การสัมมนา “เปิดมุมมอง ท่องเที่ยวไทย” เป็นกิจกรรมเชิงวิชาการที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดขึ้นในช่วงงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทยของทุกปี และในปีนี้ได้กำหนดแนวคิดการสัมมนา คือ “มองท่องเที่ยวสมัยใหม่   หลากหลายมุม All about Modern Thai Tourism” ซึ่งเป็นการนำเสนอมุมมองของวิทยากรจากหลากหลายสาขาอาชีพที่มีต่อการส่งเสริม และพัฒนาการท่องเที่ยว อาทิ ผู้บริหารระดับสูงในวงการธุรกิจโทรคมนาคมที่เห็นโอกาสและศักยภาพในการส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยว  สื่อมวลชนที่มีมุมมองน่าสนใจ มีแรงบันดาลใจและมีความหวังที่จะร่วมกันผลักดันการท่องเที่ยวของไทย นักเขียน ผู้ทำงานศิลปะ อาจารย์มหาวิทยาลัย และนักธุรกิจรุ่นใหม่ 

 

     ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้รับทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความเป็นสมัยใหม่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทั้งในมิติของเทคโนโลยีสารสนเทศที่สร้างความสะดวกสบาย ความรวดเร็ว ความแม่นยำ นอกจากนี้ ยังมีหัวข้อการสัมมนาที่สะท้อนภาพพฤติกรรม ทัศนคติ ความเชื่อ  รูปแบบการท่องเที่ยว การใช้ชีวิต  ที่หลากหลายในสังคมสมัยใหม่ ทั้งในเรื่อง การแต่งงาน การรักษาสุขภาพ การเล่นหรือชมกีฬา ตลอดจนการเสพงานศิลปะ

     การสัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2555 ที่ผ่านมา ณ ห้องจูปิเตอร์ 4-7 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี โดยมีองค์กรร่วมจัดการสัมมนาดังกล่าว 3 แห่ง ได้แก่ Google ประเทศไทย, iHERE TV,  และหอศิลป์ร่วมสมัยเถ้าฮงไถ่ d Kunst 

เทคโนโลยีล้ำหน้า ข้อมูลล้าหลัง
SoLoMo: Social features-Location based-Mobile applications
อริยะ พนมยงค์ 

The online population
     ในปัจจุบันโลกออนไลน์มีประชากรมากกว่า 2.3 พันล้าน นอกจากนี้ โทรศัพท์เคลื่อนที่มากกว่าครึ่งที่คนทั่วโลกใช้ยังเป็นสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต และเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพียงแห่งเดียวก็มีการใช้งานอุปกรณ์ดังกล่าวถึงกว่า 2.9 พันล้านเครื่อง

     จากการเดินทางครั้งล่าสุดไปยังเกาะหลีเป๊ะ (จ.สตูล) ทำให้เห็นพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่พักผ่อนริมชายหาดพร้อมแก็ดเจ็ต และที่น่าแปลกใจที่สุด คือ การที่เด็กประจำเรือที่ใช้ไอโฟน

     ทั้งนี้ ใน 60 วินาทีมีผู้ค้นหาข้อมูล (search) ผ่าน google ถึงประมาณ 700,000 ครั้ง และโพสต์ข้อความบน Facebook ในจำนวนเดียวกัน นอกจากนี้ วิธีการบริโภคสื่อของผู้บริโภคในยุคนี้ก็มีการเปลี่ยนไป เช่น การดูละคร ผ่าน youtube และการหาข้อมูลน้ำท่วมทางอินเทอร์เน็ต

     ปัจจุบันรายได้จากการขายสินค้าและบริการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีมูลค่าถึง 200,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐหรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 27

     ประสิทธิภาพของการสื่อสารผ่านออนไลน์สามารถวัดได้เป็นตัวเลขสถิติชัดเจน นอกจากนี้ผู้บริโภคในปัจจุบันยังค้นหา (search) ข้อมูลใน google ด้วยข้อความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวออนไลน์
     การเห็นโฆษณาในสื่อ offline เช่น สิ่งพิมพ์ จะกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไปหาข้อมูลในสื่อออนไลน์เพิ่มเติมใน และเมื่อพิจารณาระยะเวลาที่ใช้ในการหาข้อมูลออนไลน์เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้บริโภคต้องการเปรียบเทียบรายการท่องเที่ยวผ่านการ Rate และ Review มากกว่าการพิจารณาแบรนด์เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีราคาสูง และเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคต้องเสพประสบการณ์

     ขั้นตอนการเดินทางของนักท่องเที่ยวออนไลน์ ได้แก่ Dreaming Researching Booking Experiencing และ Sharing โดยร้อยละ 72 เป็นการแบ่งปัน (Share) รูปขณะที่อยู่ที่แหล่งท่องเที่ยว นอกจากนี้ การแบ่งปันรูปหรือข้อมูลในขณะที่เดินทางท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นเพื่อการยอมรับทางสังคม และในขณะเดียวกันก็เป็นการผลักดันให้ผู้บริโภคในสื่อสังคมออนไลน์เกิดความต้องการท่องเที่ยวอีกด้วย

     โดยปกตินักท่องเที่ยวจะหาข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางจากเว็บไซต์ต่างๆ เฉลี่ย 22 เว็บไซต์ นอกจากนี้ ยังมีการหาข้อมูลผ่านวิดีโอซึ่งให้ข้อเท็จจริงเป็นภาพเคลื่อนไหว ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคเหล่านี้ เช่น การ Share แผนที่ การใช้ Google Street View ซึ่งให้ภาพในมุมกว้าง 360 องศาที่ให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟน โดยในเมืองไทยจะให้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากแก่นักท่องเที่ยว ในปัจจุบันทาง Google จะเปิดให้บริการเพิ่มอีก 10 จังหวัด

     นอกจากนี้ Google Street View ยังมี Hyperlink ที่สามารถเอาไปแปะในเว็บไซต์ได้ เป็นแอพพลิเคชั่นที่เป็นประโยชน์แก่นักท่องเที่ยวและไม่เสียค่าบริการ รวมทั้งช่วยลดความลังเลของนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ เราต้องตระหนักเสมอว่า นักท่องเที่ยวกำลังหาเราอยู่ หน้าที่ของเราคือการทำให้ผู้บริโภคพบได้อย่างสะดวกที่สุด

     ในสมัยก่อนนักท่องเที่ยวต้องใช้ Lonely Planet แต่ในปัจจุบันนักท่องเที่ยวจะใช้แค่ Smartphone ในการหาข้อมูล Review และสถานที่ตั้งของแหล่งท่องเที่ยว นอกจากนี้ร้อยละ70 ของการจองผ่าน Smartphone จะเกิดขึ้นภายในวันเดียวกับที่มีการค้นหา (search)  ข้อมูล ทั้งนี้ จากลิงค์ที่นักท่องเที่ยวค้นหาควรมีปุ่ม “click to call” กรณีที่นักท่องเที่ยวต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือต้องการทำการจอง

     ผู้ประกอบการจะต้องตรวจสอบการค้นหา (Search) ทั้งในคอมพิวเตอร์ และ Smartphone เนื่องจากผลที่ได้รับจะไม่เหมือนกัน รวมไปถึงการปักหมุดสถานที่ประกอบการบน Google Map เพื่อช่วยให้นักท่องเที่ยวหาเส้นทางเดินทางไปใช้บริการได้ง่ายขึ้น

กึ่งยิง กึ่งผ่าน .. สร้างสรรค์เกมการตลาดผ่านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา
Sport Tourism: Winner takes All
นันทขว้าง สิรสุนทร

กลยุทธ์เกมการตลาด 4 : 4 : 2
     4 Ps = Promotion Product Price และ Place หรือวิธีการส่งเสริมการตลาดด้านการกีฬา (Promotion) ด้วยกีฬาที่มีเอกลักษณ์ เช่น การขายมวยไทยให้ชาวต่างชาติดู หรือเน้นความเป็นกระแสหลักที่มวลชนนิยมเช่น ฟุตบอล ควบคู่ไปกับการใช้ไม้ตาย “Freeconomic” หรือการแจก การแถม โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจด้วยการทบต้นทุนกับราคาอย่างอื่น (Cost Subsidiary) หรือเน้นการขายสินค้าพิเศษที่ผลิตมาแบบจำกัด (Limited Edition) ในราคาสูง (Price) ทั้งนี้ นอกจากตัวสินค้า (Product) ที่เป็นตัวกีฬาแล้ว ของที่ระลึกทุกอย่างยังสามารถขายได้ในราคาที่สูงมาก เนื่องจากลูกค้าต้องการซื้ออารมณ์ ความเป็นเอกลักษณ์ และมีความภักดีต่อแบรนด์หรือทีมสูง นอกจากนี้ ยังต้องสังเกตว่าสถานที่ (Place) ที่ใช้ในการแข่งขันกีฬาในแต่ละแห่งต่างมีอารมณ์ ความรู้สึก ที่เหมาะกับกีฬาหรือสินค้าต่างชนิดกัน เช่น เทศกาลดนตรีที่พัทยานั้นต้องเป็นดนตรีร็อค ส่วนหัวหินต้องเป็นเทศกาลดนตรีแจ๊ส ดังนั้น สถานที่จัดแข่งกีฬาเทนนิสควรจะเป็นหัวหินมากกว่าพัทยา และงานแข่งเจ็ตสกีควรจะเป็นพัทยามากกว่าหัวหิน

     4 Cs = Consumer Cost Communication และ Convenience เริ่มจากการให้ผู้ประกอบการมองที่ตัวลูกค้า (Customer) เป็นหลัก เนื่องจากในปัจจุบันผู้ประกอบการไม่อาจยึดตัวเองเป็นที่ตั้งได้อีกต่อไป อีกทั้งยังต้องเน้นที่ไลฟ์สไตล์ ซึ่งจะทำให้สินค้าขายได้ในทุกราคา (Cost) และช่องทางการสื่อสาร (Communication) ที่สะดวกที่สุด ตลอดจนไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าซึ่งได้แก่ Social Media เช่น Facebook หรือ Twitter นอกจากนี้ ผู้ประกอบการต้องทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าได้โดยง่าย (Convenience) เมื่อมีความต้องการซื้อสินค้า

     2 Ss = Signature และ Sportsmanship คือการสร้างแบรนด์ให้คนจดจำร่วมกัน (Signature) ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การสร้างเรื่องราวให้แบรนด์หรือสินค้ามีอารมณ์และมีลักษณะพิเศษ โดยการใช้สีและสัญลักษณ์ เป็นต้น โดยอาจจะเน้นไปที่เรื่องราวของตัวนักกีฬา (Sportsmanship) ซึ่งมีสถานะเป็น Celebrity สำหรับกลุ่มตลาดนี้

ท่องเที่ยวตามสั่ง ยุคสมัยที่ผู้บริโภคเลือกได้              
Tourism: Made by order , Design by you
ภาณุมาศ ทองธนากุล

     กรณีศึกษา Tune Hotel ซึ่งการจองห้องพักต้องจองผ่านเว็บไซต์ โดยผู้จองสามารถเลือกได้ว่าจองเฉพาะห้องพักที่มีให้เลือก 2 แบบ คือ Comfort Package ราคา 180 บาท และ Cozy Package ราคา 370 บาท ถ้าผู้จองเลือกการจ่ายขั้นต่ำคือ 370 บาท จะได้แอร์ 12 ชั่วโมง มีทีวี ผ้าเช็ดตัว Wi-Fi หากอยากได้แอร์เพิ่มเป็น 24 ชั่วโมง ต้องจ่ายเพิ่มอีก 230 บาท อยากได้ผ้าเช็ดตัวเพิ่ม จ่ายอีก 120 บาท อยาก check - in ก่อนก็จ่ายเพิ่ม หรืออยาก check - out ทีหลังก็จ่ายเพิ่ม

     ในการทำธุรกิจท่องเที่ยวให้สำเร็จ จะต้องขายความพึงพอใจ เนื่องจากผู้บริโภคพร้อมจะจ่าย หากรู้สึกพอใจ

     ผู้บริโภคยุคปัจจุบันมีลักษณะดังนี้ รู้มาก เรื่องเยอะ ชอบอวด เอาแต่ใจ ขี้ฟ้อง ขี้เหนียว

รู้มาก VS รอบรู้
     ผู้บริโภครอบรู้เพราะอินเทอร์เน็ต และที่สำคัญมีการพัฒนาของ Smartphone ตัวอย่างที่ชัดเจนในแผงหนังสือท่องเที่ยวขณะนี้ มี Guidebook ประเภทเที่ยวแบบไม่ง้อทัวร์เยอะมาก เช่น เที่ยวไม่ง้อทัวร์ไปมาเก๊า เที่ยวไม่ง้อทัวร์ไปปักกิ่ง  เหตุการณ์เหล่านี้เป็นการประกาศว่า ผู้บริโภคไม่ง้อทัวร์แล้ว 

     ที่ผ่านมาผู้บริโภคจะถูกกำหนดทุกอย่าง แต่ขณะนี้นักท่องเที่ยวสามารถออกแบบการท่องเที่ยวตามความต้องการของตนเอง และถึงที่สุดแล้วก็อาจไม่ต้องง้อหนังสือ เพราะสามารถหาข้อมูลจากในเว็บไซต์ที่หลากหลายทั้งบล็อก หรือการแชร์ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าเมือง การจองห้องพัก ซึ่งมีอยู่ในอินเทอร์เน็ตอย่างละเอียด

     สำหรับสิ่งที่จะพิชิตผู้บริโภคที่รอบรู้ คือ “ได้โปรดทำให้ฉันเป็นผู้เชี่ยวชาญ” เช่น กลุ่มผู้บริโภคที่รอบรู้เรื่องไวน์ บริษัทนำเที่ยวก็อาจออกแบบ trip ชิมไวน์เพราะจะทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่ามีความรอบรู้มากขึ้น 

เรื่องเยอะ VS พิถีพิถัน
     ผู้บริโภคกลุ่มพิถีพิถันมักจะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ผู้ให้บริการต้องมอบสิ่งที่ดีมีคุณค่าทางจิตใจ เช่น อาหารที่ดี ที่พักที่ดี หาเรื่องราวดีๆ ความหรูหรา หายาก

ชอบอวด VS รักการแบ่งปัน
     นักท่องเที่ยวกลุ่มชอบอวดโดยเฉพาะการอวดว่าได้ไปเที่ยวต่างประเทศ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะมีความสุขที่ได้แบ่งปันประสบการณ์ที่ได้พบมา โดยในปัจจุบัน Internet ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการแบ่งปัน 

     การจัดการให้เกิดความพึงพอใจกับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ คือ ให้สินค้าและบริการที่ผู้บริโภคคาดหวัง และมีแถมนิดหน่อย จะกระตุ้นให้เกิดการแบ่งปันข้อมูลของสินค้าและบริการนั้น ๆ ได้อีกมาก ทั้งในกลุ่มเพื่อนและกลุ่มเพื่อนร่วมงาน

เอาแต่ใจ VS เป็นตัวของตัวเอง 
     ผู้บริโภคกลุ่มนี้จะรู้สึกว่าตนเองเป็นคนพิเศษ และเลือกท่องเที่ยวตามแบบฉบับของตัวเอง เมื่อพิจารณาถึงเหตุผลของการท่องเที่ยวจะพบว่า เป็นการท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ หลบออกจากโลกใบเดิม รวมทั้งอยากได้มุมมองใหม่จากการเดินทาง ตลอดจนเรื่องเล่าจากประสบการณ์ดี ๆ ที่จะทำให้รู้สึกคุ้มค่า เห็นได้จากบนแผงหนังสือทุกวันนี้ที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าของคนที่ไปเที่ยว เช่น จัดกลุ่มรวมตัวไปโบกรถเหนือจรดใต้โดยไม่ใช้เงิน

     นอกจากนี้ แนวโน้มพฤติกรรมนักท่องเที่ยวใหม่ คือ การเป็นอาสาสมัคร โดยคนรุ่นใหม่จะรู้สึกว่าหากได้ไปช่วยผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์น้ำท่วมหรือพิบัติภัยจะเจ๋งมาก

ขี้ฟ้อง VS รู้จักรักษาสิทธิ์ 
     การสื่อสารกับผู้บริโภคกลุ่มนี้ คือ สร้างความสามารถในการเกื้อหนุนโลก  สร้างความเป็นธรรม เนื่องจากผู้บริโภคจะรู้สึกพอใจมากถ้าสามารถทำให้โลกนี้ดีขึ้น ยุติธรรมขึ้น และโลกได้รับการปกป้องด้วยธุรกิจที่ดี โดย Facebook เป็นพื้นที่ที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้ใช้ประกาศความไม่ชอบธรรมของโลก

ขี้เหนียว VS ฉลาดในการใช้เงิน
     หรือกลุ่มผู้บริโภคที่มีเหตุผลในการใช้เงิน เช่น การนำไดร์เป่าผมไปเอง ก็สามารถประหยัดเงินได้ และกระเป๋าไม่ได้หนักขึ้น และการนำผ้าเช็ดตัวไปเองก็จะประหยัดขึ้น


นัดดาเพ็ญ ทุมมานนท์
รัก ...ออกแบบได้: การตลาดกลุ่มแต่งงาน/ฮันนีมูน
There’s something about marrying

     ตลาดของการเดินทางกลุ่มแต่งงานและฮันนีมูนเน้นไปที่ชาวต่างชาติ ซึ่งหากเป็นการแต่งงาน ส่วนใหญ่แล้วลูกค้าจะมาแต่งงานแบบไม่จริงจัง หรือผ่านการเข้าพีธีในประเทศของตนเองมาแล้ว และมาจัดงานในไทยอีกครั้งหนึ่ง

     ตลาดกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือนักเดินทางจากประเทศออสเตรเลีย รองลงมาคือ สหราชอาณาจักร อายุโดยเฉลี่ย 20-30 ปี และมีแนวโน้มเป็น Flashpacker คือผู้มีฐานะที่มีกำลังจ่ายสูง แต่อยากเดินทางแบบ Backpacker

     ทั้งนี้ ประเทศไทยมีจุดขายหลัก คือ ชายหาด ที่ดึงดูดนักเดินทางกลุ่มแต่งงานและฮันนีมูนมาได้มาก เช่น เกาะสมุย ซึ่งทุกโรงแรมบนเกาะรับจัดแต่งงานเหมือนกันหมด นอกจากนี้ เกาะสมุยกำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็น Romantic Destination รวมทั้ง Gay Wedding Destination โดยตลาดกลุ่มนี้ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก

     กลุ่มตลาดเกิดใหม่ ได้แก่ แอฟริกา จีน ฮ่องกง และเกาหลี โดยกลุ่มหลังยังมีจุดประสงค์เดินทางมาเพื่อฮันนีมูนมากกว่ามาแต่งงานด้วยข้อจำกัดทางวัฒนธรรม

     สำหรับการส่งเสริมตลาดกลุ่มนี้สามารถทำได้โดยการเข้าร่วมงาน Wedding Expo ในต่างประเทศ ซึ่งในออสเตรเลียจะจัดถี่ตลอดปี โดยเวียนสลับกันไปในแต่ละเมือง

     การจับตลาดกลุ่มแต่งงานมีข้อดี คือ ช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยิ่งกว่าระบบทวีคูณ เพราะนอกจากกลุ่มลูกค้าหลักซึ่งหมายถึงเจ้าบ่าวและเจ้าสาวสองคนแล้ว จำนวนแขกมาตรฐานที่เข้าร่วมงานคือ 40 คน และจากประสบการณ์แขกกลุ่มใหญ่ที่สุดประมาณ 150 คน โดยเกาะสมุยมีคู่แต่งงานไม่ต่ำกว่าห้าร้อยคู่ต่อปี และมีวันพักเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าสี่คืน อาจถึงเจ็ดคืน และสิบสี่คืน

     นอกจากนี้ การจัดงานแต่งงานยังเป็นการสร้างงานให้แก่อาชีพในสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ช่างภาพ ช่างทำผม และช่างแต่งหน้า โดยในส่วนของการจัดงาน ลูกค้าส่วนใหญ่ยังคงต้องการงานแต่งงานในรูปแบบตะวันตกอยู่ และเป็นพิธีที่ไม่ข้องเกี่ยวกับศาสนา บางครั้งลูกค้าอาจต้องการให้มีกลิ่นอายแบบไทย ๆ เข้าไปผสมผสานบ้าง เช่น ขบวนนั่งเสลี่ยง นั่งช้าง ทั้งนี้ ผู้จัดจำเป็นจะต้องมีอารมณ์ร่วมกับงาน ทำการพูดคุยกับลูกค้าในทุกรายละเอียด โดยเฉพาะฝ่ายเจ้าสาว เพื่อให้รูปแบบของงานออกมาเป็นรูปแบบ “ในฝัน” มากที่สุด

เมื่อ pop culture ยึดครองพื้นที่ท่องเที่ยว

Occupied Walking Street
วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์

     ปกติศิลป์ ART normal: ทุกบ้านคือแกลเลอรี่ ทุกที่คือหอศิลป์ เป็นการแสดงศิลปะที่เมืองราชบุรีใน 75 พื้นที่ ที่ถูกนำเสนอผ่านแผนที่ท่องเที่ยวที่จัดทำไว้ นักท่องเที่ยวสามารถชมศิลปะตามเส้นทาง  เช่น เรื่องสั้นของคุณประภัสสร
เสวิกุล ที่ถูกเขียนลงบนพื้นที่สันเขื่อนยาว 80 เมตร สูง 6 เมตร ที่แสดงให้เห็นว่าเรื่องสั้นไม่จำเป็นต้องอ่านจากหนังสือหรือ iPad ผนังตึกที่ถูกใช้เป็นพื้นที่แสดงงานศิลปะ graffiti โดยกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งถือได้ว่าเป็นพื้นที่แสดงออกซึ่งความคิดเห็นในรูปแบบศิลปะ งานศิลปะที่ตอม่อสะพาน ภาพของทวีศักดิ์  ศรีทองดี และมล. จิราธร จิรประวัติ บนหลังคาเรือโดยสารข้ามฟาก นิทรรศการศิลปะดังกล่าวเกิดขึ้นโดยมุ่งหวังให้อำเภอเมืองราชบุรีเป็นพื้นที่ทางศิลปะ

     เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมาได้ซื้อบ้านเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 และพัฒนาเป็นหอศิลป์ร่วมสมัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้งานศิลป์เข้ามาอยู่ใจกลางชุมชนและทำให้ คำว่า “ศิลปะ” อยู่ในใจของทุกคน สำหรับชื่อ d Kunst เป็นภาษาเยอรมัน แปลว่า ศิลปะ และ “หอศิลป์ร่วมสมัยเถ้าฮงไถ่ d Kunst” ได้ชื่อว่าเป็นแกลเลอรีที่สวยที่สุดในราชบุรี เพราะว่าเป็นแกลเลอรีเพียงแห่งเดียว

     ในช่วงแรกชาวบ้านที่อยู่ใกล้ๆ แกลเลอรีจะไม่กล้าเข้ามาในหอศิลป์อันเนื่องมาจากช่องว่างของความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปะ จึงต้องใส่ความพยายามเพื่อความเข้าใจให้ตรงกันว่า ศิลปะสามารถอยู่ในทุกที่ ทั้งร้านทำผม ร้านก๋วยเตี๋ยว เรือโดยสารข้ามฟาก รถโดยสารประจำทาง ในกรณีที่พื้นที่เหล่านี้ถูกทำให้เป็นพื้นที่แสดงงาน ชาวบ้านซึ่งคุ้นเคยกับสถานที่ก็สามารถจะเข้าใจ และศิลปะก็จะเข้ามาอยู่ในชีวิตปกติได้ในที่สุด

     วัตถุประสงค์ในการทำงาน Art Normal คือ เพื่อให้ชุมชนเข้มแข็ง มีความภูมิใจในท้องถิ่น โดยอาศัยศิลปะเป็นสื่อ ในขณะที่ปริมาณนักท่องเที่ยวเป็นเหตุผลรอง  อย่างไรก็ตาม นิทรรศการ “ปกติศิลป์ ART normal: ทุกบ้านคือ
แกลเลอรี ทุกที่คือหอศิลป์” ก็ทำให้เกิดกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวสามารถขี่จักรยานชมเมือง สร้างความสนุก และประทับใจ นอกจากนี้ ชาวบ้านจะเกิดปฏิสัมพันธ์กับนักท่องเที่ยว เกิดความภูมิใจ เกิดการยอมรับระหว่างกัน รวมทั้งสร้างความประทับใจได้

     โดยความคิดเห็นส่วนตัว ราชบุรีเป็นพื้นที่ที่ไม่น่าจะถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกระแสทุนนิยม แต่ตัวแปรสำคัญในการเปลี่ยนแปลงราชบุรี คือ หน่วยงานราชการ ที่เข้ามาดำเนินการปรับปรุงพื้นที่ เช่น สร้างตลาดใหม่ การทุบเขื่อนเพื่อทำที่จอดรถ โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจมาจากวิสัยทัศน์ที่ดี และมีความตั้งใจดี  หากแต่ต้องมีการทบทวน และพิจารณาทางเลือก

ชาตรี ประกิตนนทการ
การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เมื่อคนไข้ ..... กลายร่าง :
Hospitel: Modern Medical

Hospitel เกิดจากการนำคำว่า Hospital และ Hotel มารวมกัน เนื่องจากรูปแบบการพัฒนาของโรงพยาบาล
     โรงพยาบาลแห่งแรกในไทย คือ โรงพยาบาลศิริราช ก่อตั้งขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยโรงพยาบาลในขณะนั้นมีฐานะเป็นครื่องมือในการควบคุมพลเมืองของรัฐเพื่อไม่ให้มีการเจ็บป่วย หรือการตายเกิดขึ้น แพทย์และพยาบาลมีฐานะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขและเป็นเครื่องมือของรัฐเพื่อควบคุมพลเมืองไปพร้อมกัน โดยภาพลักษณ์ของแพทย์เป็นผู้มีอำนาจที่เกิดจากรูปแบบความสัมพันธ์แบบดั้งเดิมที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณ

     จำนวนของกลุ่มชนชั้นกลางที่มีมากขึ้นภายหลังปี พ.ศ. 2500 ประกอบกับการที่การแพทย์สมัยใหม่ที่พัฒนาจนกลุ่มชนชั้นสูงให้การยอมรับการเดินทางมารักษาที่โรงพยาบาลทำให้เกิดโรงพยาบาลเอกชนขึ้น และโรงพยาบาลเอกชนเปลี่ยนบทบาทไปเป็นสถานที่สำหรับบริการรูปแบบหนึ่ง พร้อมกันนั้น ฐานะของแพทย์และพยาบาลก็ได้เปลี่ยนไปเป็นผู้ให้บริการ แต่ยังคงภาพลักษณ์ความเป็นบุคคลที่น่าเคารพนับถือ และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางไว้อยู่ อย่างไรก็ตาม การตั้งคำถามกับการแพทย์สมัยใหม่ และการฟื้นฟูการแพทย์แผนทางเลือก หรือแผนจารีตโบราณ ทำให้อำนาจบารมีของการแพทย์สมัยใหม่ในโรงพยาบาลถูกบั่นทอนลงไป

     กระแส Medical Tourism ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงสิบถึงยี่สิบปีที่ผ่านมา ทำให้สังคมไทยตื่นตัวกับการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายใหม่กลายเป็นกลุ่ม Elite ได้แก่ ชาวต่างชาติ และคนไทยที่มีฐานะเหนือระดับขึ้นไปอีก องค์ประกอบทุกส่วนของโรงพยาบาลเริ่มเปลี่ยนไปมีลักษณะใกล้เคียงกับโรงแรมอย่างชัดเจน เช่น เคาน์เตอร์โรงพยาบาลที่มีลักษณะของลอบบี้โรงแรม เครื่องแบบของพยาบาลที่ดูคล้ายเจ้าหน้าที่โรงแรม การระบุประเภทห้องพักผู้ป่วยแบบ Royal Suite และ Deluxe การโฆษณาประชาสัมพันธ์ การให้แพทย์ไปออกบูธในศูนย์การค้า และการที่โรงพยาบาลไปเปิดบูธในสนามบิน เป็นรูปแบบที่ก้าวไกลเหนือกว่าการเป็นโรงพยาบาลเอกชน หรือการเป็น Hospitel นอกจากนั้น ยังมีการเกิดของ Public Hospitel หรือ โรงพยาบาลรัฐที่มีการใช้รูปแบบการบริหารจัดการ และการบริการแบบ Hospitel เช่น ปิยมหาราชการุณย์

     ทั้งนี้ กระแส Medical Tourism ไม่ได้เป็นโอกาสเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขของไทยโดยภาพรวม เช่น จำนวนบุคลากรที่ไม่เพียงพอมากกว่าเดิม กลุ่มชนชั้นล่างซึ่งยังต้องอาศัยบริการของโรงพยาบาลรัฐที่จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ข้างต้น นอกจากนี้ Medical Tourism จะทำลายกำแพงค่าตอบแทนและค่าบริการทางการแพทย์ของสังคมไทย

แนวรบด้านวัฒนธรรม .. เปลี่ยนไป
Reset Thai Performance Art
มานพ มีจำรัส


     ในสายวิชาชีพด้านการแสดงไม่จำเป็นต้องกลับไปแสดงออกถึงสิ่งดั้งเดิมถึงขนาดใส่เสื้อคอกระเช้า นุ่งผ้าถุง หากแต่ความร่วมสมัยจะต้องรู้ลึกถึงราก ทำจากความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงที่มา จากนั้นจึงนำเสนอในวิธีใหม่ นอกจากนี้ ต้องทำความเข้าใจกับธรรมชาติของความร่วมสมัยว่ามีลักษณะของ ความเป็นปกติ ความเหมาะสม และสุนทรียะ

     เราไม่สามารถแยกงานโบราณออกจากงานร่วมสมัย    เพราะการแยกเป็นหมวดหมู่จะทำให้ติดอยู่กับความเป็นหมวดหมู่นั้น

     เมืองไทยนั้นไม่มีงานร่วมสมัย แต่มีงานข้างถนนเต็มไปหมด เราไม่มีโรงละครดี ๆ เด็ก ๆ ไม่มีที่สำหรับการฝึกฝนให้เกิดความเชี่ยวชาญ

     งานแสดงที่ดีไม่ได้ทำเพื่อโชว์เพียงอย่างเดียว แต่ทำเพื่อสื่อความหมายให้ชัดเจน อาจจะมีทั้งความเร็วและความช้า    แต่จะต้องมีที่มา ที่ผ่านมา เราไม่เคยมีการบอกกล่าวเรื่องที่มา วิธีการ และเหตุผล คนไทยจะไม่พูดเรื่องนี้ แต่จะบอกว่าให้ทำตาม ไม่ต้องถาม แล้วจะดีเอง จะเห็นได้จากเวลาผมสอนนักเรียนนุ่งโจง (โจงกระเบน) ให้เป็นไปตามขั้นตอน แต่นักเรียนทุกคนมี ego มีความร่วมสมัย ในขณะที่การนุ่งโจงมีแบบแผนตามขนบโบราณ สุดท้าย นักเรียนบอกว่าจะนุ่งแบบนี้

     เมื่อมีการนำความร่วมสมัยเข้ามาเพื่อสืบสาน และเสริมลมหายใจของการแสดงแบบโบราณหรือขนบโบราณ บางคนเข้าใจว่าความร่วมสมัยต้องเป็นฝรั่งเลย ในขณะที่ บางคนบอกว่าร่วมสมัย คือ การเขย่งเท้าให้เป็นบัลเลต์ แต่มือเป็นรำไทย ซึ่งไม่งามเพราะขาดสุนทรียะ และขาดความงามของร่างกาย

     การเคลื่อนที่สำหรับวัฒนธรรมในเมืองไทยเป็นสิ่งที่ยากมาก ตัวอย่างเช่น เจ็ดเสมียนที่มีการจัดงานมาแล้ว 4-5 ปี พอเป็นที่รู้จัก เป็นที่นิยม มีชื่อเสียง ทำให้หน่วยงานส่วนท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทในการจัดงานแสดงแสง  สี เสียง ย้อนอดีต 119 ปี และนำศิลปินที่ไม่ใช่คนเจ็ดเสมียนมาแสดง มีการปรับปรุงพื้นที่จนไม่เหมาะสมกับการทำงานศิลปะ  เช่น สถานีรถไฟใหม่ ร้านสะดวกซื้อ (7-11) และท่าเรือ ซึ่งจะเห็นได้ว่า  “วันหนึ่งที่พื้นที่เสีย งานศิลปะก็อยู่ไม่ได้”  

     ปัจจุบันกำลังดูสถานที่บริเวณนครชัยศรีซึ่งเป็นตลาดชุมชน  ไม่ต้องใช้งบประมาณมาก แค่มีพื้นที่สวย ๆ มีทุ่งนา มีท้องน้ำ มีตลาด มีชุมชน มีต้นข้าวตั้งท้อง มีพื้นดิน มีเนินดิน มีเวทีเล็ก ๆ มีคนเล่น มีคนดู เท่านี้ก็เป็น “โรงละคร” แล้ว

     การกลับสู่ความปกติเดิม และ การก้าวสู่ความปกติใหม่ : เมื่อ Life Style Marketing ถูกอธิบายโดยแนวโน้มเรื่อง  The Old Normal & The New Normal
วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล และวุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

Old Normal คือ ภาวะความเคยชินแบบเก่า

New Normal คือ ภาวะความเคยชินแบบใหม่

     ในปัจจุบัน โลกเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี ทำให้วิถีชีวิตและความเคยชินของผู้คนเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย หากแต่ความเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่าตื่นตระหนก หรือน่ากังวลแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจในธรรมชาติของความเปลี่ยนแปลงนั้นไปพร้อม ๆ กัน

     มุมมองที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงมีรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น มุมมองการเปลี่ยนแปลงแบบวัฏจักร (Cycle) ซึ่งมองว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นการหมุนวน สิ่งที่ถือว่าเก่าจะกลับกลายมาเป็นสิ่งใหม่ และสิ่งที่ใหม่ สักวันจะถูกมองว่าเก่า หมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ อีกมุมมองหนึ่ง คือ การมองความเปลี่ยนแปลงแบบเป็นเส้นตรง (Linear) ซึ่งถือว่าสิ่งที่เก่าเป็นรากฐาน สิ่งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นการต่อต้าน หรือตั้งคำถาม รวมทั้งทำลายรากฐานเก่านั้นไป ในท้ายที่สุด สิ่งใหม่จะเข้ามาแทนที่รากฐานเก่า และจะกลายเป็นสิ่งที่เก่าเพื่อถูกสิ่งใหม่ในอนาคตทำลายไปในวันข้างหน้า

     ปัจจัยที่ทำให้การเกิดความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไป หรือเกิดจากกระแสในกลุ่มคนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยอาจเป็นความต้องการปฏิเสธของเก่าที่ไม่ได้ขัดแย้งกับของใหม่

    อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่ดีควรเกิดจากการสำรวจตรวจสอบข้อบกพร่องของสิ่งที่มีอยู่ แล้วจึงเปลี่ยนข้อบกพร่องที่พบนั้นให้ดีขึ้น ทั้งนี้ บรรทัดฐานในการวัดว่าสิ่งใดดี หรือสิ่งใดไม่ดี ย่อมต่างกันไปในกลุ่มคนแต่ละรุ่นเช่นกัน คนรุ่นเก่าอาจถือว่าความเป็นพวกพ้องเป็นสิ่งดี ในขณะที่คนรุ่นใหม่นิยมความเป็นปัจเจกชนที่มีอิสระเสรี การรับมือกับช่วงเปลี่ยนผ่านนี้จึงถือว่าเป็นเรื่องที่ยากลำบาก

     ปกติสุข คือ ความสุขกับสิ่งที่ตนเคยชินเป็นปกติ ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงจึงอาจเป็นความทุกข์ ดังนั้น การอยู่ให้เป็นสุขก็ต้องอยู่กับความเปลี่ยนแปลงให้เคยชิน หรือผสมผสานความใหม่และความเก่าเข้าด้วยกันให้กลายเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัย ประเทศญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่ดีในการผสานความใหม่และความเก่าเข้าด้วยกัน และสุดท้ายคือการทำความเข้าใจและยอมรับ คนรุ่นใหม่ไม่อาจย้อนกลับไปสู่ยุคที่ขาดความอิสระได้อีก หรือการที่เทคโนโลยีได้กลายเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนเชื่อมต่อกันมากขึ้นพร้อมทั้งโดดเดี่ยวมากขึ้นในขณะเดียวกัน

     เมื่อสิ่งใดไม่ดีจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ทั้งนี้ อาจมองได้ว่าการเปลี่ยนแปลงในแต่ละครั้งคือวิวัฒนาการ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งจะมีการขัดเกลาบางอย่างให้ดีขึ้นเสมอ


 

เรียบเรียง : ณัฏฐิรา อำพลพรรณ
                ฐานิช ลิ้มตระกูล - นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 4