1. Red Carpet
     ในปี 2012 ผู้ประกอบการทั่วโลกจะให้ความสนใจกับลูกค้าชาวจีนมากขึ้นรวมไปถึงบริการพิเศษเฉพาะตัวแบบที่เรียกว่า Tailored Service

 

     ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวชาวจีนมีการเดินทางออกท่องเที่ยวในต่างประเทศถึง 30 ล้านทริปในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2011 เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2010 ในขณะที่ นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันมีการเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศในช่วงตลอดปี 2010 เพียง 37 ล้านทริป โดยองค์การการท่องเที่ยวโลก (UNWTO) ได้คาดการณ์ว่าในปี 2020 นักท่องเที่ยวระหว่างประเทศจากจีนจะมีจำนวนถึง 100 ล้านคน

     นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวจากอินเดียและบราซิลก็จะได้รับการบริการเป็นพิเศษเช่นกันโดยอาจได้รับการจัดลำดับความสำคัญรองลงมาเป็น “พรมส้ม” (Orange Carpet) หรือ “พรมเขียว” (Green Carpet)

ตัวอย่าง

     ในเดือนกรกฏาคม 2011 ที่ผ่านมาโรงแรมในเครือ Hilton ได้เปิดตัวโครงการ “Hilton Huanying” ซึ่งเป็นภาษาแมนดารินแปลว่า “ยินดีต้อนรับ” ซึ่งจะเปิดให้บริการในโรงแรมกว่า 30 แห่งทั่วโลก โดยบริการดังกล่าวเป็นบริการพิเศษเฉพาะตัวสำหรับลูกค้าชาวจีน ซึ่งเริ่มตั้งแต่การเช็คอินด้วยภาษาจีน สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องพักสำหรับลูกค้าชาวจีน เช่น น้ำชา รายการโทรทัศน์จากเคเบิ้ลภาษาจีน รองเท้าแตะ และจดหมายต้อนรับในภาษาจีนกลาง นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มโจ๊ก ติ่มซำ และก๋วยเตี๋ยวในเมนูบุฟเฟต์อาหารเช้าอีกด้วย

     ในขณะที่ Starwood ซึ่งเป็นเครือโรงแรมขนาดใหญ่จะเปิดบริการในลักษณะเดียวกันโดยใช้ชื่อ “Starwood Personalized Travel Program” ในปี 2012

     ในลอนดอนห้างสรรพสินค้าชื่อดังอย่าง Harrods ก็ได้จ้างพนักงานที่สามารถสื่อสารด้วยภาษาจีนกลางกว่า 70 รายเช่นเดียวกับห้าง Printemps ในปารีสที่แยกทางเข้าเป็นสัดส่วนสำหรับกรุ๊ปทัวร์จีน ตลอดจนให้บริการแผนที่เป็นภาษาจีน

     ประเทศออสเตรเลียมีการตั้งเป้าหมายรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนถึง 30 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐภายในสามปีด้วยการเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวแบบหรูสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนฐานะดี  โดยคณะกรรมการส่งเสริมการท่องเที่ยวของออสเตรเลียได้เริ่มทำการส่งเสริมตลาดใน 13 เมืองหลักและมีแผนขยายเป็น 30 เมืองในปี 2020

2. DIY Health
     ในปี 2012 บรรดาเครื่องใช้และ app จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้  โดยในปัจจุบันพบว่าใน Apple Store เพียงแห่งเดียวมี app เกี่ยวกับสุขภาพถึงกว่า  9,000 รายการและคาดว่าจำนวน app ประเภทดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นจนมีจำนวนถึง 13,000 รายการภายในกลางปี  2012

 

     การติดตามสุขภาพของลูกค้าเป็นสิ่งที่ดีทั้งในทางการแพทย์ที่ถือได้ว่าเป็นการติดตามความเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกายของคนไข้ ในขณะที่คนไข้เองก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปพบแพทย์ทุกครั้ง โดยบริษัท Technavio ได้คาดการณ์ว่ามูลค่า app   สุขภาพจะมีมูลค่าถึง 4.1 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐในปี 2014 เพิ่มขึ้นจาก 1.7 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐในปี 2010

ตัวอย่าง

     Jawbone’s Up   ได้ออกผลิตภัณฑ์สายรัดข้อมือในเดือนพฤศจิกายน 2011 ที่ผ่านมา โดยสายรัดข้อมือดังกล่าวจะติดตามข้อมูลการเคลื่อนไหว การรับประทานอาหาร และรูปแบบการหลับของผู้บริโภค

     Pain Free Back เป็น app ที่ช่วยลดอาการปวดหลังโดยจะให้ผู้บริโภคกรอกข้อมูลเกี่ยวกับอาการปวดหลังของตัวเองลงไป จากนั้น app จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับท่ากายบริหารที่เหมาะสม

     Withing’s Blood Pressure Monitor  เป็นอุปกรณ์วัดความดันเลือดที่สามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง iPhone และ iPad  โดยข้อมูลความดันเลือดที่ได้สามารถส่งตรงไปยังแพทย์ หรือโพสต์ลงบนสื่อสังคมออนไลน์ที่สามารถตั้งค่าความปลอดภัยได้

     In-car Health Monitoring ของบริษัท Ford เป็น app ที่สามารถใช้ร่วมกับจอมอนิเตอร์ในรถยนต์โดย  app ข้างต้นจะคอยติดตามอาการของผู้ขับขี่รถยนต์ โดยจะทำการเตือนเมื่อผู้ขับขี่มีอาการของโรคเบาหวาน ภูมิแพ้และหอบหืด

3. Dealer-Chic


     สำหรับผู้บริโภคแล้ว การได้ครอบครอง “ข้อเสนอ” (Deal) ที่ดีที่สุดได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว  และได้กลายเป็นความภาคภูมิใจ รวมทั้งเป็นการแสดงออกซึ่งสถานะทางสังคม

     การเสาะแสวงหา Deal ที่ดีที่สุดกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้บริโภคหลายล้านคน ทั้งนี้ การได้รับ Deal ที่ดีที่สุดเป็นมากกว่าการประหยัดเงิน หากแต่เป็นเครื่องหมายของความเฉลียวฉลาด

     ในปี  2012 Dealer-Chic จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากโดยจะได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการที่ผู้บริโภคในประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีเงินสำหรับการจับจ่ายใช้สอยน้อยลง  ในขณะเดียวกันกับที่ผู้บริโภคทั่วโลกก็ต้องการที่จะมีประสบการณ์ในการใช้สินค้าและบริการเพิ่มมากขึ้น การที่ผู้บริโภคถูกเตือน และได้รับข้อมูลเกี่ยวกับ Deals ต่าง ๆ ผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่โดยเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์ทันสมัยทั้งหลาย

ตัวอย่าง
     ในเดือนกันยายน 2011 ที่ผ่านมามหาวิทยาลัย The National Louis University ในเมืองชิคาโกได้กลายเป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกในโลกที่นำเสนอหลักสูตรที่มีค่าเล่าเรียนแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับ Deal ที่นักศึกษาเลือก

 


     Notikum เป็น app ยอดนิยมสำหรับชาวสิงคโปร์เพื่อใช้ในการเสาะหา deal ที่ดีที่สุดในพื้นที่ใกล้เคียงโดยแบ่งประเภทเป็นร้านอาหาร ช้อปปิ้ง และ “เล่น” (Play) ในลักษณะ Real-time

     บัตรเครดิต American Express ให้บริการ “Link, Like, Love”  ซึ่งจะนำเสนอ Deal ที่เหมาะสมแก่ลูกค้าบัตรเครดิต โดยใช้ข้อมูลจากความชอบ (Likes) ความสนใจ (Interests) และกิจกรรมทางสังคมในเฟซบุ๊ค

4. Eco – Cycology 

      แบรนด์ต่าง ๆ ได้หันมาร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมโดยจะนำส่วนที่เหลือจากการบริโภคมาผลิตเป็นสินค้าใหม่อีกครั้ง เนื่องจากในปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้คำนึงถึงเฉพาะคุณค่าทางการเงินภายหลังการซื้อเท่านั้น หากแต่พวกเขายังคำนึงถึงผลกระทบจากวัสดุเหลือใช้ต่อสภาพแวดล้อมอีกด้วย

ตัวอย่าง

 


     แบรนด์เสื้อสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งชื่อดังของอเมริกาที่ชื่อ Patogonia ได้เปิดตัวโครงการ Common Threads Initiative โดยรณรงค์ให้ผู้บริโภคนำผลิตภัณฑ์ที่หมดสภาพการใช้งานแล้วเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล โดยล่าสุดมีการประกาศว่าได้รับเสื้อผ้าใช้แล้วถึง 45 ตันและได้นำมาผลิตเป็นสินค้าใหม่ถึง 34 ตัน

     Nike   เองก็มีโครงการ   Reuse-A-Shoe Scheme โดยนำวัสดุจากรองเท้าไนกี้คู่เก่ามาผ่านกระบวนการ
รีไซเคิลและนำมาผลิตเป็นรองเท้าคู่ใหม่

     ส่วนแบรนด์เครื่องสำอาง Garnier ของฝรั่งเศสก็มีโครงการร่วมกับองค์กรการกุศลด้านสิ่งแวดล้อมที่ชื่อ Terracycle ในอเมริกา โดยโครงการดังกล่าวมีชื่อว่า Personal Care and Beauty Brigade ซึ่งมีเป้าหมายในการรวบรวม และ
รีไซเคิลผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องสำอางจากการจัดอีเวนท์ตามเมืองใหญ่ทั่วสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมงานสามารถนำบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางมาแลกเป็นคะแนนสะสมเพื่อรับของรางวัลหรือเงิน หรืออาจส่งบรรจุภัณฑ์ประเภทถุงแบบเติมมาที่ Garnier ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จากนั้นจะมีการนำวัสดุที่ได้ไปรีไซเคิลและใช้เป็นวัสดุสำหรับการผลิตเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่นทั่วสหรัฐอเมริกา

5. Cash – less

     เป็นที่น่าสังเกตว่าสังคมที่ไม่ใช้เงินสด (Cashless Society) เริ่มได้รับความนิยมมาตั้งแต่ปี 2005 และผู้บริโภคในปี 2012 ก็จะไม่ได้ใช้เหรียญและธนบัตรเพื่อชำระเงินอีกต่อไป   โดยพวกเขาจะใช้สมาร์ทโฟนในการชำระเงินแทน ทั้งนี้  Google และ MasterCard  เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ผู้บริโภคทั่วโลกใช้จ่ายผ่านสมาร์ทโฟน และในส่วนของผู้บริโภคเอง การชำระเงินด้วยวิธีนี้หมายถึงความสะดวกสบาย รวมทั้งยังสามารถบันทึกประวัติการใช้จ่าย ตลอดจนข้อเสนอพิเศษ (Deals) ได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

ตัวอย่าง
     ในเดือนตุลาคม  2011 ที่ผ่านมา Google ได้เปิดตัว app ที่ชื่อว่า Google Wallet ที่ใช้เทคโนโลยี  MasterCard’s PayPass  โดย app ดังกล่าวสามารถใช้งานได้ในบางร้านค้าปลีกทั่วสหรัฐฯ ทั้งนี้ ลูกค้าเพียงแค่แตะสมาร์ทโฟนลงไปบนเครื่องบันทึกข้อมูล นอกจากนี้ ลูกค้ายังจะได้รับคูปองสะสมแต้ม และสามารถเข้าร่วมรายการส่งเสริมการขายได้อีกด้วย ในขณะที่ทาง  PayPal เองก็เปิดตัว app ประเภทเดียวกันในสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการแบบ Android เช่นกัน

     นอกจากนี้ยังมี  Square ซึ่งเป็นระบบบริการชำระเงินที่ลูกค้าจะสามารถใช้อุปกรณ์อ่านบัตรเครดิตที่เชื่อมต่อกับ iPhone/iPad และอุปกรณ์ในระบบปฏิบัติการ Android โดยผู้บริโภคไม่ต้องจ่ายเงินค่าอุปกรณ์อ่านบัตร เครดิตและ app แต่ในทุกครั้งที่มีการชำระเงิน ผู้บริโภคจะต้องเสียค่าธรรมเนียม 2.75% และในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา Richard Branson และ Visa ก็ได้เข้ามาเป็นผู้ลงทุนหลักในระบบดังกล่าว นอกจากนี้ Square ยังได้เพิ่มความสามารถของ app ข้างต้นโดยผู้บริโภคสามารถจ่ายเงินได้เพียงแค่ “พูดชื่อ” ของตนเองเท่านั้น

6. Bottom of the Urban Pyramid (BOUP)

     ในปี 2012 กลุ่มผู้บริโภคในเมืองที่มีรายได้น้อย จะกลายเป็นกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดที่สำคัญ โดยกลุ่ม BOUP จะมีความต้องการสินค้าใหม่ ๆ  ที่สามารถตอบสนองรูปแบบการใช้ชีวิตของตนเอง โดยที่สินค้าดังกล่าวจะต้องตอบสนองความต้องการของ BOUP ทั้งวัสดุที่ใช้และรูปลักษณ์ภายนอก

ตัวอย่าง
     แท็บเล็ตยี่ห้อ Aakash ซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการ Android และสามารถเชื่อมต่อด้วยอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wifi) เปิดตัวในอินเดียด้วยราคา 60 เหรียญดอลลาร์สหรัฐในขณะที่ขายให้กับนักเรียนในราคา 35 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้  Aakash เป็นแท็บเล็ตที่ผลิตภายในประเทศอินเดีย

     เช่นเดียวกับบริษัท PepsiCo India ที่เปิดตัวเครื่องดื่มยี่ห้อ Lehar Gluco Plus และขนมขบเคี้ยวยี่ห้อ Lehar Iron Chusti โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็น BOUP เช่นเดียวกัน

7. Idle Sourcing
     ปี 2012 เทรนด์ของ Crowd Sourcing หรือ การร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์หรือแก้ไขปัญหาร่วมกันของกลุ่มคนจะเพิ่มมากขึ้น และจะเข้ามามีอิทธิพลเป็นอย่างมากในการดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ การเข้ามามีส่วนร่วมหรือให้การสนับสนุนต่อโครงการบางอย่างจะเป็นที่นิยม โดยมีสาเหตุสำคัญจากเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนและ GPS ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถแบ่งปันข้อมูลได้สะดวกสบายมากขึ้น

ตัวอย่าง

     ในเดือนมีนาคม 2011 ที่ผ่านมา app ในระบบปฏิบัติการ Android ที่ชื่อ Street Bump ได้เปิดตัวให้บริการในขั้นทดลอง โดย app ดังกล่าวจะรายงานสภาพของถนนในแบบ Real-time ซึ่งผู้ที่ใช้ app ข้างต้นจะเป็นผู้ส่งข้อมูลของสภาพการจราจร กล่าวคือเมื่อรถคันที่มีสมาร์ทโฟนเจอกับพื้นผิวถนนที่เป็นหลุมขรุขระ app จะบันทึกข้อมูลและรายงานกลับไปทันที

     เช่นเดียวกับ app สัญชาติอิสราเอลที่ชื่อ Waze ที่ประสบความสำเร็จใน 45 ประเทศทั่วโลก และมีผู้ใช้ที่ลงทะเบียนกว่า 7 ล้านคนในเดือนตุลาคม 2011 ที่ผ่านมา โดยผู้ใช้ app ดังกล่าวจะสามารถเข้าถึงข้อมูลแผนที่และสภาพการจราจรอย่างละเอียด โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูกปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลาจากผู้ใช้คนอื่นๆ นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถตรวจสอบได้อีกว่าผู้ใช้คนอื่น ๆ อยู่ตรงส่วนไหนของเมือง

8. Flawsome

     สิ่งสำคัญที่แบรนด์ขนาดใหญ่จะเพิกเฉยไม่ได้ในปี 2012 ได้แก่ การสื่อสารถึงเรื่องราวของแบรนด์ทั้งในแง่บวกและลบ ทั้งนี้ ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการรับฟังเพียงแค่เรื่องราวการประสบความสำเร็จของแบรนด์ โดยแบรนด์ควรแสดงออกถึงบุคลิกภาพด้านความจริงใจ ความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น ความเมตตากรุณา ความยืดหยุ่น อารมณ์ขัน รวมทั้งการแสดงออกแบบมนุษย์มากขึ้น

ตัวอย่าง
     ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม  2011 ที่ผ่านมาร้านอาหาร Domino’s ได้เช่าพื้นที่ป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่ที่ไทม์สแควร์เพื่อเผยแพร่ข้อความของลูกค้าที่เขียนผ่าน Twitter ของ Domino’s

9. Screen Culture

     ในปี 2012 “หน้าจอ” (Screen) จะเป็นเทรนด์ที่เข้าถึงผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง โดย “หน้าจอ” (Screen) จะมีราคาถูกลง สามารถพกพาได้ง่าย สามารถพบเห็นได้ทั่วไป มีความสามารถในการโต้ตอบผ่านการสัมผัส

     นอกจากนี้ การเกิดขึ้นของ ‘Cloud’ หรือการเก็บข้อมูลไว้บนพื้นที่ร่วมซึ่งผู้ใช้สามารถเรียกใช้ข้อมูลดังกล่าวได้จากทุกที่ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็จะทำให้ “หน้าจอ” เป็นสิ่งที่จะอยู่ใกล้ชิดกับผู้บริโภคเกือบตลอดเวลา

ตัวอย่าง

Sainsbury’s ซึ่งเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตในสหราชอาณาจักรได้ร่วมกับบริษัทโทรทัศน์ชื่อ Sky ให้บริการรถเข็นที่ติด iPad เพื่อให้ลูกค้าสามารถชมการถ่ายทอดสดกีฬานัดสำคัญ

 

 

     ภัตตาคารกะทะร้อนแบบเสฉวนที่ชื่อ Hao Di Lao ร่วมกับ Huawei ซึ่งเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีของจีนติดตั้งจอภาพในภัตตาคารดังกล่าวที่สาขาเซี่ยงไฮ้และปักกิ่ง โดยลูกค้าที่เข้ามารับประทานอาหารสามารถแบ่งปัน (Share) ภาพดังกล่าวกับครอบครัวและเพื่อน  นอกจากนี้ที่โต๊ะอาหารในภัตตาคารดังกล่าวยังใช้ iPad  ในการสั่งอาหารอีกด้วย

     สำหรับธุรกิจด้านกีฬา Adidas ร่วมกับ Intel เพื่อให้บริการ Virtual Footwear Wall ที่ลูกค้าสามารถเลือกรองเท้ากีฬากว่า 8,000 คู่ผ่านการสัมผัสหน้าจอ

10. Recommerce

     สำหรับผู้บริโภคแล้ว “อีกก้าวของการซื้อ” คือ “การแลกเปลี่ยนสินค้า” เนื่องจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถนำสินค้าทุกประเภทออกมาวางขายได้อีกครั้ง โดยในอดีตมีเพียงสินค้าไม่กี่ประเภทเท่านั้นที่จะนำมาขายซ้ำได้ เช่น รถยนต์ และบ้าน

     ทั้งนี้ แคมเปญการซื้อคืนและการแลกเปลี่ยนผ่านทางออนไลน์และสมาร์ทโฟนได้กลายเป็นแรงสนับสนุนสำคัญในการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถแลกเปลี่ยนสินค้าได้ตามชอบใจ

ตัวอย่าง
     Amazon  Student ที่เปิดตัวเมื่อเดือนสิงหาคม 2011 ที่ผ่านมาจะมอบบัตรกำนัลแก่นักเรียนที่นำหนังสือ แผ่นดีวีดี เกม และเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ มาสแกนบาร์โค้ด จากนั้น Amazon Student จะทำการประเมินราคาที่หากนักเรียนคนดังกล่าวยอมรับก็จะได้รับป้ายสำหรับการจัดส่งสินค้าข้างต้นมายัง Amazon

     Decathlon ซึ่งเป็นร้านค้าจำหน่ายเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาได้เปิดตัวโครงการ ‘Trocathlon’ ในเดือนตุลาคม 2011 โดยรับซื้ออุปกรณ์กีฬาใช้แล้วและจ่ายเป็นคูปองสำหรับการซื้อสินค้าในครั้งต่อไป

     Levi’s ในประเทศสิงคโปร์ได้มอบส่วนลดและบัตรกำนัลมูลค่า 100  เหรียญดอลลาร์สิงคโปร์แก่ลูกค้าที่นำกางเกงตัวเก่ามาแลก

     เว็บไซต์ DealsGoRound ในสหรัฐอเมริกาได้เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถนำ “ข้อเสนอ” (Deals) ของ Groupon , Living Social และ Buy With Me มาแลกเปลี่ยนกัน

 


11. Emerging Maturialism

     ในปี 2012 เราจะพบกับลูกค้าที่มีประสบการณ์ และจิตใจที่เปิดกว้าง หรือที่เรียกว่ากลุ่ม ‘Maturialism’ ในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) มากขึ้น โดยรวมถึงตลาดขนาดใหญ่อย่างจีนและอินเดีย

     กลุ่มลูกค้า ‘Maturialism’ เป็นกลุ่มลูกค้าที่สามารถยอมรับข้อความที่ไม่ผ่านการเซ็นเซอร์ รวมทั้งยอมรับแนวคิดที่แปลกและแตกต่าง ยอมรับบทสนทนาที่เป็นความจริงปราศจากการปรุงแต่ง ตลอดจนนวัตกรรมแปลกใหม่

ตัวอย่าง

 

     แบรนด์ Diesel ในอินเดียได้ใช้ข้อความในการส่งเสริมภายในร้านด้วยวลีที่ว่า ‘Sex Sells’ โดยจะมอบ  
‘Sex Toy’ ให้กับลูกค้าที่มีการใช้จ่ายภายในร้านสูงกว่า 150 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ

12. Point & Know
     การค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมของสิ่งต่างๆ ด้วยการพิมพ์ “ตัวอักษร” ลงในช่อง “ค้นหา” ได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของมนุษย์และได้กลายเป็นการแข่งขันสำหรับการเข้าถึงผู้บริโภคอีกช่องทางหนึ่ง

     ในปี 2012 เราจะได้เห็นการผสมผสานของบริการข้อมูลในลักษณะดังกล่าวไม่ว่าจะเป็น app ประเภท Augmented Reality หรือการใช้ QR code นอกจากนี้ การพัฒนาขีดความสามารถของสมาร์ทโฟนก็จะช่วยให้ตลาดของ “Point & Know” เติบโตเพิ่มขึ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้า โดยผู้บริโภคจะได้รับข้อมูลเชิงลึกของสินค้านั้น ๆ การเปรียบเทียบราคา และข้อความจากผู้บริโภคที่เคยมีประสบการณ์ในการใช้สินค้ามาก่อน

ตัวอย่าง


     Google Goggles เป็น app ที่มีความสามารถในการจดจำรูปภาพ โดยผู้บริโภคสามารถ “ค้นหา” ข้อมูลเพิ่มเติมจากภาพที่ถ่ายโดยอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้

     Amazon Flow เป็นอีกหนึ่ง app ที่ช่วยให้ผู้บริโภคหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าไม่ว่าจะเป็นหนังสือ เพลง หรือภาพยนตร์ ผ่านการ “ค้นหา” โดยรูปภาพ นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังสามารถซื้อสินค้าชิ้นดังกล่าวผ่าน Amazon  Flow ได้อีกด้วย

 

     แบรนด์แฟชั่น Ralph Lauren หันมาทำการส่งเสริมการตลาดผ่าน QR Code เช่นกัน โดยลูกค้าที่สแกน QR Code ในร้านจะสามารถร่วมรายการชิงรางวัลตั๋วเข้าชมเทนนิสยูเอสโอเพ่น และสามารถซื้อสินค้าแฟชั่นผ่านเว็บไซต์ได้ เช่นเดียวกับ Louis Vuitton ที่เริ่มมีการให้ข้อมูลสินค้าหรูของตนผ่าน QR Code

 

     สำหรับร้านค้าสินค้าแฟชั่น The eBay Inspiration Shop ในนิวยอร์ก ได้จัดสินค้าโชว์หน้าร้านที่ผ่านการคัดสรรโดยดีไซเนอร์ บุคคลมีชื่อเสียง บรรณาธิการนิตยสารแฟชั่น และด้วยความร่วมมือของ eBay ซึ่งเป็นเว็บไซต์ชื่อดัง นักช้อปทั้งหลายสามารถที่จะซื้อสินค้าดังกล่าวทางออนไลน์ได้โดยการติดตั้ง app ของ eBay ในสมาร์ทโฟนของตนเอง จากนั้นก็ต้องสแกน QR Code จากบริเวณตู้โชว์สินค้า


เรื่องและภาพ : www.trendwatching.com
เรียบเรียง : ณัฏฐิรา อำพลพรรณ