เป็นที่ยอมรับกันในระดับสากลว่า ประเทศไทยมีชื่อเสียงด้านอาหาร จากการติดตามผลการจัดอันดับในหลาย ๆ สำนัก ก็พบว่า อาหารไทยโดดเด่น เป็นที่รู้จักและนิยมชมชอบ แม้จะมีบางครั้งที่ขัดอกขัดใจอยู่บ้าง อย่างในกรณี การจัดอันดับของ Future Brand ในปี 2011–2012 ด้านอาหาร ประเทศไทยติดอันดับ 6 ในขณะที่สิงคโปร์ ติดอันดับ 5 ทำให้เกิดคำถามอื้ออึงกันในวงการว่า อาหารสิงคโปร์ คืออะไร ? 

แล้วที่สำคัญอาหารไทยแพ้สิงคโปร์ตรงไหน นอกจากนั้นแล้ว ก็ยังมีข้อสงสัยในการจัดอันดับเรื่องอาหารของ TOP 50 นั้น มีอาหารไทยติดอันดับอยู่ 4 รายการคือ แกงมัสมั่น ติดอันดับ 1 ต้มยำกุ้ง ติดอันดับ 8 นํ้าตกหมู ติดอันดับ 19 และ ส้มตำ ติดอันดับ 46 การจัดอันดับของ CNNgo ครั้งนี้ ทำให้บุคคลในวงการท่องเที่ยวไทยหลายคน ตั้งคำถามกันว่า แกงมัสมั่น มาได้อย่างไร

นอกจากประเด็นข้างต้นแล้ว ขณะนี้ ก็มีข้อมูลชุดใหม่ที่น่าสนใจมาก ไม่ว่าจะเป็น เรื่องความโดดเด่นของ Street Food เมืองไทย หรือข้อมูลเกี่ยวกับอัตราการส่งออกของวัตถุดิบเพื่อผลิตอาหารไทย
ที่สูงขึ้น ดังนั้น คอลัมน์ Tourism Talk ในฉบับนี้ ตั้งประเด็นการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องอาหารไทย โดยขอเรียนสัมภาษณ์ รศ. ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอย่าง
กว้างขวางว่า เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้บุกเบิกเรื่อง ครัวไทยสู่ครัวโลก เราลองมารับทราบแนวคิดและมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการที่จะทำให้รายได้ก้าวกระโดดด้วยอาหารไทยนั้น ท่านมีความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร

 

ขอเรียนถามเรื่อง จุดแข็งของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต คืออะไร

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต มีประวัติที่ยาวนาน คือ เดิม เราเป็นโรงเรียนการเรือน ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2477 กับ โรงเรียนอนุบาล ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2483 เมื่อนำ 2 โรงเรียนมารวมกัน จึงเป็นวิทยาลัยครูสวนดุสิต มุ่งผลิตครูอนุบาลและครูการเรือนมาโดยตลอด จากประวัติความเป็นมาดังกล่าว ทำให้ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต จึงมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นอยู่ 4 ด้าน คือ ด้านแรก คือ อาหาร ด้านที่สอง คือ การศึกษาปฐมวัย ด้านที่สาม คือ อุตสาหกรรมบริการ ท่องเที่ยว โรงแรม และด้านสุดท้ายคือพยาบาลศาสตร์ โดยส่วนของพยาบาลนั้น จะร่วมกับโรงพยาบาลราชวิถีและโรงพยาบาลวชิระ  เป้าหมายของพยาบาลที่เราผลิต จะมุ่งเน้นในเรื่องการดูแลเด็กและผู้สูงอายุ แต่หลักสูตรพยาบาลจะถูกบังคับด้วยสภาการพยาบาล การแยกหลักสูตรย่อย ๆ เป็นไปได้ยาก

 

ประเด็นเรื่อง “อาหาร” ขอขยายความจากท่านว่า ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้มีการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับอาหาร และผลิตบุคลากร ป้อนอุตสาหกรรมบริการอย่างไร

การผลิตบุคลากรในสายอาหาร ปีหนึ่งจะผลิตประมาณ 400-600 คน เป็นระดับปริญญาตรี ส่วนการฝึกอบรมด้านอาหาร ปีหนึ่งจะมีจำนวนคนที่ผ่านจากสวนดุสิต เป็นหลักพันคน เรามีโรงเรียนการอาหารนานาชาติที่ใช้สำหรับการอบรมโดยเฉพาะ เราดึงหน่วยงานที่ผลิตบัณฑิตสาขาอาหารและส่วนที่เกี่ยวข้องมาตั้งเป็นโรงเรียนการเรือน มีศักดิ์ศรีเทียบเท่าคณะ มีหลักสูตรหลัก ๆ คือ คหกรรมศาสตร์ อุตสาหกรรมอาหารและบริการ สุขาภิบาลอาหาร เหล่านี้ จะสังกัดโรงเรียนการเรือนโดยเฉพาะ เพื่อให้ห้องปฏิบัติการทั้งหลายมารวมกัน เครื่องมืออุปกรณ์ใช้ร่วมกัน และเป็นเครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุดในประเทศก็ว่าได้ เราเข้าไปมีส่วนร่วมในการผลิตอาหารระดับชาติมาตั้งแต่สมัยการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประมาณ พ.ศ. 2541 ในครั้งนั้น เราร่วมกับบริษัทการบินไทยในการผลิตอาหาร หลังจากนั้น ก็จะมีส่วนในการรับผิดชอบ กีฬาระดับชาติ เช่น ซีเกมส์ ลูกเสือโลก หรือการแข่งขันกีฬาระดับใหญ่ เราได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วม เพราะเรามีความพร้อมทั้งบุคลากร ทักษะ ที่สามารถจะดำเนินการในลักษณะที่เป็นMass ได้ นอกจากนั้น เรายังได้ส่งเด็กเข้าประกวด ที่ผ่านมา เป็นการแข่งขันโอลิมปิกอาหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เราได้ 4 เหรียญทอง สำหรับทีมอาหารโอลิมปิกของไทย ที่เป็นยุวชน มีการแข่งขันกันเป็นปีแรก ในตัวจริงและตัวสำรอง 10 คน เป็นของสวนดุสิตแล้ว 7 คน ในตัวจริง 5 คน ก็มาจากสวนดุสิต 4 คน

ถ้ามีการเชื่อมโยงในเรื่องอาหาร กับการท่องเที่ยว

ท่านมองว่า มันถูกเชื่อมโยงในมิติใดบ้าง และยังมีปัจจัยใดที่จะนำอาหารเข้ามาในเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยว

ตามปกติ ผมมองว่า เรื่องการท่องเที่ยวของไทย จุดดึงดูดหลักคือ สถานที่ท่องเที่ยว การบริการ และอาหาร สามส่วนนี้จะต้องมาประกอบกัน การบริการ คือทุกอย่าง และคนไทยมีคุณลักษณะพิเศษในเรื่องการให้บริการ สำหรับอาหาร โดยเฉพาะกรุ๊ปทัวร์ และถ้าสังเกต จะพบว่า ไม่ว่าจะไปท่องเที่ยวที่ไหน เมื่อถึงเวลากิน เขามักจะเน้นว่า ต้องมีอาหารของชาติเขา อย่างทัวร์ไทยไปต่างประเทศ ก็จะต้องเน้นอาหารไทย แต่จะมีอาหารบางส่วนที่ถูกประยุกต์เข้าไปกับอาหารของชาตินั้น ๆ สำหรับการประยุกต์อาหารไทยนั้น เราต้องประยุกต์ตามตัวตนของเราที่เราเป็น เราต้องเข้าใจว่า สิ่งที่เขาต้องการคืออะไร เขากังวลในเรื่องของความสะอาดของอาหาร คุณภาพของอาหาร ของวัตถุดิบ เราต้องร่วมกับกรุงเทพมหานครในการเข้าไปตรวจ แนะนำการผลิตอาหารให้มีคุณภาพ ถูกสุขอนามัย เหล่านี้ ผมว่า มันเป็นกลไกอย่างหนึ่งของการท่องเที่ยวที่สำคัญ

ท่านกล่าวถึง ความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร ในการตรวจแนะนำเรื่องการผลิตอาหาร โดยเฉพาะเรื่องความสะอาด ประเด็นนี้ อยากสอบถามความเห็นของท่านที่มีต่อ Street Food ของไทย เนื่องจากผลการวิจัยของ ททท. ระบุว่า นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้ความสนใจ Street Food มาก

ในภาพรวม Street Food เมืองไทย มันค่อนข้างที่จะเป็นอาหารหลักของนักท่องเที่ยว ซึ่งผมหมายรวมถึงร้านค้าเล็ก ๆ ที่อยู่ริมถนนด้วย ไม่จำเป็นต้องเป็นรถเข็นอย่างเดียว สำหรับร้านค้าเล็ก ๆ ที่อยู่ริมถนน ทำอย่างไรจะให้เขามีคุณภาพ เช่น มัสมั่นเนื้อ หรือ มัสมั่นไก่ ถ้าเลือกเนื้อ หรือ ไก่ ให้มีคุณภาพนิดหนึ่ง และทำอย่างที่มันควรจะทำ ถ้าเก็บไว้ ก็ไม่ควรจะนาน ถ้านานสีจะเปลี่ยน และฝรั่งเขาจะดูสีของอาหาร ถ้าสีเข้ม หมายถึง เก็บไว้นานเกิน 2 วัน และวิธีการกิน ไม่ต้องกินกับข้าวก็ได้ มัสมั่นกินกับขนมปังก็ได้ นี่คือการประยุกต์ สำหรับอาหารจำพวกเส้น มันกินสะดวก ง่าย เช่น ผัดไทย ขอให้เลือกสรรหน่อย ภาชนะที่ใส่ ขอให้มันดูดีหน่อย ช่วงหลัง ผมเห็นใส่กระทงกระดาษ อันนี้ผมก็ไม่ว่าอะไร เพราะพวกนี้ กินอาหารกล่องของจีน ก็เป็นกล่องกระดาษ แต่ทำให้มันดูดีหน่อย อย่างตะเกียบขอให้สะอาด บริเวณที่ปรุงขอให้สะอาด อย่างเกาหลี ที่ดัง เพราะเรามองดูแล้ว มันสะอาด ตอนนี้เป็นจุดขายของเกาหลี อาหารเกาหลีนี่ กิน Street Food ทั้งนั้น ภัตตาคารหรือร้านอาหารใหญ่ ๆ ในเกาหลี มีน้อย

 

จุดที่ทำให้อาหารไทย ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวก้าวกระโดด คืออะไร

ผมมองว่า จุดสำคัญของอาหารไทยอยู่ในวัตถุดิบ คือ การขายวัตถุดิบของไทย อย่าไปกังวลเรื่องการเรียกชื่อ ถ้าคุณใช้วัตถุดิบของไทย มันกำไรอยู่แล้ว จุดขายมันเบี่ยงเบนไปได้ ใช้ซอสของเรา ใช้นํ้าจิ้มของเรา เราขายได้หมด ไม่จำเป็นต้องใช้ชื่อร้านอาหารไทยก็ได้ มันอาจจะเป็น อาหารไทยสไตล์ฮ่องกง อาหารไทยสไตล์เกาหลี เดี๋ยวนี้ลองไปดูแมคโดนัลด์ พิซซ่า เคนตั๊กกี้ ก็ยังมีรสไทย ๆ คนที่มากินก็เลือกกินในสิ่งที่เขารู้จัก เช่น รู้จักพิซซ่า ก็เลือกกินพิซซ่า อาจจะลองพิซซ่าหน้าไทยดูบ้าง ก็เหมือนกับกินอาหารไทย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องคิด ไม่ใช่คิดแต่จะขายอาหารไทย ถ้ามันทำเหมือนกันเมื่อไหร่ มันตายทั้งนั้นแหละ แข่งกันตาย

 

การมองเรื่องอาหารไทยให้มันมีมิติที่เคลื่อนไหว ไม่ตายตัว เข้าไปอธิบายกับโลก กับเพื่อนบ้าน มันจะทำให้เรามีพื้นที่ปฏิบัติการที่กว้างขึ้น

ใช่ครับ เพราะเรื่องวัตถุดิบต้องใช้ของไทยอยู่แล้ว วัตถุดิบ เราขายเป็นตัวหลัก มันไม่ใช่ร้านอาหาร เวียดนามที่รวย ไม่ใช่เพราะเวียดนามขายอาหารไทย แต่เวียดนามค้าส่งวัตถุดิบไทยให้คนในอเมริกา คุณจะซื้อไปทำอะไรก็แล้วแต่คุณ การสนับสนุนให้ตั้งร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ผมเคยตั้งข้อสังเกตว่า คิดใหม่ไหม อย่าไปสนับสนุนให้ตั้งร้านโดยคนไทย ทำไมไม่ให้คนในประเทศนั้น ๆ ตั้ง แล้วสอนและสนับสนุนให้คนของเขากินอาหารไทย สิ่งที่เราทำคือ เราไปฝึกให้คนต่างชาติกินอาหารไทยให้เป็น ทำอาหารไทยเป็น ถ้าเราส่งคนไทยออกไปเป็นแม่ครัว กฎหมายก็ไม่รู้เรื่อง ภาษาก็ไม่รู้เรื่อง ความสะอาด การติดต่อ เหล่านี้ คนไทยไม่รู้เรื่อง

 

สวนดุสิต มีโครงการไปตั้งสถาบันสอนทำอาหารไทยในต่างประเทศ หรือเปล่า

เราเคยทำให้ ภายใต้โครงการ ครัวไทยสู่ครัวโลก ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เราทำ 5 ประเทศ ตอนนั้น เรายืนยันว่า เราไปสอนให้ แต่ไม่ตั้งร้านอาหารไทย เราไปสอน ไปอบรม โดยให้พ่อครัวของประเทศนั้น ๆ
มาเข้ารับการอบรม คนของเขากิน บางทีคนที่มาอบรมเป็นคนไทยด้วยซํ้า เพราะสิ่งที่ทำไป มันไม่ถูก แต่ตอนหลังก็ถูกตัดงบประมาณไป จาก 5 ประเทศ ก็เหลือญี่ปุ่นที่เราทำเอง

 

ลักษณะนี้ คือ เป็นการส่งออกองค์ความรู้ เกี่ยวกับอาหารไทย ภูมิปัญญาไทย และในกรณีของวัตถุดิบ ตอนนี้เป็นอย่างไร

ดีครับ ตอนนี้คนไทยเริ่มเข้ามาทำ เริ่มมาแย่งที่คนเวียดนาม วัตถุดิบของไทยที่ส่งไปต่างประเทศ อย่างตัวหลัก ๆ เช่น เครื่องแกงทั้งหลาย ซอสทั้งหลายมาจากประเทศไทย เครื่องจิ้มหลายตัว ตอนนี้เริ่มส่งออกไปมากขึ้น ทำรายได้มากขึ้น ล่าสุด ผมเห็นปูเค็มกระป๋อง แมงดา ผลิตในไทย ส่งออกไปขาย มีทุกอย่างที่ต้องการ หีบห่ออย่างดี คนไทยที่อยู่ต่างประเทศ พวกร้านอาหารไทย ต้องการมากที่สุดคือวัตถุดิบจากไทย ในอเมริกา วัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารไทยมีมอเตอร์ไซค์ส่งถึงบ้าน เป็นธุรกิจที่ขยายตัวมาก โดยเฉพาะเมืองที่มีชาวต่างชาติอยู่มาก เช่น แคลิฟอร์เนีย เท็กซัส และเดี๋ยวนี้มีดีลิเวอรีทั้งนั้น

 

ตัวชี้วัด ตอนนี้ต้องเปลี่ยนแล้ว ไม่ใช่จำนวนร้านอาหารไทย แต่ต้องเป็น....

ต้องเป็นวัตถุดิบของไทยที่ส่งไปต่างประเทศ ร้านอาหารไทย เกิดและตายใกล้เคียงกัน ทำอย่างไรให้คนในประเทศนั้น ๆ เป็นคนเปิดทำธุรกิจร้านอาหารไทยเอง พวกนี้ อยากได้รับการฝึก ได้รับการอบรม เราก็ออกไปฝึกอบรมให้เขา ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องการไปเปิดร้านอาหารไทยเอง ร้านอาหารไทยในต่างประเทศเอง ก็ยินดีสนับสนุนสถานที่ในการฝึกอบรม เพราะช่วงเช้าถึงกลางวัน ก็ยังไม่มีแขก สามารถใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรมได้

 

นอกจากการทำอาหารไทยแล้ว ท่านมีประสบการณ์อื่นจะแลกเปลี่ยนเพิ่มหรือไม่

การทำอาหารไทยในต่างประเทศ บางครั้งวัตถุดิบหาไม่ยาก เช่น ผมเคยคั้นกะทิสด ตอนนั้นไปอเมริกา มะพร้าวหาไม่ยาก เยอะแยะ ส่งมาจากฮาวาย ก็เอามะพร้าวมา ใช้ฝาเบียร์ขูดมะพร้าว จากนั้นก็คั้น ได้กะทิสด อย่างต้มยำกุ้ง ต้นตำรับจริง ๆ เป็นนํ้าใส ต้มยำกุ้งเวลาทำ เราจะใส่ไปหมดเลย ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ฝรั่งนี่ อะไรที่อยู่ในถ้วย กินหมด ดังนั้น วิธีกิน คือ ต้องตักแต่นํ้าต้มยำ เหมือนซุป ไม่ต้องลอยให้สวย เพราะลอยให้สวย มันกินไม่ได้ ต้องสอนวิธีตัก ต้องตักใส่ถ้วยแบ่ง กรณีกุ้ง ก็ชอบเอาเปลือกกับหางลงไปด้วย ฝรั่งไม่เข้าใจ เพราะมันกินหางไม่ได้ ต้องเอาออกให้หมด การสอนทำอาหารไทย ต้องสอนอย่างที่เป็น Original ต้องสอนพื้นฐานที่ถูกต้องออกไปก่อน สอนว่า มันทำอย่างไร ส่วนการที่ผู้เรียนจะไปประยุกต์ มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง วิธีกินอาหารไทยสำคัญที่สุด เช่น จะกินแกงเขียวหวานไก่ เครื่องเคียงควรจะเป็นอะไร จะกินกับเนื้อเค็มก็ได้ ปลาสลิดทอดก็ได้ หรือปลาเล็กปลาน้อยทอดก็ได้ คือ จะต้องตัดด้วยรสเค็ม อาหารไทยมีเครื่องเคียงด้วย ที่ผ่านมา เราลืมวิธีกิน เรากินอาหารมักง่ายมานาน

 

ความละเมียดละไมมันได้หายไป เนื่องจากความเป็นเมือง ความเร่งรีบ

มีไม่กี่ประเทศเท่านั้น ที่ใช้คำว่า Cuisine แต่ไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ใช้คำว่า Cuisine ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะในสำรับหนึ่ง มีครบ

 

ขอเรียนถามความเห็นท่านเกี่ยวกับเรื่อง ข้าว ซึ่งประเทศไทยมีหลากหลาย เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะมีสร้างสรรค์ เมนูอาหาร โดยระบุเรื่องความหลากหลายของข้าว เช่น ลูกค้าสามารถสั่งอาหารได้อย่างหลากหลาย เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวสังข์หยด ข้าวกล้อง

ผมเคยเห็นที่ S&P มีเมนูให้เลือกระหว่าง ข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้อง หรือข้าวแดง แต่ผมขอเรียนอย่างนี้ว่า อาหารไทยบางประเภท ถ้าเอาข้าวลงไปคลุก มันต้องใช้ข้าวเก่า อย่างข้าวผัด จะต้องใช้ข้าวเก่า ใช้ข้าวหอมไม่ได้ เพราะมันแฉะ ใช้ไม่ได้ การเสิร์ฟข้าว ตอนนี้ชอบตักข้าวใส่ถ้วยก่อน แล้วเคาะลงบนจานทำให้ข้าวมีรูปร่างกลม ๆ อันนี้ ผมว่าไม่น่าจะถูก เพราะกลิ่นของข้าวสวยจะมาจากการซุย และตักวางลงบนจาน ข้าวใหม่หอม ๆ ของไทย เหมือนกินข้าวญี่ปุ่น เพราะมันจะมียาง

 

ประเด็นเรื่อง Cooking School ท่านเห็นเรื่องนี้อย่างไร

ของสวนดุสิต ส่วนใหญ่ ผู้มาเรียนจะมาจากสถานทูตบ้าง กระทรวงการต่างประเทศบ้าง ค่าเรียนของเราจะแพง เพราะค่าตอบแทนอาจารย์แพง วัตถุดิบจะคัดสรรแต่สิ่งดี สำหรับโรงเรียนสอนทำอาหารที่เปิดทั่วไป ผมคิดว่า ต้องสนับสนุนให้ผู้สนใจทำเลย แต่ช่วยให้รับผิดชอบในสิ่งที่ทำด้วย กระทรวงศึกษาธิการต้องเปิดโอกาสให้ทำ สนับสนุน แล้วความรับผิดชอบจะเกิดขึ้น เรามักจะเอากฎกติกาไปจับ พอมันไม่มีอิสระ ก็เลยต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ให้เขาทำไปตามปกติ แต่ช่วยดูแลหน่อย อย่าไปบล็อกวิธีการทำ ทำอย่างไรจะไปสนับสนุน ให้มีความรับผิดชอบ ในกรณีของนักท่องเที่ยว ถ้าระหว่างที่ท่องเที่ยวอยู่แล้วอยากเรียนการทำอาหารไทย ก็สามารถจะเรียนได้เลย ไม่ต้องเดินทางมาที่สวนดุสิต ผมกำลังจะบอกว่า ให้สนับสนุนให้มีมาก ๆ กระจายไปในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น พักที่ถนนข้าวสาร ก็ไม่ต้องเดินทางมาเรียนที่สวนดุสิต เสียค่าเดินทาง ก็ให้เรียนที่ถนนข้าวสารเลย เขาต้องการรู้ว่า มันทำอย่างไร เพื่อเขาจะได้เอากลับไปทำได้บ้าง บางทีเขายังไม่ต้องการใบประกาศนียบัตรด้วยซํ้า ทีนี้พอทำเป็น ก็ต้องซื้อวัตถุดิบ เราก็ขายได้ มันไปได้ แม้กระทั่งระหว่างเรียน เราให้ผ้ากันเปื้อนสวย ๆ ผ้าคาดผมสวย ๆ เขาก็จะเก็บเป็นของที่ระลึก

 

สุดท้ายขอความเห็นท่านเรื่อง ขนมไทย

ขนมไทยมีปัญหาเรื่องความหวาน เดิมคนไทยกินขนมเพื่อจะตัดความเผ็ด เพราะอาหารไทยเผ็ด ขนมที่มีรสชาติหวาน ต้องลดความหวาน อย่าไปทำให้มันกินโดด ๆ เช่น คุณเติมข้าวเหนียวได้ไหม หรือ ข้าวต้มมัด หรือกินกับไอศกรีม

 

ช็อกโกแลต เขาก็หวานนะ

เขามีวิธีกินของเขามาแต่เดิม ถ้าเราบอกวิธีกินให้เขา เขาจะกินได้ แต่วิธีทำขนมไทย มันค่อนข้างยาก บางทีเราไม่ประยุกต์วิธีกิน คนไทยมีวัฒนธรรมในการกิน มากกว่าวัฒนธรรมในการทำ แต่เราไม่เคยเรียนรู้วัฒนธรรมในการกิน แต่เราไปมุ่งเน้นเรื่องวัฒนธรรมในการทำ ผมสอนเด็กว่า คุณต้องเรียนวิธีกินก่อนที่คุณจะไปเรียนวิธีทำ

 


เรื่อง : ยุวดี นิรัตน์ตระกูล