ณ วันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า การที่ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2015 ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจและสังคมไทยให้พัฒนาก้าวไกล หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจึงพยายามช่วยกันเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศต่าง ๆ ในประชาคมอาเซียน   เพื่อให้คนไทยรู้จักและพร้อมจะเข้าร่วมกับเพื่อน ๆ เหล่านั้นเพื่อให้พวกเราก้าวหน้าไปด้วยกัน

     อย่างไรก็ตาม ข้อมูลความรู้ต่าง ๆ เกือบทั้งหมดจำกัดอยู่เพียงพื้นแผ่นดิน แทบไม่มีการพูดถึงท้องทะเลของอาเซียน ทั้งที่ทะเลแห่งนี้ถือว่าเป็นอันดับหนึ่งในโลกในหลายด้าน และผู้คนหลายร้อยล้านคนในภูมิภาคนี้ ล้วนใช้ประโยชน์จากท้องทะเลที่ยิ่งใหญ่ร่วมกัน ครั้งนี้ผมจึงอยากพาพวกเราไปรู้จักกับทะเลอาเซียน

สภาพทั่วไป
     สมาชิกในประชาคมอาเซียนมีทั้งหมด 10 ชาติ ในจำนวนนี้ มีเพียงประเทศลาวที่ไม่มีทะเล ที่เหลืออีก 9 ชาติล้วนมีชายฝั่งติดทะเล คิดเป็นระยะทางรวมกันประมาณ 110,000 กิโลเมตร ยาวกว่าเส้นรอบวงโลกเกือบ3 เท่า (เส้นรอบวงโลกประมาณ 40,000 กิโลเมตร) หรือเท่ากับ 5.5 เท่าของความยาวชายฝั่งประเทศสหรัฐอเมริกา (20,000 กิโลเมตร)

     ในจำนวนนี้ ประเทศอินโดนีเซียมีชายฝั่งยาวไกลมากที่สุด (55,000 กิโลเมตร ถือเป็นอันดับ 2 ของโลก) รองลงมาคือประเทศฟิลิปปินส์ (36,000 กิโลเมตร อันดับ 4) ประเทศมาเลเซีย (4,675 กิโลเมตร อันดับ 29)ประเทศเวียดนาม (3,400 กิโลเมตร อันดับ 33) ประเทศไทย (3,200 กิโลเมตร อันดับ 34) และประเทศเมียนมาร์ (1,900 กิโลเมตร อันดับ 54)

     ตามชายฝั่งที่ยาวไกลขนาดนี้ เป็นที่ตั้งของเกาะแก่งจำนวนมหาศาล บางประเทศในเขตอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ถือเป็นประเทศที่เป็นเกาะ (Island Country) เมื่อนับจำนวนเกาะของทั้งภูมิภาครวมกัน คิดเป็นตัวเลขมากกว่า 30,000 เกาะ มากกว่าจำนวนเกาะในมหาสมุทรแอตแลนติกและมหาสมุทรอินเดีย ประเทศอินโดนีเซียมีเกาะมากที่สุด (18,000 เกาะ อันดับ 1 ของโลก) รองลงมาคือประเทศฟิลิปปินส์ (8,900 เกาะ อันดับ 2 ของโลก) ตามด้วยเมียนมาร์ที่มีเกาะมากกว่า 1,000 เกาะ (ยังไม่มีการนับจำนวนแน่นอน)ถัดมาคือไทยและมาเลเซีย มีเกาะใกล้เคียงกัน ประมาณเกือบ 1,000 เกาะต่อประเทศ ตามด้วยเวียดนามและประเทศอื่น ๆ ที่เหลือ

     ทะเลของประชาคมอาเซียนตั้งอยู่ในเขตร้อน ตามหลักทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว ทะเลเขตร้อนเป็นบริเวณที่มีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตสูงกว่าทะเลเขตอบอุ่นและทะเลเขตหนาวเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ทะเลอาเซียนยังอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า “เขตอินโด-แปซิฟิก” หรือเขตเชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ พบว่าทะเลเขตนี้มีความหลากหลายสูงที่สุดในโลก สูงกว่าทะเลเขตร้อนในภูมิภาคอื่นใด ทำให้ทะเลของอาเซียนไม่เพียงใหญ่โตมโหฬาร ที่นี่ยังเป็นทะเลที่อุดมสมบูรณ์เป็นอันดับหนึ่ง

     ตลอดเวลายาวนาน นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลพยายามทำการศึกษาทะเลของภูมิภาคอาเซียน อย่างไรก็ตาม เราสำรวจค้นพบเพียงน้อยนิด เมื่อเทียบกับทรัพยากรมหาศาลของทะเลแห่งนี้ ข้อมูลจากการสำรวจยืนยันความสำคัญของทะเลอาเซียนหลายประการ เช่น ทะเลอาเซียนเป็นบริเวณที่มีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในแนวปะการังสูงสุด (เขต Coral Triangle) สิ่งมีชีวิตในบริเวณนี้มีจำนวนชนิดมากกว่าสิ่งมีชีวิตในแนวปะการังเขตอื่นใดของโลกรวมกัน การสำรวจทุกครั้งรายงานการค้นพบสิ่งมีชีวิตในทะเลชนิดใหม่ ๆ เสมอ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ยังมีสิ่งมีชีวิตอีกเป็นจำนวนมากที่เรายังไม่เจอ อาศัยอยู่ในทะเลแห่งนี้

     ทะเลอาเซียนคือทะเลแห่งความลึกลับ นี่คือข้อความที่เป็นจริง นอกจากเกาะต่าง ๆ ไม่ตํ่ากว่า 3,000 เกาะที่ไม่เคยมีมนุษย์อาศัยอยู่ (นับเฉพาะอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ประเทศอื่นไม่มีข้อมูล) ยังรวมถึงทะเลที่ลึกสุดขั้ว เช่น ร่องลึกฟิลิปปินส์ (Philippines Trench) ความลึกสูงสุดถึง 10,540 เมตร จัดเป็นจุดลึกที่สุดในทะเลอาเซียน และเป็นจุดที่ลึกที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก ความลึกดังกล่าวมากพอที่จะหย่อน ภูเขาเอเวอเรสต์ลงไปในร่องทั้งหมด (Everest สูง 8,848 เมตร หย่อนลงไปแล้วยังเหลืออีกตั้งเกือบ 2 กิโลเมตร)

     ในพื้นที่กว้างใหญ่และลึกสุดขั้วเหล่านี้ นอกจากมีสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ที่รอการสำรวจ ยังเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ดึกดำบรรพ์ เช่น ปลาซีลาคานธ์ ปลาที่เชื่อว่าสูญพันธุ์ไปเมื่อ 50 ล้านปีก่อน แต่มีการค้นพบอีกครั้งที่ทวีป แอฟริกา และเมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบปลาซีลาคานธ์ที่ประเทศอินโดนีเซีย !

     กล่าวโดยสรุป น่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่งว่า ทำไมทะเลที่กว้างใหญ่เช่นนี้ อุดมสมบูรณ์เช่นนี้ ลึกลับเช่นนี้ กลับไม่เป็นที่รู้จักเท่าที่ควร และยิ่งน่าแปลกใจเมื่อคิดว่า เราใช้ประโยชน์จากทะเลแห่งนี้มากมายมหาศาลเพียงไร

การใช้ประโยชน์
     จากประชากรอาเซียนกว่า 570 ล้านคน มากกว่าครึ่งหนึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณชายฝั่งทะเล เมืองหลวง ของเกือบทุกประเทศ เช่น บันดาร์เสรีเบกาวัน (บรูไน) สิงคโปร์ จาการ์ตา มะนิลา กัวลาลัมเปอร์ และกรุงเทพฯ ล้วนอยู่ติดหรือใกล้ทะเล สำหรับประเทศที่เมืองหลวงไม่ติดทะเล จะมีเมืองท่าขนาดใหญ่อยู่ในบริเวณชายฝั่ง เช่น โฮจิมินห์ (เวียดนาม) ย่างกุ้ง(เมียนมาร์) กล่าวได้ว่า 7 เมืองที่มีประชากรสูงสุดของอาเซียน ทุกเมืองล้วนอยู่ใกล้ทะเล ข้อมูลนี้ชี้ชัดถึงการใช้ประโยชน์จากชายฝั่งและท้องทะเลในด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาชุมชนเมือง

     เมื่อพิจารณาในด้านอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรมเกือบทั้งหมดของภูมิภาคอยู่ติดชายฝั่ง ยังหมายถึงแหล่งพลังงานฟอสซิลจำนวนมหาศาล เช่น แหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ในเมียนมาร์ ในมาเลเซีย ในเวียดนาม หรือแหล่งนํ้ามันดิบในบรูไนและในอินโดนีเซีย หลุมเจาะที่สำคัญทั้งหมดอยู่ในทะเล มิใช่บนแผ่นดิน

     ประชาคมอาเซียนมุ่งเน้นการส่งออกสินค้าเพื่อนำรายได้เข้าประเทศ การส่งออกดังกล่าวเกือบทั้งหมดเป็นการขนส่งทางทะเล หลายท่านอาจไม่ทราบว่า ช่องแคบมะละกาคือบริเวณที่มีการเดินเรือสินค้าหนาแน่นที่สุดในโลก ยังหมายถึงสิงคโปร์ที่เป็นเมืองท่าทางทะเลใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อรวมกับเมืองท่าทางทะเลแห่งอื่น ๆ เช่น แหลมฉบังของไทย ไฮฟองของเวียดนาม ฯลฯ ร่วมกับเมืองท่าและท่าเรือนํ้าลึกแห่งใหม่ที่จะพัฒนาขึ้นมา เช่น ท่าเรือนํ้าลึกทวาย จะยิ่งทำให้ประชาคมอาเซียนมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในด้านการคมนาคมขนส่งทางทะเล จนกลายเป็น ฮับ (Hub) ทางทะเลของโลกได้อย่างไม่ยาก

     เมื่อดูจากความจริงข้อนี้ การพัฒนาเมือง การพัฒนาอุตสาหกรรม การพลังงาน และการขนส่งของภูมิภาคอาเซียน ไม่มีทางแยกออกจากทะเลได้

     คราวนี้เราลองพิจารณาด้านการท่องเที่ยว พื้นที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของอาเซียน เกือบทั้งหมดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล เช่น ภูเก็ต บาหลี (อินโดนีเซีย) สิปาดัน (มาเลเซีย) ฮาลองเบย์ (เวียดนาม) ฯลฯ นับวันแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้จะยิ่งทวีความสำคัญ จนกลายเป็นจุดหมายปลายทางของคนทั่วโลก ยังหมายถึงแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ ๆ จากหาดทรายนับแสนแห่ง จากอ่าวนับหมื่นแห่ง จากแนวปะการังหลายหมื่นตารางกิโลเมตร ฯลฯ ที่จะทำให้ประชาคมอาเซียนกลายเป็นเขตที่มีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทางทะเลใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

     อีกสิ่งหนึ่งที่ละเลยไม่ได้ คือการใช้ประโยชน์ด้านการประมงและการเพาะเลี้ยงชายฝั่ง ประชาคมอาเซียนเป็นครัวอาหารทะเลของโลกมาเนิ่นนาน โดยมีประเทศไทยเป็นหัวหอกในการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์นํ้าติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกมาหลายสิบปี เมื่อรวมกับผลผลิตจากประเทศอื่น ๆ ที่พัฒนาการประมงและการเพาะเลี้ยงขึ้นมาภายหลัง เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย จะทำให้คนทั้งโลกต้องพึ่งพาอาหารทะเลจากประชาคมอาเซียน ตั้งแต่ปลาทูน่ากระป๋องไปจนถึงกุ้งเทมปุระ

     คนไทยใช้ประโยชน์จากทะเลไทยมาเนิ่นนาน แต่สิ่งหนึ่งที่เราอาจไม่ทราบ คือเพื่อน ๆ ของเรา ผู้คนในประชาคมอาเซียน ใช้ประโยชน์จากทะเลไม่ยิ่งหย่อนกว่าพวกเรา เพราะฉะนั้น เมื่อนำทุกอย่างมารวมกัน เราจะเห็นว่า ทะเลมีความสำคัญต่อประชาคมอาเซียนในทุกด้าน จนอาจกล่าวได้ว่า ประชาคมอาเซียนจะไม่มีทางเจริญรุ่งเรืองพัฒนาได้ หากปราศจากการใช้ประโยชน์จากทะเล

     ปัญหาสำคัญมีอยู่ประการเดียว เราใช้ทะเลของเราอย่างยั่งยืนหรือเปล่า ? เราใช้ทะเลของเราอย่างรอบคอบแล้วหรือยัง ?

ผลกระทบ
     ความเจริญนำข้อดีมาหลายด้าน ทั้งสภาพความเป็นอยู่ สุขอนามัย การศึกษา ฯลฯ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาที่ไม่รอบคอบ ทำร้ายธรรมชาติ ทำให้ทรัพยากรร่อยหรอ ทำให้ท้องทะเลเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาวะโลกร้อน ในยามที่ภัยพิบัติเกิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหง ที่ใดซึ่งธรรมชาติเสื่อมโทรม ย่อมปราศจากเกราะคุ้มกัน ที่แห่งนั้นย่อมได้รับผลกระทบมหาศาล

      การใช้ประโยชน์จากท้องทะเลในยุคแรกของประเทศในอาเซียน เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หลายต่อหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่น่าเกิด เช่น ประเทศไทยสูญเสียพื้นที่ป่าชายเลนมากกว่าครึ่งเพราะการทำนากุ้งแบบไม่รับผิดชอบ เกิดปัญหามลพิษในอ่าวหลายแห่งของอินโดนีเซีย แนวปะการังในฟิลิปปินส์ถูกระเบิดปลา การปล่อยนํ้าเสียจากแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าในเวียดนาม ฯลฯ ผลกระทบเหล่านั้นยังเป็นเสมือนรอยแผลของทะเลอาเซียน

      การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน จะทำให้พวกเราได้เรียนรู้ร่วมกัน มีโอกาสแลกเปลี่ยนแนวทางและประสบการณ์ ในกรณีศึกษาที่เลวร้าย ในแนวทางที่ช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าวได้ ในการศึกษาวิจัยทางวิชาการเพื่อให้รู้ซึ้งถึงคุณค่าของท้องทะเล การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เป็นห่วงสิ่งแวดล้อม การพัฒนาการท่องเที่ยวทางทะเลที่ยั่งยืนและก่อให้เกิดการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นที่พอทราบ ในพวกเราชาวอาเซียน แต่เมื่อเรารวมตัวกัน ช่วยกันคิด ช่วยกันเรียนรู้ ช่วยกันทำ ผลที่เกิดขึ้นย่อมยิ่งใหญ่ เป็นพลังสำคัญที่จะผลักดันให้อาเซียนก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคของการใช้ท้องทะเล สมบัติอันดับหนึ่งของอาเซียน อย่างชาญฉลาดและยั่งยืน

สรุป
     ผมเคยนำเรื่องทะเลอาเซียนไปพูดหลายต่อหลายครั้งในวงเสวนาหลายต่อหลายแห่ง ทุกครั้งมีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก มีผู้อยากรู้เรื่องราวอื่น ๆ อีกมากมายเพื่อนำไปต่อยอด น่าเสียดายที่ผมไม่มีเวลาพอรวบรวมความรู้เหล่านั้นอย่างจริงจัง

     จนมาถึงวันนี้ เมื่อนั่งลงหาข้อมูลมาเขียนเรื่องทะเลอาเซียน ผมได้เรียนรู้หลายเรื่องไปพร้อมกับคุณผู้อ่าน ยิ่งเขียนไป ผมยิ่งตกใจ ไม่น่าเชื่อว่าทะเลอาเซียนยิ่งใหญ่ปานนี้ และยิ่งน่าตกใจว่า เหตุใดเราจึงละเลยเรื่องนี้มาเป็นเวลานาน แทบไม่มีใครกล่าวถึง แทบไม่มีใครให้ความสำคัญ กับทะเลยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้...เชียวหรือ

     ผมดีใจเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสเขียนบทความนี้ และตั้งใจแน่นอนว่า นอกจากนำความรู้ที่ได้จากการค้นคว้าเหล่านี้ ไปใช้ในการเรียนการสอนของวิชาที่ผมรับผิดชอบในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้นิสิตได้เข้าใจและเตรียมพร้อมในการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน ผมยังยินดีหากมีโอกาสในการเผยแพร่ความรู้เรื่องนี้ในแนวทางอื่น ๆ

     เพราะเมื่อผมเขียนมาจนถึงย่อหน้าสุดท้าย ผมมั่นใจ อาเซียนมีทะเลยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และเราจะอยู่รอดหรือไม่ จะรุ่งโรจน์ดังที่ทุกคนฝันหรือเปล่า ขึ้นอยู่กับว่า เราเข้าใจทะเลแห่งนี้ลึกซึ้งแค่ไหน

     เรามีสมบัติที่คนทั้งโลกต้องอิจฉา จึงเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องอนุรักษ์มรดกอันดับหนึ่งแห่งโลกสีครามไว้ เพื่อเป็นแหล่งทำมาหากินของลูกหลานของพวกเราต่อไป...ชั่วกาล

     หมายเหตุ – ตัวเลขต่าง ๆ ที่ใช้ในบทความนี้ อ้างอิงจากเว็บไซต์ Wikipedia


 

เรื่อง : ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.