ความเป็นมา
     สืบเนื่องจากมีประเด็นสงสัยว่าสถานการณ์ที่พักแรมของประเทศไทยกำลังประสบภาวะล้นตลาด (Over Supply) จากการเผชิญหน้ากับปัญหาทางการเมืองไทยที่เกิดขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และวิกฤตเศรษฐกิจที่ตกต่ำไปทั่วโลก ส่งผลให้ธุรกิจสถานประกอบการที่พักแรมไม่สามารถปรับราคาห้องพักขึ้นได้ตามแนวโน้มปกติและไม่บรรลุผลตามเป้าหมายของการวางแผน

 

การลงทุน ซึ่งท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้นแต่กลับมีการลงทุนในสถานที่พักแรมเพิ่มขึ้นและในหลากหลายรูปแบบ

     จากการทบทวนเอกสารและรายงานการศึกษาที่เกี่ยวข้อง พบว่า มีการจัดจ้างที่ปรึกษาโครงการศึกษาสถานการณ์ลงทุนธุรกิจท่องเที่ยวของไทยเพื่อรองรับตลาดนักท่องเที่ยวในอนาคต กรณีศึกษา: ธุรกิจโรงแรม โดยกองประสานการลงทุน ฝ่ายลงทุนธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ว่าจ้างบริษัท เอฟฟินิตี้ จำกัด มีระยะเวลาดำเนินการศึกษา 7 เดือน (สิ้นสุดเดือนกุมภาพันธ์ 2555)

     การจัดทำรายงานบทวิเคราะห์จำนวนห้องพักของประเทศไทยฉบับนี้ จึงจัดทำขึ้นอย่างเร่งด่วนเพื่อหาคำตอบให้ผู้บริหารในเรื่องสถานการณ์ที่พักแรมของประเทศไทยทั้งในภาพรวมและรายแหล่งท่องเที่ยวหลัก โดยเป็นการตรวจสอบแนวโน้มและสถานภาพของจำนวนผู้เข้าพักแรม (อุปสงค์) และจำนวนห้องพัก (อุปทาน) ของสถานที่พักแรมในประเทศไทย เพื่อหาจุดเหมาะสมของการสร้างสมดุลสถานที่พักแรมของประเทศไทยในเบื้องต้น 
 
วัตถุประสงค์ของรายงานวิเคราะห์
     1. เพื่อตรวจสอบภาพรวมแนวโน้มสถานการณ์ที่พักแรมของประเทศไทย
     2. เพื่อตรวจสอบแนวโน้มและสถานภาพของสถานการณ์ที่พักแรมในรายแหล่งท่องเที่ยวหลักของประเทศไทย 10 แห่ง โดยกระจายไปในทุกภูมิภาค
     3. เพื่อเปรียบเทียบหาจุดเหมาะสมในการสร้างสมดุลสถานที่พักแรมของประเทศไทย

วิธีการดำเนินการ
     1. ข้อมูลทุติยภูมิเป็นหลัก ประกอบด้วย รายงานเอกสารข้อมูลสถานที่พักแรม ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศ ไทย ในช่วงปี 2538-2550 (ซึ่งภายหลังจากนั้นได้มีการปรับโอนภารกิจให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาดำเนินการศึกษา ดังนั้น ผลการศึกษาตั้งแต่ปี 2551-2553 จึงอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกระทรวงฯ) เอกสารรายงานผลการศึกษาค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวต่างประเทศรายหมวดที่พัก  และข้อมูลเอกสารและรายงานที่เกี่ยวข้องกับทางด้านที่พักอื่น ๆ ทั้งในและต่างประเทศ

     2. ข้อมูลปฐมภูมิ   จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ นายกสมาคมโรงแรมไทย และผู้ทำการศึกษาในโครงการศึกษาสถานการณ์ลงทุนธุรกิจท่องเที่ยวของไทย เพื่อรองรับตลาดนักท่องเที่ยวในอนาคต กรณีศึกษา : ธุรกิจโรงแรม



ผลการวิเคราะห์
    
แนวโน้มสถานการณ์จำนวนห้องพักและการขยายตัวจำนวนผู้เข้าพักแรมของประเทศไทย

ภาพรวม
     สถานการณ์จำนวนห้องพักของประเทศไทยก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองไทย ในช่วง 5 ปี (พ.ศ.2545-2550) มีการเติบโตในระดับค่อนข้างดีและเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งทางด้านอุปสงค์และอุปทาน ก็คือ จำนวนผู้เข้าพักแรม มีอัตราขยายตัวร้อยละ 7.48 ต่อปี และจำนวนห้องพัก มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 7.56 ต่อปี ทำให้อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ในช่วงร้อยละ 50-54 ต่อปี และเมื่อตรวจสอบดูรายรับในหมวดค่าที่พักในตลาดต่างประเทศ ยังพบว่ามีอัตราการเติบโตดี ร้อยละ 11.90 ต่อปี 

     แต่หลังจากเกิดวิกฤตการเมืองไทย ตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร ในปี 2549  มีการปิดล้อมท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิในช่วงปลายปี 2551 ปัญหาการเมืองไทยยังได้เกิดความวุ่นวายอย่างต่อเนื่อง ในช่วงปี 2552-2553  ซึ่งขณะนั้นทั่วโลกกำลังประสบกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำ  ประกอบกับ การจัดเก็บสถิติที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางท่องเที่ยวและสถานที่พักแรมในช่วงเวลานั้นได้มีการถ่ายโอนไปยังกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และไม่สามารถเก็บสถิติมาแสดงผลได้ในช่วงปี 2551-2552  ซึ่งแม้จะมีผลมาแสดงในปี 2553 แต่ก็ขาดความต่อเนื่องและไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่ผ่านมา โดยการรายงานผลสถิติจำนวนห้องพักในปี 2553 ปรากฏว่ามีจำนวนห้องพักทั้งประเทศ 452,377 *ห้อง อัตราการเข้าพักทั้งปีเฉลี่ยร้อยละ 34.96  (หมายเหตุ * ไม่นับรวมที่พักนอกระบบ เช่น เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์, อพาร์ทเมนท์, แมนชั่น, บ้านเช่า, หอพัก ฯลฯ)

     สถานการณ์ที่พักแรมของประเทศไทยในช่วงท้าย 3 ปี (พ.ศ. 2550-2553)  เกิดปัญหาการขาดความสมดุลทางด้านอุปสงค์และอุปทานของสถานที่พักแรมไทยจากเหตุวิกฤต  โดยมีอัตราการขยายตัวทางด้านจำนวนที่พักแรม เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงร้อยละ 9.52 ต่อปี ขณะที่ อัตราการขยายตัวทางด้านจำนวนคนเข้าพักแรมเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 4.83 ต่อปี  และอัตราการขยายตัวของรายรับในหมวดค่าที่พักของตลาดต่างประเทศ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย ร้อยละ 5.39 ต่อปี  แสดงให้เห็นถึงสภาพขาดความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานของห้องพักที่เกิดขึ้น  ซึ่งเป็นผลจากจำนวนผู้เข้าพักแรมต่างประเทศชะลอตัวลงในช่วงเกิดวิกฤตการเมืองไทย ทำให้มีอัตราการหดตัวเฉลี่ยร้อยละ 0.02 ต่อปี แม้ว่าจะมีตลาดผู้เข้าพักแรมคนไทยเติบโตทดแทน โดยมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 8.34  ต่อปี นั่นแสดงถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับตลาดต่างประเทศส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานที่พักแรมมากกว่าตลาดคนไทย

รายภูมิภาค

     การจัดเก็บข้อมูลสถิติสถานที่พักแรม ปี 2553 แบ่งเป็นรายภูมิภาคย่อย 7 ส่วน คือ ภาคใต้ มีสัดส่วนมากที่สุด ร้อยละ 25 รองลงมา คือ กรุงเทพฯ และภาคตะวันออก สัดส่วนร้อยละ 19   ภาคเหนือ สัดส่วนร้อยละ 16  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สัดส่วนร้อยละ 10  ภาคตะวันตก สัดส่วนร้อยละ 7  และภาคกลาง สัดส่วนร้อยละ 4   ตามลำดับ (ดังภาพแสดงสัดส่วนจำนวนห้องพัก ปี 2553)

     จากการตรวจสอบสถานการณ์ที่พักแรมแยกรายภูมิภาค ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2550-2553) พบว่า สถานการณ์ที่พักแรมรายภูมิภาคมีอุปสงค์และอุปทานของสถานที่พักแรมไม่สอดคล้องกัน โดยทุกภูมิภาคมีอัตราการขยายตัวด้านจำนวนห้องพักสูงกว่าอัตราการขยายตัวด้านจำนวนผู้เข้าพักแรม

 
คลิกดูภาพขนาดใหญ่

     แนวโน้มสถานการณ์ห้องพักและสถานภาพในแหล่งท่องเที่ยวหลักของประเทศไทย

     เมื่อพิจารณาลงรายจังหวัด/แหล่งท่องเที่ยวหลักของประเทศไทยทั้ง 10 แห่ง ซึ่งครองส่วนแบ่งห้องพักร้อยละ 65  ของห้องพักทั้งหมดในประเทศไทย  คือ กรุงเทพฯ ชลบุรี (พัทยา)  ภูเก็ต  เชียงใหม่  สุราษฎร์ธานี (สมุย)  ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน)  สงขลา (หาดใหญ่)  เชียงราย  ระยอง  และ นครราชสีมา พบว่า ในปี 2553 อัตราการเข้าพักแรมเฉลี่ยทุกแห่งต่ำกว่าร้อยละ 50  และในแต่ละจังหวัด/แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ส่วนใหญ่มีลักษณะการเข้าพักเป็นไปตามฤดูกาล (Seasonal)  โดยเฉพาะจังหวัดทางภาคเหนือ และภาคใต้ 

  คลิกดูภาพขนาดใหญ่

 

     เมื่อตรวจสอบสถานภาพของแหล่งท่องเที่ยวหลักลงในตาราง BCG 2x2 Matrix เพื่อตรวจสอบความสมดุลระหว่างอัตราการขยายตัวเฉลี่ยของจำนวนผู้เข้าพัก (อุปสงค์) และอัตราการขยายตัวเฉลี่ยของจำนวนห้องพัก (อุปทาน) ของสถานที่พักแรมไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยใช้อัตราการเติบโตค่าเฉลี่ยกลางเป็นตัวแบ่งเกณฑ์ พบว่า

     1) แหล่งท่องเที่ยวที่มีการสร้างสมดุลได้ดีระหว่างอุปสงค์และอุปทาน คือ ภูเก็ต ชลบุรี (พัทยา)
     2) แหล่งท่องเที่ยวที่มีการหดตัวทางด้านอุปสงค์ ในขณะที่อุปทานขยายตัวเล็กน้อย คือ สุราษฎร์ธานี (สมุย) และสงขลา (หาดใหญ่)
     3) แหล่งท่องเที่ยวที่มีการขยายตัวดีทางด้านอุปสงค์ แต่ไม่รวดเร็วเท่ากับทางด้านอุปทาน คือ กรุงเทพฯ  และ เชียงราย 
     4) แหล่งท่องเที่ยวที่มีการขยายตัวได้ต่ำทางด้านอุปสงค์ แต่มีการขยายตัวทางด้านอุปทานสูง คือ ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) เชียงใหม่ ระยอง และนครราชสีมา


  

   การเปรียบเทียบ (Benchmark) เพื่อหาจุดเหมาะสมของสถานการณ์ที่พักแรมของประเทศไทย

     จากข้อมูลการรายงานสำรวจการประกอบการของโรงแรมทั่วโลกของบริษัท  STR Global Research  ในช่วงปี 2550-2553  จะเห็นได้ว่า ในปี 2550 มีผลประกอบการดีสุดและลดต่ำลงในช่วงปี 2551-2553 จากการประสบปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเงินไปทั่วโลก เกิดความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงหลายครั้ง ซ้ำเติมด้วยปัญหาทางการเมืองในหลายประเทศ ในช่วงปี 2551-2553  ทำให้อัตราการเข้าพักแรมในทั่วทุกภูมิภาคมีอัตราการหดตัวลงต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับอัตราการหดตัวของรายรับต่อจำนวนห้องพัก (RevPAR)  ยกเว้น ภูมิภาคอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ที่มีอัตราการเติบโตทางด้านรายรับจากที่พัก เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5.2 ต่อปี

 คลิกดูภาพขนาดใหญ่

     ซึ่งเมื่อพิจารณาตามเมืองท่องเที่ยวหลักของแต่ละประเทศภายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พบว่า เมืองท่องเที่ยวหลักของประเทศต่าง ๆ มีอัตราการเข้าพักแรมเฉลี่ยดีกว่าเมืองท่องเที่ยวหลักของประเทศไทย โดยในปี 2553  กรุงเทพฯ มีอัตราการเข้าพักแรมเฉลี่ยร้อยละ 52.6 และ ภูเก็ต มีอัตราการเข้าพักแรมเฉลี่ยร้อยละ 65.2  ขณะที่ สิงคโปร์ มีอัตราการเข้าพักแรมเฉลี่ยสูงสุดร้อยละ 83  นอกจากนี้ ผลประกอบการโรงแรมในเมืองหลักของประเทศไทยก็มีอัตราการเข้าพักแรมเฉลี่ยหดตัวสูงกว่าเมืองหลักอื่นที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 

     จากการสอบถามผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอัตราการเข้าพักแรมเฉลี่ยที่เหมาะสมของประเทศไทยในภาพรวม ให้ความคิดเห็นว่าหากประเทศไทยสามารถผลักดันให้อัตราการเข้าพักแรมเฉลี่ยทั้งประเทศ อยู่ในช่วงร้อยละ 65 - 70 น่าจะเป็นอัตราที่เหมาะสม เนื่องจากผู้ประกอบการโรงแรมของประเทศไทยมักจะใช้เงินลงทุนไม่สูงเหมือนประเทศอื่น เพราะผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่มีที่ดินเป็นของตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้น อัตราผลตอบแทนทางด้านการลงทุน (ROI: Return of Investment) จึงค่อนข้างต่ำกว่าประเทศอื่น นอกจากนี้ ประเทศไทยยังขาดระบบการจัดการสถานพักแรมที่ดี ซึ่งในขณะนี้ได้มีสถานพักแรมจำนวนมากที่ไม่จดทะเบียนอย่างถูกต้องแต่เปิดบริการให้เช่าพักแรม จึงทำให้อัตราการเข้าพักแรมบางส่วนไปอยู่ในสถานพักแรมที่อยู่นอกระบบ

     ประเทศไทยจะต้องมีอัตราจำนวนผู้เข้าพักแรมเติบโตสูงถึงประมาณร้อยละ 7 - 10 ต่อปี  หากยึดเกณฑ์ความเหมาะสมของอัตราการเข้าพักแรมเฉลี่ยของประเทศไทยในภาพรวมที่ระดับร้อยละ 65 - 70  ซึ่งเป็นระดับที่ผู้ประกอบการโรงแรมส่วนใหญ่มีความพึงพอใจจึงจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานของสถานที่พักแรม ซึ่งในช่วง 3  ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถเติมเต็มจำนวนผู้เข้าพักแรมได้ในอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นเพียงประมาณร้อยละ 5  นั่นแสดงถึงการดึงนักท่องเที่ยวเข้าพักแรมเพื่อมาหล่อเลี้ยงอุปทานห้องพักที่มีอยู่ในขณะนี้อยู่ในอัตราที่ช้าเกินไป

สรุป
     1. ภาพรวมสถานที่พักแรมของประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของจำนวนห้องพักเร็วกว่าอัตราการเติบโตของจำนวนผู้เข้าพัก โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีหลังที่เกิดวิกฤตการเมืองไทย นั่นแสดงถึงภาวะการ Over Supply ของจำนวนห้องพักของประเทศไทยทั้งในระดับประเทศและในระดับภูมิภาค

     2. สำหรับแหล่งท่องเที่ยวหลักของประเทศไทยทั้ง 10 แห่ง คือ กรุงเทพฯ ชลบุรี (พัทยา)  ภูเก็ต  เชียงใหม่ 
สุราษฎร์ธานี (สมุย)  ประจวบคีรีขันธ์(หัวหิน)  สงขลา(หาดใหญ่)  เชียงราย  ระยอง  และ นครราชสีมา มีเพียงภูเก็ต และ ชลบุรี(พัทยา)  สามารถสร้างสมดุลได้ค่อนข้างดีระหว่างอัตราการขยายตัวทางด้านจำนวนห้องพักและจำนวนผู้เข้าพัก ส่วนแหล่งท่องเที่ยวที่เหลือจะเป็นการเติบโตทางด้านจำนวนห้องพักสูงกว่าจำนวนผู้เข้าพัก ซึ่งความแตกต่างจะมาก-น้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการส่งเสริมการตลาดของแหล่งท่องเที่ยวนั้น ๆ

     3. หากต้องการสร้างความสมดุลในภาพรวมระหว่างจำนวนห้องพักและจำนวนผู้เข้าพัก โดยใช้อัตราการเข้าพักแรมเฉลี่ยประมาณร้อยละ 65 - 70  มาเป็นเกณฑ์กำหนดระดับอัตราการเข้าพักเฉลี่ยที่ผู้ประกอบการโรงแรมส่วนใหญ่มีความพึงพอใจแล้วประเทศไทยจะต้องเติมเต็มจำนวนผู้เข้าพักให้เติบโตเพิ่มขึ้นในอัตราประมาณร้อยละ 7 - 10 ต่อปี   ซึ่งจากข้อเท็จจริงของประเทศไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2550-2553) มีอัตราการเติบโตของจำนวนผู้เข้าพักแรมเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 5 ต่อปีเท่านั้น 

ข้อเสนอแนะ
     จากการศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องและจากข้อคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญที่ให้สัมภาษณ์ สามารถแบ่งแยกประเด็นข้อ
เสนอแนะได้เป็น 2 ประเภท คือ

     1. เชิงการตลาด:  ผู้ประกอบการโรงแรมต้องปรับการทำงานให้เป็นในเชิงการตลาดมากขึ้น โดยเน้นการเจาะลึก ในเชิงกลุ่มตลาด (Segment)  และในเชิงพฤติกรรมผู้บริโภค (Psychology and Life Style)


     2.  เชิงนโยบายและการบริหารจัดการ:  ภาครัฐควรมีการบริหารจัดการรวบรวมข้อมูลสถิติให้เป็นระบบ มีความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือ พร้อมทั้งลงรายละเอียดในเชิงลึกเพื่อสนับสนุนการดำเนินการส่งเสริมตลาดอย่างทั่วถึง เช่น  ข้อมูลทางด้านรายได้และค่าใช้จ่ายของสถานที่พักแรม (RevPAR, ARR ฯลฯ) ข้อมูลรายละเอียดในแต่ละระดับชั้นของสถานที่พักแรม พฤติกรรมการเข้าพักแรมรายกลุ่มตลาดและการจับจ่ายใช้เงินในหมวดที่พัก  การสำรวจข้อมูลสถานประกอบการทั้งหมดอย่างต่อเนื่องทั้งที่อยู่ในระบบและนอกระบบ การจัดทำฐานข้อมูลตลาดในเชิงการแบ่งกลุ่มตลาด (Segment)  เป็นต้น


 

เรียบเรียง :  สิรินาถ นุชัยเหล็ก