ไม่รู้เหมือนกันครับว่าอะไรดลใจ แต่จู่ ๆ ผมก็อยากขี่จักรยานทางไกล
     ไม่เลย ผมไม่ใช่นักกีฬา ไม่ได้เป็นคนแข็งแรง ไม่ได้ขี่จักรยานหรือออกกำลังกายทุกวัน ร่างกายก็น่าจะมีสัดส่วนของไขมันมากกว่ากล้ามเนื้อตามประสาคนเมือง
    

 

     แล้วทำไมผมถึงอยากขี่จักรยานทางไกลขึ้นมา เรื่องนี้ผมก็ตอบยาก ผมรู้สึกแค่ว่าเมื่อซื้อจักรยานมาใช้งานในฐานะที่มันเป็น ‘ยานพาหนะ’ แล้ว การขี่อยู่แค่ในกรุงเทพฯ ขี่จักรยานจากบ้านไปทำงาน หรือขี่เล่นในวันเสาร์อาทิตย์นั้นไม่พออีกต่อไป
     ผมอยากไปเที่ยว และอยากลองเที่ยวด้วยจักรยานดูบ้าง

     ทันใดนั้น เหมือนพระเจ้ารู้ใจ พระองค์ส่งลูกปลา เพื่อนผู้หญิงรุ่นน้องคนหนึ่งเข้ามาในชีวิตพร้อมกับคำถามว่า “พี่ ๆ ขี่จักรยานไปลำปางกันไหม”
     ผมร้อง อ๊ะ! อยู่ในใจ เฮ้ย! นี่คือความปรารถนายามปลายปีของผมเลยนี่นา

     ความปรารถนาอันพ้องต้องตรงกันของเราเกิดขึ้นในช่วงปลายปีที่แล้ว และด้วยความที่เราคาดหมายว่า ฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง น่าจะทำให้การเดินทางของเราไม่ลำบากลำบนจนเกินไป เราจึงเริ่มวางแผน

     ลูกปลาบอกผมว่าเราต้องฝึกฝนการเดินทางกันนะ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องฝึกร่างกาย ฝึกกล้ามเนื้อเพื่อให้เหมาะกับการเดินทาง ผมก็ได้แต่เออ ๆ คะ ๆ ไปตามประสา เพราะในใจคิดว่าอยากออกเดินทางไปแบบคนกล้ามเนื้อเละเหลวไร้การฝึกฝน ที่สำคัญก็คือไม่ได้พกพาหัวใจซามูไรอะไรใด ๆ ไปทั้งสิ้นทั้งปวง ผมเพียงแต่ไปก็เพราะอยากไป ผมแค่อยากทำให้การขี่จักรยานไปลำปางนั้นเหมือนการเดินไปหน้าปากซอย ไม่มีอะไรพิเศษพิสดาร ไม่ต้องเตรียมตัวราวกับมันเป็นงานใหญ่ ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น

     แค่ขึ้นไปอยู่บนหลังอานจักรยานคันเดิม แล้วก็ขี่ออกไป!

     คุณอาจสงสัยว่าผมทำอย่างนั้นได้จริงหรือ คำตอบก็คือไม่จริงทั้งหมดหรอกครับ เพราะอย่างน้อยที่สุดผมก็ต้องเตรียมตัวหลายประการด้วยกัน อันดับแรกก็คือ ผมต้องไปซื้อแร็คติดจักรยานมาก่อนเพื่อให้แร็คเป็นตัวใส่กระเป๋า ตามมาด้วยการซื้อกระเป๋า ซึ่งสองอย่างนี้ก็มีมูลค่าครึ่งหมื่นเข้าไปแล้ว นอกจากนี้ยังต้องเตรียมยางในเอาไปเผื่อยางแตกอยู่กลางป่ากลางเขา แล้วก็ต้องเตรียมเสื้อผ้า ครีมกันแดด และอะไรอื่นอีกสารพัด

     ปกติแล้ว คนมักนึกภาพคนขี่จักรยานทางไกลเหล่านี้ว่าจะต้องลำบากลำบนทุรนทุราย คํ่าไหนนอนนั่น แล้วส่วนใหญ่ก็อาจไปนอนวัด นอนศาลาริมทาง หรือผจญภัยอะไรกันสารพัดอย่าง

     แต่ผมบอกกับลูกปลาว่าไม่ ไม่มีวันเป็นอันขาดที่ผมจะนอนในที่ลำบากลำบนใด ๆ อีกอย่างหนึ่ง ผมไม่อยากพกผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ให้หนัก ไม่อยากต้องพกสบู่แชมพูอะไรไปให้เยอะแยะ เพราะฉะนั้นเราจะต้องพักโรงแรมหรือรีสอร์ทระหว่างทาง และโรงแรมหรือรีสอร์ทเหล่านั้นก็จะต้องดีนิดสะอาดหน่อย ไม่ถึงขั้นเป็นโรงแรมห้าดาวก็ได้ แต่ไม่เอาโรงแรมจิ้งหรีดม่านรูดใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะอยากสบายตามประสาคนเมืองเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ เมื่อความต้องการเป็นแบบนี้เสียแล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือการคิดเส้นทางล่วงหน้า เพื่อจะได้จองโรงแรมตามรายทางเอาไว้ แต่ก็อีกนั่นแหละครับ ตามประสาคนขี้เกียจวางแผนอย่างผม ผมจึงทำแค่คิดว่าแต่ละวัน จะขี่จักรยานกี่กิโลเมตร แล้วไปนอนที่จังหวัดไหนบ้างเท่านั้น ส่วนภาระหน้าที่ในการเฟ้นหาโรงแรม ตกเป็นของเพื่อนอีกคนหนึ่งซึ่งเก่งกาจมาก เธอคัดสรรโรงแรมตามรายทางไว้ให้ ล้วนแล้วแต่เป็นโรงแรมที่ราคาไม่แพง แต่คุณภาพเยี่ยม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงแรมที่อยู่ติดแม่นํ้าทั้งนั้นเลย วิวทิวทัศน์จึงสวยงามอย่างยิ่ง

     คุณอาจสงสัยว่า แล้วทำไมโรงแรมที่เราพักถึงจะต้องติดแม่นํ้าด้วย คำตอบอยู่ที่เส้นทางหรือ Route ที่เราเลือกนั่นเองครับ เวลาที่เราขี่จักรยาน สิ่งที่เป็นอุปสรรคสำหรับนักปั่นมากที่สุดก็คือทาง ขึ้นเขาลงเขา เพราะมันจะกินแรงเรามากมายมหาศาลทีเดียว

     และด้วยความที่เรา ‘ดุ่มด้น’ ขี่จักรยานกันไปโดยไม่มีใครได้สำรวจเส้นทางอะไรก่อนเลย เราจึงไม่มีโอกาสรู้ว่าเส้นทางที่เราไปนั้นมันจะขึ้นเขาลงห้วยขนาดไหน

     ที่จริงแล้ว เราลองไปสอบถามพวกมือเก๋าขี่จักรยานขึ้นเชียงใหม่ในสองสามวัน (เร็วขนาดนั้น!) มาหลายคน แต่คนเหล่านั้นก็เก๋ามากเสียจนเลือกปั่นไปตามเส้นทางสายเอเชีย ซึ่งบอกตรง ๆ ผมคิดว่าจะทำให้การปั่นจักรยานเป็นแค่การจำลองการเดินทางด้วยรถยนต์เท่านั้น แต่ไม่ได้ทำให้เรา ‘เห็น’ ประเทศแห่งนี้มากไปกว่าที่เคยเห็น

     ด้วยความโลภ ผมอยากให้การเดินทางด้วยจักรยานของเรานั้นเป็นไปด้วยหลายองค์ประกอบ ได้แก่ เร็ว สบาย และได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากเห็น

     เรื่องสบายนั้น ข้อหนึ่งก็คือการเลือกพักในโรงแรมตามที่บอกไปแล้ว แต่ข้อที่ว่าด้วยความเร็วและได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างนั้นต่างหากที่ขัดแย้งกับข้ออื่น ๆ เพราะถ้าเราอยากสบาย เราคงปั่นเร็วไม่ได้ และถ้าเราอยากเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง เราก็ยิ่งต้องค่อย ๆ ไป

     แล้วเราจะทำอย่างไรดี?
     ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเลือกเส้นทางที่กำลังพอดี ๆ ไม่ใช่ถนนใหญ่ระดับถนนสายเอเชีย แต่ก็ไม่ใช่ถนนสายรองจนเกินไปซึ่งจะทำให้เส้นทางคดเคี้ยวกินระยะทาง และถนนที่เลือกก็ควรจะเป็นถนนที่เลียบแม่นํ้าด้วย อย่างหนึ่งก็เพราะลมแม่นํ้าจะได้พัดโชยให้เราเย็นกายเย็นใจ และเมื่อมีแม่นํ้า ก็ต้องมีอาหาร โดยเฉพาะอาหารจากแม่นํ้าอย่างกุ้งเผา ทอดมัน หรืออาหารประเภทปลาทั้งหลาย

     แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ แม่นํ้านั้นจะ ‘รับประกัน’ กับเราว่า เส้นทางที่เราเลือกเดินทางไปนั้น จะเป็นเส้นทางที่ ‘ตํ่า’ ที่สุดของหุบเขาหรือลุ่มนํ้า เพราะนํ้าย่อมไหลเซาะลงไปในที่ตํ่าอยู่เสมอ พื้นที่ริมแม่นํ้าจึงมักไม่มีลักษณะเป็นเนิน แต่จะเป็นที่ราบ เราจึงน่าจะปั่นได้สบาย

     ปรากฏว่า การเลือกเส้นทางเลียบแม่นํ้าลำคลองนั้นให้ผลดีเกินคาด มันรื่นรมย์กว่าที่เคยคิด จากกรุงเทพฯ เลียบคลองเปรมฯ ไปจนถึงอยุธยาเลียบแม่นํ้าเจ้าพระยาไปจนถึงสิงห์บุรี และที่เป็นสุดยอดของเส้นทางก็คือจากสิงห์บุรีไปจนถึงชัยนาท เพราะก่อนจะเข้าถึงเขื่อนเจ้าพระยานั้น ถนนไม่ได้เลียบคลองฟากเดียว ทว่ามีคลองขนานไปกับถนนทั้งสองฝั่ง บรรยากาศจึงโล่งกว้างและมีความสุขเหมือนที่อัลแบร์ต กามูส์ เคยบอกไว้ว่าเงื่อนไขหนึ่งของความสุขก็คือการได้อยู่ในที่โล่ง

     เราเลาะเลียบแม่นํ้าเจ้าพระยาไปแทบตลอดทาง จากสิงห์บุรีนั่งเรือข้ามฟากไปยังอุทัยธานี จากนั้นเข้านครสวรรค์ แล้วยกจักรยานขึ้นรถทัวร์ในวันที่ร้อนร้ายไปกำแพงเพชร ก่อนชมอุทยานประวัติศาสตร์ที่อลังการเก่าแก่และงดงามที่สุดแห่งหนึ่งของไทย แล้วขี่เลียบแม่นํ้าเข้าสู่ตาก จากนั้นก็ถึงคิวของการไต่เขาไปยังเถินและลำปางตามกำหนด

     ร่างกายที่ไม่ได้เตรียมพร้อมอะไรนักหนาของผมนั้นเป็นปกติสุขมาจนถึงเถิน แต่ในวันสุดท้ายก่อนจะเข้าลำปาง มันมีอาการตะคริวกินขาอยู่บ้าง ทำให้เราต้องพักกันที่อำเภอเกาะคาอยู่หลายชั่วโมง ก่อนจะปั่นเข้าลำปางแล้วไปจบทริปกันที่กาดกองต้า

     ผมคิดว่าการขี่จักรยานเป็น Road Trip ชั้นเยี่ยมที่ทำให้เราได้ ‘เห็น’ และ ‘รู้สึก’ อย่างละเอียดละออหลายมิติ
     และเพิ่งถึงบางอ้อว่าทำไมคนจำนวนมากในโลกถึงได้เลือกเดินทางท่องเที่ยวด้วยจักรยานกัน

     อย่างที่บอกคุณว่า ก่อนเดินทางเราลองไปปรึกษาเพื่อน ๆ นักปั่นรุ่นเก๋าอยู่หลายคน แต่เราพบว่าคำปรึกษาจากนักปั่นที่เก่งเกินไปนั้นไม่ค่อยเป็นประโยชน์กับนักปั่นไก่อ่อนเท่าไรนัก ด้วยว่านักปั่นเก่ง ๆ เขาไม่ยั่นกับรถสิบล้อ แดดร้อน และที่พักห่วย ๆ พวกเขาจึงสามารถปั่นไปได้วันละนับสิบชั่วโมง ฝ่าแดด ฝุ่น ถนนอันมีทุรลักษณะชั่วช้าเพราะถูกสิบล้อและการคอรัปชั่นบดขยี้ ก่อนจะไปนอนพักที่ไหนก็ได้ บางคนแบกเตนท์ไปด้วย จึงสามารถนอนกางเตนท์ได้ทุกหนทุกแห่ง

      แต่นักปั่นไก่อ่อนอย่างผมนั้น มีความต้องการมากกว่านั้น เราอยากได้หลายอย่างทีเดียวที่พอถามนักปั่นเก่ง ๆ แล้วเขามักทำหน้างงว่ามันจำเป็นด้วยหรือ

     สิ่งที่ผมอยากได้นอกเหนือจากโรงแรมดี ๆ แล้วยังมีอาทิ อาหารอร่อยเด็ดตามรายทาง ซึ่งต้องเป็นร้านที่จักรยานเข้าถึงได้ไม่ยากด้วยนะครับ เรามักได้รับคำแนะนำจาก ‘คนขับรถยนต์’ ด้วยวิสัยแบบ ‘นักขับรถยนต์’ ที่มักแนะนำเราด้วย ‘สเกลแบบรถยนต์’ ว่าตรงนั้นตรงนี้อร่อย หรือให้แวะไปเยี่ยมคนนั้นคนนี้สิ เขาจะได้พาไปกิน สำหรับรถยนต์นั้น การออกนอกเส้นทางสัก 10-20 กิโลเมตร เป็นเรื่องกระจิบกระจอกมาก แต่สำหรับจักรยาน มันคือเรื่องใหญ่โตมโหฬาร เพราะ 20 กิโลเมตรเท่ากับ 1 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย แล้วยังต้องกลับออกมาอีก เพราะฉะนั้นหากมีร้านอาหารอร่อยตามรายทาง โดยเฉพาะทางสายเล็ก ก็จะช่วยให้ชีวิตการปั่นนั้นรื่นรมย์ได้มากทีเดียว

     ผมค้นพบว่า แม้ร้านอาหารอร่อย ๆ มีชื่อหลายแห่งจะไปเปิดกันอยู่ตามถนนสายใหญ่กันมาก แต่บนถนนสายรองก็กลับมีร้านเล็ก ๆ ที่ ‘คาดไม่ถึง’ อยู่หลายแห่งทีเดียว อาทิเช่น ร้านเค้กร้านหนึ่งในปั๊มนํ้ามัน ในอำเภอโกรกพระของนครสวรรค์นั้น คนทำเค้กเรียนจบมาจากฝรั่งเศสทีเดียว และเครื่องดื่มกับอาหารในร้านนั้นก็รสชาติดีไม่แพ้ร้านดัง ๆ ในกรุงเทพฯ ด้วย นอกจากนี้ การค่อย ๆ แวะชิมตามรายทางไปแต่ละวัน ยังทำให้เราค้นพบว่าทอดมันปลากรายที่อร่อยที่สุดในลุ่มนํ้าเจ้าพระยา (สำหรับเรา) อยู่ที่ร้านหนึ่งในอุทัยธานี

     น่าเสียดาย ที่การท่องเที่ยวด้วยจักรยานยังไม่มีการส่งเสริมอย่างจริงจัง เราจะเห็นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยส่งเสริมการท่องเที่ยวประเภทที่ปล่อยคาร์บอนออกมามหาศาลอย่างการ ‘บินไป-บินกลับ ขับรถเที่ยว’ ซึ่งก็คงรู้อยู่ว่าการบินและการขับรถนั้นผลาญนํ้ามันมหาศาลแค่ไหน แต่ถ้ามีองค์กรสักแห่งหนึ่งที่คอยทำหน้าที่สำรวจเส้นทางที่ ‘แมตช์’ และ ‘เหมาะ’ กับจักรยานจริง ๆ ก็น่าจะทำให้การเดินทางของเรายิ่งเยี่ยมยอดเข้าไปได้มากกว่านี้

     แล้วองค์กรที่ว่านี้ควรทำอะไรบ้างในการส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยจักรยาน?
     สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรก ก็คือไปขี่จักรยานท่องเที่ยวเสียก่อน เพราะส่วนใหญ่แล้ว คนที่มีหน้าที่ให้คำแนะนำนักท่องเที่ยวด้วยจักรยานมักจะมีอยู่สองแบบ แบบแรกก็คือเป็นนักปั่นประเภทฮาร์ดคอร์ ซึ่งไม่ค่อยสนใจจุดแวะพัก ร้านกาแฟ และความรื่นรมย์ระหว่างทางสักเท่าไรความรื่นรมย์ของพวกเขาคือการได้ไปให้เร็วและไปให้ถึงภายในเวลาอันสั้น จึงมักไม่เหมาะกับนักปั่นไก่อ่อนทั้งหลาย ส่วนแบบที่สองมักเป็นคำแนะนำที่มาจากนักสำรวจเส้นทางโดยใช้รถยนต์ ซึ่งต้องบอกกันตรง ๆ ว่าล้มเหลวเสียเป็นส่วนใหญ่ คำแนะนำของคนประเภทนี้มักจะบอกให้ทำในสิ่งที่จักรยานไม่ควรทำหรือทำไม่ได้ เช่น แหม! แวะออกนอกเส้นทางไปห้ากิโลฯ เอง หรือข้ามสะพานลอยอันใหญ่ยักษ์นั้นไปก็จะถึงแล้ว หรืออ้อมไปอีกสิบห้ากิโลฯ อะไรทำนองนี้

     เพราะฉะนั้น ถ้าอยากให้การท่องเที่ยวด้วยจักรยาน ‘เกิด’ ขึ้นได้จริงในเมืองไทย (ซึ่งก็ไม่รู้หรอกนะครับว่าจะมีใครอยากให้เกิดหรือเปล่า) อันดับแรกสุด คนที่จะทำหน้าที่ ‘ส่งเสริม’ การท่องเที่ยวด้วยจักรยาน ก็จะต้องลุกขึ้นมาขี่จักรยานทางไกลกันเสียก่อน เพื่อทำความเข้าใจในอุปสรรค ข้อจำกัด และข้อได้เปรียบของการใช้จักรยาน

     เส้นทางหนึ่งที่จะเห็นได้ว่าเฟื่องฟูมากก็คือเส้นทางปั่นจักรยานจากกรุงเทพฯ ไปอยุธยาโดยใช้ถนนเลียบคลองเปรมฯ เส้นทางนั้นเป็นที่ ‘นิยม’ ของนักปั่นกันมาก โดยเฉพาะคนที่อยากปั่นให้เกินร้อยกิโลเมตรในหนึ่งวัน เมื่อมีนักปั่นมาก ก็เกิดมีร้านรวงเล็ก ๆ ของชาวบ้านเต็มไปหมดตลอดทาง เป็นร้านอาหาร ร้านขายนํ้า ที่นั่งพัก ฯลฯ

     ผมไม่รู้หรอกว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจมันสะพัดมากน้อยแค่ไหน แต่ที่รู้แน่ ๆ ก็คือเงินที่นักปั่นใช้เพื่อซื้อนํ้าหรือขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นไปถึงมือของ ‘คนเล็กคนน้อย’ และเท่าที่สังเกตดู พบว่าคนเริ่มหันมาปั่นจักรยานกันมากขึ้น และคนที่ปั่นจักรยานนั้น ไม่มีใครหรอกครับที่อยากปั่นอยู่ในกรุงเทพฯ เพียงอย่างเดียว ไม่มีใครหรอกครับที่อยากปั่นลัดเลาะไปตามรถติด ทุกคนอยากมี ‘เส้นทางจักรยาน’ ที่รื่นรมย์สวยงามให้ปั่นกันไกล ๆ ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีเส้นทางปั่นที่รื่นรมย์เป็นระยะทางยาว ๆ ให้เหมือนหรือดีกว่าถนนสายเลียบคลองเปรมฯ ก็จะทำให้คนลุกขึ้นมาปั่นจักรยานกันมากขึ้น อันจะทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น พร้อมกับได้ ‘กระจายรายได้’ ให้กับคนอื่น ๆ มากขึ้นด้วย

     ในอเมริกา มีองค์กรอย่าง Adventure Cycling Association (เข้าไปดูในเว็บไซต์ได้ที่ adventurecycling.org) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่คอยทำหน้าที่ ‘แนะนำ’ เส้นทางในการปั่นจักรยานให้กับนักท่องเที่ยวด้วยจักรยาน องค์กรนี้ไม่ได้ลุกขึ้นมา ‘ลงทุน’ สร้างทางจักรยานใหญ่ยักษ์ใหม่เอี่ยมประเภทที่ตัดภูเขาเข้าไปเป็นลูก ๆ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้มีการ ‘ผลาญงบประมาณ’ หรอกนะครับ แต่เขาใช้แค่ ‘สติปัญญา’ ในการ ‘เชื่อมร้อย’ เส้นทางที่มีอยู่แล้วเข้าด้วยกัน ถักทอออกมาเป็น Route ต่าง ๆ ที่น่าขี่มาก อาทิ การปั่นไปตามเส้นทางสาย Underground Railroad ซึ่งก็คือเส้นทางการหลบหนีของทาสในยุคสงครามกลางเมืองอเมริกัน เส้นทางนี้สวยมากเพราะปั่นผ่านไปตามแม่นํ้าอย่างโปโตแม็ก แม่นํ้าแชนานโดว์ หุบเขาต่าง ๆ แถมยังได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ด้วย

     ที่สำคัญก็คือ องค์กรนี้จะจัดเตรียมเส้นทางและแผนที่ไว้อย่างละเอียด พร้อมคำแนะนำในแต่ละเส้นทาง ว่าต้องทำอย่างไร ตรงไหนสวย ตรงไหนสูง ตรงไหนต้องเตรียมใจเตรียมแรง ตรงไหนมีจุดแวะพัก แต่ไม่ค่อยมี ‘ร้านอร่อย’ เท่าไหร่หรอกครับ (คาดว่าเพราะวัฒนธรรมการกินของเขาไม่เหมือนเรา)

     ที่เจ๋งที่สุดก็คือ องค์กรนี้ยังทำหน้าที่ ‘ฟาดฟัน’ ในทางกฎหมายให้กับนักปั่นด้วย เช่น มีเมืองบางเมืองในอเมริกาที่ห้ามจักรยานเข้าเมืองเด็ดขาด (อ้าว! มีจริง ๆ นะครับ) ตัวอย่างเช่นเมือง ‘เหยี่ยวดำ’ หรือ Black Hawk ในรัฐโคโลราโด ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ แต่อยู่ระหว่างเส้นทางที่นักปั่นจะต้องปั่นผ่าน องค์กรนี้ก็ร่วมกับองค์กรอื่น ๆ เช่น Bike Colorado ในการลุกขึ้นฟ้องร้องต่อสู้ทางกฎหมายแทนนักปั่น จนในที่สุด ศาลสูงของโคโลราโดก็สั่งให้เมืองนี้ต้องเปิดทางให้จักรยาน เป็นต้น

     เส้นทางปั่นจักรยานที่องค์กรนี้แนะนำเป็นเส้นทางเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่แนะนำว่าเส้นทางต่าง ๆ นั้นจะเชื่อมร้อยกันอย่างไร เส้นทางที่ว่ามีทั้งถนนที่รถวิ่ง เส้นทาง Bike Trail ต่าง ๆ รวมไปถึงเส้นทางลัดเลาะในป่า เส้นทางบนภูเขา ฯลฯ เพราะฉะนั้นนักปั่นแต่ละคนจึงสามารถเลือกระยะทาง ความสูง สภาพภูมิประเทศ วัฒนธรรม การศึกษาเรียนรู้ระหว่างทาง ฯลฯ ที่เหมาะสมกับความต้องการของตัวเองได้ ใครอยาก ปั่นหนึ่งวัน ห้าวัน หรือปั่นเป็นเดือน ๆ ก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องปั่นวนกลับมาที่เดิม พร้อมทั้งมีรายละเอียดต่าง ๆ ครบถ้วนสมบูรณ์

     ผมคิดว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในเมืองไทยได้ไม่ยาก เพราะมันไม่ต้อง ‘ผลาญงบประมาณ’ เยอะแยะมหาศาลเหมือนกับการตัดทางจักรยานเข้าไปในภูเขาอย่างที่ไต้หวันทำ ไต้หวันทำนั้นไม่น่าแปลกหรอกนะครับ เพราะตอนนี้ ไต้หวันได้ชื่อว่าเป็น ‘ดีทรอยต์แห่งจักรยาน’ ของโลกไปแล้ว ค่าที่เป็นประเทศที่ผลิตจักรยานส่งออกไปทั่วโลกมากที่สุดประเทศหนึ่ง เขาจึงส่งเสริมเส้นทางจักรยานกันอย่างเป็นลํ่าเป็นสัน มีการตัดเส้นทางจักรยานผ่าภูเขาเข้าไปเลยเพื่อให้ปั่นทางเรียบได้ไม่ต้องออกแรงขึ้นเขามากนัก

     ของเราไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นหรอกครับ เพราะนอกจากจะผลาญงบประมาณโดยใช่เหตุแล้ว ยังอาจทำลายธรรมชาติด้วย แต่คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ที่ยังไม่มีการส่งเสริมเรื่องนี้ เป็นเพราะมันไม่มีการ ‘ผลาญงบประมาณ’ ที่มากเพียงพอหรือเปล่าหนอ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ก็คงน่าสังเวชไม่น้อย

 


เรื่อง : โตมร ศุขปรีชา