ปรากฏการณ์สำคัญอย่างหนึ่งในกระแสท่องเที่ยวไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คือ การเกิดขึ้นอย่างมากมายของแหล่งท่องเที่ยวชนิดใหม่ที่เรียกว่า “Retro Market” (ตลาดย้อนยุค)


     Retro Market มิใช่การฟื้นฟูตลาดเก่าที่ซบเซาให้กลับมามีชีวิตใหม่เพียงอย่างเดียว เช่น ตลาดสามชุก หรือตลาดเก่าทั้งหลายที่นิยมพ่วงท้ายชื่อตลาดแบบใหม่ด้วยคำฮิตว่า “100 ปี” แต่ในกรณีนี้ยังหมายรวมถึงการก่อสร้างพื้นที่ตลาดขึ้นมาใหม่โดยตั้งใจออกแบบให้มีลักษณะของการจำลองกลิ่นอายและบรรยากาศอันหวนรำลึกย้อนไปถึงตลาดในอดีตเมื่อเกือบ 100 ปีที่ผ่านมา อาทิ ตลาดนํ้า 4 ภาค พัทยา, ตลาดนํ้าอโยธยา, เพลินวาน, หรือแม้กระทั่ง Cicada Market หัวหิน เป็นต้น

 


     ที่น่าสนใจเป็นพิเศษจนต้องนำมาเขียนถึง ก็เพราะในทัศนะผม Retro Market มิได้เกี่ยวข้องสักเท่าไรเลยกับสำนึกว่าด้วยความต้องการที่จะอนุรักษ์หรือรื้อฟื้นแบบแผนวิถีชีวิตดั้งเดิมที่ปรากฏอยู่ในตลาดเก่าทั้งหลายในแบบที่คนส่วนใหญ่มักจะพูดถึงกัน เวลาเมื่อกล่าวถึงโครงการรื้อฟื้นตลาดเก่าให้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งแต่อย่างใด

     โครงการเหล่านี้ โดยเนื้อแท้มิได้เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองเป้าหมายและผู้ใช้สอยแบบเก่าอีกต่อไป แต่ตัวมันเองคือพื้นที่ชนิดใหม่ที่มิใช่ทำหน้าที่ขายแต่สิ่งของเครื่องใช้หรือของกินตามนิยามของตลาดแบบเดิมเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นพื้นที่ที่เสนอขายภาพลักษณ์และความแปลกใหม่ในสถานะของการเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของคนชั้นกลางในเมืองไปพร้อม ๆ กัน
กล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือ Retro Market เป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมการท่องเที่ยวของคนชั้นกลางในเมืองโดยเฉพาะ อันเป็นผลพวงสืบเนื่องโดยตรงมาจากปรากฏการณ์ทางสังคมวัฒนธรรมที่เราเรียกว่า “Nostalgia Tourism” (การท่องเที่ยวแบบโหยหาอดีต)

Nostalgia Tourism : การท่องเที่ยวบนจินตนาการว่าด้วยวันชื่นคืนสุข
     Nostalgia Tourism คือปรากฏการณ์ในเชิงการท่องเที่ยวรูปแบบหนึ่ง ที่ตอบสนองความต้องการ “โหยหาอดีต” (Nostalgia) และนำมาสู่ความต้องการที่จะหวนย้อนกลับไปมีประสบการณ์ “วันชื่นคืนสุข” ในอดีตนั้นๆ อีกครั้ง
วันชื่นคืนสุขในที่นี้มิได้หมายถึงอดีตในลักษณะประสบการณ์ตรงที่นักท่องเที่ยวแต่ละคนเคยประสบพบเจอมาเองในวัยเด็กแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายรวมไปถึงวันชื่นคืนสุขที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นจินตนาการร่วมกันของสังคมว่า ณ ยุคสมัยหนึ่งสมัยใดในอดีต คือช่วงเวลาแห่งความสุข เจริญรุ่งเรือง หรือสวยงามที่สุด เป็นต้น

     ยิ่งสังคมไหน ตกอยู่ในสภาวะที่ขาดความมั่นใจหรือมีวิกฤตต่อสภาพสังคมในยุคปัจจุบันและรู้สึกหมดหวังต่อสังคมในอนาคตของตนเองมากเท่าไร ปรากฏการณ์โหยหาอดีตก็จะยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น และแน่นอนว่า จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเพิ่มขึ้นของสิ่งที่เรียกว่า Nostalgia Tourism

     ผลการศึกษาของ University College London เมื่อ ค.ศ. 2007 พบว่า 90% ของนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษเลือกที่จะท่องเที่ยวในสถานที่ที่เกี่ยวพันเชื่อมโยงกับประสบการณ์หวานชื่นในอดีตของตนเอง มากกว่าที่จะเลือกท่องเที่ยวในสถานที่แปลกใหม่ที่ไม่เคยไปมาก่อน ปรากฏการณ์ Nostalgia Tourism นี้มิใช่เกิดขึ้นในสังคมใดสังคมหนึ่ง แต่มันกำลังเป็นกระแสการท่องเที่ยวในระดับสากลที่มีอัตราการเจริญเติบโตเพิ่มสูงขึ้นในทุก ๆ ปี ไม่เว้นแม้กระทั่งในสังคมไทย ซึ่งเมื่อมองสำรวจย้อนกลับไปประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา อาจกล่าวได้ว่า Nostalgia Tourism ของไทยที่โดดเด่นที่สุด คือ การเกิดขึ้นของ Retro Market ในรูปแบบต่าง ๆ

Retro Market: Nostalgia Tourism แบบไทย ๆ
     อาจกล่าวได้ว่าสถานที่แห่งแรก ๆ ที่เป็นตัวจุดกระแสนี้ขึ้นในสังคมไทย คือ ตลาด 100 ปีสามชุก ที่สุพรรณบุรี ซึ่งเริ่มมีการปรับปรุงขึ้นจนเป็นลักษณะดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบันราว พ.ศ. 2543 และนับตั้งแต่ตลาดสามชุกเป็นต้นมา การรื้อฟื้นตลาดเก่าในรูปแบบเช่นที่ตลาดสามชุกทำก็ได้แพร่หลายกระจายไปทั่วประเทศ ที่ชัดเจนและประสบความสำเร็จที่สุดก็คือ เชียงคาน
และในที่สุด ปรากฏการณ์นี้ก็ได้ยกระดับไปสู่การออกแบบก่อสร้าง Retro Market ขึ้นใหม่โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องยึดโยงอยู่กับพื้นที่ตลาดเก่าอีกต่อไป อาทิตลาดนํ้าสี่ภาค พัทยา เมื่อ พ.ศ. 2551 เพลินวาน เมื่อ พ.ศ. 2552 ตลาดนํ้าหัวหินสามพันนาม พ.ศ. 2554 และ Cicada หัวหิน พ.ศ. 2554 ทั้งนี้ยังไม่นับรวมเทรนด์ในการออกแบบโรงแรมแนวใหม่ที่เริ่มมองเห็นการใช้รูปแบบและบรรยากาศของตลาดเก่ามาเป็นแนวคิดหลักของโรงแรม เช่น พระนครนอนเล่น เป็นต้น

     หากพิจารณาดูแนวโน้มการเกิดขึ้นของ Retro Market ในสังคมไทย เราจะพบข้อสังเกตสำคัญประการหนึ่งคือ เป็นกระแสที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ พ.ศ. 2540 อย่างมีนัยสำคัญ ที่เป็นเช่นนี้เพราะRetro Market คือปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวพันโดยตรงกับปรากฏการณ์ Nostalgia ในสังคมไทย หลังวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ พ.ศ. 2540

     วิกฤตดังกล่าว ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสังคมไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนชั้นกลางถึงคนชั้นสูงในเมือง คนกลุ่มนี้ตกอยู่ในสภาวะที่ขาดความมั่นใจต่อสภาพสังคมในยุคปัจจุบัน และเกิดความรู้สึกหมดหวังต่ออนาคต คนชั้นกลางไปจนถึงคนชั้นสูงในเมืองต่างพากันผิดหวังต่อระบบทุนนิยมและกระแสโลกาภิวัตน์ หากย้อนกลับไปศึกษาบรรยากาศในยุคดังกล่าว เราจะพบเห็นบรรยากาศในลักษณะที่ต่อต้านทุนนิยมโลกาภิวัตน์อย่างขนานใหญ่ในสังคมไทย กระแสชาตินิยมทางเศรษฐกิจถูกปลุกขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม กระแสเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการพูดถึงในวงกว้าง วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมในสังคมแบบบ้านนอกต่างจังหวัดถูกสร้างขึ้นเป็นภาพ ในจินตนาการของคนชั้นกลางที่อยากจะย้อนหวนกลับไปสัมผัสอีกครั้ง

     ภาพของชุมชนต่างจังหวัด บ้านเรือน ทุ่งนา และตลาดเก่า ได้ถูกสร้างขึ้นเป็นแบบจำลองในจินตนาการที่สวยงามเป็นสุขของสังคมไทยและถูกโฆษณาสั่งสอนผ่านสื่อต่าง ๆ แทบไม่เว้นแต่ละวัน จนภาพเหล่านี้ได้ถูกสถาปนาขึ้นเป็นภาพแห่ง “วันชื่นคืนสุข” ของสังคมไทยในอุดมคติ

     ทุนนิยม/บริโภคนิยม คือ กิเลสบาปหยาบช้า โลกาภิวัตน์ คือ ผู้ร้ายที่จ้องทำลายความเป็นไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น คือ ทางออกใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง คือ พระเอกที่จะช่วยเยียวยาไม่ให้สังคมไทยดำดิ่งลงไปยังเหวลึกของความเลวร้าย สิ่งเหล่านี้ คือ สมการในความคิดของคนชั้นกลางและสูงในสังคมไทยเป็นจำนวนมากภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งภาพดังกล่าวนี้ได้ถูกประกอบสร้างขึ้นจนเป็นมาตรฐานการรับรู้หลักของคนชั้นกลางไทยในสมัยต่อมาด้วย แม้ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นคนรุ่นต่อมาที่มิได้ประสบพบวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ พ.ศ. 2540 ด้วยตนเองก็ตาม

     หากกล่าวเฉพาะในมิติของการท่องเที่ยว ภาพของการท่องเที่ยวในรูปแบบเดิม ๆ ถูกมองว่าเป็นสิ่งฟุ้งเฟ้อภายใต้กระแสทุนนิยม บริโภคนิยม และด้วยบริบทเช่นนี้เองที่ Retro Market ได้ถือกำเนิดขึ้น และเข้ามาเติมเต็มช่องว่างในกระแสการท่องเที่ยวไทยยุคหลังวิกฤตเศรษฐกิจ

     Retro Market มิได้ทำให้ ทุนนิยม/บริโภคนิยม อันเป็นกิเลสบาปลดน้อยหายไปแต่อย่างใด เพราะตัวมันเองก็คือผลผลิตโดยตรงของเศรษฐกิจแบบทุนนิยม/บริโภคนิยม เพียงแต่ Retro Market มีเปลือกนอกของรูปแบบที่ทำหน้าที่เป็นรูปสัญลักษณ์อันสอดคล้องและตอบรับกับภาพ “วันชื่นคืนสุข” ของวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมในสังคมแบบบ้านนอกต่างจังหวัด อันเป็นภาพสมมติในจินตนาการของคนชั้นกลางในเมืองได้เป็นอย่างดีก็เท่านั้นเอง

     Retro Market ได้เข้าช่วยเติมเต็มและเยียวยาอาการโหยหาอดีตของคนชั้นกลางในเมืองที่ประสบกับสภาวะไม่มั่นคงและไร้ความไว้วางใจต่อปัจจุบันและอนาคตของตนเอง

     โดยไม่ต้องทำการสำรวจอย่างจริงจัง ก็จะพบได้ชัดเจนว่า Retro Market ทั้งหลาย กลุ่มที่เข้าไปใช้สอยหลักล้วนแล้วแต่เป็นคนชั้นกลางขึ้นไปทั้งสิ้น ตลาดเหล่านี้มิได้ทำหน้าที่สนองตอบต่อผู้คนในละแวกตลาดในความหมายเดิมอีกต่อไป แต่ทำหน้าที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวในรูปแบบโหยหาอดีตของคนชั้นกลางในเมือง ตลาดสามชุก เชียงคาน และเพลินวานคือตัวอย่างที่ชัดเจนของปรากฏการณ์นี้

     องค์ประกอบสำคัญของ Nostalgia Tourism ในกรณี Retro Market ทั้งหลายของสังคมไทย คือ การออกแบบพื้นที่ ฉากร้านค้า ตลอดจนองค์ประกอบต่างๆ ของพื้นที่ให้เต็มไปด้วยวัตถุสัญลักษณ์แห่งอดีตกาลในระดับที่ล้นเกิน ไม่ว่าจะเป็น การระดมจัดวางสิ่งของย้อนยุค แผ่นเสียง ป้ายโฆษณาย้อนยุค ขนมโบราณ พัดลมเก่าแก่ ขวดนํ้าอัดลมยุคเก่า ฯลฯ ซึ่งการระดมใส่ในระดับที่ล้นเกินเช่นนี้ เป็นไปเพื่อเป้าหมายในการทำเป็นฉากสำหรับถ่ายภาพโดยเฉพาะ ซึ่งการถ่ายภาพถือว่าเป็นวัฒนธรรมการโหยหาอดีตที่เป็นลักษณะเฉพาะโดดเด่นมากของคนชั้นกลางในเมืองในสังคมไทย

     การถ่ายภาพตนเองโดยมีฉากหลังเป็นตลาดเก่า ไม่ว่าจะเป็นทั้งตลาดเก่าจริงหรือตลาดเก่าแบบปลอม ๆ ทั้งหลาย หรือการถ่ายภาพตนเองร่วมกับวัตถุสิ่งของที่ย้อนกลับไปสู่อดีตเมื่อ 100 ปีที่แล้ว ล้วนแล้วแต่เป็นการตอบสนองต่ออาการโหยหาอดีตของคนชั้นกลางในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่ Social Media ทั้งหลายเอื้อต่อการแชร์ภาพเหล่านี้ให้เพื่อนฝูงพี่น้องได้เห็นกันอย่างรวดเร็วใน ชั่วไม่กี่วินาที ก็ยิ่งทำให้ Retro Market กลายเป็นพื้นที่ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

     ข้อน่าสังเกตอีกประการคือ Retro Market ในสังคมไทย จะมิได้ถูกออกแบบให้ย้อนยุคเก่าแก่ไปไกลจนถึงตลาดโบราณยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์หรือเก่าไปกว่านั้น โดย Period อันเป็นที่นิยมจะหวนย้อนกลับไปมากที่สุดคือ ไม่เกินสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นหลัก

     ทำไมต้องยุคสมัยนี้ คำตอบในทัศนะส่วนตัว คือ เพราะยุคสมัยดังกล่าวมีนัยในเชิงสัญลักษณ์และความหมายบางอย่างที่เชื่อมโยงไปสู่ความทันสมัยในระดับสากลด้วย เพราะความรับรู้ของสังคมไทยที่มีต่อสมัยรัชกาลที่ 5-7 คือ ภาพสังคมในอุดมคติของคนชั้นกลางไทยที่มีส่วนประกอบทั้ง อดีตหวานชื่น สงบสุข และสวยงาม กับ ภาพความเจริญที่ทัดเทียมนานาอารยประเทศในระดับสากล พูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นยุคสมัยที่เก่าแต่ไม่เชย โบราณแต่เก๋ ย้อนยุคแต่ไม่ล้าสมัย

     มิใช่เป็นความโบราณเก่าแก่ที่ล้าสมัยในแบบอยุธยาหรือต้นรัตนโกสินทร์ที่มีนัยในเชิงเก่าแล้วเก่าเลย ไร้ซึ่งความเท่ เก๋ ในแบบที่คนชั้นกลางในเมืองต้องการ ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่า Theme ของ Retro Marketที่มุ่งตลาดคนชั้นกลางในเมือง เช่น เพลินวาน หรือ Cicada จึงเป็นไปในลักษณะดังกล่าว

     โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาด 2 แห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่หัวหิน ซึ่งในปัจจุบัน หัวหินมีภาพลักษณ์อันเป็นจุดขายที่เชื่อมโยงกับยุคสมัยรัชกาลที่ 7 อย่างชัดเจนมากกว่ายุคสมัยอื่น ซึ่งก็ยิ่งเป็นเหตุผลหนุนเสริมให้แนวคิดในการออกแบบชัดเจนยิ่งขึ้น
จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นว่า Retro Market เป็นผลผลิตทางสังคมวัฒนธรรมที่สัมพันธ์สอดคล้องโดยตรงกับกระแส Nostalgia Tourism ในสังคมไทยยุคหลังวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ตัวมันเองเกิดขึ้นอย่างมีบริบทภายใต้ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมชุดหนึ่ง

     หากข้อสังเกตถ้าบทความนี้นำเสนอถูกต้อง Retro Market ในสังคมไทยก็ดูจะยังมีอนาคตที่สดใสอีกนานพอสมควร เพราะบริบทสังคมไทยปัจจุบันยังคงตกอยู่ภายใต้วิกฤตที่ทำให้คนชั้นกลางในเมืองส่วนใหญ่รู้สึก ไม่พอใจ/ไม่มั่นคง ต่อปัจจุบันและอนาคตสักเท่าไร และทำให้อาการอยากย้อนอดีตกลับไปหาวันชื่นคืนสุขในจินตนาการยังคงเป็นกระแสที่สำคัญอยู่อย่างมาก ซึ่ง Retro Market คงจะกลายเป็นเครื่องมือเล็กๆ อย่างหนึ่งที่ช่วยเยียวยาอาการโหยหาอดีตของคนกลุ่มนี้ได้ไม่มากก็น้อย


 

เรื่อง : ชาตรี ประกิตนนทการ