eTAT Journal เชื่อมั่นเหลือเกินว่า ณ วินาทีนี้ ไม่มีผู้อ่านท่านใดที่ไม่เคยได้ยินคำว่า “AEC” เนื่องจากตัวอักษรประหลาดๆ สามตัวที่ดูคล้ายจะเป็นคำย่อจากอะไรสักอย่างนี้ มีให้เห็นอย่างดาษดื่นทั้งในหน้าหนังสือพิมพ์ ภาพข่าวในรายการโทรทัศน์ แม้กระทั่งข่าวสั้นต้นชั่วโมงในคลื่นวิทยุ ซึ่งอาจจะทำให้ใครอีกหลายๆ คนเริ่มเบื่อกับ “AEC” หรือมีอาการ “AEC 
Syndrome” กันไปแล้วก็ได้

 

     “AEC” นี้ ใครว่า ใหญ่ ก็ใหญ่ ใครว่ายาก ก็ยาก แต่หากใครว่า เล็ก มันก็เล็กเสียเหลือเกิน แล้วแต่ว่า คุณคือใคร? มีหน้าที่ที่จะเล่นบทบาทอะไร? หรือมองเห็น “AEC” จากมุมไหน? ซึ่งผมขอท้าวความเปิดตัว “AEC” จากในสมัยก่อนความร่วมมือระหว่างรัฐเป็นการร่วมมือแบบชั่วคราวแต่ปัจจุบันการร่วมมือระหว่างประเทศมีลักษณะจริงจังถาวร มีวิธีการปฏิบัติระหว่างประเทศที่มีลักษณะจริงจังถาวร มีวิธีการปฏิบัติระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบ สาเหตุที่ทำให้ประเทศในโลกร่วมมือกัน มีดังนี้ ความจำเป็นด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ประเทศทั่วโลกได้ติดต่อค้าขายกันมากขึ้น มีกฎหมาย ระเบียบและกติการะหว่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ความร่วมมือโดยผ่านองค์กรระหว่างประเทศในเรื่องต่างๆ เช่น การเดินอากาศ การเดินเรือ การคุ้มทางการทูตที่ต่างพึ่งพาอาศัยกัน ที่เราเห็นได้ชัดเจน เห็นจะเป็น องค์การของกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก (The Organization of the Petroleum Exporting Countries, OPEC) ถ้ากลุ่มโอเปคขึ้นราคาน้ำมันผลก็จะกระทบต่อประเทศอุตสาหกรรมหลายประเทศทั่วโลก หรือถ้าจะยกตัวอย่างในเชิงเปรียบเทียบกับ “AEC” ให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น คงต้องยกตัวอย่างการรวมกลุ่มของ สหภาพยุโรป (European Union -EU) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างกระแสและทิศทางการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจและสังคมระดับโลกซึ่งเป็น 1 ใน 3 ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก เป็น“Economic Heavyweight” ที่มี GDP ใหญ่ที่สุดในโลก ทั้งเป็นตลาดสินค้าและบริการ ตลาดการเงินและแหล่งที่มาของการลงทุนที่สำคัญที่สุด ตลอดจนเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุด รวมทั้งมีบรรษัทข้ามชาติระดับโลกเป็นจำนวนมากที่สุด

     ในฝั่งเอเชียบ้านเรา ก็มีการรวมกลุ่มประเทศกันมานานในกรอบความร่วมมือที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ร่วมเฉพาะในแต่ละมิติที่ประเทศพันธมิตรยกขึ้นมาเจรจากัน ทั้งในลักษณะ ทวิภาคีและพหุภาคี เช่น BIMST-EC, IMT-GT, ACMECS, APEC และ ASEAN เป็นต้น ซึ่งความร่วมมือแบ่งเป็น 4 ลักษณะ ดังนี้ คือ ความร่วมมือทางการทูต กฎหมายระหว่างประเทศ องค์การระหว่างประเทศและความร่วมมือทางเศรษฐกิจและจากที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 9 ที่เกาะบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2546 ได้ให้การรับรองและลงนามในปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมือในอาเซียน (Declaration of ASEAN Concord II หรือ Bali Concord II) เพื่อบรรลุการจัดตั้งประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ซึ่งมุ่งเน้น 3 วัตถุประสงค์หลัก คือ ด้านการเมืองและความมั่นคง (Political and Security) ด้านสังคมและวัฒนธรรม (Socio-Cultural) และด้านเศรษฐกิจ (Economy) ซึ่งในการประชุมได้รวมเรื่องการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community - AEC) เข้าสู่วาระการประชุมและมีการประชุมเพื่อขับเคลื่อนให้ “AEC” เกิดขึ้นจนเป็นรูปธรรม โดยเห็นชอบให้มีการรวมตัวเป็น AEC ภายในปี ค.ศ. 2020 โดยอาเซียนจะเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว รวมทั้งมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุนและแรงงานมีฝีมือโดยเสรีและการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีขึ้น ในการนี้ ผู้นำอาเซียนได้เห็นชอบให้ เร่งรัดการรวมกลุ่มสินค้าและบริการสำคัญ 11 สาขา เป็นสาขานำร่อง โดยมีประเทศสมาชิกรับผิดชอบในการจัดทำ Road map ได้แก่

     • ไทย : การท่องเที่ยวและการบิน
     • พม่า : สินค้าเกษตรและสินค้าประมง
     • อินโดนีเซีย : ยานยนต์และผลิตภัณฑ์ไม้
     • มาเลเซีย : ยางและสิ่งทอ
     • ฟิลิปปินส์ : อิเล็กทรอนิกส์
     • สิงคโปร์ : เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และการบริการด้านสุขภาพ

     ในส่วนของไทยนั้น ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้เสนอให้เร่งรัดการจัดตั้ง AEC ให้เร็วขึ้นภายในปี ค.ศ. 2012 และเสนอว่าในการเร่งรัดการรวมตัวอาเซียนน่าจะใช้หลักการ Two Plus โดย 2-3 ประเทศที่พร้อมสามารถที่จะเปิดเสรีในภาคที่ตนมีความพร้อมไปก่อน และประเทศอื่นๆ สามารถเข้าร่วมเมื่อมีความพร้อมแล้ว ซึ่งในประเด็นนี้ นายกรัฐมนตรี สิงคโปร์ ได้กล่าวสนับสนุนข้อเสนอของไทยที่ให้เลื่อนระยะเวลาในการบรรลุประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนให้เร็วขึ้น โดยเห็นว่าน่าจะเป็นปี ค.ศ. 2015

     ที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจอาเซียนเมื่อวันที่ 21-22 กันยายน 2547 ที่กรุงเทพฯ ได้ข้อสรุป กรอบความตกลงว่าด้วยการรวมกลุ่มสาขาสำคัญของอาเซียนกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการร่วมที่จะใช้กับการรวมกลุ่มสินค้าและบริการสำคัญทุกสาขาและมีสาระสำคัญ ได้แก่ การเปิดเสรีการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน และการส่งเสริมการค้าและการลงทุน และความร่วมมือในด้านอื่นๆ ดังนี้

     1. การค้าสินค้า - จะเร่งลดภาษีสินค้าใน Priority Sectors (เกษตร ประมง ผลิตภัณฑ์ไม้ ผลิตภัณฑ์ยาง สิ่งทอ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีสารสนเทศและสาขาสุขภาพ) เป็น 0% เร็วขึ้นจากกรอบ AFTA เดิม 3 ปี คือ จาก 2010 เป็นปี 2007 สำหรับสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ และ ปี 2015 เป็น 2012 สำหรับประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม (CLMV) โดยได้กำหนดเพดานสำหรับสินค้าทั้งหมดใน Priority Sectors ไม่ต้องการเร่งลดภาษี (Negative List) ไว้ที่ 15%

     2. การค้าบริการ - จะเร่งเปิดเสรีสาขาบริการใน Priority Sectors (สาขาสุขภาพ, e-ASEAN, ท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศ) ภายในปี ค.ศ. 2010

     3. การลงทุน - จะเร่งเปิดการลงทุนในรายการสงวน (Sensitive List) ภายในปี 2010 สำหรับอาเซียนเดิม 6 ประเทศ ปี ค.ศ. 2013 สำหรับเวียดนามและ 2015 สำหรับกัมพูชา ลาว และพม่า ทั้งนี้ ให้ใช้ ASEAN-X formula ได้ และส่งเสริมการผลิตในอาเซียนโดยการจัดตั้งเครือข่าย ASEAN free trade zones เพื่อส่งเสริมการซื้อวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตในอาเซียน  (Outsourcing) และดำเนินมาตรการร่วมเพื่อดึงดูด Foreign Direct Investment: FDI

     4. การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน - ซึ่งประกอบด้วยเรื่องต่างๆ คือ กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า พิธีการศุลกากร มาตรฐาน (Standard and conformance) การอำนวยความสะดวกด้านการขนส่ง และ logistics service สำหรับการขนส่ง การอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยวในอาเซียน และ การเคลื่อนย้ายของนักธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกอบวิชาชีพ และ แรงงานมีฝีมือ

     5. การส่งเสริมการค้าและการลงทุน และความร่วมมือในด้านอื่นๆ เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พิธีสารว่าด้วยการรวมกลุ่มรายสาขาของอาเซียน 11 สาขากำหนดมาตรการร่วม ซึ่งคาบเกี่ยวกับทุกสาขาเช่นเดียวกับในกรอบความตกลงฯ และมาตรการเฉพาะสำหรับการรวมกลุ่มแต่ละสาขานั้นๆ โดยรวมอยู่ในแผนการรวมกลุ่ม (Road map) ซึ่งผนวกอยู่กับพิธีสารฯ

     ผู้นำอาเซียนได้ลงนามในกรอบความตกลงว่าด้วยการรวมกลุ่มสาขาสำคัญของอาเซียน (Framework Agreement for the Integration of the Priority Sectors) ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2547 และรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนได้ลงนามในพิธีสารว่าด้วยการรวมกลุ่มรายสาขาของอาเซียน 11 ฉบับ (ASEAN Sectoral Integration Protocol) ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2547 ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 10 ที่เวียงจันทน์ ระหว่างวันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2547 ทั้งนี้ ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 10 ทุกประเทศย้ำความสำคัญของการดำเนินการต่างๆ เพื่อนำไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนภายในปี 2563 (ค.ศ. 2020) (กระทรวงพาณิชย์: 2554)

 

     แต่เดิมนั้น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ยังเป็นเพียงกรอบความตกลงทางการค้า จากเวทีการเจรจาของกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งมุ่งเน้นเพียงความร่วมมือทางการค้า เพื่อชะลอการเปิดเสรีฯ ซึ่งสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศยุโรป พยายามจะรุกเข้ามาในตลาดของภูมิภาคนี้ การรวมกลุ่มกันเพื่อความเข้มแข็งจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ด้วยการทำงานร่วมกันอย่างยาวนานของอาเซียน มีการส่งเสริมความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในหลายระดับ จึงได้พัฒนาต่อยอดเป็นมากกว่าเรื่องทางการค้า หรือเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังวางรากฐานที่จะเปิดประตูไปสู่ความร่วมมือทางด้านศิลปวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนช่วยเหลือกันในมิติทางสังคม การเดินทางไปมาหาสู่กันได้อย่างสะดวก และกระบวนการต่างๆ ก็เดินหน้าไปทุกขณะ แม้จะไม่เร่งรีบ แต่ก็มียุทธศาสตร์และ Road map วางไว้อย่างชัดเจน จนถึงปัจจุบันนี้ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีผลในทางปฏิบัติมากขึ้นๆ และส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่ไม่ได้เตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า ซึ่งจะต้องปรับตัวอย่างเหมาะสม และคอยติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด ไม่เพียงแค่ข้อมูลจากส่วนราชการเท่านั้น แต่ยังต้องแสวงหาโอกาส ความร่วมมือกันของกลุ่มองค์กรภาคเอกชน และภาคประชาสังคมอีกด้วย

     หากพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า การรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีจุดมุ่งหมายหลักคือ การนำอาเซียนไปสู่การเป็นตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน (Single Market and Production Base) ซึ่งหมายถึงการทำให้เกิด “การเคลื่อนย้ายถิ่นฐานอย่างเสรี” ใน 5 สาขา ประกอบด้วยสินค้า (Goods and Products) บริการ (Services) การลงทุน (Investment) แรงงาน (Skills Labors) และเงินลงทุน (Stake Investment) ซึ่งการเคลื่อนย้ายดังกล่าวจะส่งผลทั้งด้านบวกและด้านลบต่อกลุ่มประเทศสมาชิกด้วยกันทั้งสิ้นซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ประกอบการในแต่ละประเทศสมาชิก ซึ่งสามารถวิเคราะห์แยกผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้เป็นรายสาขา ซึ่งเป็นที่มาที่ผู้เขียนเกริ่นไว้ว่า “AEC” นี้ ใครว่า ใหญ่ ก็ใหญ่ ใครว่ายาก ก็ยาก แต่หากใครว่า เล็ก มันก็เล็กเสียเหลือเกิน แล้วแต่ว่า คุณคือใคร? มีหน้าที่ที่จะเล่นบทบาทอะไร? หรือมองเห็น “AEC” จากมุมไหน?

     1. การเปิดเสรีสินค้า ภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area: AFTA) ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปี 2535 โดยมีการลดอัตราภาษีศุลกากรระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างต่อเนื่อง และในปี 2553 นี้ ประเทศสมาชิกอาเซียน 6 ประเทศ (กลุ่มประเทศสมาชิกเดิม) ได้แก่ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและบรูไน จะต้องลดอัตราการเรียกเก็บภาษีระหว่างกันให้เหลือ 0% สำหรับสินค้าในกลุ่ม Inclusive List ขณะที่ประเทศสมาชิกใหม่อีก 4 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว พม่าและเวียดนาม ต้องทยอยลดอัตราภาษีให้เหลือ 0% ภายในปี 2558 ซึ่งเป็นนโยบายการผลักดันภายใต้ กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) จากการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 13 เมื่อปี 2550 ที่ประเทศสิงคโปร์ ผู้นำอาเซียนได้ลงนามในกฎบัตรอาเซียน ซึ่งเปรียบเสมือนธรรมนูญของอาเซียนที่จะวางกรอบทางกฎหมายและโครงสร้างองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของอาเซียน ในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนภายในปี 2558 (ค.ศ. 2015) ตามที่ผู้นำอาเซียนได้ตกลงกันไว้ โดยวัตถุประสงค์ของกฎบัตรอาเซียน คือ ทำให้อาเซียนเป็นองค์การที่มีประสิทธิภาพ มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเคารพกฎกติกาในการทำงานมากขึ้น นอกจากนี้ กฎบัตรจะให้สถานะนิติบุคคลแก่อาเซียนเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาล (Intergovernmental Organization) โดยที่กฎบัตรอาเซียน ประกอบด้วยข้อบทต่าง ๆ 13 บท 55 ข้อ มีประเด็นใหม่ที่แสดงความก้าวหน้าของอาเซียน ได้แก่

     1. การจัดตั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนของอาเซียน
     2. การให้อำนาจเลขาธิการอาเซียนสอดส่องและรายงานการทำตามความตกลงของรัฐสมาชิก
     3. การจัดตั้งกลไกสำหรับการระงับข้อพิพาทต่าง ๆ ระหว่างประเทศสมาชิก
     4. การให้ผู้นำเป็นผู้ตัดสินว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อรัฐผู้ละเมิดพันธกรณีตามกฎบัตรฯ อย่างร้ายแรง
     5. การเปิดช่องให้ใช้วิธีการอื่นในการตัดสินใจได้หากไม่มีฉันทามติ
     6. การส่งเสริมการปรึกษาหารือกันระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อแก้ไขปัญหาที่กระทบต่อผลประโยชน์ร่วม
     7. การเพิ่มบทบาทของประธานอาเซียนเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที
     8. การเปิดช่องทางให้อาเซียนสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับองค์กรภาคประชาสังคมมากขึ้น และ
     9. การปรับปรุงโครงสร้างองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

     กฎบัตรอาเซียนมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2551 หลังจากที่ประเทศสมาชิกครบทั้ง 10 ประเทศ ได้ให้สัตยาบันกฎบัตร และการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม 2552 ที่จังหวัดเพชรบุรี เป็นการประชุมระดับผู้นำอาเซียนครั้งแรกหลังจากกฎบัตรมีผลบังคับใช้ ซึ่งแนวคิดจากข้อบททั้ง 9 ประการดังกล่าวที่หน่วยงานต่างๆ ที่มีหน้าที่ในการผลักดันและส่งเสริมการดำเนินการเพื่อให้บรรลุข้อตกลงในกรอบความร่วมมืออาเซียน ใช้เป็นแนวทางในการกำหนดแผนปฏิบัติงาน คณะทำงาน และคณะอนุกรรมการในคณะต่างๆ ดังที่จะได้กล่าวต่อไป

     2. การเปิดเสรีด้านบริการ หากพิจารณาด้านมาตรฐานความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยว ตลอดทั้งการประชาสัมพันธ์ประเทศให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลกนั้น สิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงสุดในอาเซียนและน่าจะได้ประโยชน์มากที่สุดจากการเปิดเสรีด้านการบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ การขนส่งทางอากาศ รวมถึงการขนส่งในระบบโลจิสติกส์ เนื่องจากสิงคโปร์มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงภูมิศาสตร์ของประเทศที่เป็นชายฝั่งทะเลน้ำลึก แต่อย่างไรก็ตามหากพิจารณาการเปิดเสรีด้านการบริการ เฉพาะด้านการท่องเที่ยวและการบริการ (Tourism and Hospitality Unit) ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นในกลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยวและการบริการอยู่มาก อันเนื่องจากทำเลที่ตั้ง ความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว อาหารและการบริการของคนไทย รวมถึงความเป็นมิตรของคนไทยซึ่งเป็นที่ยอมรับของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยยังมีศักยภาพสูงเป็นที่โดดเด่นในการให้บริการในบางสาขาอันเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เช่น การบริการด้านการแพทย์และการบริการด้านสุขภาพที่เกี่ยวเนื่อง โดยที่มาตรฐานและความสามารถของบุคลากรไทยในวงการแพทย์นั้นเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อันสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วโลก ถึงแม้ว่าสิงคโปร์จะเป็นประเทศคู่แข่งในด้านนี้ก็ตาม แต่หากเปรียบเทียบในด้านค่าใช้จ่าย รวมถึงค่าครองชีพแล้วพบว่า ประเทศไทยเป็นทางเลือกที่นักท่องเที่ยวต่างให้ความสนใจ ทั้งนี้ การบริการด้านการแพทย์ที่หลากหลาย เช่น การบริการรักษาทางการแพทย์ (Medical Care) การบริการดูแลสุขภาพทั่วไป (Health Care) การบริการดูแลผู้สูงอายุ (Aging Care) และการบริการด้านความงาม (Beauty Care) ต่างเป็นกลุ่มธุรกิจบริการที่ประเทศไทยในฐานะผู้กำหนด Road Map ด้านการท่องเที่ยวสามารถผลักดัน ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์เพื่อช่วงชิงโอกาสในการกำหนดจุดยืน (Positioning) ในกลุ่มธุรกิจบริการจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในปี 2558 นี้ได้ หากผู้ประกอบการในประเทศไทยสามารถผลักดันให้กลุ่มธุรกิจเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับในกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

 

     ทั้งนี้ ผู้เขียนยังพิจารณาอีกว่า นักท่องเที่ยวในกลุ่มการบริการด้านการแพทย์และการบริการด้านสุขภาพที่เกี่ยวเนื่องนั้น มักเป็นกลุ่มผู้เกษียณอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่พำนักระยะยาว (Long-stayer) ในประเทศไทย ประกอบกับการใช้จ่ายเงินในแต่ละวันค่อนข้างจะสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปมาก ประกอบกับโอกาสที่ประเทศไทยสามารถส่งเสริมสินค้าด้านการท่องเที่ยวประเภทอื่น เช่น การท่องเที่ยวทางเลือก (Alternative Tourism) การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism) การท่องเที่ยวแบบเนิบช้า (Slow Travel) และการท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรม (Agriculture Tourism) เป็นต้น ทั้งนี้สำหรับกลุ่มที่ใช้บริการหรือพำนักในระยะสั้นซึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่นหรือวัยทำงาน ประเทศไทยก็ยังมีโอกาสนำสนอสินค้าหลัก เช่น ทะเล ศิลปะ วัฒนธรรมและอาหารไทยที่พบเห็นได้ทั้งในเมืองหลักและเมืองรอง หากเพียงจะส่งเสริมกลยุทธ์เชิงรุกด้านการช้อปปิ้ง (Shopping) และงานกิจกรรมระดับโลก (World Class Event) เพื่อสร้างกระแสการท่องเที่ยวดังเช่น กลยุทธ์ด้านการช้อปปิ้งของฮ่องกง สิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งในปัจจุบันนี้ประเทศเกาหลีได้ผลักดันโครงการ Korea Grand Sale มาเป็นระยะเวลา 3 ปีต่อเนื่อง และกลยุทธ์ด้านการสร้างกิจกรรมระดับโลกที่สิงคโปร์ผลักดันมาโดยตลอด เช่น Formula 1 Grand Pix และ Zouk Out Beach Party เป็นต้น ทั้งนี้ Singapore Tourism Board (STB) ยังให้ความสำคัญกับกลุ่มตลาด Meeting Incentive Convention and Exhibition (MICE) โดยการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการจัดการประชุม สัมมนาและงานแสดงสินค้าและนิทรรศการในทุกกลุ่มธุรกิจ เช่น กลุ่มแพทย์ กลุ่มธุรกิจประกันชีวิต กลุ่มธุรกิจสายการบิน พลาสติกและกลุ่มโพลีเมอร์ กลุ่มวิศวกร และกลุ่มธนาคาร เป็นต้น ซึ่งนอกเหนือจากที่ STB จะสนับสนุนการจัดงานในประเทศสิงคโปร์แล้ว STB ยังมีกลยุทธ์ในการเชิญผู้นำ หรือบุคคลที่เป็นที่รู้จัก (Celebrity) ระดับเอเชียหรือระดับโลก ในกลุ่มธุรกิจนั้นๆ ให้เดินทางเข้าร่วมงานและทำการประชาสัมพันธ์งานไปยังสื่อมวลชนพันธมิตรทั่วโลก ซึ่งกลยุทธ์ต่างๆ ที่กลุ่มประเทศสมาชิกพยายามที่จะส่งเสริมหรือผลักดันนั้นก็เพื่อ “ช่วงชิงโอกาสบนความร่วมมือร่วมกัน” ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของตน

     3. การเปิดเสรีด้านการลงทุน สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบในปี 2558 จะทำให้การลงทุนทางตรงจากประเทศอาเซียน (FDI) จะเพิ่มมากขึ้นและจะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการขยายฐานการผลิตหรือย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศสมาชิกอื่นๆ ซึ่งมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการในสาขาการเกษตรและเกษตรแปรรูป รับเหมาก่อสร้าง เหมืองแร่ รวมถึงการลงทุนด้านอื่นๆ ที่นักลงทุนไทยมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ

     จากการเปิดเสรีด้านการลงทุนนี้เอง ผู้เขียนพิจารณาว่าจะส่งผลถึงผู้ประกอบการด้านธุรกิจโรงแรมและที่พักเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเด็นหลักคือ การที่ผู้ประกอบการโรงแรมชาวไทยจะมีโอกาสพัฒนาธุรกิจในการขยายสาขาหรือกิจการในกลุ่มประเทศสมาชิก ซึ่งอาจจะต้องหมายความถึงกลุ่มนักลงทุนที่มีความพร้อม เช่น กลุ่มดุสิตและกลุ่มเซ็นทรัล เป็นต้น แต่ในทางเดียวกันก็เป็นที่น่าจับตามองว่า กลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่พร้อมจะเข้ามาลงทุนในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและที่พักในประเทศไทยนั้น ก็มีเป็นจำนวนมาก และหากกลุ่มธุรกิจที่มีความพร้อมด้านเศรษฐกิจและการเงินเข้ามาแข่งขันในประเทศ ก็อาจจะส่งผลให้กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและที่พักขนาดเล็กอาจจะไม่สามารถแข่งขันกับนักลงทุนต่างชาติได้ในระยะยาว ซึ่งอาจจะส่งผลให้กลุ่มธุรกิจผู้ประกอบการโรงแรมและที่พักของไทยอาจจะต้องปิดกิจการหรือปรับตัวสู่การร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติมากขึ้น
ทั้งนี้ หากพิจารณาการเปิดเสรีด้านการลงทุนในภาคบริการในภาพรวมจะพบว่า การให้บริการหลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะทำให้เกิดรูปแบบการให้บริการ ในภาพรวม ใน 4 ลักษณะ คือ

     1. การบริการข้ามพรมแดน (Cross Border Supply) ซึ่งเป็นการให้บริการจากพรมแดนของประเทศสมาชิกหนึ่งไปสู่พรมแดนของอีกประเทศสมาชิกหนึ่งในฐานะลูกค้า โดยผู้ให้บริการไม่ต้องปรากฏตัวในประเทศลูกค้า เช่น การให้บริการด้านการศึกษาทางไกล (Tele-education) การบริการด้านสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ การบริการโทรคมนาคมและการให้คำปรึกษาด้านต่างๆ ผ่านอินเทอร์เน็ท เป็นต้น

     2. การบริโภคในต่างประเทศ (Abroad Consumption) เป็นการให้บริการที่เกิดขึ้นในประเทศพรมแดนของประเทศผู้ให้บริการ โดยอาศัยการเคลื่อนย้ายของผู้บริโภคเป็นเงื่อนไขสำคัญ เช่น การบริการด้านการท่องเที่ยว การบริการด้านการแพทย์และธุรกิจการศึกษา (Educational Business) เป็นต้น

     3. การจัดตั้งธุรกิจเพื่อให้บริการ (Commercial Presence) เป็นการเข้าไปลงทุนจัดตั้งหน่วยธุรกิจในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้บริการในประเทศลูกค้า เช่น การจัดตั้งสำนักงานสาขา สำนักงานตัวแทน หรือสำนักงานภูมิภาค เป็นต้น

     4. การให้บริการบุคคลธรรมดา (Presence of Natural Person) เป็นการเข้าไปทำงานประกอบอาชีพในสาขาบริการด้านต่างๆ เป็นการชั่วคราวในประเทศลูกค้า เช่น การเข้ามาประกอบอาชีพในธุรกิจการโรงแรมและการท่องเที่ยว ที่ปรึกษาด้านกฎหมายต่างชาติ อาจารย์ชาวต่างประเทศ เป็นต้น

      สังเกตได้ว่า เมื่อมีการเปิดประเทศเพื่อต้อนรับการลงทุนต่างชาติ การเคลื่อนย้ายการให้บริการทั้ง 4 รูปแบบก็จะปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นในกลุ่มธุรกิจโดยเฉพาะในกลุ่มการท่องเที่ยวและการบริการ ส่งผลให้ประเทศเศรษฐกิจในหลายประเทศที่มีการรวมกลุ่มความร่วมมือในมิติทางเศรษฐกิจต่างพิจารณาถึงประโยชน์ที่จะได้รับควบคู่ไปกับประโยชน์ที่จะต้องเสียให้จากการแสวงประโยชน์ของกลุ่มประเทศคู่ค้า หรือกลุ่มประเทศสมาชิก โดยที่มาตรการการกีดกันซึ่งประเทศเศรษฐกิจมักจะนำมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับกลุ่มธุรกิจและประชาชนในชาติเพื่อการรักษาความเป็นชาติและถ่วงอำนาจในการเจรจาธุรกิจการค้าระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรมดังจะได้กล่าวต่อไป

 

อ่านต่อ 


 


อ้างอิง
1 Mr. Vatcharis. (2011). ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC). สืบค้นเมื่อ 27 มกราคม 2555. WIGI LOG, เว็บไซต์ http://www.thailog.org
2.สำนักการค้าบริการและการลงทุน (2554). กฏบัตรอาเซียน. สืบคืนเมื่อ 20 มกราคม 2555. กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ. เว็บไซต์ www.dtn.moc.go.th/

เรียบเรียง : วัชรกฤต แย้มโอฐ - เลขานุการ 3 ฝ่ายลงทุนธุรกิจท่องเที่ยว