ในวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ประเทศไทยก็จะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ ASEAN Economic Community ภายใต้แนวคิด One Vision, One Identity, One Community ซึ่งมีเป้าหมายที่จะสร้างอาเซียนให้เป็นตลาดเดียวและฐานการผลิตร่วมกัน โดยจะมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือและเงินทุน อย่างมีเสรีมากขึ้น

     บทความนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลในประเด็นหลัก ได้แก่ ภาพรวมของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) การเตรียมความพร้อมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเพื่อรองรับโอกาสบนความท้าทาย และยุทธศาสตร์ของ ททท. กับการก้าวสู่ AEC

ความเป็นมาของ AEC
     จากที่ผู้นำอาเซียนได้ลงนามปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมือในอาเซียนฉบับที่ 2 (Bali Concord II) เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2546 เพื่อประกาศจัดตั้งประชาคมอาเซียน (ASEAN Community: AC) ภายในปี 2563 โดยสนับสนุนการรวมตัวและความร่วมมืออย่างรอบด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม ซึ่งประชาคมอาเซียนประกอบด้วย 3 ประชาคมหลัก ได้แก่ 1. ประชาคมการเมือง (ASEAN Political Security Community: APSC) 2. ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) 3. ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community : ASCC) 

     ต่อมาในปี 2550 อาเซียนได้ประกาศปฏิญญาเซบูว่าด้วยการเร่งรัดการจัดตั้งประชาคมอาเซียน เพื่อจัดตั้งประชาคมอาเซียนให้เร็วขึ้นจากกำหนดการที่ตั้งไว้แต่เดิมจากปี 2563 เป็นปี 2558

     อาเซียนได้กำหนดยุทธศาสตร์การก้าวไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ใน 4 ด้าน คือ
     1. เป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน โดยจะมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานมีฝีมือ และเงินทุนอย่างมีเสรีมากขึ้น
     2. เป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงโดยมีองค์ประกอบหลัก ได้แก่ นโยบายการแข่งขัน การคุ้มครองผู้บริโภค สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (การเงิน การขนส่ง เทคโนโลยีสารสนเทศ และพลังงาน) มาตรการด้านภาษี และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
     3. เป็นภูมิภาคที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน โดยให้มีการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อลดช่องว่างจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ให้ทุกประเทศได้รับประโยชน์ร่วมกัน
     4. เป็นภูมิภาคที่มีการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก โดยเน้นการดำเนินมาตรการจัดทำเขตการค้าเสรี (Free Trade Area–FTA) และหุ้นส่วนเศรษฐกิจ (Closer Economic Partnership–CEP)กับประเทศนอกภูมิภาค ปัจจุบันอาเซียนมีการจัดทำเขตการค้าเสรี กับ 4 ประเทศ ได้แก่ จีน เกาหลี อินเดีย อาเซียน-ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ และการจัดทำหุ้นส่วนเศรษฐกิจ 1 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น

     ยุทธศาสตร์ที่สำคัญและส่งผลต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยตรงและทันที ได้แก่ ยุทธศาสตร์การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน ซึ่งมีองค์ประกอบหลัก ได้แก่ การเคลื่อนย้ายสินค้าเสรี การเคลื่อนย้ายบริการเสรี การเคลื่อนย้ายการลงทุนเสรี การเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรี และการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมืออย่างเสรี

     ทั้งนี้ อาเซียนได้กำหนดการเปิดเสรีใน 12 สาขาอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ เกษตร ประมง ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์ไม้ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ การขนส่งทางอากาศ สุขภาพ e-ASEANท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ โดยกำหนดสาขาบริการเร่งรัดใน 4 กลุ่มสาขาบริการ ได้แก่ e-ASEAN สุขภาพ การบิน และการท่องเที่ยว

รูปแบบการให้บริการเสรี หรือ Modes of Supply ใน 4 ลักษณะ
     เนื่องจากธุรกิจสาขาการบริการ เป็นองค์ประกอบหลักของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของประเทศสมาชิก โดยมีสัดส่วนร้อยละ 40-60 ของ GDP ในกลุ่มประเทศอาเซียน อาเซียนจึงได้กำหนดกรอบความตกลงอาเซียนด้านบริการ (ASEAN Framework Agreement on Services-AFAS) ให้สอดคล้องกับการเปิดเสรีด้านการค้าและบริการ(General Agreement on Trade in Services-GATS) ขององค์การการค้าโลก โดยมีรูปแบบการให้บริการเสรีใน 4 ลักษณะ คือ

Mode 1 : การให้บริการข้ามพรมแดนประเทศ (Cross Border Supply) หมายถึงการค้าบริการที่ผู้ให้บริการอยู่คนละประเทศกับผู้รับบริการ คือมีฐานผลิตและบริการอยู่ในประเทศของตนเอง แต่สามารถให้บริการข้ามประเทศได้ เช่น บริการสายการบิน โทรคมนาคม อินเทอร์เน็ต เป็นต้น

Mode 2 : การบริโภคข้ามพรมแดน (Consumption Abroad) หมายถึง การที่ผู้รับบริการเดินทางไปใช้บริการในประเทศของผู้ให้บริการ เช่น การเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ การเดินทางไปศึกษาในต่างประเทศ เป็นต้น

Mode 3 : การตั้งสำนักงาน (Commercial Presence) หมายถึง การที่ผู้ให้บริการเดินทางไปเปิดสำนักงานตัวแทน หรือตั้งสาขาเพื่อให้บริการในประเทศของผู้รับบริการโดยมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนเพื่อไปสร้างโครงสร้างพื้นฐานและองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับการแข่งขันเพื่อให้บริการในประเทศเป้าหมาย เช่น การเปิดร้านอาหาร โรงแรม ในต่างประเทศ

Mode 4 : การเคลื่อนย้ายบุคลากร (Movement of Natural Persons) หมายถึงการที่ผู้ให้บริการเดินทางไปให้บริการในประเทศผู้รับบริการ เป็นการส่งออกนักวิชาชีพแขนงต่าง ๆ ไปยังต่างประเทศ เช่น แพทย์ วิศวกร พ่อครัว ไปทำงานในต่างประเทศ

     นอกจากนี้ เพื่อรองรับยุทธศาสตร์การเป็นตลาดและฐานผลิตเดียว และเพื่อสร้างคุณภาพการให้บริการด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาค อาเซียนได้จัดทำ ข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรวิชาชีพด้านการท่องเที่ยวอาเซียน (Mutual Recognition Arrangement–MRA) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายการจ้างงานผู้เชี่ยวชาญและเพิ่มความเท่าเทียมกันของบุคลากรด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาค โดยกำหนดมาตรฐานสมรรถนะขั้นตํ่าในสาขาการโรงแรมและสาขาธุรกิจนำเที่ยว ซึ่งบุคลากรในวิชาชีพท่องเที่ยวอาจมีสิทธิประกอบวิชาชีพท่องเที่ยวในประเทศผู้รับ หากมีวุฒิบัตรที่ออกโดยคณะกรรมการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพการท่องเที่ยว (TPCB) ขณะนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ อยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาสมรรถนะดังกล่าว

     ปัจจุบัน อาเซียนอยู่ระหว่างการเจรจาจัดทำข้อผูกพันชุดที่ 8 สำหรับข้อผูกพันในสาขาการท่องเที่ยวของประเทศไทยมีสาระสำคัญคือ การเปิดเสรีเพิ่มขึ้นโดยอนุญาตให้นักลงทุนหรือนิติบุคคลสัญชาติอาเซียน สามารถเข้ามามีสัดส่วนการถือหุ้นกิจการโรงแรม ในประเทศได้ร้อยละ 70 แต่จำกัดการลงทุนให้ทำได้เฉพาะในโรงแรมขนาด 6 ดาว ขึ้นไป

สถานะปัจจุบันของการเปิดเสรีสาขาท่องเที่ยวภายใต้กรอบ ASEAN
ที่มา : กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

ข้อผูกพันชุดที่ 8 ของไทย (ปี 2555)
Travel Agency & Tour Operator
- ต่างชาติร่วมถือหุ้นได้ไม่เกิน 49%
- กึ่งหนึ่งของคณะกรรมการบริหารของนิติบุคคลต้องมีสัญชาติไทยในธุรกิจ

Hotel
- โรงแรมขนาด 6 ดาวขึ้นไปเท่านั้น
- ต่างชาติร่วมถือหุ้นกับนิติบุคคลไทยได้ไม่เกิน 70%
- ต้องเป็นบริษัทจำกัดเท่านั้น
- ผู้ขออนุญาตดำเนินการและผู้บริหารต้องมีสัญชาติไทยและต้องมีถิ่นพำ

     กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานหลักดำเนินการจัดทำตารางข้อผูกพันชุดที่ 8 ซึ่งมีกำหนดนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาภายในปี 2555 นี้ ในส่วนข้อผูกพันชุดที่8 ของประเทศอื่น ๆ ก็จะมีความแตกต่างกันในรายละเอียด แต่ทุกประเทศต้องยอมรับในการเพิ่มระดับการเปิดเสรีทางการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ยกเว้นสิงคโปร์ซึ่งเปิดเสรีโดยไม่ระบุข้อจำกัด

สถานะปัจจุบันของการเปิดเสรีสาขาท่องเที่ยวภายใต้กรอบ ASEAN
ข้อผูกพันชุดที่ 8 ของประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น ๆ
ที่มา : กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

    ประเทศ                                                     ข้อผูกพัน
อินโดนีเซีย      - กำหนดเขตพื้นที่โรงแรมที่ต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ทั้งหมดหรือบางพื้นที่ 70%
                   - กำหนดจำนวนผู้ประกอบการต่างชาติที่เปิดกิจการร้านอาหารไม่เกิน 55 ราย และต้องขอ License
                   - อนุญาตเฉพาะ Inbound Operator ในจาร์กาตาและบาหลี
ฟิลิปปินส์        - ธุรกิจโรงแรม คนฟิลิปปินส์ต้องถือหุ้นข้างมาก
                   - ร้านอาหารต่างชาติถือหุ้นได้ 100% หากมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขึ้นไป อนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาทำงานได้หากไม่มีคนฟิลิปปินส์ทำ 
                   - Travel Agency อนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 60%
บรูไน             - JV กับคนบรูไนหรือนิติบุคคลที่ควบคุมโดยคนบรูไนหรือทั้งสองอย่าง โดยต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 70%
สิงคโปร์          - เปิดเสรีโดยไม่ระบุข้อจำกัด กัมพูชา    
                   - เปิดให้โรงแรมตั้งแต่ 3 ดาวขึ้นไป
                   - Travel Agencies ให้ต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 51 %
                   - อนุญาตเฉพาะต่างชาติที่มากับบริษัทในเครือระดับผู้จัดการและระดับบริหาร
ลาว               - เปิดให้โรงแรมตั้งแต่ 3 ดาวขึ้นไป ต้องเป็นการร่วมทุนหรือถือหุ้นได้ 100%
                    - Travel Agency ให้ต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 70%
                    - Tourism Consulting Services ให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 100% หรือร่วมทุนโดยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 35%
เมียนมาร์          - ให้ต่างชาติถือหุ้นได้ถึง 100% 
                    - ต้องได้รับอนุญาตภายใต้ BOT System ภายใต้กฎหมายการลงทุนของเมียนมาร์ มาเลเซีย   
                    - ธุรกิจโรงแรม ต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ไม่เกิน 70% สำหรับโรงแรม 4-5 ดาว
                    - Travel Agency & Tour Operator ต้องเป็น JV กับคนมาเลเซีย หรือนิติบุคคลที่ควบคุมโดยคนมาเลเซีย หรือทั้งสองอย่าง และสัดส่วนถือหุ้นต่างชาติไม่เกิน 70%

โอกาส VS ความท้าทาย
      เมื่อบรรยากาศของสภาพแวดล้อมได้เปลี่ยนไป การปรับตัวเพื่อเตรียมความพร้อมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อรองรับโอกาสที่เปิดกว้าง ที่มาพร้อมกับความท้าทาย ซึ่งกลายเป็น Package คู่ ที่จะต้องใส่ใจไปพร้อมกัน

     ข้อมูลจากคณะทำงาน ASEAN Tourism Marketing Strategy ระบุว่า
     - ในปี 2011 มีจำนวนนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียนทั้งหมด 81.22 ล้านคน (+9.26%)
     - เป็นการเดินทางท่องเที่ยวภายในภูมิภาค 37.77 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 46.5
     - โดยประเทศไทย มีนักท่องเที่ยวจากอาเซียนเดินทางเข้ามา 5.7 ล้านคน และนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เข้ามา ร้อยละ 60 จะอยู่ในระดับฐานะของชนชั้นกลางขึ้นไป

     ผลของการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนจะทำให้เกิดชนชั้นกลางที่มีศักยภาพ เป็นตลาดนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น โดยคาดว่ากลุ่มชนชั้นกลางขึ้นไปจะมีจำนวนไม่ตํ่ากว่า 300 ล้านคนในปี 2558 ซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของฐานประชากรเกือบ 600 ล้านคนในอาเซียน การขยายตัวของชนชั้นกลางที่ปรับเปลี่ยนทั้งฐานะทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมการบริโภค เป็นแบบคนเมือง จะเอื้อต่อการขยายฐานตลาดนักท่องเที่ยวของไทยในอาเซียนให้ใหญ่ขึ้น นอกจากนั้น หากข้อตกลงด้านการค้าบริการระหว่างASEAN+3 (อาเซียน + จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) และ ASEAN +6 (เพิ่มอีก 3 ประเทศ คือ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์) บรรลุผล ก็จะมีผลให้ขนาดตลาดขยายใหญ่กว้างไกลเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า แม้ปัจจุบัน สัดส่วนของตลาดอาเซียนในไทยจะมีเพียงร้อยละ 15 โดยตลาดหลัก10 อันดับแรกของไทยจะเป็นตลาดระยะไกลมากกว่ากลุ่มตลาดในอาเซียน แต่แนวโน้มและโอกาสการเติบโตของตลาดภายในภูมิภาคที่ทวีบทบาทความสำคัญเพิ่มขึ้น เป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องพึงตระหนักและหันมาให้ความสนใจในกลุ่มตลาดนี้มากขึ้น

     เพราะปัจจุบัน สิงคโปร์ซึ่งมีฐานตลาดหลักที่สำคัญคือกลุ่มประเทศในอาเซียน ย่อมจะเดินหน้าเพื่อรักษาฐานตลาด สร้างโอกาสที่จะเป็นผู้นำทางการตลาดที่กำลังเติบโต เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ที่พึ่งพิง ตลาดหลักภายในภูมิภาค ต่างก็หันมาพัฒนาคุณภาพบริการเพื่อรองรับฐานตลาดในอาเซียนเพิ่มขึ้น

     การเตรียมความพร้อมเพื่อการแข่งขัน รักษาส่วนแบ่งตลาดจากตลาดภายในภูมิภาค ที่กำลังเติบโต จึงเป็นสิ่งท้าทายสำหรับประเทศไทยไปพร้อมกัน การส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทยจะยังคงอาศัยการขยายตัวของนักท่องเที่ยวจากนอกภูมิภาคเป็นหลัก ให้ความสนใจต่อกลุ่มตลาดอาเซียนในลักษณะกลุ่มลูกค้าเสริม หรือจะหันมาใส่ใจกลุ่มตลาดดังกล่าวเพิ่มเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก โดยปรับบริการต่าง ๆ ทั้งในด้านวัฒนธรรม ศาสนา ภาษา และอาหาร เพื่อรองรับการขยายตัวของกลุ่มตลาดใหม่ ๆ เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์

     การขยายตัวของเส้นทางบินภายในภูมิภาคก็เป็นปัจจัยด้านโอกาสต่อการขยายตัวของตลาดท่องเที่ยวหลังจากอาเซียนได้จัดทำความร่วมมือด้านการขนส่งทางอากาศโดยตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุการเป็นตลาดการบินร่วมภายในปี 2015 ทำให้เกิดการขยายเส้นทางบิน ทั้งในส่วนของสายการบินแห่งชาติ ซึ่งเฉพาะสายการบินไทย สิงคโปร์แอร์ไลน์ และมาเลเซียแอร์ไลน์ ที่เป็นสายการบินหลักของภูมิภาค ขณะนี้มีเส้นทางบินเชื่อมต่อภายในอาเซียนถึง 54 จุดบิน ขณะเดียวกัน สายการบินต้นทุนตํ่าในเอเชียก็ขยายตัวจาก 17 Destinations ในปี 2544 เป็น 63 Destinations ในปี 2550 และมีแนวโน้มขยายจุดบินเพิ่มขึ้นโดยตลอด

     จากตัวเลข 8 เดือนแรกของปี 2555 ปรากฏว่าสายการบินต้นทุนตํ่าขยับครองส่วนแบ่งที่นั่งในภูมิภาคอาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากร้อยละ 23.2 ในปี 2550 เป็นร้อยละ 51 (ในปี 2555)

     การขยายตัวของ Low Cost Airline กลายเป็นจุดเปลี่ยนให้กลุ่มชนชั้นกลางถึงชนชั้นล่าง มีโอกาสเดินทางทัดเทียมกลุ่มระดับบน รวมทั้งผู้คนในเมืองรองก็สามารถเปลี่ยนสถานะมาเป็นตลาดนักท่องเที่ยวได้เช่นกัน ระดับราคาที่ตํ่าของสายการบินกระตุ้นให้เกิดความถี่ในการเดินทางสร้างโอกาสให้แหล่งท่องเที่ยวในบางพื้นที่ที่สายการบิน Low Cost เข้าถึง เปลี่ยนสถานะมาเป็น Weekend Destination ภายในภูมิภาค

     การพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางบกที่เชื่อมโยงภายในภูมิภาคทั้ง 3 ส่วนหลัก ทั้ง North South Corridor / East West Corridor / Southern Economic Corridor รวมทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูง เมื่อเสร็จสมบูรณ์จะทำให้การเดินทางเชื่อมโยงทางบก (Overland) ภายในภูมิภาคเป็นไปได้โดยสะดวก สนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยวภายในภูมิภาคทั้งทางอากาศและทางบกให้มีความหลากหลาย สามารถเดินทาง ในลักษณะ Multi-destination ได้อย่างสะดวกในคราวเดียว ส่งเสริมการท่องเที่ยวภายใต้ ASEAN Brand ให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งภายในและภายนอกภูมิภาคได้มากขึ้น

     นอกจากนั้น ความก้าวหน้าพัฒนากลไกความร่วมมือในระดับต่าง ๆ เพื่อยกเลิกอุปสรรคการเดินทางระหว่างกันเป็นระยะ ทั้งอุปสรรคในด้านภาษี อุปสรรคจากขั้นตอนและพิธีการผ่านแดน รวมทั้งการปรับปรุงระบบและระเบียบต่าง ๆ ให้เกิดการเดินทางลื่นไหล เชื่อมโยงลึกเข้าไปในแต่ละพื้นที่ของกลุ่มสมาชิก (เช่น ระเบียบการนำรถยนต์ส่วนบุคคลเข้าพื้นที่) ความร่วมมือเหล่านี้จะเป็นการสร้างโอกาสให้เกิดการเดินทาง เชื่อมโยงของประชาชนในประชาคมอาเซียน นำไปสู่โอกาสของการท่องเที่ยวรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อน การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ จนกระทั่งการท่องเที่ยวเพื่อจับจ่ายซื้อสินค้า ฯลฯ และที่สำคัญการพัฒนากลไกความร่วมมือเพื่อให้เกิด ASEAN Common Visa และASEAN Single Visa จะเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายใต้ ASEAN Brand

     แต่ประเด็นท้าทายก็คือ แม้การจัดทำ ASEAN Single Visa จะเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญให้เกิดการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวภายในภูมิภาค แต่จากความแตกต่างของระดับการพัฒนาในกลุ่มประเทศสมาชิก รวมทั้งผลกระทบด้านอื่น ๆ ที่จะตามมา ทำให้อาเซียนต้องใช้เวลาพิจารณาศึกษาวิธีการดำเนินการและกำหนดแนวทางพร้อมกรอบระยะเวลาที่เหมาะสม การจัดทำ ASEAN Single Visa จึงไม่สามารถบรรลุผลได้ในขณะนี้ ขณะที่กลุ่ม CLMV คือ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม กำลังจะใช้ระบบ Single Visa ในการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างกัน จึงเป็นความท้าทายสำหรับประเทศไทย สำหรับการเคลื่อนไหวดังกล่าวของคู่แข่ง


 

เรื่อง : จุรีรัตน์ คงตระกูล