ในบทความตอนที่ 1 ผู้เขียนได้นำเสนอข้อมูลการเปิดเสรีในประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียนไปแล้ว 3 ด้าน ได้แก่
1. การเปิดเสรีสินค้า
2. การเปิดเสรีด้านบริการ
3. การเปิดเสรีด้านการลงทุน
สำหรับในตอนที่ 2 จะนำเสนอข้อมูลในลำดับต่อไป ดังนี้

      4. การเปิดเสรีด้านการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือ ซึ่งเป็นประเด็นที่ 10 ประเทศสมาชิกให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการเปิดเสรีด้านดังกล่าวอาจทำให้แรงงานฝีมือในประเทศที่มีค่าแรงต่ำจะออกเดินทางไปยังกลุ่มประเทศที่มีค่าแรงสูงกว่าและมีการใช้ภาษาอังกฤษอย่างแพร่หลาย ซึ่งหลายฝ่ายต่างวิตกว่า การเปิดเสรีแรงงานฝีมือดังกล่าวจะทำให้แรงงานฝีมือของไทยในบางสาขาย้ายถิ่นฐานไปทำงานในประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสาขาแพทย์ วิศวกร คอมพิวเตอร์และธนาคาร ซึ่งมีค่าตอบแทนที่สูงกว่าประเทศไทยหลายเท่า อันจะส่งผลให้เกิดการขาดแคลนบุคลากรในด้านดังกล่าวในอนาคตอันใกล้ แต่หากพิจารณาถึงแรงงานไทยในภาคบริการแล้วพบว่า เป็นแรงงานที่มีโอกาสในการย้ายถิ่นฐานไปทำงานในต่างประเทศได้เป็นจำนวนมาก หากแต่มีข้อจำกัดด้านภาษาและทักษะการใช้เทคโนโลยีด้านต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ ดังนั้นการเคลื่อนย้ายแรงงานภาคบริการจึงยังมีข้อจำกัดอยู่มากสำหรับประเทศไทย


     ทั้งนี้หากพิจารณาข้อตกลงในการเคลื่อนย้ายแรงงานในอาเซียน พบว่าประเทศสมาชิก 9 ประเทศได้ลงนามร่วมกันเมื่อเดือนมกราคม 2552 ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม (ยกเว้นประเทศไทย) โดยมีการกำหนด ASEAN Mutual Recognition Agreement: MRA (ข้อตกลงยอมรับร่วมคุณสมบัตินักวิชาชีพ) โดยมีรายละเอียดดังนี้

     "ASEAN  Mutual  Recognition  Agreement (MRA)  คือ ข้อตกลงยอมรับร่วมคุณสมบัตินักวิชาชีพ  ซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับการแสวงหาจุดยอมรับร่วมกันเรื่องคุณสมบัติของผู้ทำงานด้านบริการโดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นนักวิชาชีพ เช่น  แพทย์  วิศวกร  สถาปนิก  นักบัญชี  เป็นต้น"

     สำหรับคุณสมบัติที่ประเทศสมาชิกเจรจาเพื่อหาจุดตกลงยอมรับร่วมกันก็คือ เรื่องการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นเงื่อนไขในการได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศหนึ่งๆ จากวัตถุประสงค์หลักของข้อตกลง MRA นี้คือ การช่วยให้นักวิชาชีพอาเซียนสามารถเคลื่อนย้ายเข้าไปทำงานในประเทศอาเซียนอื่นได้สะดวกมากขึ้น สามารถยื่นคำขอใบอนุญาต โดยไม่เสียเวลาตรวจสอบคุณสมบัติซ้ำจากประเทศต้นทางและประเทศปลายทาง

     ทั้งนี้ ผู้ประกอบวิชาชีพยังต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องของประเทศที่เข้าไปทำงาน เช่น การสอบ การขึ้นทะเบียน การขอใบอนุญาตทำงาน เป็นต้น ตัวอย่างเช่น นายโอม เป็นวิศวกรไทย จบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ ทำงานมาแล้ว 7 ปี และได้รับใบประกอบวิชาชีพวิศวกรรมในประเทศไทยแล้ว ตาม MRA อาเซียนเกี่ยวกับอาชีพวิศวกร นายโอม สามารถที่จะไปขอขึ้นทะเบียนเป็นวิศวกรวิชาชีพอาเซียนได้ เพื่อจะได้ไปสมัครกับสภาวิศวกรของประเทศอาเซียนอื่น (เช่น อาจเป็น สิงคโปร์) เพื่อเข้าทำงานเป็นวิศวกรต่างด้าว แต่ นายโอม ก็ยังจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบภายในของประเทศนั้น (เช่น หากสิงคโปร์กำหนดว่าต้องมีใบอนุญาตวิชาชีพวิศวกร นายโอม ก็ต้องสอบใบอนุญาตให้ได้ก่อน) ดังนั้น จะเห็นว่าข้อตกลง MRA จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบวิชาชีพในประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถมีโอกาสไปทำงานในประเทศอื่นๆ ภายในกลุ่มอาเซียนที่ได้ผลตอบแทนมากกว่าได้ง่ายขึ้น เพราะ MRA นั้นได้ช่วยลดขั้นตอนการตรวจสอบและรับรองวุฒิการศึกษาหรือความรู้ทางวิชาชีพนั้นๆ ให้แล้ว กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน 9 ประเทศ (ยกเว้นประเทศไทย)
สำหรับสาระสำคัญของ MRA ของบุคลากรวิชาชีพท่องเที่ยวแห่งอาเซียน กำหนดให้ประเทศสมาชิกพิจารณาสมรรถนะของบุคลากรในตำแหน่งต่างๆ โดยใช้คุณสมบัติ การศึกษา การฝึกอบรม และ/หรือประสบการณ์ในการทำงาน เป็นเกณฑ์พื้นฐานในการรับรองมาตรฐานของบุคลากรวิชาชีพท่องเที่ยวแห่งอาเซียน โดยมีคณะกรรมการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพการท่องเที่ยวและคณะกรรมการวิชาชีพการท่องเที่ยวแห่งชาติหรือหน่วยงานที่เท่าเทียมกันทำหน้าที่กำกับว่าผู้นั้นได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ในมาตรฐานสมรรถนะร่วมสำหรับนักวิชาชีพการท่องเที่ยวอาเซียนหรือไม่ ทั้งนี้ ผู้ผ่านการรับรองคุณสมบัติและได้รับใบรับรองมาตรฐานวิชาชีพดังกล่าวมีสิทธิในการเดินทางไปทำงานในประเทศสมาชิกอาเซียนได้ แต่ยังต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องของประเทศที่เข้าไปทำงานด้วย (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา: 2554) ทั้งนี้เพื่อ

     1. อำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายบุคลากรด้านการท่องเที่ยวภายในอาเซียน โดยมีการพิจารณาการกำหนดคุณสมบัติหรือสมรรถนะวิชาชีพการท่องเที่ยว

     2. แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านการศึกษาที่มุ่งเน้นศักยภาพและการฝึกอบรมสำหรับบุคลากรด้านการท่องเที่ยวเพื่อให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล

     3. เพื่อจัดหาโอกาสสำหรับความร่วมมือและการพัฒนาศักยภาพในประเทศสมาชิกอาเซียน

     โดยมุ่งเน้นให้บุคลากรทางการท่องเที่ยวจะมีโอกาสในการทำงานมากขึ้นในกลุ่มประเทศอาเซียนและคณาจารย์ บุคลากรจากภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมตามสมรรถนะด้านการท่องเที่ยว การจัดทำมาตรฐานท่องเที่ยวให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ตลอดจนแรงงานไทยที่ต้องการทำงานในภูมิภาคอาเซียนที่เกี่ยวข้องกับสาขาอาชีพด้านการท่องเที่ยว เช่น ทำงานด้านการบริการอาหารและเครื่องดื่ม ทำงานด้านตัวแทนนำเที่ยว  ทำงานด้านการต้อนรับ รวมถึงนักลงทุนด้านการท่องเที่ยวในกลุ่มภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย

     ทั้งนี้ กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน 9 ประเทศ คาดหวังว่า MRA on Tourism Professionals จะเป็นการเพิ่มขึ้นของคู่แข่งจากประเทศสมาชิกอาเซียนที่เข้ามาแย่งงานในประเทศไทยทั้งในด้านการบริการ การอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การลงทุน ทั้งบุคลากรด้านการท่องเที่ยวของไทยมีข้อด้อยเรื่องภาษาต่างประเทศ ซึ่งอาจเสียเปรียบคู่แข่งจากประเทศอื่นได้ โดยที่ ASEAN Common Competency Standard for Tourism Professionals (ACCSTP) ได้มีการกำหนดสมรรถนะขั้นพื้นฐานของบุคลากรที่ประกอบวิชาชีพด้านการท่องเที่ยวไว้ 2 สาขา ครอบคลุม 6 กลุ่ม รวม 32 ตำแหน่ง ได้แก่

     1. สาขาโรงแรมและที่พัก (Hotel and Accommodation Service) แบ่งเป็น
     1.1 Front Office ครอบคลุมตำแหน่ง Front Office Manager, Front Office Supervisor, Receptionist, Telephone Operator และ Bell Boy
     1.2 House Keeping ครอบคลุมตำแหน่ง Executive Housekeeper, Laundry Manger, Floor Supervisor, Laundry Attendant, Room Attendant และ Public Area Cleaner
     1.3 Food Production ครอบคลุมตำแหน่ง Executive Chef, Demi Chef, Commis Chef, Chef de Partie, Commis Pastry, Baker และ Butcher
     1.4 Food and Beverage ครอบคลุมตำแหน่ง Food and Beverage Director, Food and Beverage Manager, Head Waiter, Bartender และ Waiter

     2. สาขาบริการการเดินทาง (Travel Services)
     2.1 Travel Agencies ครอบคลุมตำแหน่ง General Manager, Assistant General Manager, Senior Travel Consultant และ Travel Consultant
     2.2 Tour Operation ครอบคลุมตำแหน่ง Product Manager, Sales & Marketing Manager, Credit Manager, Ticketing Manager และ Tour Manager

     ทั้งนี้ การกำหนดมาตรฐานแรงงานฝีมือด้านการท่องเที่ยวและการบริการนั้น ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการรับรองบุคลากรวิชาชีพท่องเที่ยว คณะกรรมการบุคลากรวิชาชีพท่องเที่ยวแห่งชาติ และคณะกรรมการกำกับติดตามเรื่องบุคลากรวิชาชีพท่องเที่ยวแห่งอาเซียน ซึ่งเป็นกลไกหลักภายใต้ ASEAN MRA โดยมีรายละเอียด สรุปได้ดังนี้

     1. คณะกรรมการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพด้านการท่องเที่ยว (Tourism Professional Certification Board: TPCB) ประกอบด้วย คณะกรรมการของรัฐและ/หรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายอำนาจจากรัฐบาลของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งรับผิดชอบในการประเมินและการรับรองคุณวุฒิของบุคลากรวิชาชีพการท่องเที่ยวเป็นหลัก

     2. คณะกรรมการวิชาชีพการท่องเที่ยวแห่งชาติ  (National  Tourism  Professional  Board: NTPB ) ประกอบด้วย  ผู้แทนจากภาครัฐและภาคเอกชน  รวมทั้งนักวิชาการ และผู้มีส่วนร่วมด้านการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง  โดยองค์กรการท่องเที่ยวแห่งชาติของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นผู้คัดเลือก  ซึ่งรับผิดชอบในเรื่องการกำหนดและปรับปรุงกลไกที่จำเป็นเพื่อให้สามารถดำเนินการตาม MRA on Tourism  Professionals  ตลอดจนอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด และการพัฒนาการท่องเที่ยวที่มีอยู่โดยปรับปรุงหลักสูตรและสมรรถนะด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคให้กลมกลืน

     3. คณะกรรมการกำกับติดตามเรื่องบุคลากรวิชาชีพท่องเที่ยวแห่งอาเซียน (ASEAN Tourism Monitoring Committee) ซึ่งมีหน้าที่ดูแลและกำกับการพิจารณาคุณสมบัติของแรงงานฝีมือในด้านการท่องเที่ยวและการบริการ ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวระดับชาติ (NTOs) และคณะกรรมการบุคลากรวิชาชีพท่องเที่ยวแห่งชาติ (NTPBs) โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องคือ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

     ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ในคณะกรรมการทั้ง 3 ชุดดังกล่าว ไม่มีผู้แทนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมเป็นคณะกรรมการหรือคณะทำงาน หากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะมอบหมายให้ตัวแทนจากสถาบันบุคลากรการท่องเที่ยว สังกัดสำนักงานปลัด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นผู้แทนในฐานะหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวระดับชาติ (NTOs) เท่านั้น

     5. การเปิดเสรีด้านเงินทุน ปัจจุบันยังไม่มีการเผยแพร่หรือรายงานความคืบหน้าในรายละเอียดของการเปิดเสรีที่ชัดเจน แต่ได้มีการตกลงกันในเบื้องต้นว่า จะเร่งพัฒนาตลาดทุนร่วมกันจนนำไปสู่การรวมกันของตลาดทุนในอาเซียนและยินยอมให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนโดยเสรีในทุกด้าน ทั้งการค้าสินค้า การค้าบริการ การเคลื่อนย้ายการลงทุน แรงงานและเงินทุน ทั้งนี้ ภายใต้ข้อตกลงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีแนวโน้มที่ไทยจะดำเนินนโยบายการค้ากับประเทศในภูมิภาคมากขึ้น สวนทางกับประเทศตลาดหลักที่จะเริ่มลดบทบาทลง ขณะที่การเปิดเสรีด้านการบริการจะส่งผลให้การแข่งขันในภาคบริการรุนแรงขึ้น ซึ่งจะช่วยพัฒนาและเพิ่มบทบาทของภาคบริการให้เข้ามามีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น

     หากพิจารณากลุ่มเจรจาว่าด้วยเรื่องการค้าบริการใน World Trade Organization: WTO ซึ่งได้จัดทำ Services Sectoral Classification List ขึ้น เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการเจรจาทำข้อผูกพันการเปิดตลาดการค้าบริการ โดยแยกเป็นสาขาย่อยของบริการที่มีการค้าระหว่างประเทศนั้นครอบคลุม 12 สาขา ดังนี้ 1. บริการธุรกิจ 2. บริการด้านการสื่อสาร 3. บริการด้านการก่อสร้าง 4. บริการด้านการจัดจำหน่าย 5. บริการด้านการศึกษา 6. บริการด้านการเงิน 7. บริการด้านสิ่งแวดล้อม 8. บริการด้านสุขภาพและสังคม 9. บริการด้านการเดินทางและท่องเที่ยว 10. บริการด้านนันทนาการ 11. บริการด้านการขนส่ง และ 12. บริการด้านอื่นๆ (รวมถึงสปา และความงาม)

     ทั้งนี้ หากพิจารณาถึงความตกลงด้านการค้าบริการโดยทั่วไปจะกำหนดให้สมาชิกจะต้องลดหรือยกเลิกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าบริการ ใน 2 ลักษณะคือ ข้อจำกัดในการเข้าสู่ตลาดบริการ (Limitation to Market Access) และข้อจำกัดในการให้การปฏิบัติเยี่ยงคนในชาติ (Limitation to National Treatment) ซึ่งข้อจำกัดทั้ง 2 ประเภทดังกล่าวที่ใช้เป็นมาตรการกีดกันที่ต้องลดหรือยกเลิกมีลักษณะดังนี้

     1. การจำกัดจำนวนผู้ให้บริการ เช่น การกำหนดโควตา การผูกขาดหรือเงื่อนไขที่เกี่ยวกับการทดสอบความจำเป็นทางเศรษฐกิจ (Economic Needs Test) เช่น การออกใบอนุญาตสำหรับการจัดตั้งศูนย์การค้ารายใหม่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของประชากรท้องถิ่นด้วย

     2. ข้อจำกัดเกี่ยวกับมูลค่ารวมของธุรกรรมการค้าบริการ หรือสินทรัพย์ในรูปของโควตาหรือเงื่อนไขเกี่ยวกับการทดสอบความจำเป็นทางเศรษฐกิจ เช่น จำกัดมูลค่าธุรกรรมของสาขาของธนาคารต่างชาติ ต้องไม่เกินร้อยละที่จำกัดของทรัพย์สินในประเทศเจ้าภาพทั้งหมดในทุกสาขารวมกัน เป็นต้น

     3. ข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนทั้งหมดของการประกอบการ หรือปริมาณผลผลิตที่ได้จากบริการ หรือเงื่อนไขเกี่ยวกับการทดสอบความจำเป็นทางเศรษฐกิจ เช่น การจำกัดจำนวนภาพยนตร์ต่างชาติที่เข้าฉาย เป็นต้น

     4. ข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนทั้งหมดของบุคคลธรรมดา ที่ว่าจ้างในสาขาบริการใดโดยเฉพาะในรูปของโควตาหรือเงื่อนไขการทดสอบความจำเป็นทางเศรษฐกิจ เช่น จำกัดจำนวนร้อยละของแรงงานต่างชาติในบริษัทต่างๆ เป็นต้น

     5. มาตรการซึ่งจำกัดหรือกำหนดประเภทเฉพาะของการจัดตั้งหน่วยธุรกิจ เช่น กำหนดว่าต้องมีการร่วมทุนกับคนในชาติจึงจะสามารถจัดตั้งธุรกิจประเภทต่างๆ ได้

     6. ข้อจำกัดในการเข้าร่วมทุนของคนต่างชาติในรูปของการจำกัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติ เช่น สัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติในธุรกิจโทรคมนาคมในประเทศเจ้าภาพต้องไม่เกินร้อยละ 49 เป็นต้น

     ทั้งนี้ยังมีการกำหนดข้อจำกัดในการให้การปฏิบัติเยี่ยงคนในชาติ (Limitation to National Treatment) หมายถึง การให้การปฏิบัติต่อบริการหรือผู้ให้บริการต่างชาติทัดเทียมกับคนในชาติเจ้าภาพ ดังนั้น ข้อจำกัดในการให้การบริการเยี่ยงคนในชาติมักเป็นระเบียบที่มีการเลือกปฏิบัติ คือ ให้การปฏิบัติต่อต่างชาติด้อยกว่าคนในชาติของตน เช่น กรณีที่รัฐบาลให้การอุดหนุนเฉพาะกลุ่มธุรกิจหรือผลผลิตของคนในชาติ หรือการกำหนดเงื่อนไขให้บริษัทต่างชาติต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีและประสบการณ์ของตนแก่คนในชาติเจ้าภาพ เป็นต้น

     นอกจากนี้ ในปี 2550 อาเซียนได้จัดทำแผนงานเชิงบูรณาการด้านเศรษฐกิจต่างๆ เพื่อให้เห็นการดำเนินงานในภาพรวมที่จะนำไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจที่ชัดเจน แผนงานนี้เรียกว่า “พิมพ์เขียวว่าด้วยการดำเนินงานไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน “ หรือ “ASEAN Economic Blueprint” AEC Blueprint เป็นตัวกำหนดกรอบและกิจกรรมที่จะทำให้อาเซียนบรรลุเป้าหมายการเป็นประชาคมเศรษฐกิจภายในปี 2558 ซึ่งเปรียบเสมือนกับพิมพ์เขียวที่แสดงองค์ประกอบและโครงสร้างต่างๆ ในขั้นตอนสร้างบ้าน แผนงานนี้ยังถือเป็นพันธสัญญาระหว่างประเทศสมาชิกที่จะผูกพัน ดำเนินการเพื่อไปสู่เป้าหมายร่วมกันสาระสำคัญของ AEC Blueprint โดยสังเขป คือ การเร่งรัดการดำเนินการเปิดเสรีด้านการค้าสินค้า ภาคบริการ และการลงทุน ที่อาเซียนดำเนินการอยู่แล้ว ได้แก่ ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA), ความตกลงอาเซียนด้านการค้าบริการ (AFAS) และความตกลงอาเซียนว่าด้วยเขตการลงทุนอาเซียน (AIA)  โดยการกำหนดเป้าหมายและระยะเวลาการดำเนินการให้อาเซียนเป็นตลาดเดียวและฐาน การผลิตร่วมกัน  โดยการลดภาษีศุลกากร และมาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NTBs) รวมทั้งการเปิดเสรีภาคบริการ และการลงทุนภายในอาเซียนภายในปี 2558 (2015) รวมทั้งเป้าหมายการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของอาเซียน การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมกันระหว่างประเทศสมาชิกและการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลกอย่างสมบูรณ์ ปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียนกำลังอยู่ระหว่างการปฏิบัติตาม AEC Blueprint ดังกล่าว โดยที่ประธานกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้มีมติเห็นชอบการจัดตั้ง คณะอนุกรรมการดำเนินการตามแผนงานไปสู่การเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์ทำหน้าที่ประธานคณะอนุกรรมการและเลขานุการ แบ่งการดำเนินงานออกเป็นคณะทำงานในด้านต่างๆ ดังนี้

     1. คณะทำงานด้านการค้าสินค้า ประกอบด้วย กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมศุลกากร สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมป่าไม้ สำนักงานกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กรมวิชาการเกษตร สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรมการค้าต่างประเทศ กรมการค้าภายใน กรมส่งเสริมการส่งออก สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

     2. คณะทำงานด้านการค้าบริการ ประกอบด้วย กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ คณะกรรมการการค้าบริการ สาขาการขนส่ง คณะทำงานพิจารณาการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการบิน คณะกรรมการการค้าสินค้าและบริการสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (คณะทำงานย่อยด้านการค้าบริการ สาขาบริการสุขภาพ สาขาการท่องเที่ยว สาขาการศึกษา สาขาบริการธุรกิจ) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมส่งเสริมการส่งออก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

     3. คณะทำงานด้านการลงทุน ประกอบด้วย กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กรมอาเซียน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

     4. คณะทำงานด้านการพัฒนาตลาดทุนและการเคลื่อนย้ายเงินทุน ประกอบด้วย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง กรมสรรพากร กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กรมอาเซียน ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลาดตราสารหนี้ บริษัทตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) สมาคมตราสารหนี้ไทย สมาคมบริษัทจัดการลงทุน สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ สำนักนโยบายการออมและการลงทุน สำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและระหว่างประเทศ

     5. คณะทำงานด้านการเคลื่อนย้ายบุคลากร ประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมการกงสุล กรมอาเซียน กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมการจัดหางาน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

     6. คณะทำงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน (ขนส่ง ICT พลังงานและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์) ประกอบด้วย กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม กรมการขนส่งทางบก กรมทางหลวง กรมการขนส่งทางอากาศ กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงพลังงาน การรถไฟแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

     7. คณะทำงานเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถ ประกอบด้วย กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรมส่งเสริมการส่งออก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการค้าต่างประเทศ กรมการค้าภายใน กรมทรัพย์สินทางปัญญา

     8. คณะทำงานเพื่อลดช่องว่างการพัฒนา ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานความร่วมมือการพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน กรมศุลกากร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

     หากพิจารณาจะพบว่า หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวมีส่วนร่วมให้ความเห็นและพิจารณาในคณะทำงานด้านการเคลื่อนย้ายบุคลากรเพียงคณะเดียวเท่านั้น โดยที่คณะอนุกรรมการดำเนินการตามแผนงานไปสู่การเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้มอบหมายให้สำนักปลัด กระทวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นผู้แทนในฐานะกรรมการร่วมพิจารณาเท่านั้น

 

AEC Latest Update 

     เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ลงนามในข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรวิชาชีพด้านการท่องเที่ยวอาเซียน (Mutual Recognition for ASEAN Tourism Professional : MRA) โดยพิธีลงนามดังกล่าวจัดขึ้น ณ โรงแรมเซ็นทราแกรนด์ แอท เซ็นทรัล ลาดพร้าว โดยมี ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน และผู้แทนจากสถานทูตของประเทศสมาชิกอาเซียนประจำประเทศไทยร่วมเป็นสักขีพยาน

     ข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรวิชาชีพด้านการท่องเที่ยวอาเซียนมีขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายผู้ประกอบวิชาชีพด้านการท่องเที่ยว และแรงงานฝีมือได้อย่างเสรี เป็นประโยชน์ในการฝึกฝนและการศึกษาที่เน้นพัฒนาสมรรถนะสำหรับนักวิชาชีพการท่องเที่ยว และเพื่อเปิดโอกาสให้มีความร่วมมือ และการพัฒนาศักยภาพของวิชาชีพท่องเที่ยวระหว่างรัฐสมาชิกอาเซียน ทั้งนี้สิทธิในการประกอบอาชีพในประเทศผู้รับจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายและข้อบังคับของประเทศผู้รับ



อ้างอิง
1 Mr. Vatcharis. (2011). ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC). สืบค้นเมื่อ 27 มกราคม 2555. WIGI LOG, เว็บไซต์ http://www.thailog.org
2.สำนักการค้าบริการและการลงทุน (2554). กฎบัตรอาเซียน. สืบค้นเมื่อ 20 มกราคม 2555. กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ. เว็บไซต์ www.dtn.moc.go.th/

เรียบเรียง : วัชรกฤต แย้มโอฐ