ความท้าทายของการนำแนวคิดการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนสู่การปฏิบัติมีให้เห็นและเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง ความพยายามที่จะให้ผลประโยชน์จากการเติบโตของการท่องเที่ยวเห็นประจักษ์ว่าได้นำพามาซึ่งคุณภาพสังคม สภาพที่ดีของสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การแปลงแนวคิดการจัดการอย่างยั่งยืนได้นำไปสู่การกำหนดนิยามใหม่ ๆ ที่นำเสนอจากหลากหลายกลุ่มเพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่เชื่อว่าในที่สุดจะนำไปสู่จุดหมายแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ หากทบทวนและรวบรวม Buzzwords เหล่านี้จะได้เป็น 4 แนวทาง คือ

     1.แนวทางที่สร้างเส้นทางเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง (Trend 1 Transition Network)
     แนวคิดนี้อยู่ในกลุ่มที่เห็นว่า การจัดการอย่างยั่งยืนต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรม โดยสร้างวิถีการดำรงชีวิตบนฐานของการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน หรือที่เราได้ยินกันเสมอตามแนวคิด Low Carbon Lifestyle การเปลี่ยนวิถีชีวิตและการบริหารจัดการอย่างเป็นมิตรกับสภาพอากาศเป็นอีกคำศัพท์หนึ่งที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน (Climate Friendly Management) การเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมนี้ได้มีกลุ่มที่ตั้งขึ้นเพื่อรณรงค์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรที่เรียกว่า กลุ่มPermaculture (Permanently Sustainable Culture) แนววิถีของกลุ่มนี้มีแนวคิดการดำรงชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบอาคาร การออกแบบการใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบน้อยต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต กลุ่มแนวคิดเรื่อง Slow Food Slow Travel ควรจัดไว้ในกลุ่มแนวคิดนี้เช่นกัน

     2. แนวคิดการทำงานกับกลุ่มชุมชนการสร้างการมีส่วนร่วมในระดับชุมชน (Trend 2 Grassroots CommunityScale Opportunities)
     กลุ่มแนวคิดนี้ให้ความสำคัญกับการทำงานแบบมีส่วนร่วมโดยไม่เชื่อว่าการจัดการแบบบนลงล่าง (Top-down) จะได้ผล แต่เชื่อในการจัดการแบบระเบิดจากข้างใน โดยเฉพาะการทำให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการคิดจากล่างสู่บน (Bottom up) Grassroots Innovations หรือที่เราอาจคุ้นเคยในความหมาย ปราชญ์ชาวบ้าน ค้นหาความเป็นวิถีเดิมและนำมาประยุกต์สืบต่อให้เห็นว่าการดำรงอยู่อย่างเดิมนำไปสู่การจัดการอย่างยั่งยืนอยู่แล้ว

     3. แนวคิดการปรับตัวให้อยู่กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม (Trend 3 Climate Adaptation) 
ภาวะวิกฤตและภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้หลากหลายหน่วยงานหันหน้ามาช่วยกันคิดหากลยุทธ์แห่งการปรับตัว (Adaptation Strategies) ทั้งในภาพกว้างคือคิดเชิงนโยบายและในการกำหนดแนวทางเพื่อประเมินสถานการณ์ในอนาคตและเตรียมแผนรับมือโดยแน่นอนที่สุดมีปัจจัยขับเคลื่อนให้ต้องมีแผนการรับมือนี้ทั้งในระดับสากล ผลการศึกษาต่าง ๆ ที่พร้อมกันให้ความเห็นถึงผลที่จะตามมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและผลกระทบที่จะเกิดในเชิงเศรษฐกิจ ประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทยเริ่มหันมาให้ความสนใจกับความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) การขาดแคลนนํ้ามันจะส่งผลอย่างไรและจะนำไปสู่แผนในการปรับตัวต่อไปอย่างไร โดยมุ่งเน้นให้เกิด Inclusive Green Economyคิดครบด้าน เช่น เริ่มมีการตั้งคำถามเตรียมแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม (Green Jobs) โดยพบแล้วว่าควรให้แรงงานทุกระดับมีความเข้าใจการปรับตัวนี้อย่างชัดเจน

     4. การสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการ (Trend 4 Collaborative Entrepreneurship and Sustainable Clusters)
     ในภาคส่วนที่มักถูกมองว่าหวังผลประโยชน์ระยะสั้นคือภาคเอกชน ในกลุ่มนี้ได้เห็นการรวมตัว เพื่อร่วมกันขยายพลังและนำความสำเร็จจากองค์กรหนึ่งไปสู่องค์กรหนึ่ง มีการสร้างมาตรฐานเพื่อเป็นเครื่องมือทางการตลาดมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง (Inclusive Green Market) การจะนำไปสู่การปฏิบัติได้ กลไกการยอมรับจากผู้บริโภคคือหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญ การบีบคั้นและกดดันเรียกร้องให้กระบวนการผลิตรักสิ่งแวดล้อมมากขึ้นจะช่วยให้เกิดความหมายในเชิงเศรษฐกิจกับกลุ่มผู้ประกอบการมากขึ้น โดยปัจจุบันได้เริ่มมีการนำแนวคิด รับประกันผล Energy Saving Guarantee Program โดยมีกลุ่มการทำงานที่ให้บริการโดยรับประกันการลงทุนและผลตอบแทนที่จะเกิดจากการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ที่เรียกว่า ESCO (Energy Service Company) เช่น กรณีของโรงแรมที่ต้องการจะลดค่าไฟในแต่ละเดือน ESCO พร้อมเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศและขอค่าตอบแทนเป็นเงินส่วนแบ่งจากจำนวนค่าไฟที่โรงแรมสามารถลดไปได้ การประกันเช่นนี้สร้างแรงจูงใจได้อย่างกว้างขวาง แนวคิดต่าง ๆ ที่ว่านี้ ได้รวบรวมไว้เพื่อเป็นฐานในการนำไปสู่การจัดการแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยขอยกตัวอย่างต้นแบบโครงการนำร่องที่เกาะสมุยได้ปรับกลวิธี และนำวิถีที่เหมาะสมจนคิดค้นเป็นSamui Green Model

กรณีตัวอย่าง การจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เส้นทางก้าวกระโดดของเกาะสมุย
     การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้กำหนดแผนดำเนินการทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ตามแนวคิด 7 Greens โดยบูรณาการทำงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการดำเนินการที่เป็นรูปธรรม อันจะส่งผลให้พื้นที่เกาะสมุยได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ดี และได้รับการดูแลปกป้องอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายองค์กรที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับในฐานะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่า พร้อมทั้งปลูกจิตสำนึกในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยวให้คงอยู่อย่างยั่งยืนตามข้อเสนอโครงการนี้ได้นำเสนอแนวคิดดังกล่าวข้างต้นโดยใช้แนวคิดการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเป็นฐานคิดสำคัญในการทำให้เกิดการจัดการที่เป็นรูปธรรม สู่การท่องเที่ยวสีเขียว (Green Tourism) โดยเล็งเห็นความสำคัญในการค้นหากลไกในการปฏิบัติการให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง ซึ่งการดำเนินการเพื่อผลนี้มีความจำเป็นต้องออกแบบการทำงานอย่างมีส่วนร่วม ตามหลักคิด “โดยชุมชน เพื่อชุมชน” แม้การดำเนินงานเพื่อก้าวสู่การจัดการสู่ความยั่งยืนอย่างมีส่วนร่วมในพื้นที่ในมิติต่าง ๆ

     จะได้เกิดขึ้นและมีหลายภาคส่วนร่วมกันนำพาแนวคิดนี้ให้เห็นผลอย่างกว้างขวางมาระยะหนึ่งแล้ว แต่กลไกในการจัดการพื้นที่สีเขียวที่มาจากความปรารถนาของชุมชน เพื่อชุมชน ตลอดจนการรวบรวมผลการดำเนินกิจกรรมไว้อย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างเป็นระบบ อันจะนำไปสู่การประกาศความเป็นสินค้าและบริการเพื่อการท่องเที่ยวที่รักษาสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง จำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ดังนั้นโครงการนี้จึงดำเนินการบนพื้นฐานความยั่งยืนในการจัดการ ที่ควรมีการกำหนดแผนอย่างรอบคอบและละเอียดถี่ถ้วน เนื่องจากการจัดการเช่นนี้จำเป็นต้องนำลักษณะเฉพาะของพื้นถิ่นมาเป็นปัจจัยหลักประกอบกับการคิดให้ได้ผลสัมฤทธิ์ทั้งในเชิงการตลาดและการพัฒนาได้ครบถ้วน

     การดำเนินงานนำเกาะสมุยสู่การท่องเที่ยวยั่งยืนตามแนวคิดการท่องเที่ยวที่รักษาสิ่งแวดล้อมในกรอบเฉพาะแนวคิด “7 Greens Concept” นั้นจำเป็นต้องนำหลักคิดความเชื่อมโยงของหลากหลายองคาพยพทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรงและข้างเคียงในการท่องเที่ยว ทั้งนี้ ทุกหน่วยงานย่อมมีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการการท่องเที่ยวในพื้นที่ทั้งสิ้น ดังนั้นแผนงานจัดทำตามกรอบการทำงานที่เกี่ยวข้องกับหลากหลายภาคส่วน ดังรูปประกอบการนำพื้นที่สู่การจัดการสิ่งแวดล้อม สังคมและเศรษฐกิจ ต้องมิใช่การมุ่งไปที่ผู้มีส่วนโดยตรงที่เป็นPrimary หรือผู้ที่เกี่ยวข้องในภาคอุตสาหกรรมแต่อย่างเดียว จำเป็นต้องเชื่อมโยงไปถึง Secondary คือ ผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องรองลงมาหรือโดยอ้อม เช่น ร้านค้า ธนาคาร สื่อมวลชน และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่ เช่น การจัดการรถสาธารณะ การสาธารณสุข การศึกษา ที่เรียกว่าเป็นกลุ่ม Tertiary ดังภาพประกอบด้านล่างนี้

กรอบแนวคิดการดำเนินงาน
     ดังกล่าวแล้วข้างต้นเพื่อให้เกิดพื้นที่สีเขียวอย่างครอบคลุมและเกิดการกระจายตัวของแนวคิดอย่างรวดเร็วและทั่วถึง คณะทำงานและทีมที่ปรึกษาทำหน้าที่สร้างกลไกในการขับเคลื่อนโดยเน้นการมีส่วนร่วมและดำเนินงานโดยชุมชน และมีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ โดยภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้เล็งเห็นความเร่งด่วนและความจำเป็นในการริเริ่มและดำเนินการให้สำเร็จและกำหนดเป้าหมายให้ดำเนินงานได้ในกรอบระยะเวลาที่กำหนด โดยในระยะที่ 1 นี้ ใช้หลักคิดซึ่งประยุกต์จากองค์กรรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อมนานาชาติต่าง ๆ เช่น Earth Check, Green Leaf Foundation คือ หลักการ A B C (Affiliation, Benchmarking, Certification) โดยทั่วไปหน่วยงานเหล่านี้นำพาไปสู่เป้าหมายการรับรอง (Certification)

     จากการระดมความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เห็นตรงกันว่า หน่วยงานเหล่านี้ มักมีมาตรฐานและข้อกำหนดที่ทำให้หน่วยงานขนาดเล็กไม่สามารถก้าวไปถึงฝันได้ ดังนั้นกรอบแนวคิดของโครงการนี้จึงนำ ความคิดในรูปแบบเราเป็นสีเขียวกันอย่างง่าย ๆ “ก้าววันละนิด ทำกันวันละอย่าง” ซึ่งจะเป็นการสร้างเส้นทาง (Pathway) ไปสู่การรับรองมาตรฐานได้ต่อไป โดยเริ่มจากการยอมรับ รักษา ปรารถนาที่จะร่วม คือ Advocacy and Acceptance และ การเข้าสู่การประเมินตัวเองและการแข่งขันกับตนเองอย่างมีระบบ (Self-benchmark) และท้ายสุดมีระบบในการจัดการที่จะดำเนินการต่ออย่างต่อเนื่องเห็นผล วัดได้ (Carry Forward)

บทส่งท้าย
     เส้นทางสู่การจัดการอย่างยั่งยืนไม่เป็นเพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นความจำเป็นที่ต้องดำเนินการ ในแต่ละองค์กรแต่ละพื้นที่แต่ละประเทศต้องพยายามคิดค้นกลวิธีที่จะทำให้สัมฤทธิ์ผลตามความเหมาะสมของสภาพของสังคมกันต่อไป 


 

เรื่อง : ผศ. ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์
         MD–Perfect Link Consulting Group