นักอนาคตศาสตร์ได้พยากรณ์การเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจจากซีกโลกตะวันตกสู่ซีกโลกตะวันออกไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน และในปัจจุบันก็พิสูจน์แล้วว่าคำพยากรณ์ดังกล่าวกำลังกลายเป็นความจริง จากรายงานขององค์การสหประชาชาติ (United Nations) ได้ประเมินความมั่งคั่งของประเทศต่างๆ ทั่วโลกโดยวัดความร่ำรวยจากสินทรัพย์ 3 ด้านคือ

      1. ความร่ำรวยเชิงกายภาพหรือสิ่งที่สร้างขึ้นทั้งโครงสร้างพื้นฐาน อาคาร เครื่องจักร

     2. ความร่ำรวยในแง่ทุนมนุษย์ ซึ่งรวมถึงการศึกษา และทักษะความสามารถของประชากร
     3. ความร่ำรวยในแง่ทรัพยากรที่นับรวมที่ดิน ป่าไม้ เชื้อเพลิง แหล่งแร่ต่างๆ

     แม้ว่ารายงานดังกล่าวจะระบุว่า “สหรัฐอเมริกา” เป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลกด้วยความมั่งคั่งสูงเกือบ 118 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2551 แต่เมื่อคำนวณความร่ำรวยต่อบุคคล สหรัฐอเมริกายังเป็นรอง “ญี่ปุ่น”ที่ร่ำรวยทุนมนุษย์และเชิงกายภาพมากกว่า ทั้งนี้รองแชมป์ประเทศร่ำรวยคือ “ญี่ปุ่น” ซึ่งมีมูลค่าความร่ำรวยราว  55.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ตามมาด้วย “จีน”เป็นอันดับ 3 มีมูลค่าความมั่งคั่ง 20 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

     สัญญาณอีกประการหนึ่งที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจจากซีกโลกตะวันตกสู่ซีกโลกตะวันออกคือการเติบโตอย่างรวดเร็วของสาธารณรัฐประชาชนจีนทั้งในเชิงอำนาจทางทหารและอำนาจทางเศรษฐกิจ โดยในแง่ของเศรษฐกิจ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้พยากรณ์ว่าภายในปี 2014 จีนจะมีส่วนแบ่งผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สูงถึงร้อยละ 15 ซึ่งเกือบเท่ากับสหรัฐฯซึ่งจะมีส่วนแบ่งร้อยละ 18 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศทั่วโลก และภายในทศวรรษนี้จีนจะแซงหน้าสหรัฐฯในการเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลก (วัดจากอัตราแลกเปลี่ยนในตลาด) และหากวัดจากความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ (purchasing power parity) ของจีนอาจมีอำนาจมากกว่าของสหรัฐฯแล้วก็ได้ เนื่องจากในขณะนี้จีนได้กลายเป็นประเทศผู้ผลิตชั้นนำของโลก

     หลังจากหมดยุคของสงครามเย็น วิกฤตการณ์ทางการเงินบีบให้สหรัฐฯลงทุนทางการทหารน้อยลง ในขณะที่จีนซึ่งร่ำรวยขึ้นก็มีการใช้จ่ายทางการทหารมากขึ้น และหนังสือ The Economist ก็คาดการณ์ว่าการใช้จ่ายในการป้องกันประเทศของจีนจะสูงขึ้นจนเท่ากับของสหรัฐฯภายในปี ค.ศ. 2025




     เมื่อหันมามองทางฝั่งยุโรปก็พบว่าวิกฤตยูโรโซนที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2010 จากการก่อหนี้สาธารณะในประเทศกลุ่ม PIIGS (โปรตุเกส อิตาลี ไอร์แลนด์ กรีซ และสเปน) จนกองทุนการเงินระหว่างประเทศและประเทศที่เป็นแกนนำในกลุ่มประเทศยูโรโซนต้องระดมเงินเข้าไปช่วยเหลือและมีทีท่าว่าวิกฤตการเงินในยุโรปจะเป็นปัญหาระยะยาวส่งผลให้เศรษฐกิจยุโรปชะลอตัวลงในระยะ 2-3 ปีนี้ โดยจากการคาดการณ์ของยูโรมอนิเตอร์อินเตอร์เนชั่นแนลระบุว่าในกรณีที่ดีที่สุด (best case scenario) ผลิตภัณฑ์ภายในประเทศที่แท้จริง (real GDP) ของยูโรโซนจะหดตัวร้อยละ 0.7 ในปีนี้  แต่อาจขยายตัวได้เล็กน้อยประมาณร้อยละ 0.8 ในปี 2013 สำหรับในกรณีที่เลวร้ายที่สุด(worst case scenario) คือเกิดการล่มสลายของยูโรโซน (Eurozone break-up) จะทำให้เศรษฐกิจของภูมิภาคนี้หดตัวลงถึงร้อยละ 9.8 ในปีแรก และในปีถัดไปจะลดลงอีกร้อยละ 2.8 โดยประเทศในยูโรโซนทั้งหมดจะประสบภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกลดการเติบโต ซึ่งจะมีผลต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวคือการเดินทางขาเข้าลดลงร้อยละ 11 เนื่องจากการชะงักของเศรษฐกิจยุโรป อัตราการว่างงานสูง ผู้บริโภคจึงลดการใช้จ่ายเพื่อการเดินทางโดยเฉพาะการเดินทางเพื่อธุรกิจ แต่การเดินทางภายในภูมิภาคจะยังคงที่ในปี 2012 หรือลดลงเพียงเล็กน้อย ผู้บริโภคจะหันไปสู่โรงแรมราคาประหยัดหรือการแค้มปิ้ง และ Self – catering แทน ส่วนการขนส่งทางอากาศก็คาดว่าจะลดลงถึงร้อยละ 19.7 กรณีที่ยูโรโซนล่มสลาย โดยสายการบินต้องลดการให้บริการเนื่องจากมีการชะลอตัวของการเดินทางระยะไกล แต่สายการบินต้นทุนต่ำจะได้ประโยชน์เนื่องจากนักเดินทางต้องประหยัดค่าใช้จ่าย ทั้งนี้อาจมีการควบรวมกิจการของสายบินเกิดขึ้นมากในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ

     สัญญาณการเปลี่ยนถ่ายขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกดังที่ได้กล่าวมาส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ยูโรมอนิเตอร์อินเตอร์เนชั่นแนลได้จัดทำรายงานการศึกษาฉบับหนึ่งชื่อว่า Emerging Outbound Markets: Looking Ahead in Uncertain Times เผยแพร่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งมีข้อค้นพบ ที่น่าสนใจดังนี้

     • กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ระบุว่าโลกได้เข้าสู่ช่วงอันตรายของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ การเติบโตจะช้าลงทั้งช่วงครึ่งหลังของปี 2011 และต่อเนื่องถึงปี 2012 นำไปสู่ความตระหนักที่เพิ่มมากขึ้นว่าจะเกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจสูงเกินกว่าร้อยละ 10 โดยเฉพาะในยุโรป

     • ภาวะเงินเฟ้อและการว่างงานจะยังคงอยู่ในระดับสูงในเขตยูโรโซนเป็นระยะยาว แต่เขตเศรษฐกิจเกิดใหม่มีปัจจัยที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างแข็งแกร่งบางประการมาสนับสนุน เช่น การเข้าสู่สังคมเมือง การจ้างงานและการสร้างรายได้

     • ภายในปี 2015 ตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มที่จะครองส่วนแบ่งถึงร้อยละ 43 ของนักท่องเที่ยวขาออกทั่วโลกโดยจะมีจำนวนกว่า 400 ล้านคน เนื่องมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่น การเพิ่มขึ้นของบริษัทท่องเที่ยวออนไลน์ และการเจาะตลาดของสายการบินต้นทุนต่ำ

     • กลุ่มประเทศ BRIC (บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน) เป็นกลุ่มตลาดที่น่าดึงดูดในระยะยาวเนื่องจากมีปัจจัยที่เอื้อให้เกิดการใช้จ่ายในการเดินทางขาออกมากขึ้น ได้แก่ ความตกลงการเปิดเสรีทางการบิน การควบรวมหรือเข้าซื้อกิจการ การพัฒนาสินค้าใหม่ๆ และการให้บริการตามความต้องการของลูกค้า

     • จุดหมายทางการท่องเที่ยวในเอเชียมีลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยวภายในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์และจีนที่เป็นตลาดสำคัญ แต่ปัจจุบันรัสเซียได้กลายเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วของแหล่งท่องเที่ยวในเอเชียสืบเนื่องจากการค้าขายและการเพิ่มจำนวนเที่ยวบิน

     • การลงทุนและการเติบโตในระดับสูงของธุรกิจการขนส่งทางอากาศ โรงแรม และบริการท่องเที่ยวออนไลน์ มีแนวโน้มที่จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในเอเชีย ซึ่งธุรกิจดังกล่าวเป็นแกนหลักของผลประกอบการที่แข็งแกร่งสำหรับตลาดเกิดใหม่

     • การสะดุดของเศรษฐกิจทั่วโลกอาจทำให้ระดับการเติบโตในตลาดเกิดใหม่พลาดเป้าไปบ้าง เช่น จีนประสบปัญหาการลดลงของพลังงานเพื่อรับมือกับวิกฤต นอกจากนี้ ปัญหาโอเวอร์ซัพพลายในเรื่องที่นั่งบนเครื่องบินและห้องพักโรงแรมอาจเกิดขึ้นได้เมื่ออุปสงค์ลดลง อย่างไรก็ดี ความท้าทายต่างๆ จะเป็นเครื่องยืนยันว่าจะมีการจัดการให้การเติบโตของตลาดเป็นไปในทิศทางที่ยั่งยืน

คาดการณ์แนวโน้มด้านการท่องเที่ยว
     ผลการศึกษาของยูโรมอนิเตอร์ระบุไว้ด้วยว่าตลาดเกิดใหม่มีการเติบโตของจำนวนการเดินทางขาออกอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2011 มีการเดินทางออก 325 ล้านคน/ครั้ง และอาจจะเพิ่มขึ้นมามีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 43 ในปี 2015 แต่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวจากตลาดเกิดใหม่จะยังต่ำกว่าจากประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งนี้ประเทศที่จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางออกเพิ่มขึ้นมากที่สุดในช่วงปี 2010-2015 คาดว่าจะเป็น จีน รัสเซีย และ อินเดีย ตามลำดับ โดยจีนจะมีการเดินทางขาออกเพิ่มขึ้นประมาณ 28 ล้านคน/ครั้ง รัสเซียเพิ่มขึ้น 17.5 ล้านคน/ครั้ง และอินเดีย เพิ่มขึ้น 10 ล้านคน/ครั้ง

     ในส่วนของการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวระหว่างปี 2010-2015 ก็คาดว่าจีนจะเป็นประเทศที่มีการเติบโตของค่าใช้จ่ายสูงที่สุดโดยมีมูลค่าสูงขึ้นถึง 33,161 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามด้วยรัสเซียที่คาดว่าจะมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 19,759 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตลาดเกิดใหม่ทั้ง 2 ประเทศมีการเติบโตของค่าใช้จ่ายสูงกว่าตลาดที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาซึ่งมีการเติบโตของค่าใช้จ่ายเป็นอันดับ 3 ที่ ประมาณ 17,646 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนตลาดที่พัฒนาแล้วในฝั่งเอเชียที่คาดว่าจะมีมูลค่าการใช้จ่ายทางการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นค่อนข้างสูงคือไต้หวัน ซึ่งมีมูลค่าถึง 10,353 ล้านเหรียญสหรัฐเป็นอันดับ 4 ตามหลังสหรัฐอเมริกา

     เมื่อพิจารณาถึงความน่าสนใจของตลาดเกิดใหม่ 4 ประเทศในกลุ่ม BRIC พบว่าบราซิลมีนักท่องเที่ยวขาออกประมาณ 6 ล้านคน และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการเดินทางต่างประเทศค่อนข้างสูงคือประมาณ 3,000 เหรียญสหรัฐและยังมีข้อตกลงการเปิดเสรีด้านการจราจรทางอากาศกับยุโรปและอเมริกา ในขณะที่รัสเซียมีจำนวนนักท่องเที่ยวขาออกประมาณ 54 ล้านคน และจะเริ่มมีการให้บริการท่องเที่ยวออนไลน์เมื่อบริษัท Expedia เข้าสู่ตลาด ส่วนอินเดียมีนักท่องเที่ยวขาออกประมาณ 22 ล้านคน และมีแพ็คเกจรายการนำเที่ยวที่หลากหลายในราคาที่ไม่แพง ส่วนกรณีของจีนมีจำนวนนักท่องเที่ยวขาออกสูงถึง 62 ล้านคน ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวต่างประเทศโดยรวมประมาณ 77 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยมอยู่ในเอเชีย ได้แก่ ประเทศไทย และมาเลเซีย

การพัฒนาตลาดแบบแยกประเภท
     • เอเชียจะกลายเป็นศูนย์กลางของอุปสงค์ในตลาดเกิดใหม่ อันเนื่องมาจากการขนส่งทางอากาศที่ขยายตัวโดยจะมีจำนวนผู้โดยสารในเอเชียเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 33 ของการจราจรทางอากาศทั่วโลกภายในปี 2030 (ข้อมูลจาก Airbus) ขณะเดียวกันสายการบินต้นทุนต่ำมีการเติบโตที่ดีและมีการเปิดบริการในเส้นทางใหม่ๆ เช่น แอร์เอเชีย เปิดตัวในฟิลิปปินส์และญี่ปุ่น และยังมีสายการบินต้นทุนต่ำที่ให้บริการระยะไกล (Long haul) เช่น Air Asia X, Jetstar Asia ทั้งนี้คาดการณ์ว่าประเทศในเอเชียที่จะมีมูลค่าการจำหน่ายบัตรโดยสารของสายการบินต้นทุนต่ำมากที่สุดภายในปี 2015 คือ อินโดนีเซีย อินเดีย จีน และมาเลเซีย




 

     • การเติบโตอย่างรวดเร็วของการจราจรทางอากาศในตะวันออกกลางจะมีบทบาทสำคัญ ตัวอย่างเช่น การที่สนามบินนานาชาติดูไบตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นสนามบินที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุดในโลกเป็นจำนวน 99 ล้านคนภายในปี 2020 การที่สายการบินเอมิเรตส์เปิดเที่ยวบินระหว่างตะวันออกกลางกับจีนเพื่อรองรับผู้โดยสารร้อยละ 34 จาก 1.3 พันล้านคน และการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารระดับพรีเมียมในตะวันออกกลางและตะวันออกไกลที่สูงถึงร้อยละ 11 (ข้อมูลจาก IATA)

     • โรงแรมในเอเชียมีการขยายตัวอย่างกว้างขวาง โดยในปี 2015 มูลค่าการขายห้องพักโรงแรมในเอเชียจะสูงเท่ากับในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ขณะที่มูลค่าการขายห้องพักโรงแรมของจีนคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี ประมาณร้อยละ 6

     • ตลาดเกิดใหม่เป็นผู้นำในด้านการพัฒนาพื้นที่สร้างโรงแรมใหม่ๆ โดย STR ระบุว่ามีโรงแรมที่กำลังก่อสร้างทั้งหมด 1,290 แห่งภายในปี 2015 โดยจะก่อสร้างในเอเชียแปซิฟิกมากที่สุด ทั้งนี้ เครือแอคคอร์ (Accor)  เปิดโรงแรมในเอเชียแล้วมากกว่า 50 แห่งเมื่อปี 2011 ส่วน IHG ก็มีโรงแรมมากกว่า 150 แห่งในจีนและมีแผนจะสร้างเพิ่มอีก 150 แห่ง

     • เครือข่ายออนไลน์และโทรศัพท์มือถือเป็นตัวขับเคลื่อนยอดขาย โดยในตลาดเกิดใหม่มีผู้ลงทะเบียนใช้โทรศัพท์มือถือถึง 4.3 พันล้านราย ในขณะที่ตลาดที่พัฒนาแล้วมีเพียง 1.2 พันล้านราย นอกจากนี้การที่ผู้ให้บริการท่องเที่ยวออนไลน์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมากในจีนและอินเดียซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมร้อยละ 16 และ 18 ต่อปี ตามลำดับ ระหว่างปี 2010-2015 ทำให้มีการซื้อขายด้านการท่องเที่ยวผ่านช่องทางดังกล่าวมากขึ้น สำหรับเอเชียแปซิฟิกมีการซื้อบริการของบริษัทนำเที่ยว (Travel Retail) มากที่สุด รองลงมาคือการซื้อบัตรโดยสารเครื่องบินและห้องพักโรงแรมตามลำดับ

     • สำหรับตลาดนอกภูมิภาคเอเชียที่สำคัญคือ บราซิล เป็นตลาดที่มีการเดินทางขาออกถึง 5.4 ล้านคน มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวสูงถึง 22 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 38 ในช่วงปี 2011-2016 นอกจากนี้ยังมีการควบรวมกิจการของสายการบินในภูมิภาคเช่น LAN/TAM และ Gol/Web jet และในบราซิลก็ให้ความสำคัญกับเครือข่ายทางสังคมเพิ่มมากขึ้น สำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวของชาวบราซิลหากแบ่งเป็นหมวดค่าใช้จ่าย พบว่าค่าใช้จ่ายสูงสุดคือ ค่าที่พัก รองลงมาคือค่าทัศนาจร ตามด้วยค่าใช้จ่ายเพื่อความบันเทิง

     • เขตเศรษฐกิจเกิดใหม่อีก 1 ประเทศที่อยู่นอกภูมิภาคเอเชีย คือ สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ (BRICS) เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2011 (Wikipedia) เศรษฐกิจของสาธารณรัฐแอฟริกาใต้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกเมื่อปี 2010 โดยข้อมูลล่าสุดพบว่าในปี 2011 มีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศประมาณ 555 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีรายได้ประชาชาติเฉลี่ยต่อหัว 10,973 เหรียญสหรัฐ (Wikipedia) และยูโรมอนิเตอร์ได้ประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวขาออกในปี 2016 ไว้ที่ 6.34 ล้านคนมีมูลค่าการใช้จ่ายในการท่องเที่ยวต่างประเทศประมาณ 32,000 ล้านแรนด์ เพิ่มขึ้นจากปี 2011 ถึงประมาณร้อยละ 32.5 ทั้งนี้ เป็นผลมาจากบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และอำนาจซื้อที่สูงขึ้นของผู้บริโภคจากค่าเงินแรนด์ที่แข็งแกร่ง

โอกาสและอุปสรรค
     • เนื่องจากการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั่วโลกยังมีสัดส่วนสูงกว่าการเติบโตในการบริโภค รวมทั้งการที่จะมีครัวเรือนของประชากรที่เป็นชนชั้นกลางถึง 853 ล้านครัวเรือนภายในปี 2015 จึงยังมีโอกาสที่ผู้บริโภคจะใช้จ่ายเงินเพื่อการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

     • สำหรับพลังในการขับเคลื่อนอุปสงค์ในการเดินทางขาออกใหม่ๆ อาจมาจากตลาดเกิดใหม่ที่คาดว่าจะมีการเดินทางออกถึง 400 ล้านครั้งในปี 2015 การเชื่อมโยงเส้นทางบินเพิ่มมากขึ้นและสายการบินต้นทุนต่ำที่เปิดใหม่ รวมทั้งการแบ่งกลุ่มตลาดที่หลากหลายมากขึ้นและมีตัวเลือกมากขึ้น

     • ในด้านอุปสรรค ประเด็นสำคัญคือความเสี่ยงที่วิกฤตเศรษฐกิจในยุโรปและสหรัฐฯจะฉุดให้เศรษฐกิจโลกกลับเข้าสู่ภาวะชะลอตัว รวมทั้งความสามารถในการชำระหนี้ที่ลดลงของหลายๆ ประเทศรวมทั้งจีน

     • สำหรับความเสี่ยงเรื่องสินค้าเกินความต้องการของตลาด (Oversupply) อาจเกิดขึ้นได้หากเกิดการอิ่มตัวของตลาดต้นทางในประเทศหลักๆ และการมีอุปทานมากเกินความต้องการก็เป็นอุปสรรคต่อการสร้างผลกำไร

     นอกเหนือจากการเปลี่ยนถ่ายขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจแล้ว การเปลี่ยนขั้วอำนาจยังเกิดขึ้นในกรณีอื่น ๆ อีกด้วย เช่น
 
อำนาจของผู้ผลิต   อำนาจของผู้บริโภค


     การเปลี่ยนถ่ายอำนาจจากผู้ผลิตมาสู่ผู้บริโภค เห็นได้จากในอดีตผู้ที่มีอำนาจควบคุมกลไกตลาดคือผู้ผลิตเป็นหลัก การผลิตในยุคก่อนปี 1980 เป็นการผลิตเพื่อป้อนสินค้าสู่ตลาดมวลชนซึ่งเป็นลักณะของ Mass Production ผู้ผลิตมีอำนาจในการควบคุมกลไกตลาดอย่างเต็มที่ แต่เมื่อโลกเคลื่อนเข้าสู่ยุคของข้อมูลข่าวสาร (Information Age) อำนาจกลับไปอยู่ในมือของผู้บริโภคและเกิดตลาดเฉพาะกลุ่มแยกย่อยไปตามความต้องการของผู้บริโภค การกำหนดกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดของผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ จึงต้องมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังมีบทบาทเป็นประชาสัมพันธ์หรือผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการที่น่าเชื่อถือมากกว่าบริษัทผู้ผลิตสินค้า การเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคในปัจจุบันมักจะพิจารณาจากบุคลิกและความเป็นตัวตนของผู้บริโภคแต่ละคน รวมทั้งการอ่านข้อมูล (review) จากผู้ที่มีประสบการณ์ใช้สินค้าหรือบริการนั้นๆ มาแล้วบอกเล่าไว้ผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ 

     ผู้บริโภคในปัจจุบันนี้มีหลากหลายประเภทโดยนักการตลาดชาวตะวันตกได้สร้างคำศัพท์ทางการตลาดเพื่อเรียกขานกลุ่มผู้บริโภคแยกย่อยไปตามลักษณะพฤติกรรม เช่น

     Custowner คือผู้บริโภคที่เปลี่ยนจากการเป็นผู้ซื้อและใช้ผลิตภัณฑ์ หรือ บริการมาเป็นผู้สนับสนุนด้านเงินทุนหรือซื้อหุ้นในกิจการหรือแบรนด์ของสินค้าที่ตนเองใช้ (www.trendwatching.com

     Prosumer คือผู้บริโภคที่ต้องการมีบทบาทในการออกแบบ และการผลิต ซึ่งแต่เดิมเป็นหน้าที่ของ Producer หรือผู้ผลิต หรือ ในอีกแง่หนึ่ง “Prosumer” อาจหมายถึงลูกค้าที่มีความเป็น Professional หรือมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น โดยที่หันมาสนใจซื้ออุปกรณ์เพื่อผลิตสินค้าหรือบริการด้วยตนเอง (www.brandage.com)

     Sellsumer คือผู้บริโภคที่หารายได้จากการขายข้อมูลพฤติกรรมการใช้สินค้าและบริการของตนเองแก่บริษัทผู้ผลิตสินค้าและนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ของตนแก่ผู้บริโภครายอื่น หรือให้เช่าสินค้า หรือทรัพย์สินที่ตนเองไม่ใช้แล้ว

     Tasksumer  คือผู้บริโภคที่หารายได้จากการทำงานเล็กๆ น้อยๆ ให้แก่บุคคลหรือบริษัทที่เสนอจะให้เงินหรือสิ่งตอบแทนจากงานนั้น

     Trysumer คือกลุ่มผู้บริโภคที่ชอบลองของใหม่ ชอบเป็นผู้นำแฟชั่น ไม่ยอมตกเทรนด์ เชื่อข้อมูลที่ตัวเองค้นหา และข้อมูลที่เพื่อนบอกต่อ (Word of Mouth) มากกว่าโฆษณา โดยเฉพาะ Mass Advertising เพราะกลุ่มนี้เติบโตในช่วงอินเทอร์เน็ตบูม คุ้นเคยกับการค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต (www.positioningmag.com

     การเปลี่ยนขั้วอำนาจในลักษณะที่กล่าวมา เมื่อมองในมุมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะนำไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ที่มีความต้องการที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น นิยมเลือกสถานที่และบริการทางการท่องเที่ยวด้วยตนเองโดยอาจทำการจองบริการด้านการท่องเที่ยวต่างๆ ด้วยตนเอง หรืออาจเลือกบริษัทนำเที่ยวที่ให้บริการแบบ tailor-made เป็นผู้ดำเนินการให้ เป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีความเป็นตัวตนค่อนข้างสูงและมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นแต่คำนึงถึงความคุ้มค่าจากราคาที่ต้องจ่าย ต้องการซื้อสินค้าและบริการท่องเที่ยวที่แปลกใหม่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของตนเองได้ ชอบใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสร้างความสะดวกสบายและแสดงสถานภาพของตนเองบนสื่อสังคมออนไลน์อยู่เสมอ  ซึ่งเว็บไซต์ www.trendwatching.com เรียกคนกลุ่มนี้ว่า Social-lite ผู้บริโภคเหล่านี้กระจายตัวอยู่ในทุกภูมิภาคของโลก และมีหลากหลายช่วงอายุ การเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มนี้จึงควรใช้ช่องทางของสื่อออนไลน์จึงจะครอบคลุมและคุ้มค่าในการลงทุนทางการตลาดมากที่สุด

 

อำนาจของสื่อสารมวลชน    อำนาจของสื่อสังคมออนไลน์

 


     การเปลี่ยนขั้วอำนาจในกรณีนี้เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่านมาเมื่อสื่อสังคมออนไลน์เริ่มมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของคนในโลกปัจจุบัน สื่อกระแสหลักที่เป็นสื่อสารมวลชนเริ่มได้รับความนิยมลดลงและบางรายต้องเลิกกิจการไป เช่น รายการวิทยุบีบีซีภาคภาษาไทย หนังสือพิมพ์และนิตยสารบางฉบับที่เคยได้รับความนิยมสูงในอดีต เช่น สตรีสาร คู่แข่ง ผู้บริโภคในปัจจุบันหันมาให้ความสนใจกับสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น สินค้าและบริการส่วนใหญ่จึงมีการดำเนินการตลาดโดยใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือหรือช่องทางในการเข้าถึงผู้บริโภค กิจกรรมบางอย่างที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันด้วยพลังของสื่อสังคมออนไลน์ เช่น flash mob, flash party และการชุมนุมประท้วงในบางประเทศที่สื่อมวลชนถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ทำให้สื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นช่องทางหลักที่ประชาชนเลือกใช้และเชื่อถือ

     หากจะเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สื่อสังคมออนไลน์นับว่ามีบทบาทที่สำคัญ จากผลการวิจัยของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในโครงการศึกษาภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยในสายตาของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ พบว่าด้วยอิทธิพลของสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียทำให้ชาวต่างชาติที่ไม่เคยมาประเทศไทยมองภาพลักษณ์ของประเทศไทยไม่แตกต่างจากคนที่เคยเดินทางมาแล้ว และสื่อที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทางในการท่องเที่ยวมากที่สุดก็มิใช่สื่อกระแสหลัก แต่เป็นการแนะนำจากเพื่อนหรือญาติซึ่งโดยส่วนใหญ่ผ่านโซเชียลมีเดีย  นอกจากนี้ การสืบค้น หาข้อมูลหรือคำแนะนำต่างๆ ผู้บริโภคก็สามารถสืบค้นได้จากอินเทอร์เน็ตหรือสื่อสังคมออนไลน์ได้ทุกเวลาที่ต้องการ

 

     การเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในยุคที่อำนาจของสื่อสังคมออนไลน์อยู่เหนืออำนาจของสื่อสารมวลชนจึงควรพิจารณาถึงความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณเพื่อผลิตสื่อโฆษณาเผยแพร่ทางสื่อกระแสหลักโดยฉายภาพที่สวยงามเกินจริง นำเสนอในสิ่งที่นักท่องเที่ยวอาจไม่มีโอกาสได้เห็นในสถานที่ท่องเที่ยวหากเดินทางไปไม่ถูกที่ถูกเวลาและฤดูกาล  สิ่งที่ควรใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาดในขณะนี้ คือ การนำเสนอภาพตามความเป็นจริงผ่านสื่อสังคมออนไลน์และการสร้างเครือข่ายของนักท่องเที่ยวที่เคยเดินทางมาประเทศไทยแล้วเกิดความประทับใจ ได้รับประสบการณ์ที่ดีและอยากแบ่งปันเรื่องราวของตนเองให้ผู้อื่นได้ทราบ  แต่ขณะเดียวกันเมื่อมีนักท่องเที่ยวที่ไม่ชอบเมืองไทยหรือเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นด้านลบเกี่ยวกับประเทศไทยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ควรนำข้อมูลเหล่านั้นมาพิจารณาและปรับปรุงให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยดีขึ้น

     ลักษณะของผู้บริโภคที่เชื่อมโยงกับสื่อสังคมออนไลน์มักจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีอายุไม่มาก เป็นกลุ่มชนชั้นกลางที่ค่อนข้างมีกำลังซื้อและมักอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ รูปแบบของพฤติกรรมการท่องเที่ยวมักไม่จำกัด อาจเดินทางเองหรือเดินทางกับบริษัทนำเที่ยว แต่ส่วนใหญ่ชอบความสะดวกสบายและสามารถเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ได้แม้อยู่ในระหว่างการเดินทาง ผู้บริโภคกลุ่มนี้มักจะมีข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวพอสมควรและมีการเปรียบเทียบราคาของสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวก่อนตัดสินใจ นิยมซื้อหรือจองผ่านเว็บไซต์ของผู้ให้บริการรับจองออนไลน์ต่างๆ เช่น agoda.com, ensogo.com, booking.com รวมทั้งเว็บไซต์ของสายการบินและบริษัทให้บริการท่องเที่ยวออนไลน์ (Online Travel Agent) รายใหญ่ในท้องถิ่นของตนหรือในพื้นที่จุดหมายปลายทางที่จะเดินทางไป ซึ่งเว็บไซต์เหล่านี้มักมีราคาโปรโมชั่นช่วง Flash sale เพื่อดึงดูดลูกค้า 

 



ที่มา  :  www.trendwatching.com
           www.portal.euromonitor.com
           www.brandage.com
           www.positioningmag.com
           nationalinterest.org  
           www.bangkokbiznews.com
           en.wikipedia.org

เรียบเรียง :  โศรยา หอมชื่น