เดือนที่ผ่านมาผมมีโอกาสเดินทางไปเทศกาลภาพยนตร์ย่านยุโรป เป็นครั้งแรกที่มีโอกาสได้เข้าร่วมอีเวนท์ทางวัฒนธรรมแบบชนิดเจาะลึกมาก ๆ เพราะหนังยาวเรื่อง 36 ได้ไปเข้าประกวด สมัยก่อนเวลาได้ไปเทศกาลพวกนี้ก็จะไปพร้อมกับหนังสั้นก็จะไม่ค่อยมีอะไรมาก เพราะเหมือนไปเที่ยว ไม่ต้องเจอผู้คนในวงการภาพยนตร์อิสระหรือโปรแกรมเมอร์คนจัดงาน อะไรมากมาย พอถึงรอบฉายก็เตรียมไปตอบคำถามหลังหนังจบ

นั่นคือสมัยก่อน ตายังใสแบบเด็ก ๆ แต่วันนี้ไปอีกที ต้องเจอกับผู้จัดงาน ต้องเจอกับคนที่เข้ามาจะพาหนังไปจัดจำหน่าย ต้องเจอคณะกรรมการ ต้องเจอกับเหตุผลที่ทำให้เราได้รางวัลและไม่ได้รางวัล และอื่น ๆ อีกมากมายที่ทำให้สายตาที่เรามองเทศกาลหนังไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

     โดยพื้นฐานแล้ว งานเทศกาลภาพยนตร์นั้น เป็นงานที่มีไว้สำหรับฉายหนังจากนานาชาติ (หมายถึงที่ไม่ใช่หนังอเมริกันฮอลลีวูด ซึ่งจะเข้าโรงฉายทั่วไปตามปกติอยู่แล้ว) งานเทศกาลเหล่านี้จะฉายหนังที่มาจากประเทศแปลก ๆ เช่น อาร์เจนตินา บราซิล จีน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย หรือ ไทย (ในสายตาคนต่างชาติสมัยก่อน เราก็เป็นประเทศที่แปลกนะครับ) ทำให้ประชาชนในประเทศนั้น ๆ มีความรู้หูตากว้างขวาง ได้เห็นความคิดและวัฒนธรรมผ่านสื่อภาพยนตร์ นอกจากเรื่องการเปิดหูเปิดตาประชาชนแล้ว บางครั้งเทศกาลหนังก็พ่วงกุศโลบายบางอย่างเข้าไปด้วยเช่นกัน เช่น จัดงานเทศกาลภาพยนตร์ในช่วงที่หนาวที่สุด เช่น เทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน ที่จัดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็จัดเพื่อให้คนเดินทางมายังเบอร์ลิน เพราะฤดูนี้ไม่มีคนอยู่ในเมืองนี้กันหรอกครับ คนเบอร์ลินเองบินออกไปเที่ยวประเทศอื่นที่อุ่นกว่านี้กันหมดแล้ว ไอ้พวกเราชาวอุ่น ๆ นั้นต้องไปผจญกับความหนาวในเบอร์ลินแทน คราวนี้คนเบอร์ลินก็ยังขายข้าว ขายปลา ขายไส้กรอกได้เหมือนเดิม เพราะนักท่องเที่ยว (ตามโรงภาพยนตร์) มาชุมนุมกัน หรือเมืองบางเมืองก็เกิดขึ้นได้เพราะมีเทศกาลหนัง อย่างเช่น เทศกาลหนังรอทเทอร์ดาม ประเทศเนเธอร์แลนด์ที่ผมเพิ่งเอาหนังไปประกวดมานี้ โดยปกติก็จะเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักมากนัก แต่ด้วยความที่จัดเทศกาลหนังมาประมาณ 40 ปี (ขอยํ้าว่า 40 ปีครับ ไม่ใช่จัด 10 ปี เลิกนะครับ) เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ก็มีตัวมีตนขึ้นมาในแผนที่โลกและแผนที่ทางวัฒนธรรม ยํ้าภาพให้ประเทศเนเธอร์แลนด์ที่โดยปกตินั้นมีความแจ๋วด้านกราฟิกดีไซน์อยู่แล้ว กลายเป็นเป็นเมืองที่มีมูลค่าทางศิลปะมากขึ้น และยิ่งจำนวนปีที่จัดมากขึ้นเท่าไหร่ ความเป็นปึกแผ่นก็มากขึ้นเท่านั้น (ตัวอย่างเช่น เทศกาลหนังเมืองคานส์ ของฝรั่งเศส เทศกาลหนังเวนิส ของ อิตาลี กระทั่ง เทศกาลหนังปูซาน ของเกาหลีใต้เองก็ตาม)

     พอจะเห็นมากขึ้นแล้วนะครับว่า เทศกาลภาพยนตร์ ที่พื้นฐานเป็นเพียงแค่งานเพิ่มความรู้และสร้างความหลากหลายทางวัฒนธรรม มันค่อย ๆ เพิ่มหน้าที่มากขึ้นไปเรื่อย ๆ ทีนี้หลังจากจัดงานกันไปแล้ว ผลปรากฏว่า หนังหลาย ๆ เรื่องที่ผ่านงานเทศกาลหนังเหล่านี้ หรือ ได้รับรางวัลต่าง ๆ ไปจากเทศกาลนั้น ๆ ส่งผลให้การจำหน่ายหนังในต่างประเทศนั้นสัมฤทธิ์ผลมากขึ้น นอกจากนั้นแล้ว บางครั้งยังหมายถึงชื่อเสียง และพ่วงความหมายของโอกาสในการทำหนังเรื่องถัด ๆ ไปแล้ว (ก็ดังแล้วนี่) ดังนั้น การที่นักทำหนังอิสระทั่วโลกจะพาหนังตัวเองเข้าไปยังเทศกาลหนังต่าง ๆ นั้น ย่อมมีความหมายมากกว่า การเอาหนังตัวเองไปเผยแพร่สู่สังคมโลก

     แน่นอนครับ ความสำเร็จและโอกาสดี ๆ ในอนาคต ย่อมเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ (ไม่ว่าจะอาชีพไหน ๆ) การทำหนังและส่งหนังไปเทศกาลนั้น (และลุ้นสุดขีดเพื่อให้หนังตัวเองได้เข้าฉายหรือได้เข้าประกวดตามเทศกาล) เป็นเรื่องปกติมาก ถึงลุคคนทำจะอาร์ตกันแค่ไหน ถ้าหนังได้ประกวดก็ดีใจหน้าบานกันหมด

     มีคนสมหวัง ก็ย่อมมีคนผิดหวัง และมีคนหวังมากแต่ไม่ได้ตามที่หวัง ประกอบกับคติธรรมเรื่อง ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น การทำหนัง ’เพื่อ’ ให้ได้เข้าเทศกาลหนังจึงเกิดขึ้น

     ว่ากันว่าหนังที่มักได้รับเลือกให้ไปฉายนั้น มักจะเกิดจากหลักสมัยแรก ๆ ที่อ้างถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม แน่นอนว่าหนังเรื่องที่ ‘ดูเหมือน’ หนังฮอลลีวูดนั้นจะต้องตกรอบไปแบบไม่ต้องเสียเวลาคัดเลือก เกณฑ์ต่อมาคือ หนังเรื่องไหนที่ดูไม่เหมือนหนังฮอลลีวูด แต่ดูเหมือนเป็น ‘ตะวันตก’ (เช่น หนังเกี่ยวกับชีวิตคนเมืองและเทคโนโลยี) ก็อาจจะมีแววตกรอบได้ง่าย ๆ ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่าความหลากหลายนั้น อาจจะเรียกอีกคำได้ว่า ความ exotic

     ว่าง่าย ๆ คือ โดยพื้นฐานแล้ว ฝรั่งอยากดูอะไรที่เขาไม่มี หรือ อะไรที่ห่างไกลตัวเขามาก ๆ เขาอยู่ในเมืองตึกสูง เทคโนโลยีกัน โดยปกติแล้ว เขาเห็นความรัก อารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ แบบพวกนี้ไปหมดแล้ว ทำไมเขาถึงจะอยากดูอีก (แต่ก็เพราะพี่ฝรั่งไม่ใช่รึ เราก็เลยพยายามอัพตัวเอง อัพประเทศตัวเองให้กลายเป็นฝรั่งกันหมด) ดังนั้นสิ่งที่ (คาดเดากันว่า) จะโดนใจเทศกาล คือ การทำหนังที่ว่าด้วย exotic ของประเทศตัวเอง มันไม่ได้หมายความถึงแค่ ภูเขา ลำเนาไพร คนป่า ชาวบ้าน ช้าง 3 ขา หรือ จา พนม แต่ยังหมายรวมถึง การเมือง การเรียกร้องต่อสู้ ความกดดันทางสังคม ความเศร้าของระบบต่าง ๆ ที่ฝรั่งเข้าใจว่ามันยังเป็นความล้าหลังของประเทศโลกที่สาม และ (เชื่อกันว่า) ถ้าจะทำเกี่ยวกับประเด็นท้องถิ่นเหล่านี้ ก็อย่าทำเชิงลึกมากเกินไปจนคนในประเทศตัวเองดูเข้าใจกันเอง ต้องทำให้ตัวหนัง ’ง่าย’ พอที่จะทำให้ฝรั่งนั้นเข้าใจและมีอารมณ์ร่วม (ทั้งความตื่นตาตื่นใจและความสงสารเห็นใจ ไล่ไปถึงรู้สึกอยากช่วยเหลือและปลดปล่อยประเทศเหล่านี้ให้เจริญขึ้น) ว่าง่าย ๆ หนังรัก หนังชีวิตคนเมือง หนังที่ตัวละครยิงมุกท้องถิ่นร่วมสมัยใส่กัน ย่อมตกรอบแรก (หากมาตรฐานนี้มีจริง)

     ความจริงสิ่งเหล่านี้ไม่อาจสรุปได้ว่ามีจริงหรือไม่มีจริง (แต่ดูจากหนังต่าง ๆ ที่ปรากฏในเทศกาลนั้น ก็ดูเป็นไปได้) สิ่งนี้อาจเป็นสิ่งที่คนทำหนังเองรู้คนเดียวในใจว่าเราทำหนังไปเพื่ออะไร เพื่อบันเทิงใจฝรั่ง เพื่อโอกาสในวันข้างหน้าของตัวเอง หรือเพื่อเล่าในสิ่งที่เราเป็นอย่างจริงใจ

     ในขณะที่ผมได้เดินทางไปยังเทศกาลหนังต่าง ๆ นั่นก็หมายความว่า ผมได้มีโอกาสไปเยือนและท่องเที่ยวที่เมืองต่าง ๆ มีโอกาสได้ไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ ที่เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวมาก ๆ ซึ่งก็รู้สึกดีจัง เพราะสะดวกสบาย เข้าออกสะดวก ไม่มีเก็บราคาชาวท้องถิ่นหรือชาวต่างชาติ จะในชาติหรือต่างชาติราคาก็เท่ากันหมด เฟรนด์ลีจริง ๆ เฟรนด์ลีจนบางทีรู้สึกว่าเหมือนเขาไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง บางสถานที่เปิดรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่จนไม่เหลืออะไรไว้ให้สงสัยและค้นหา เหมือนผู้หญิงเจอกันครั้งแรกแล้วโชว์นมให้เราดูเลย เราอาจจะช็อคไป 5 วินาทีและอยู่คุยกับเธออีกสัก 10 วินาที แต่แน่นอนว่าเราจะจากไปจากเธอและอาจจะไม่ได้กลับมาอีก เพราะมันไม่มีอะไรให้ค้นหาอีกต่อไป

     คิดถึงการท่องเที่ยวในบ้านเรา สถานที่บางที่โดนชาวต่างชาติยึดครองไปทุกตารางนิ้วเรียบร้อย แน่นอนว่ามันอยู่ในแผนการส่งเสริมการท่องเที่ยว อะไรที่ใครไม่เคยเห็น เราเปิดเรียบ เราพยายามเป็นไทยอย่างที่โลกต้องการ จนบางครั้งเราก็ลืมไปเหมือนกันว่าตอนแรกเราเป็นคนยังไง เหมือนกับที่วันนี้ไม่มีใครจำได้แล้ว อ.ปาย จริง ๆ แล้วเป็นอย่างไร เพราะ อ.ปาย เป็นมิตรกับทุกคนทั่วโลกไปเรียบร้อย

     การเป็นไทยจริงๆแล้ว เราอาจจะต้องยอมรับตัวเองว่าเราเป็นคนอย่างไร เรามีลักษณะแบบไหน เรามีทั้งส่วนที่สะอาด และส่วนที่สกปรกเปื้อนฝุ่น (และส่วนที่เราเข้าใจไปเองว่ามันสกปรกเปื้อนฝุ่น แต่จริง ๆ มันไม่ได้สกปรก มันแค่เป็นนิสัยซกมกของเรานิดหน่อยเท่านั้นเอง) จากนั้นเราก็พรีเซนต์ไปในแบบที่เราเป็น ดีที่สุดเท่าที่เราโอเค ความจริงนี่เหมือนการจีบหญิง จีบชายเลยนะครับ เป็นแบบไหนก็แสดงไปแบบนั้น เพราะเดี๋ยวเป็นแฟนกันก็ต้องแสดงด้านมืดใส่กันอยู่ดี ไม่ช้าก็เร็ว อะไรที่ไม่ได้ ก็บอกไปเลยว่าไม่ได้ บางอย่างอะไรที่ดูได้ยากก็ไม่ต้องไปทำให้ง่ายขึ้นก็ได้ อะไรที่ไม่ง่ายไป ได้มายาก ๆ นิด ๆ มันมักจะมีคุณค่าและน่าค้นหากว่าเสมอ ที่สำคัญคือมันสามารถแสดงความเป็นตัวเองได้อย่างครบถ้วน ถามจริงเถอะว่ามีใครอยากให้อินเดียสะอาดขึ้นมั๊ยครับ หรือ นโยบายจำกัดคนเข้าประเทศเนปาล ทำให้นักท่องเที่ยวอยากไปเที่ยวที่นั่นน้อยลงมั๊ย

     ในโลกนี้อาจจะไม่มีสิ่งที่เรียกความดีหรือความไม่ดีจริง ๆ หรอกครับ มันมีแค่ความแตกต่าง ความไม่เหมือนกัน บางครั้งเวลาผมเจอฝรั่งเอง ผมก็ค่อนข้างมีปัญหาเวลาพวกเขาไปเที่ยวตามที่ต่าง ๆ แล้วบอกว่า ทำไมเมืองมันไม่เป็นแบบนั้น เป็นแบบนี้ ทำไมผู้คนไม่เป็นผู้คนในบ้านเมือง (อันเจริญ) ของพวกเขา ในใจผมก็จะคิดว่า ก็นี่ไง พอเมืองที่พวกยูไปเที่ยวมันเป็นตัวของตัวเอง เป็นออริจินอล ดิบ ๆ แบบของแท้ดั้งเดิม พวกยูก็บ่นอีก พวกยูจะให้โลกทั้งโลกเป็นเหมือนพวกยูหมดเลยใช่มั๊ย พวกยูจะเอาไง

     ผมคิดว่าเวลาเราอยากให้ใครรักเรา เราก็อยากให้เขารักที่เราเป็นเรา ให้เขาได้ amazing ในความเป็นเราจริง ๆ ทำตัวเป็นหญิงค่อย ๆ เปลือยบน เป็นชายค่อย ๆ เปลือยล่าง ระทึกใจกว่า ถ้าชอบก็มา ไม่ชอบไม่เป็นไร

     ถ้าเป็นไทยน่ะสบายครับ แต่ถ้าเลือกเป็นทาสก็จะต้องเหนื่อยกันนิดนึงล่ะ


เรื่อง : นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์