื่นๆลงวารสารของ ททท. ที่ประเทศตัวเองอย่างแน่นอน เพราะมันทำให้เรารู้สึกเป็นเกียรติมากๆที่ได้เอาหนังของตัวเองมาฉายที่นี่

 

     การทำให้ตั๋วหนังเทศกาล sold out กระหน่ำแบบนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และยากที่บอกว่ามันเกิดจากอะไร แต่อย่างน้อยการให้การสนับสนุนจากรัฐบาลนั้นย่อมมีส่วนสำคัญ เพราะการที่จัดงานใหญ่โตอลังการและต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 17 นั้น มันต้องซึมลึกลงไปในส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนอย่างแน่นอน (แม้ว่าอาจจะต้องดึงดูดคนด้วยการเชิญดาราระดับโลกมาเดินพรมแดงด้วยก็ตาม แต่อย่างน้อยฝั่งหนังหน้าใหม่ๆ ตัวเทศกาลก็ถวายเงินสนับสนุนเต็มที่ จนมันเป็นเทศกาลหนึ่งที่คนทำหนังชาวเอเชียคาดหวังจะส่งขอทุนทุกปี)  ผมคิดว่านี่ไม่ใช่การสนับสนุนหนังแต่อย่างเดียว แต่มันคือการสร้างรากฐานด้านวัฒนธรรมให้แข็งแรงให้กับประชาชน มันทำให้คำว่า ภาพยนตร์ นั้นมีมิติมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ความบันเทิง 120 นาที มันคือสิ่งที่ทำให้คนอยากรู้อยากเห็นอยากลอง ได้เปิดหูเปิดตาดูสิ่งใหม่ๆ เหมือนถ้าลูกไม่ชอบกินผัก เอาแต่กินไส้กรอกเพราะมันอร่อยดี มันก็เป็นหน้าที่ผู้ปกครองที่จะหาทางแอบใส่ผักในไส้กรอกหรือหลอกล่อให้เด็กกินผักบ้างอย่างสร้างสรรค์ และสุดท้ายลูกก็จะแข็งแรงโดยไม่รู้ตัว มันคือการซีเรียสจริงจังแม้กระทั่งกับความบันเทิง ซึ่งผลที่ได้ออกมาก็เป็นอย่างที่เห็น

     ทุกวันนี้ใครจะคิดว่าท่าควบม้า Gangnam Style มันจะดังขนาดนี้ ส่วนตัวผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันอาจจะแยบยลซับซ้อนไปถึงความคิดที่ว่า คงต้องมีใครสักคนใช้เงินทุ่มทุนโปรโมตขั้นรุนแรงจนมันดังขึ้นมาได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ถ้ามีการทุ่มทุนจริงๆ มันก็คงเป็นการทุ่มทุนที่เปรี้ยวมาก เพราะเอาเงินหลายล้านมาโปรโมตท่าเต้นควบม้าเน้นฮาไร้สาระ ให้คุณค่ากับวัฒนธรรมสายรองอย่างเคารพ และสุดท้ายไอ้สิ่งบันเทิงต๊องๆอย่างท่าเต้นกังนัมนี่มันก็เชื่อมสู่มนุษย์ทั่วโลกได้อย่างง่ายดาย เพราะเสียงหัวเราะคือภาษาสากลที่ใครก็เข้าถึงได้และมันก็เข้าถึงได้ง่ายเสียด้วย เพียงเท่านั้นเกาหลีใต้ก็กลับมาขึ้นแท่นเจ้าพ่อความบันเทิงแห่งเอเชียได้อีกครั้งหลังจากเริ่มเข้าสู่ขาลงมาสักระยะ , เห็นมั๊ย ไม่ต้องโปรโมตแต่กิมจิ มันก็มีทาง

     อีกสิ่งหนึ่งที่ประทับใจมาก แม้ว่าจะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆก็ตาม นั่นคือการที่เราพบว่าในเทศกาลงานนี้นั้น เต็มไปด้วยอาสาสมัครเด็กๆเต็มไปหมด เหมือนยกพวกกันมาทำงานฟรีทั้งเมือง แม้ว่าน้องๆจะมีความไม่คล่องแคล่วไปบ้างตามประสา แต่ทุกคนก็ดูเต็มที่ วันๆมานั่งเฝ้ารถบัสรับส่งคนในเทศกาล สนุกตรงไหน ตังค์ก็คงไม่ค่อยจะได้ แต่เมื่อถึงพิธีการงานปิด หนึ่งในโปรแกรมโชว์ของผู้จัดเทศกาลคือ การแสดงดนตรีบรรเลงจากเครื่องดนตรีพื้นเมือง เล่นกันอลังการมาก แต่สไลด์ภาพบนจอโปรเจคเตอร์ขนาดยักษ์คือภาพนิ่งของบรรดาอาสาสมัครขณะปฎิบัติงานและเหนื่อยกันมาตลอด 1 อาทิตย์ ภาพของน้องกิฟท์หน้าเครียดที่โต๊ะรับตั๋ว ภาพของน้องบอลที่กำลังโบกรถอยู่ ถูกฉากขึ้นจออย่างต่อเนื่องราวกับพวกเขาเป็นลูกรัฐมนตรีหรืออะไรสักอย่าง ดูสำคัญมาก เพียงแค่นี้ก็เข้าใจเลยว่าทำไมอาสาสมัครแต่ละคนถึงสู้งานกันขนาดนี้ เพราะว่าคนจัดเทศกาลให้เกียรติและเคารพเด็กๆพวกนี้ขนาดนี้ไงล่ะ ผมไม่แปลกใจเลยถ้าปีหน้าเด็กๆจะแห่กันมาช่วยงานเทศกาลนี้อีก เพราะพวกเขาย่อมรู้สึกว่าพวกเขาก็เป็นส่วนหนึ่งในเทศกาลหนังแห่งนี้ และแน่นอนว่าความรักที่มีต่อหนังของเด็กๆพวกนี้จะฝังลึกอยู่ในใจ ต่อให้ปีหน้าพวกเขาไม่ได้มาทำงานนี้ ก็ไม่แปลกเลยถ้าพวกจะแวะเวียนมาดูหนังในเทศกาล เพราะสิ่งนี้มันเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขาไปแล้ว
 
     จะเห็นว่าการพัฒนาวงการของเกาหลีใต้, เอาแค่เท่าที่เห็นในเทศกาลนี้, ถือว่าละเอียดรอบคอบทั้งภายในและภายนอก ภายในนั้นพวกเขาพัฒนาคนดูและซื้อใจคนทำงานได้อย่างรุนแรง ส่วนภายนอกนั้นเล่นใหญ่อย่างต่อเนื่อง ดาราพรมแดงต้องไปสุด แจกทุนต้องต่อเนื่องอย่าให้ขาด, มันซีเรียสกันจริงๆประเทศนี้ ทำอะไรเก็บดีเทลกันตั้งสิ่งเล็กๆไปถึงสิ่งใหญ่ๆ

     มานั่งคิดอีกที ถ้าทั้งหมดนี้คือแผนการโปรโมตประเทศของเกาหลีใต้ ผมต้องบอกว่ามันเป็นวิธีการที่เนียนซึมลึกจริงๆ รู้ตัวอีกทีผมเองก็กำลังนั่งพิมพ์ถึงความประทับใจในเทศกาลปูซานอยู่นี่ ก็ถือว่าเป็นการช่วยเขาโปรโมตเทศกาลและโปรโมตประเทศเขาไปโดยอัตโนมัติ (และโดยความเต็มใจของผู้เขียน) นี่แหละคือการฮาร์ดเซลล์แบบที่ไม่ต้องฮาร์ดเซลล์ เท่จริงพี่ ผมยอม


เรื่องและภาพ : นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์