การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ส่งพนักงานเดินทางเข้าร่วมงาน Cruise Shipping Asia-Pacific 2012 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-17 กันยายน 2555 ณ Marina Bay Cruise Centre ประเทศสิงคโปร์ โดยได้สรุปรายงานการเข้าร่วมงานตามรายละเอียด ดังนี้
     รูปแบบการจัดงาน
     กิจกรรมหลักที่สำคัญในงาน ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ

     1. การสัมมนาเกี่ยวกับสินค้าท่องเที่ยวด้านเรือสำราญภายใต้ Theme “Optimizing Opportunities in the Asia-Pacific Cruise Industry” โดยมีวิทยากรที่เป็น Key Person ในธุรกิจเรือสำราญเป็นผู้บรรยาย
     2. การอบรม Travel Agent Training ระดับ Beginner และ Intermediate ให้แก่ตัวแทนขายของบริษัทนำเที่ยวในสิงคโปร์ เพื่อให้มีความรู้ในการนำเสนอสินค้าและบริการท่องเที่ยวด้านเรือสำราญแก่นักท่องเที่ยว
     3. การเจรจาธุรกิจที่เกี่ยวข้องด้านเรือสำราญ โดยมี Exhibitor เข้าร่วมงานเป็นกลุ่มบริษัทผู้ผลิตเรือสำราญ, Port Operator, Ship Broker, Recruit Company รวม 43 ราย ในจำนวนนี้มีองค์กร ส่งเสริมการท่องเที่ยว (NTO) ของประเทศสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน อินโดนีเซีย มาเลเซีย เข้าร่วมด้วย

     สาระสำคัญของการเข้าร่วมสัมมนา 1. โอกาส ข้อจำกัด และความท้าทายของการท่องเที่ยวด้านเรือสำราญในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก การสัมมนาภายใต้ Theme “Optimizing Opportunities in the Asia-Pacific Cruise Industry” มีสาระสำคัญเกี่ยวกับศักยภาพของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวด้านเรือสำราญในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และการพัฒนาส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวด้านเรือสำราญในภูมิภาคนี้ วิทยากรได้กล่าวถึงโอกาส ข้อจำกัด และความท้าทายของการท่องเที่ยวด้านเรือสำราญในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สรุปได้ดังนี้

     โอกาสทางการตลาดของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในการรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มเรือสำราญในอนาคต 1. ตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มเรือสำราญมีแนวโน้มขยายตัวสูง
     • ข้อมูลทั่วไป : ปี 2012 คาดการณ์ตัวเลขนักท่องเที่ยวกลุ่ม Cruise จะเพิ่มเป็น 20 ล้านคน โดยอยู่ในอเมริกาเหนือ 12.5 ล้านคน ยุโรป 5 ล้านคน และภูมิภาคอื่น 2.4 ล้านคน และ ในปี 2015 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวในกลุ่ม Cruise ราว 22.3 ล้านคน โดยอยู่ในตลาดอเมริกาเหนือ 13.7 ล้านคน ยุโรป 5.7 ล้านคน และภูมิภาคอื่น 2.9 ล้านคน
     • ตลาดนักท่องเที่ยวเรือสำราญในอเมริกาเหนือ เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด มีจำนวนนักท่องเที่ยวมากกว่า 10 ล้านคน ครองส่วนแบ่งการตลาดถึงร้อยละ 91 อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มเรือสำราญที่อยู่นอกภูมิภาคอเมริกาเหนือมีอัตราเพิ่มขึ้น ถึง 3 เท่า โดยส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มจากร้อยละ 9 เป็นร้อยละ 30 ในปี 2011
     • สมาคม Cruise Line International Association วิเคราะห์โอกาสทางการตลาดในภูมิภาคเอเชียว่าในปัจจุบัน มี Penetration Rate เพียง 0.01% เท่านั้น หากสามารถส่งเสริมตลาดในภูมิภาคนี้ ให้เพิ่ม Penetration Rate ขึ้นเป็น 1% ได้ก็จะเท่ากับจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มเรือสำราญถึง 40 ล้านคน
     • จากการคาดการณ์ในเชิงเศรษฐกิจพบว่า การจับจ่ายใช้สอยของชนชั้นกลางจากทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้นจาก 21 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ  เป็น 56 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2030 และ 80% ของจำนวนการจับจ่ายใช้สอยของชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้นนี้จะมาจากชาวเอเชีย โดย เฉพาะชาวจีน ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพที่จะพัฒนาให้เป็นตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มเรือสำราญในอนาคต โดยคาดว่าชนชั้นกลางในจีนราว 300 ล้านคนเป็นตลาดศักยภาพสำหรับกลุ่มตลาดเรือสำราญในจีน
     • การเกิดตลาดใหม่ (New Asian Source Market) ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตสูง ได้แก่
     1. จีน ในปี 2011 มี Market size ประมาณ 500,000 คน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1 ล้านคน ในปี 2015 ซึ่งเป็นเพียงร้อยละ 0.3 ของประชากร Middle Class (300 ล้านคน) ในจีนซึ่งเป็นตลาดเป้าหมายเท่านั้น นอกจากนี้ประเทศจีนมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ กลุ่ม Cruise Tourism เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวหรือใช้จีนเป็นจุดเริ่มต้นในการเดินทางโดยเรือสำราญปีละกว่า 460,000 คน
     2. ญี่ปุ่น ปัจจุบันมี Market size ประมาณ 200,000 คน โดยมี Cruise Liner ที่เป็นทั้ง Local Cruise Lines และ International Cruise Line ในตลาด โดยมีการพัฒนาท่าเรือภายในประเทศให้เป็น Homeport เต็มรูปแบบ
     3. เกาหลี ปัจจุบันมี Market size ประมาณ 60,000 คน มี International Cruise Liner เข้าไปให้บริการ และเริ่มมี Local Cruise Liner เป็นครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2012 ภายใต้ชื่อ Harmony Cruise
     4. อินเดีย ปัจจุบันมี Market size ประมาณ 80,000 คน และยังไม่มี Local Cruise Liner มีเพียงตัวแทนขายของบริษัท International Cruise Liner เท่านั้น
     ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าในปี 2012 จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มเรือสำราญในเอเชีย จะมากกว่า 1.2 ล้านคน และเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดใหม่ดังกล่าว ในปัจจุบัน บริษัท Cruise Liner จึงได้เพิ่มจำนวนพนักงานประจำเรือที่สามารถสื่อสารภาษาจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี รวมทั้งเพิ่มบริการอื่น ๆ เป็นภาษาดังกล่าวด้วย อาทิ เคเบิลทีวี Show & Entertainment ภัตตาคาร อาหารและเครื่องดื่ม ป้ายชี้ทาง เป็นต้น

     2. จำนวนเส้นทางเดินเรือในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เพิ่มมากขึ้น
     • บริษัท Cruise Liner รายใหญ่มีแนวโน้มนำเรือสำราญขนาดใหญ่ เข้ามาให้บริการในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้น
     • ตัวอย่าง : เรือสำราญ Sea Dreams เสนอขายเส้นทางใหม่ในเอเชีย -เส้นทางภูเก็ต-ย่างกุ้ง 6/7 คืน -เส้นทางบาหลี-กรุงเทพ 7 คืน -เส้นทางไป-กลับ สิงคโปร์ 7 คืน รวมถึงแวะภูเก็ต 3 / 4 คืน -เส้นทางอินโดนีเซีย-ปาปัวนิวกินี-ออสเตรเลีย 14 คืน -เส้นทางกรุงเทพ-กัมพูชา-เวียดนาม-Sanya (จีน)-มาเก๊า-ฮ่องกง 14 คืน
     • การท่องเที่ยวอินโดนีเซียกำลังจะพัฒนาจุดแวะพักใหม่ คือ Probolinggo เพื่อนำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวภูเขาไฟ โดยนำเสนอให้ Cruise Liner ผนวกเข้าในเส้นทางเดินเรือจากสิงคโปร์-บาหลี อีกด้วย

     3. จำนวนเรือสำราญใหม่ ๆ ที่เพิ่มขึ้นในตลาด
     • นับตั้งแต่ปี 2000 มีเรือสำราญใหม่ที่เข้าเป็นสมาชิกของ Cruise Lines International Association (CLIA) จำนวน 143 ลำ คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า
     • เฉพาะในปี 2012 มีเรือสำราญใหม่ที่เข้าเป็นสมาชิกของ CLIA ถึง 13 ลำ

     4. การพัฒนาปรับปรุง/ขยายท่าเรือและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในประเทศที่เป็น Regional Cruise Hub ของภูมิภาค (สิงคโปร์, จีน , ฮ่องกง) เพื่อขยายการรองรับเรือสำราญที่จะเข้าสู่ภูมิภาคนี้มากขึ้น เช่น
     • สิงคโปร์ลงทุนสร้าง Marina Bay Cruise Centre เพื่อเป็น Cruise Terminal ด้วยงบประมาณ 350 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มเปิดใช้งานในเดือนพฤษภาคม 2012 โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มเรือสำราญได้จำนวน 1.3 ล้านคน ในปี 2013 (เพิ่มจาก 1 ล้านคนในปี 2010)
     • จีนลงทุนสร้างท่าเรือใหม่ใน 4 เมืองหลัก ได้แก่ Shanghai, Xiamen, Tianjin, Qingdao เพื่อรองรับเรือสำราญหรูหราขนาดใหญ่ โดยคาดการณ์ว่าท่าเรือที่เมืองเซี่ยงไฮ้จะมีเรือสำราญเข้ามาเทียบท่าเพิ่มขึ้นจาก 62 ลำในปี 2012 เป็น 150 ลำในปี 2013
     • นอกจากนี้ในเดือนสิงหาคม 2012 รัฐบาลจีนออกกฎหมายอนุญาตให้ Foreign Cruise Operator จัดตั้งตัวแทนธุรกิจเพื่อดำเนินการได้อย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก ซึ่งในขณะนี้ Cruise Lines ที่ใหญ่ที่สุด 3 แห่ง ได้แก่ Costa, Star Cruises และ Royal Caribbean ได้เข้าไปดำเนินการรุกตลาดจีนอย่างเต็มที่
     • รัฐบาลฮ่องกงอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง Hong Kong Kai Tak Cruise Terminal โดยจะเริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน 2013

ข้อจำกัด
     1. Cruise Liner มีความต้องการที่จะนำเรือสำราญเข้ามายังภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แต่ยังมีข้อจำกัดด้านจำนวนท่าเรือที่ไม่เพียงพอต่อการรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ได้ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการสร้างและพัฒนาท่าเรือ อย่างไรก็ตาม Mr. Calvin Tan, Asia Pacific Regional Director ของบริษัท Royal Caribbean International ได้ให้ความเห็นถึง Cruise Tourism ในประเทศไทยว่า ประเทศไทยยังคงเป็น Destination หลักของเส้นทางเดินเรือในภูมิภาคเอเชีย แม้ว่าในขณะนี้ยังไม่มีการพัฒนาท่าเรือสำหรับรองรับเรือสำราญโดยเฉพาะ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการปรับปรุงและพัฒนาการอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวให้มีระบบมากยิ่งขึ้น อาทิ การตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากร ฯลฯ ขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งบริเวณท่าเรือ อาทิ แท็กซี่ รถโดยสาร เป็นต้น
     2. มีค่าใช้จ่ายด้านนํ้ามันสูง เนื่องจากเป็นพื้นที่ตลาดระยะไกล

ความท้าทาย
     1. การสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวในรูปแบบเรือสำราญให้กับนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ รวมทั้งการให้ความรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวด้านเรือสำราญแก่ผู้เกี่ยวข้องในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม Travel Agents ที่จะเป็น ผู้นำเสนอขายแก่นักท่องเที่ยวโดยตรง 2. การพัฒนาและนำเสนอ Cruise Destination แหล่งใหม่ที่สามารถดึงดูด Cruise Liner ให้เลือกบรรจุอยู่ในเส้นทางเดินเรือ 3. การพัฒนาปรับปรุง/ขยายท่าเรือและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อรองรับเรือสำราญ จำเป็นต้องใช้เงินทุนสูง และต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน 4. การพัฒนา Home Based Market สร้างความต้องการของตลาด Cruise ภายในประเทศ เพื่อให้มีความต้องการของนักท่องเที่ยวจากภายในประเทศนั้น ๆ นอกเหนือจากนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวอยู่แล้ว

     2. แนวทางการพัฒนา Cruise Destination วิทยากรได้กล่าวถึงแนวทางการพัฒนา Cruise Destination โดยได้ยกตัวอย่างจากประเทศอินโดนีเซียโดยมี กระบวนการดังนี้
     1. การคัดเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพโดดเด่น น่าสนใจ
     2. การนำเสนอพื้นที่ / จัดให้ Cruise Liner มาสำรวจ โดยต้องแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพ และจะสามารถสร้างกำไรให้กับ Cruise Liner ได้มากน้อยเพียงใด
     3. การพัฒนา Facility พื้นฐานเพื่อใช้อำนวยความสะดวกเป็นการชั่วคราว เช่น ทุ่นลอยสำหรับขนส่งนักท่องเที่ยวขึ้นฝั่ง
     4. การพัฒนา Permanent Facility เช่น ท่าเทียบเรือนํ้าลึก Cruise Terminal

     ทั้งนี้ ในปี 2012 ประเทศอินโดนีเซียประมาณการว่าจะมีเรือสำราญแวะพักจำนวน 214 Calls และมีจำนวนนักท่องเที่ยวราว  113,000 คน ทั้งนี้ Port of Calls ที่สำคัญในปัจจุบันได้แก่ บาหลี บุโรพุทโธ และเกาะโคโมโด ซึ่งทางอินโดนีเซียกำลังจะพัฒนาจุดแวะพักใหม่ คือ ภูเขาไฟ Probolinggo โดยผนวกเข้าในเส้นทางเดินเรือจากสิงคโปร์-บาหลี

     นอกจากนั้น วิทยากรยังได้กล่าวถึงปัจจัยสำคัญในการเลือก Cruise Destination / Port of Call ดังนี้
     1. ต้นทุนค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่านํ้ามันและค่าบริการอำนวยความสะดวกที่ท่าเรือ
     2. ผลตอบแทน/กำไรที่จะเกิดขึ้น ทั้งจากค่าแพ็คเกจที่ขายได้ ค่าจับจ่ายใช้สอยบนเรือ และค่า Shore Excursion
     3. เป็นเมืองที่สามารถเดินทางเชื่อมโยงได้โดยเครื่องบิน (ในกรณีที่จะขายแพ็คเกจ Fly & Cruise)
     4. เป็นเมืองที่มีโรงแรมได้มาตรฐาน สามารถรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากได้
     5. ท่าเรือไม่ควรใช้ร่วมกับท่าเรือขนส่งสินค้า และต้องเป็นท่าเรือที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายเพื่อความสะดวกในการบริการผู้โดยสาร สัมภาระ รวมทั้งการลำเลียงอาหาร นํ้า อุปกรณ์ต่าง ๆ ฯลฯ ขึ้นเรือ ทั้งนี้ วิทยากรจาก Princess Cruises ให้ข้อมูลว่า ร้อยละ 80 ของผู้โดยสาร จะเลือกซื้อ Excursion Tours ล่วงหน้าผ่านทางเว็บไซต์ของทางบริษัท Cruise และสำหรับเส้นทางเดินเรือในเอเชียนั้น ผู้โดยสารมีสัดส่วนการซื้อ Excursion ในแต่ละ Port สูงถึงร้อยละ 50 อย่างไรก็ตาม รายได้ของ Cruise Liner ส่วนใหญ่มาจากค่าตั๋ว โดยค่า Tours & Excursion คิดเป็นร้อยละ 3 ของรายได้เท่านั้น ซึ่งทาง Cruise Liner ก็ต้องการผลักดันให้รายได้ส่วนนี้เพิ่มขึ้นด้วย

     3. ความร่วมมือกับพันธมิตรในการพัฒนา Fly & Cruise Package
     • ในปี 2011 จำนวนเรือสำราญที่แวะจอดที่สิงคโปร์และฮ่องกง มีทั้งสิ้น 498 Calls มีจำนวนนักท่องเที่ยว 1,076,003 คน ซึ่งในจำนวนนี้ประมาณการว่าร้อยละ 50 หรือ 538,000 คน เป็น Fly & Cruise Passenger
     • วิทยากรจาก Costa Cruise ซึ่งเป็น Cruise Liner ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ได้นำเสนอ Model ความร่วมมือระหว่าง Cruise Liner และสายการบิน Air France ในการพัฒนา Fly & Cruise Package ร่วมกันตั้งแต่ปี 2007 โดยความร่วมมือดังกล่าวรวมถึงการจัดตารางบินที่เหมาะสม, Guaranteed Air-seat, Loyalty Programme, One Stop Service Operation ฯลฯ ทั้งนี้ในระยะเวลา 5 ปีแรก มีจำนวนแพ็คเกจที่จำหน่ายได้ 180,000 แพ็คเกจ
     • นอกจากนี้ยังนำเสนอกรณีศึกษา Costa Cruise และสายการบิน Emirates ซึ่งในปี 2010 Costa มีจำนวนนักท่องเที่ยวเรือสำราญ 140,000 คนซึ่งเดินทางโดยแพ็คเกจ Fly & Cruise ของ Emirates จากประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับจากจุดบินในยุโรปมายังตะวันออกกลางและเอเชีย ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย อังกฤษ ทั้งนี้ยอดขายแพ็คเกจในช่วงปี 2009/2010 เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า

สาระสำคัญของการเข้าร่วมการอบรม Travel Agent Training
     ผู้จัดงานได้จัดการอบรม Travel Agent Training ในวันที่ 17-18 กันยายน 2555 ระหว่างเวลา 14.15-16.30 น. ให้กับตัวแทนขายของบริษัทนำเที่ยวในสิงคโปร์ เพื่อให้มีความรู้ในการนำเสนอสินค้าและบริการท่องเที่ยวด้านเรือสำราญแก่นักท่องเที่ยว ในระดับ Beginner และ Intermediate โดยได้เชิญวิทยากรที่เป็น Key Person ในธุรกิจเรือสำราญเป็นผู้บรรยาย เนื้อหาการอบรมประกอบด้วยหัวข้อสำคัญต่าง ๆ ได้แก่

     - Intro to Cruise : เป็นการแนะนำให้ผู้ประกอบการรู้จักการท่องเที่ยวด้านเรือสำราญ กล่าวคือ การท่องเที่ยวด้านเรือสำราญเป็นการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ สามารถเสนอขายให้กับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ทุกเพศทุกวัย (แต่กลุ่มหลัก ๆ คือกลุ่มฮันนีมูน กลุ่มครอบครัว และกลุ่มผู้สูงอายุ) และสามารถเสนอขายได้ตลอดทั้งปี มีความคุ้มค่าเงิน เนื่องจากนักท่องเที่ยวไม่ต้องเสียค่าบัตรโดยสารเครื่องบินหรือค่ารถ แต่ก็สามารถเดินทางไปได้หลายประเทศในทริปเดียว

     - Onboard Product for Asian Cruisers : วิทยากรกล่าวถึงสินค้าที่ให้บริการบนเรือซึ่งครอบคลุมการอำนวยความสะดวกและความสบายทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ที่พัก อาหารทุกมื้อ สปา สปอร์ตคลับ บาร์ การแสดงโชว์ เกม คาสิโน บริการซักรีด บริการเลี้ยงเด็ก ร้านเสริมสวย ร้านตัดผม เป็นต้น พร้อมกันนี้ ได้แนะนำให้ผู้ประกอบการต้องรู้จักการทำฐานข้อมูลลูกค้า (CRM) เพื่อจะได้รู้ว่าลูกค้าของเราต้องการอะไร

     - Luxury Cruise Market : กล่าวถึงตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มเรือสำราญซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่ม Luxury สิ่งที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ต้องการคือคุณค่า (อาจไม่สนใจเรื่องราคา) ต้องการได้รับประสบการณ์ที่ น่าประทับใจและน่าจดจำ ต้องการได้รับการบริการที่เป็นเลิศ ความสะดวกสบายอย่างที่สุด สถานที่ที่ต้องการไปต้อง Unique, Exotic เป็นต้น ดังนั้น ในการเสนอขายแพ็คเกจท่องเที่ยวเรือสำราญ ผู้ขายต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณค่าและประสบการณ์ที่แขกจะได้รับมากกว่าเรื่องของราคา และต้องเน้นการนำเสนอ Cruise Destination ที่แปลกใหม่ เช่น ขั้วโลกเหนือ แอฟริกาใต้ ฯลฯ รวมถึงการบริการบนเรือที่ลูกค้าจะได้รับตลอดการเดินทาง เพื่อเป็นการกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจในการซื้อขายแพ็คเกจ

ข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นจากการเข้าร่วมงาน
     ข้อมูลจากการสัมมนาแสดงให้เห็นว่าตลาด Cruise Tourism ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังกลายเป็นตลาดเป้าหมายของผู้เล่นรายสำคัญ คือ Cruise Liner จากทั่วโลก ในส่วนของประเทศไทยนั้น แม้ว่าสิ่งอำนวยความสะดวกและท่าเรือยังไม่ได้รับการพัฒนาเพื่อรองรับ Cruise Tourism อย่างเต็มรูปแบบ แต่เพื่อมิให้เสียโอกาสทางการตลาดดังกล่าวข้างต้น ททท. จึงควรพิจารณาแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับกลุ่มตลาดนี้อย่างเป็นรูปธรรมในข้อจำกัดที่ยังคงมีอยู่


เรื่อง : เด่นเดือน เหลืองเช็ง, วิภาดา น้อยพานิช