แนวโน้มการท่องเที่ยวโลก
     ในปี 2011 องค์การการท่องเที่ยวโลก (UNTWO) คาดว่าจะมีการเดินทางของนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น 4-4.5% ซึ่งสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีวิกฤตการณ์ทางการเมืองและภัยธรรมชาติเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก และผู้เชี่ยวชาญได้คาดการณ์สำหรับปี 2012 ว่าจะยังมีการเติบโตระดับปานกลางแม้ว่าจะเกิดความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ปัจจัยที่

ส่งผลต่อการเติบโตได้แก่ การเพิ่มค่าจ้างในเขตเศรษฐกิจใหม่ การว่างงานที่คงที่ และรายได้สุทธิในเขตเศรษฐกิจที่เติบโตเต็มที่ และบริษัทวิจัย IPK International คาดว่าในปี 2012 การเดินทางระหว่างประเทศจะเพิ่มขึ้น 3-4% เช่นเดียวกับการคาดการณ์ของ UNWTO

     ปี 2011 มีเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางและการท่องเที่ยวเกิดขึ้นมากมาย เช่น การเดินขบวนประท้วงขับไล่ผู้นำในกลุ่มประเทศอาหรับตั้งแต่ช่วงต้นปี ตามมาด้วยสึนามิและการรั่วไหลของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในญี่ปุ่น วิกฤตหนี้สาธารณะในเขตยูโรโซนและวิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองในกรีซตามด้วยอิตาลี ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกว่า 8 ล้านคนเปลี่ยนจุดหมายในการเดินทาง

    ขณะเดียวกันในเขตเศรษฐกิจใหม่ที่ประชาชนร่ำรวยขึ้น ได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้น เช่น จีน รัสเซีย บราซิล และอินเดีย ส่งผลให้มีแนวโน้มที่ประชาชนจะเดินทางมากขึ้น โดยเฉพาะเดินทางไปต่างประเทศ และในปี 2012 ประเทศในเอเชียจะยังคงเป็นพลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะ จีน อินเดีย และญี่ปุ่น ขณะที่ประเทศในยูโรโซนและสหรัฐอเมริกาเศรษฐกิจเติบโตต่ำ

     สำหรับจำนวนการเดินทางระหว่างประเทศที่ IPK International คาดการณ์ไว้สำหรับปี 2011 คือ 980 ล้านครั้ง เป็นการเดินทางที่มีการพักค้างแรมในต่างประเทศ 740 ล้านครั้ง การเดินทางภายในประเทศ 5.65 พันล้านครั้ง การใช้จ่ายในต่างประเทศเพิ่มขึ้น 8% เป็น 828 พันล้านยูโร โดยชาวเอเชียมีการใช้จ่ายต่อทริปสูงสุด แซงหน้าชาวอเมริกันและชาวยุโรป ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงการเดินทางระยะใกล้ในยุโรปที่มีสัดส่วนสำคัญ และการเดินทางระยะไกลของชาวเอเชียและชาวอเมริกันซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง

     แนวโน้มด้านคืนพักจะเพิ่มขึ้น 4% เป็น 5.1 พันล้านคืน โดยนักท่องเที่ยวจะมีคืนพักเฉลี่ยลดลง นักท่องเที่ยวจากเอเชียจะมีคืนพักสั้นที่สุด ตามด้วยนักท่องเที่ยวยุโรป และนักท่องเที่ยวอเมริกัน

     อุตสาหกรรมที่พักแรมในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2011 มีการเติบโตดียกเว้นในภูมิภาคแอฟริกา อัตราการเข้าพักสูงขึ้น และราคาห้องพักโดยเฉลี่ยสูงขึ้น รายได้ต่อห้องเพิ่มขึ้นเกือบ 10% ในยุโรปและอเมริกาเหนือ ขณะที่เอเชียแปซิฟิกและอเมริกาใต้รายได้เพิ่มขึ้นเป็นตัวเลข 2 หลัก ตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นในระดับต่ำที่สุด และแอฟริกามีรายได้จากค่าห้องพักลดลง

     ส่วนสายการบินมีสัดส่วนลดลงในส่วนแบ่งค่าใช้จ่ายต่อทริป เนื่องจากมีสายการบินต้นทุนต่ำเพิ่มขึ้น ความต้องการเดินทางโดยเครื่องบินเพิ่มขึ้นจากกลุ่มชนชั้นกลางที่เกิดขึ้นใหม่ทั่วโลกซึ่งมีความสามารถใช้จ่ายเงินเพื่อการพักผ่อน ขณะที่การเดินทางเพื่อธุรกิจก็ยังถูกขับเคลื่อนโดยผลประกอบการของธุรกิจและความพร้อมในการเดินทางเพื่อสร้างธุรกิจ อินเตอร์เน็ตเป็นช่องทางที่คนนิยมใช้เพื่อจองการเดินทางเกือบครึ่งของทั้งหมด วัตถุประสงค์ในการเดินทางส่วนใหญ่เป็นการพักผ่อนมากกว่า 70%

การคาดการณ์ปี 2012
     ผู้เชี่ยวชาญยังมองว่าในปี 2012 การท่องเที่ยวจะเติบโตต่อไปในระดับที่ไม่สูงนักจากปี 2011 คือประมาณ 3-4% เนื่องจากผลการสำรวจพบว่าแม้ประชาชนจะกังวลกับสถานการณ์แต่ไม่กระทบต่อการวางแผนเดินทางในปี 2012 โดย UNWTO คาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศในปีนี้จะมีจำนวนถึง 1 พันล้านคน

แนวโน้มการท่องเที่ยวภูมิภาคยุโรป

     ในปี 2011 นักท่องเที่ยวชาวยุโรปเดินทางต่างประเทศเพิ่มขึ้น 4% มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 1-2% และคาดว่าในปี 2012 จะมีการเติบโตประมาณ 2-3% เนื่องจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในภูมิภาค วันพักเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวชาวยุโรปลดลง 5% ในปี 2011 เป็น 7.6 คืนและค่าใช้จ่ายต่อทริปลดลง 4% เป็น 850 ยูโรต่อทริป ขณะที่การเดินทางระยะสั้นมีคืนพัก 1-3 คืน เพิ่มขึ้น 10% โดยภาพรวมนักท่องเที่ยวยุโรปเดินทางมากขึ้นแต่ระยะเวลาสั้นลงและใช้จ่ายน้อยลง โดยการเดินทางในรูปแบบต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นเช่น beach holidays (+6%) , city trips (+10%) และ tours (+8%) ส่วนการเดินทางที่ลดลงเป็น winter snow holidays (-5%) , countryside holidays (-7%) นักท่องเที่ยวเดินทางโดยสายการบินต้นทุนต่ำเพิ่มขึ้น 10%  ขณะที่การเดินทางโดยสายการบินปกติลดลง 4%

     การเติบโตของนักท่องเที่ยวขาออกจากประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ชะลอตัว โดยเยอรมนีเติบโต 1% สหราชอาณาจักร 2% เช่นเดียวกับฝรั่งเศสและอิตาลี ขณะที่ประเทศเล็กๆ กลับมีการเติบโตสูงกว่า เช่น สวิตเซอร์แลนด์ 9% สวีเดน 7% นอร์เวย์ และเบลเยียม 6% ฟินแลนด์ 5%

     การเดินทางระยะใกล้ (เติบโต 4%) เป็นสัดส่วนถึง 90% ของการเดินทางขาออกทั้งหมด ขณะที่การเดินทางระยะไกลเติบโต 3% ประเทศที่ได้รับนักท่องเที่ยวขาเข้ามากเป็นโซนยุโรปใต้ เช่น สเปน โปรตุเกส ตุรกี และโครเอเชีย ซึ่งมีการเติบโตมากกว่า 8% โดยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนจุดหมายจากการเดินทางไปพักผ่อนในแอฟริกาเหนือ ประเทศที่ได้รับนักท่องเที่ยวจากยุโรปลดลง เช่น กรีซ สวิตเซอร์แลนด์ อียิปต์ และตูนิเซีย ส่วนการเดินทางระยะไกล สหรัฐอเมริกาเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากยุโรป มีการเติบโต 6% ส่วนเอเชียแปซิฟิกเติบโตเพียง 1% เนื่องจากภัยพิบัติในญี่ปุ่น และจากเหตุการณ์ Arab Spring ส่งผลให้ประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียนในยุโรปได้รับนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ยกเว้นกรีซที่ต้องใช้การลดราคาทัวร์ลงเพราะประสบปัญหาภาพลักษณ์ความไม่สงบจากการประท้วง

     แม้ว่าในปี 2012 สถานการณ์ในยุโรปจะยังไม่แน่นอนแต่ชาวยุโรปก็ไม่มีแผนจะยกเลิกการเดินทาง จากการสำรวจข้อมูลชาวยุโรป 13 ประเทศพบว่า 43% ของผู้ตอบจะยังเดินทางท่องเที่ยวเป็นจำนวนเท่ากับในปี 2011 ขณะที่ 27% คาดว่าจะเดินทางบ่อยครั้งขึ้น และ 20% จะเดินทางน้อยลง โดยนักท่องเที่ยวที่มีความเชื่อมั่นสูงสำหรับการเดินทางในปี 2012 ได้แก่นักท่องเที่ยวจาก โปแลนด์ ฟินแลนด์ และ นอร์เวย์  ขณะที่นักท่องเที่ยวจากสเปนและอิตาลี มีความเชื่อมั่นต่ำที่สุด ทั้งนี้ IPK คาดว่าในปี 2012 การท่องเที่ยวจะเติบโต 2-3% และจะเป็นสถิติใหม่ที่มีการเดินทางสูงที่สุดเหนือกว่าเมื่อปี 2008

     ในฐานะของจุดหมายทางการท่องเที่ยวนับว่าปี 2011 มีการเติบโตที่ดี จากการสำรวจใน 26 ประเทศของยุโรป ณ เดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2011 พบว่ามีคืนพักเพิ่มขึ้น 8.9% และมีจำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น 9.7% โดยมีนักท่องเที่ยวจากจีน รัสเซีย และอินเดีย เพิ่มขึ้นเกินกว่า 10% ขณะที่นักท่องเที่ยวจากสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นเกือบ 10% ทั้งนี้ มีการเติบโตที่แข็งแกร่งในยุโรปตะวันออก จากการสำรวจของ ETC (European Travel Commission) ใน 20 ประเทศของยุโรปพบว่าปี 2011 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ายุโรปเพิ่มขึ้น 6% โดยมีปัจจัยสำคัญคือการเข้าถึงที่ง่ายขึ้น โดยสายการบินต้นทุนต่ำ สถานการณ์ที่ดีในตลาดสำคัญๆ และการใช้จ่ายเงินเพื่อทำการตลาดสูงขึ้นเทียบกับเมื่อ 2 ปี ที่ผ่านมา สำหรับปี 2012 คาดว่าจะมีการเติบโตของนักท่องเที่ยวขาเข้า 2-3% โดยขึ้นอยู่กับระดับความไม่แน่นอน ณ ปัจจุบัน

แนวโน้มการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

     การเดินทางท่องเที่ยวในเอเชียแปซิฟิกมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งเนื่องจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นภายในภูมิภาคและคาดว่าในปี 2012 จะยังคงเป็นไปในเชิงบวกแม้ว่าบรรยากาศทางเศรษฐกิจของโลกจะไม่แน่นอน โดยการเดินทางขาออกเพิ่มขึ้น 6% ในปี 2011 จากการสำรวจของ Asian Travel Monitor และคาดว่าในปี 2012 จะเพิ่มขึ้น 5% โดยประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการเติบโตรวดเร็วกว่าในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือที่ได้รับผลจากจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าญี่ปุ่นลดลงอย่างมาก

     สำหรับการเดินทางขาออกในปี 2011 มีการเติบโตต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาซึ่งเพิ่มขึ้น 14% โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปีมีนักท่องเที่ยวขาออกเพิ่มขึ้น 6% แม้ว่านักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่นจะลดลง โดยจีนเป็นตลาดนักท่องเที่ยวขาออกที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

     จากการที่ญี่ปุ่นประสบภัยพิบัติจากสึนามิและการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จำนวนนักท่องเที่ยวขาออกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มิถุนายน 2011 ลดลงเกือบ 10% แล้วจึงกลับฟื้นตัวในเดือนกรกฎาคม โดยมีการเติบโตเกือบ 10% ในเดือนสิงหาคมและกันยายน และพบว่ามีความต้องการเดินทางเพิ่มขึ้นกว่าช่วงวิกฤตครั้งก่อน และนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางเยือนจุดหมายปลายทางในเอเชียมากกว่าในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และออสตราเลเซีย  ส่วนการท่องเที่ยวขาเข้าลดลงถึง 50% ในเดือนเมษายน และยังคงลดลง 25% ในเดือนกันยายน การที่จำนวนนักท่องเที่ยวขาออกฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเนื่องจากพื้นที่ประสบภัยพิบัติมีส่วนแบ่งนักท่องเที่ยวขาออกเพียงเล็กน้อย ไม่มีความเสี่ยงในการเดินทางไปต่างประเทศ เที่ยวบินลดลงเพียงเล็กน้อยและเงินเยนยังคงแข็งค่า และอีกปัจจัยหนึ่งที่น่าประหลาดใจ คือ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจูงใจให้คนเดินทางมากกว่าอยู่ในบ้านของตนเอง รวมทั้งเกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของคนญี่ปุ่นหลังประสบภัยพิบัติเมื่อเดือนมีนาคม ชาวญี่ปุ่นเริ่มคิดถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตอย่างจริงจังโดยลดการบริโภคปริมาณมาก ประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้น ทำงานเพื่อสังคมและเป็นอาสาสมัครเพิ่มขึ้น เปลี่ยนจากการใช้จ่ายเพื่อทรัพย์สินมาใช้จ่ายเพื่อประสบการณ์รวมทั้งการเดินทางเพิ่มขึ้น และคาดว่าในปี 2012 นักท่องเที่ยวขาออกจากญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้น 4% โดยเดินทางระยะใกล้เพิ่มขึ้น เดินทางระยะไกลน้อยลง

     ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ผลักดันให้ความต้องการเดินทางในเอเชียเพิ่มขึ้นคือชนชั้นกลางที่มีฐานะมีจำนวนเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจในเอเชียเติบโตดีโดยเฉพาะในจีน เกาหลีใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอินเดีย ประชากรในประเทศเหล่านี้มีรายได้สูงขึ้น จึงมีความต้องการและสามารถจะเดินทางต่างประเทศมากขึ้น ข้อมูลจาก Capgemini และ Merrill Lynch Global Wealth Management ระบุจำนวนของมหาเศรษฐีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพิ่มขึ้นเกือบ 10% เป็น 3.3 ล้านคน ขณะที่ในยุโรปเพิ่มขึ้นเพียง 6% เป็น 3.1 ล้านคน วิถีชีวิตของชาวเมืองในเอเชียที่ซับซ้อนมากขึ้นจะสร้างความต้องการสินค้าที่มีความเฉพาะตัวมากขึ้นเช่น มรดกวัฒนธรรม สวนสนุกแบบ “edutainment” , soft adventure , luxury holiday , sport tourism นักท่องเที่ยวจากจีนและอินเดียจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีอำนาจซื้อสูงขึ้น ประเทศอื่นๆที่น่าจับตามองคือ อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ส่วนนักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่นจะมีการเติบโตจากแรงกระตุ้นของการเปิดสายการบินต้นทุนต่ำในปี 2012    

    ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาสายการบินต้นทุนต่ำมีบทบาทสำคัญที่ช่วยพัฒนาการเดินทางภายในเอเชีย 3 สายการบินใหญ่ คือ Air Asia  Jetstar และ  Tiger Airways มีเส้นทางบินในเอเชียกว่า 150 จุดหมายปลายทาง ขณะเดียวกันสายการบินจากตะวันออกกลางจะเปิดเส้นทางบินสู่เอเชียและสายการบินในเอเชียก็ร่วมเป็นพันธมิตรกับสายการบินทั่วโลก ทำให้เกิดเส้นทางบินเชื่อมโยงใหม่ ๆ 


คาดการณ์ปี 2012
 
     เอเชียจะยังคงเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในขณะที่สหรัฐฯ และยุโรปประสบปัญหา Asian Travel Monitor คาดการณ์ว่า การเดินทางท่องเที่ยวของชาวเอเชียในปี 2012 จะยังเป็นบวก โดยผู้ตอบแบบสำรวจ 32% ระบุว่าจะเดินทางเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน ขณะที่ 37% วางแผนจะเดินทางท่องเที่ยวเท่ากับปี 2011 มีเพียง 19% ที่จะเดินทางน้อยลง ในภาพรวม IPK คาดการณ์ว่าการเดินทางขาออกของชาวเอเชียปี 2012 จะเพิ่มขึ้น 5% โดยมีจีนและอินเดียเป็นผู้นำ ขณะที่ญี่ปุ่นยังอยู่ในระดับรองในเรื่องความเชื่อมั่นในการเดินทาง

     ในฐานะของจุดหมายทางการท่องเที่ยว UNWTO คาดการณ์ว่ามีการเติบโตของการเดินทางระหว่างประเทศในเอเชียแปซิฟิกเพิ่มขึ้น 5-6% ในปี 2011   (เอเชียใต้ 14% เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 12% ตามข้อมูลของสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (PATA)) โดย 3 ประเทศที่มีการเติบโตรวดเร็วที่สุดคือภูฏาน ศรีลังกา และ ประเทศไทย

    ประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงซึ่งมีความร่วมมือกันในการส่งเสริมการท่องเที่ยวได้รับนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น โดยเมื่อปี 2010 มีนักท่องเที่ยว 31 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 20 ล้านคนเมื่อปี 2005 และตั้งเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยว 50 ล้านคนในปี 2015 โดยประเทศไทยได้รับนักท่องเที่ยวมากที่สุดในภูมิภาค ตามด้วยเวียดนาม แต่นักท่องเที่ยวในปัจจุบันเริ่มเดินทางสู่จุดหมายปลายทางอื่นๆ เช่น เมียนมาร์ ลาว และกัมพูชา โดยประเทศเหล่านี้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเกินกว่า 10% ในปี 2011 โดยคาดว่าการเติบโตของนักท่องเที่ยวจะสูงขึ้นเมื่อกลุ่มประเทศอาเซียนแก้ไขกฎระเบียบเรื่องการเดินทางให้สะดวกขึ้น ซึ่งปัจจุบันมาเลเซียเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงมีนักท่องเที่ยวในพื้นที่ถึง 2.6 ล้านคน ตามด้วย จีน ไทย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

     ข้อมูลจาก PATA ระบุว่า ในช่วง 2 ปีข้างหน้านี้คาดว่าภูมิภาคที่เป็นจุดหมายปลายทางหลักจะมีอัตราการเติบโตไม่เกิน 10% เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือคาดว่าจะเติบโต 5% ในปี 2012 และ 5.5% ในปี 2013 ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเติบโต 7% และ 6% ตามลำดับ ส่วนเอเชียใต้จะเติบโต 6% และ 5.6% ตามลำดับ

แนวโน้มการท่องเที่ยวภูมิภาคอเมริกา

     ในปี 2011 การท่องเที่ยวในอเมริกาใต้เติบโตเกินกว่า 10% ทั้งขาเข้าและขาออก เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของพื้นที่ ในขณะที่การท่องเที่ยวขาออกของสหรัฐอเมริกายังอ่อนแอ และการเดินทางขาเข้าเติบโตในระดับปานกลาง โดย UNWTO พยากรณ์การเติบโตของนักท่องเที่ยวขาเข้าสู่ภูมิภาคอเมริกาในภาพรวมประมาณ 4-5% ในปี 2011 ทั้งนี้ ไม่มีการเติบโตของนักท่องเที่ยวขาออกจากสหรัฐอเมริกาในช่วง 8 เดือนแรกของปี และในปี 2012 คาดว่าสถานการณ์ไม่ดีนัก โดยจากการสำรวจของ American Travel Monitor พบว่าผู้ตอบข้อมูลเพียง 23% วางแผนเดินทางต่างประเทศเพิ่มขึ้นในปี 2012 ขณะที่ 26% จะเดินทางเท่ากับปี 2011 และ 28% จะเดินทางน้อยลง โดย 23% ไม่ได้วางแผนเดินทางต่างประเทศ IPK จึงคาดการณ์ว่าการเดินทางขาออกจากสหรัฐอเมริกาจะลดลง 2% ในปี 2012 เนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ และมีแนวโน้มที่ชาวอเมริกันจะมองความคุ้มค่าเงินเมื่อเดินทาง หรือเลือกใช้เวลาว่างพักผ่อนอยู่กับบ้านหรือสถานที่ใกล้บ้านแทน(Staycations) ส่วนการเดินทางขาเข้าในอเมริกาเหนือเพิ่มขึ้น 3% ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2011 จากสถิติล่าสุดของ UNWTO

     ในทางตรงกันข้าม อเมริกาใต้มีการเดินทางขาออกอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาต่อเนื่องถึงปี 2011 โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปีมีการเติบโต 15% แต่คาดว่าอัตราดังกล่าวจะเริ่มชะลอตัวลงจากการสำรวจของ American Travel Monitor ทั้งนี้ ชาวบราซิลยังคงใช้จ่ายเพื่อการเดินทางต่างประเทศมาก เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและค่าเงินที่แข็งแกร่ง ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2011 มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก 45% จากที่เคยเพิ่มขึ้น 50% เมื่อปีก่อน

     ข้อมูลจากนักวิจัยของ Mexican Tourism Board ระบุว่านักท่องเที่ยวจากตลาดเกิดใหม่ในอเมริกาใต้ 4 ประเทศ ได้แก่ บราซิล อาร์เจนตินา ชิลี และเม็กซิโก ส่วนใหญ่อยู่ในวัยหนุ่มสาว มีการศึกษา ฐานะดี โดยมากเดินทางเพื่อพักผ่อน มีแนวโน้มจะเป็น Sightseeing tour นักท่องเที่ยวบราซิลมักจะเดินทางระยะไกลและใช้เงินมากกว่า ขณะที่นักท่องเที่ยวชิลีและอาร์เจนตินามักจะท่องเที่ยวในอเมริกาใต้ ส่วนนักท่องเที่ยวเม็กซิกันนิยมไปท่องเที่ยวในสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ ข้อจำกัดในละตินอเมริกาคือยังขาดแคลนสายการบินต้นทุนต่ำที่จะช่วยกระตุ้นการเติบโตของการเดินทางระยะไกล

     สำหรับการเดินทางขาเข้า อเมริกาใต้เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมแห่งหนึ่งของโลกในปี 2011 โดยมีนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศเดินทางเข้าเพิ่มขึ้น 13% ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2011 หลังจากเมื่อปี 2010 มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 10% ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของอเมริกากลางและแคริบเบียนที่เติบโตเพียง 4%

นักท่องเที่ยวชาวจีนรุ่นใหม่
     สาธารณรัฐประชาชนจีนจะกลายเป็นประเทศหลักที่มีอิทธิพลต่อการท่องเที่ยวโลกจากการที่มีนักท่องเที่ยวขาออกเพิ่มขึ้น และเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมมากขึ้นด้วย นักท่องเที่ยวชาวจีนรุ่นใหม่จะเป็นคนหนุ่มสาว มีฐานะ แต่งตัวดี และใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เป็นกลุ่มที่ต้องการประสบการณ์เฉพาะบุคคลควบคู่กับการบริการที่พร้อมจะรองรับคนจีน

     UNWTO พยากรณ์ไว้ว่าในปี 2011 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางไปต่างประเทศ 66 ล้านคน เพิ่มขึ้น 15% จากปี 2010 แม้ว่าจุดหมายปลายทางหลักจะเป็น ฮ่องกง มาเก๊า แต่จุดหมายอื่นๆ ในเอเชียแปซิฟิกก็ได้รับนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นถึง 28% เป็น 11 ล้านคนในปี 2010 สำหรับจุดหมายในยุโรปที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมเดินทางไปท่องเที่ยว คือ ฝรั่งเศส และ เยอรมนี ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวจีนได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีเนื่องจากมีการใช้จ่ายเงินเพื่อช้อปปิ้งสูง

     นักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่จะเดินทางด้วยตนเองมากขึ้น มีความต้องการสูงขึ้น (more demanding) สนใจเลือกรูปแบบการท่องเที่ยวที่ให้ประสบการณ์มากกว่าที่ราคาถูก และต้องการบริการที่มีคุณภาพ แทนที่จะเป็นการเดินทางเป็นกรุ๊ปทัวร์แบบเดิม อย่างไรก็ดี ภาษาและวัฒนธรรมยังคงเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีน จุดหมายทางการท่องเที่ยวหรือโรงแรมที่จะรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จึงควรมีบริการที่พร้อมสำหรับชาวจีน (China-ready) เช่น มีกาต้มน้ำสำหรับต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รองเท้าแตะใส่ในห้องพัก รวมถึงเมนูอาหารจีน พนักงานที่พูดภาษาจีนได้ ตลอดจนออดิโอไกด์ภาษาจีนตามแหล่งท่องเที่ยวและพิพิธภัณฑ์

     พลังขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดการเดินทางขาออกของชาวจีนคือกลุ่ม young professionals (คนหนุ่มสาวที่มีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ) ที่มีรายได้สูง และเป็นกลุ่มตลาดที่สำคัญ สิ่งที่ทำให้กลุ่มตลาดนี้แตกต่างจากกลุ่มผู้มีฐานะในประเทศพัฒนาแล้ว คือ ผู้บริโภคชาวจีนที่มีฐานะอายุน้อยกว่าคนที่มีฐานะในสหรัฐฯและยุโรปเฉลี่ยประมาณ 20 ปี และคนกลุ่มนี้ยังมีแนวโน้มที่จะสนใจประสบการณ์เฉพาะบุคคล  เป็นนักช้อปมือเติบโดยเฉพาะกับสินค้าแบรนด์ดังจากโลกตะวันตก โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครั้งในการเดินทางของกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นในอัตราเกินกว่า 10%

     ลักษณะนิสัยที่สำคัญที่สุดของนักท่องเที่ยวชาวจีนรุ่นใหม่คือเป็น “digital natives” ซึ่งหมายถึงคนที่เติบโตขึ้นมากับคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีบนโทรศัพท์มือถือและโซเชียลมีเดีย  คนกลุ่มนี้ใช้ช่องทางดิจิตอลดังกล่าวในการวางแผนและจองการเดินทาง ภายหลังการเดินทางก็ใช้โซเชียลมีเดียและออนไลน์แพลทฟอร์มต่างๆ ในการสื่อสารประสบการณ์ของพวกเขา ทั้งนี้ ดิจิตอลและโซเชียลมีเดียได้กลายเป็นช่องทางการสื่อสารข้อมูลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประเทศจีน โดยในเดือนตุลาคม 2011 มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเกือบ 500 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนสูงกว่าที่ใดในโลก ขณะที่มีการเข้าถึงในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศเพียง 35%  ทั้งนี้ อินเทอร์เน็ตในจีนแตกต่างจากที่อื่นๆ มีความซับซ้อนและเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีชาวจีนที่ใช้บริการออนไลน์เป็นประจำถึง 92% ซึ่งคาดว่าจะใช้โซเชียลมีเดียในทางใดทางหนึ่ง และผู้บริโภคชาวจีนก็เปิดรับข้อมูลเชิงการตลาดผ่านโซเชียลมีเดียหรือไมโครบล็อกต่างๆ อย่างมาก ต่างจากคนในโลกตะวันตก นอกจากนี้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์ไร้สายต่างๆ ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว

สิ่งที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวควรตระหนักสำหรับการใช้อินเทอร์เน็ตกับกลุ่มผู้บริโภคชาวจีน ได้แก่
     - ไม่ควรแปลเว็บไซต์จากภาษาสากลเป็นภาษาจีนโดยตรง แต่ควรทำเว็บไซต์เฉพาะที่มีเนื้อหา  เหมาะสมกับตลาด และลิงค์กับเสิร์ชเอ็นจิ้นภาษาจีน (Baidu) และสื่อดิจิตอล

     - เว็บไซต์ต่างๆ ควรมีโฮสท์อยู่ในประเทศจีนเพื่อให้สามารถตอบโต้ในกรณีของการเซ็นเซอร์ และควรหลีกเลี่ยงการลิงค์กับโซเชียลมีเดียต่างประเทศที่ถูกห้ามใช้ในจีน (Facebook  Youtube และ Twitter)


     - ควรทำให้ผู้บริโภคสามารถโต้ตอบออนไลน์ได้ และลิงค์กับโซเชียลมีเดียในท้องถิ่น

     ทั้งนี้ผู้ประกอบการและหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวควรทราบว่าผู้บริโภคชาวจีนจะโยงเอาเว็บไซต์ที่ไม่ตรงประเด็นไว้กับประสบการณ์ที่ไม่ดีและการขาดความเคารพต่อพวกเขา 

ความยั่งยืน

      อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของโลกกำลังก้าวสู่โมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนมากขึ้นแต่ก็ยังประสบกับความท้าทายและอุปสรรคต่างๆ ปัจจัยภายนอก เช่น ความกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อภาคการท่องเที่ยวในการทำให้มันเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น (greener) แต่ความต้องการของผู้บริโภคต่อ “Sustainable holidays” (การมีวันหยุดพักผ่อนที่ยั่งยืน) ค่อนข้างน้อย ขณะเดียวกันการล่องเรือสำราญกำลังเข้ามาสู่ความสนใจในแง่ของความยั่งยืน หลังจากที่เคยมุ่งเป้าไปที่เครื่องบิน รถยนต์ และ โรงแรม

     ศาสตราจารย์เจฟฟรีย์ ลิปแมน ผู้ช่วยเลขาธิการองค์การการท่องเที่ยวโลกได้แสดงทัศนะต่อการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยสรุปคือ “Green Growth” หรือการเติบโตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นวิสัยทัศน์ใหม่สำหรับปี 2050 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราต้องสร้างเสถียรภาพให้แก่อุณหภูมิโลกเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะไม่รุนแรงเกินไป ซึ่งมาตรการใหม่นี้รวมถึงการปรับเปลี่ยนการลงทุนทุกรูปแบบ ตลอดจนการผลิตและการบริโภคให้เป็นรูปแบบที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ (Low carbon) เป็นองค์รวมเชิงสังคม เพื่อประโยชน์ของโลกและสิ่งที่อาศัยอยู่ในโลก ภาคการท่องเที่ยวจะมีบทบาทสำคัญในฐานะส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้  โดยจะมีสัดส่วนเป็น 5-10% ของเศรษฐกิจโลกและการจ้างงานทั่วโลก โดยมีการเติบโตรวดเร็วกว่า GDP และเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในทุกทศวรรษ

     การเดินทางท่องเที่ยวในอนาคตจะต้องอยู่บนพื้นฐานของ วิธีการเดินทางที่ยั่งยืน จุดหมายปลายทางที่ยั่งยืน และวิถีชีวิตที่ยั่งยืน สินค้าทางการท่องเที่ยวทุกอย่างจะต้องมีความยั่งยืนและจะถูกควบคุมโดยจุดหมายปลายทางในการท่องเที่ยว เพราะเป็นพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ

     การศึกษาจะมีบทบาทสำคัญในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ โดย ผู้แทนของ UNWTO   กำลังดำเนินการจัดตั้ง “Green Growth & Travelism Institute” ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของ World Environment University ที่จะให้การสนับสนุนด้านวิชาการสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เป็นการเติบโตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยการขับเคลื่อนประเด็นแรกคือจะต้องมีกองทุนระหว่างประเทศให้การสนับสนุน

     ผู้บริโภคส่วนใหญ่ทั่วโลกยังยินดีที่จะจ่ายแพงกว่าเพื่อการท่องเที่ยววันหยุดอย่างยั่งยืน แต่ก็น่าสนใจที่นักท่องเที่ยว 1 ใน 5 ซึ่งเป็นกลุ่มเฉพาะที่สนใจจะจองการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนอย่างจริงจังรวมทั้งมีสัดส่วนสูงในตลาดเกิดใหม่

     โดยทั่วไปนักท่องเที่ยวรับรู้ถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน และมีสมดุลในการรับรู้ถึงความสำคัญทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เห็นความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นและวัฒนธรรมของคนท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ในท้องถิ่นและการจ้างงานว่ามีความสำคัญเท่าเทียมกันในการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน จากการสำรวจความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวที่มีต่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนสามารถจำแนกนักท่องเที่ยวได้เป็น 5 กลุ่ม ได้แก่

     1. กลุ่มที่มีความสมดุล หรือ balanced type (33%) เห็นความสำคัญของทั้ง 3 ด้าน เท่าเทียมกัน
     2. กลุ่มที่มีความลังเลสงสัย หรือ skeptic (25%) เห็นความสำคัญของทั้ง 3 ด้านในระดับต่ำ
     3. กลุ่มที่มองเชิงนิเวศ หรือ ecological type (15%) เห็นว่าแง่มุมด้านสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญมากที่สุด
     4. กลุ่มที่มองท้องถิ่น หรือ Localised type (15%) เห็นว่าแง่มุมด้านความยั่งยืนของท้องถิ่นมีความสำคัญสูงสุด เช่น วัฒนธรรมและผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น
     5. กลุ่มเศรษฐสังคม หรือ socio-economic type (12%) เน้นความสำคัญของมิติด้านสังคมและเศรษฐกิจ

     ทั้งนี้ พบความแตกต่างอย่างมากในแต่ละประเทศซึ่งสะท้อนถึงลักษณะของประชากรและเศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ

     ตามปกตินักท่องเที่ยวจะจัดอันดับปัจจัยที่มีความสำคัญเมื่อจองการเดินทาง โดย 5 อันดับแรก คือ ภูมิอากาศ ราคา การเข้าถึงจุดหมายการท่องเที่ยว วัฒนธรรมและภูมิทัศน์ โดยมีความยั่งยืนอยู่ในอันดับที่ 7 แต่มี 22% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่จัดให้ความยั่งยืนมีความสำคัญอันดับ 1-3 ของปัจจัยที่มีอิทธิพลในการจองการเดินทาง ซึ่งกลุ่มนี้เรียกว่า “Sustainability-aware”  ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจ และพบว่ามีนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ในสัดส่วนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในตลาดเกิดใหม่ คือ อินเดีย บราซิล และรัสเซีย   จากการสำรวจในส่วนที่สองถึงความพร้อมที่นักท่องเที่ยวจะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อการมีวันหยุดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมพบว่านักท่องเที่ยวชาวสวิสยินดีที่จะจ่ายเพื่อสินค้าทางการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน แต่มีผู้ที่ตั้งใจจะจ่ายเพิ่มเพียง 1.5% จากราคาสินค้าทั้งหมดสำหรับการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน  โดยสรุปคือ กลุ่มตลาดที่น่าสนใจได้แก่ กลุ่ม Sustainability aware ที่คำนึงถึงความสำคัญของความยั่งยืนเมื่อจองการเดินทางท่องเที่ยว แต่มีเพียง 1 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ที่จองการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนจริง ยิ่งกว่านั้นมีเพียงเล็กน้อยที่พร้อมจ่ายเงินมากกว่า เพื่อการท่องเที่ยววันหยุดอย่างยั่งยืน สินค้าการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนน่าสนใจสำหรับ Supplier ในฐานะของสินค้าเฉพาะกลุ่ม และอาจเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การสร้างความแตกต่างที่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มส่วนแบ่งตลาด 

    

     การล่องเรือสำราญเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องพยายามปรับตัวให้เป็นการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน โดยมองว่าเป็นโอกาสมิใช่อุปสรรค ทั้งนี้ในช่วงปี 2005-2010 การล่องเรือสำราญทั่วโลกเติบโตขึ้นประมาณ 35% สำหรับในยุโรปการล่องเรือสำราญมีส่วนแบ่ง 6.5 ล้านคนต่อปีหรือประมาณ 2% ของการเดินทางท่องเที่ยวของชาวยุโรป จากสถิติของ European  Travel Monitor แต่การเดินเรือยังปรับตัวช้าในเรื่องความยั่งยืน ซึ่งในทางทฤษฏีแล้วความยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมนี้ครอบคลุมทั้งวงจรชีวิต เริ่มตั้งแต่การต่อเรือจนถึงการจัดการเดินเรือ การบริโภคบนเรือ การกำจัดขยะ ตลอดจนความยั่งยืนด้านสังคมและวัฒนธรรม  แต่ในทางปฏิบัติดูจะแตกต่างออกไป แล้วแต่มาตรการของสายการเดินเรือ และขณะนี้มีกลุ่มนักอนุรักษ์เริ่มมองธุรกิจการเดินเรืออย่างจริงจังโดยกลุ่ม Friends of the Earth ได้จัดเกรดของสายการเดินเรือโดยพิมพ์ลงใน Cruise Ship Environmental Report Card

     ปัจจุบันอุตสาหกรรมการล่องเรือสำราญได้นำมาตรการ “Triple E” มาใช้โดยมีพื้นฐานคือ Engineering (การสร้างเรือที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม) Education  (กิจกรรมต่างๆและมีการรายงานผล) และ Enforcement  (การมีกฎหมายควบคุม) อย่างไรก็ดี บริษัทเดินเรือควรมีการควบคุมมากกว่านี้ โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และทำให้การปกป้องสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินเรือ ทั้งในเรื่องของกิจกรรมบนเรือและการทัศนาจรบนฝั่ง ที่นักท่องเที่ยวจะช่วยสร้างผลกระทบที่ดีต่อชุมชนท้องถิ่น โดยทำให้เกิดเป็นความรับผิดชอบที่ยั่งยืนซึ่งครอบคลุมผู้มีส่วนร่วมหลายภาคส่วนไว้ในมาตรการร่วมเดียวกัน ทั้งนี้อุตสาหกรรมเดินเรือสำราญควรดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเปิดเผยและถือว่าความยั่งยืนเป็นโอกาสของธุรกิจ

คนรวย VS. คนจน 

     คนฐานะร่ำรวยยังคงเดินทางท่องเที่ยวแม้จะเกิดวิกฤติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่คนที่มีรายได้ต่ำต้องลดระดับการเดินทางลง และคนมีเงินในเอเชียก็มีมากขึ้นกว่าในยุโรปและอเมริกา ขณะที่มีชาวยุโรปกลุ่มเล็กๆ ที่มีรายได้ต่ำ แต่ใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวพักผ่อนค่อนข้างสูง

     ทั่วโลกมีประชากรวัยทำงาน 1.4 พันล้านคน และ 30% ของจำนวนดังกล่าวมีรายได้เพียงพอสำหรับการท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยมีการเดินทาง 700 ล้านครั้งต่อปีตามข้อมูลของ World Travel Monitor  และมี 31%  ของการเดินทางต่างประเทศที่เป็นการเดินทางของผู้มีรายได้ต่ำ ขณะที่ 69% เป็นการเดินทางของผู้มีรายได้สูง

    ในช่วงปี 2007-2010 มีความแตกต่างของรูปแบบการเดินทางอย่างมาก โดยผู้มีรายได้ต่ำเดินทางน้อยลงมาก ขณะที่ผู้มีรายได้สูงเดินทางเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย 50% ของการเดินทางขาออกของนักท่องเที่ยวชาวเอเชีย เป็นกลุ่ม “รายได้สูง” เทียบกับ 43% ของอเมริกาและ 39% ของยุโรป ทั้งนี้หากพิจารณาเฉพาะนักท่องเที่ยวยุโรป โดยทั่วไปกลุ่มที่มีฐานะจะมีอายุระหว่าง 30-59 ปี ขณะที่กลุ่มรายได้น้อยจะมีอายุต่ำกว่า 29 ปี และสูงกว่า 60 ปี กลุ่มรายได้สูงจะใช้จ่ายเฉลี่ย 930 ยูโรต่อคน/ทริป แต่ก็มีกลุ่มใหญ่ (38%) ที่ใช้จ่ายเพียง 250-749 ยูโรต่อคน/ทริป ซึ่งแสดงถึงความอ่อนไหวต่อราคาในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีฐานะดี  ขณะที่กลุ่มที่มีรายได้ต่ำจะใช้บริการที่พักระดับกลาง แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำจะใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อการเดินทาง ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำประมาณ 590 ยูโรต่อคน/ทริป แต่มี 9% ของกลุ่มนี้ที่ใช้จ่ายสูงถึง 1,500 ยูโรหรือสูงกว่านั้น และ 21% ของกลุ่มนี้พักในโรงแรมระดับ 4-5 ดาวโดยมี 11% ที่เดินทางระยะไกล (เปรียบเทียบกับ 15% ของกลุ่มรายได้สูงที่เดินทางระยะไกล) และแม้ว่าระดับรายได้ของคนสองกลุ่มนี้จะต่างกัน แต่รูปแบบของการท่องเที่ยวเหมือนกัน โดยทั้งสองกลุ่มนิยม sun & beach holidays มากที่สุดตามด้วย  city breaks และ tours ดังนั้นแม้ว่าผู้มีรายได้สูงทั่วโลกจะเดินทางมากกว่า แต่ก็มีผู้มีรายได้น้อยกลุ่มใหญ่ที่เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ และบางครั้งยังใช้จ่ายเงินมากกว่าที่เราคาดหมาย กลุ่มตลาดนี้จึงไม่ควรถูกละเลย โดยกลุ่มรายได้น้อยในยุโรปมีความสำคัญมากกว่าที่อื่นๆ ของโลก  เพราะกลุ่มนี้สนใจที่จะเดินทางต่างประเทศและมีเงินพอที่จะเดินทางได้

Online Marketing

     จุดหมายทางการท่องเที่ยวต่างๆ ต้องปรับกลยุทธ์การตลาดให้ทันสมัยและตามให้ทันลูกค้าบนโลกออนไลน์ เพราะในปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลกหาข้อมูลด้วยตัวเอง ซื้อขายสินค้าและบริการรวมทั้งสื่อสารกับคนอื่นๆ บนอินเตอร์เน็ตผ่านโซเชียลมีเดียและสมาร์ทโฟน และแนวโน้มจะเป็นเช่นนี้มากขึ้นในอนาคต โดยคาดว่าในสหรัฐอเมริกาจะมีการเติบโตของการขายออนไลน์ด้านการท่องเที่ยวถึง 46% โดยเป็น 145 พันล้านเหรียญสหรัฐฯจากปี 2009 ถึง 2015 จากการวิจัยของบริษัท eMarketer นักเดินทางจะใช้สมาร์ทโฟนเพื่อจัดการประสบการณ์เดินทางเพิ่มมากขึ้น ตั้งแต่การหาข้อมูล การจอง จนถึงการใช้งานขณะอยู่ในแหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมภายหลังการเดินทาง นักท่องเที่ยวจะกลายเป็น “ social traveller” มากขึ้น คือใช้ online social network ขณะที่เดินทางท่องเที่ยว โดยแนวโน้มของนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นบนโทรศัพท์มือถือได้แก่ augmented reality functions,  mobile city tours และ mobile payment

     ประเทศที่เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวจำเป็นต้องพัฒนาแบรนด์ในยุค “post advertising” โดยแบรนด์จะต้องเป็นมากกว่าโลโก้และสโลแกน แบรนด์ที่ดีจะต้อง “แสดงออกถึงสมรรถนะสูงสุด (ของสินค้า) อย่างกะทัดรัด” (condensed expression of peak performance) และควรจะสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ดึงดูดใจ และน่าเชื่อถือสำหรับกลุ่มเป้าหมาย จุดหมายทางการท่องเที่ยวต้องปรับปรุงกลยุทธ์การตลาดเพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุปสงค์ นอกเหนือจากความต้องการพื้นฐาน 5 ประการของลูกค้า (ได้แก่ การพักผ่อน (relaxation), การค้นหา (discovery), ความสนุกสนาน (enjoyment), การเรียนรู้ (learning), และ การพบปะ (meeting)) ผู้เชี่ยวชาญได้ระบุความต้องการใหม่ๆ ของลูกค้า 12 ประการ ซึ่งครอบคลุม ทั้งเรื่องกิจกรรม การค้นพบตนเอง การดูแลสุขภาพ จนถึง Hyper-tourism และการเรียนรู้อย่างสนุกสนาน และเหนือสิ่งอื่นใด แหล่งท่องเที่ยวควรกำหนดตำแหน่งของตนเองในแง่ของ Theme มิใช่ในเชิงภูมิศาสตร์ โดยใช้ความแตกต่างของ “ประสบการณ์” ที่นักท่องเที่ยวจะได้รับเป็นแนวทาง

     ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จคือ Tiscover ซึ่งเป็นการทำการตลาดออนไลน์ของบริษัทในออสเตรียที่ขายแหล่งท่องเที่ยวในออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และอิตาลี โดยมี Themes ของการท่องเที่ยวและบูรณาการกับการจองห้องพักออนไลน์ซึ่งบริษัทนี้มีบริการดำเนินการตลาดออนไลน์ด้วย

     ช่องทางการจองห้องพักออนไลน์อีกรูปแบบหนึ่งที่ใช้ชื่อ Wimdu ตั้งอยู่ในเบอร์ลินเปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคม 2011 เสนอที่พักราคาถูกที่เป็นส่วนตัว โดยขณะนี้มีฐานข้อมูลที่พัก 35,000 แห่ง ในกว่า 100 ประเทศ และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้พบปะกับคนท้องถิ่น พักในบ้านของคนท้องถิ่น และค้นหา “ส่วนที่ซ่อนอยู่” ของแหล่งท่องเที่ยวซึ่งมีเฉพาะคนท้องถิ่นเท่านั้นที่รู้ เป็นการผสมผสานระหว่างโซเชียลเน็ตเวิร์คและลิสต์รายชื่อของที่พัก โดยมีการตรวจสอบคุณภาพเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้บริการผิดวัตถุประสงค์    

 


ที่มา: ITB World Travel Trends Report 2011/2012  www.itb-berlin.com/library
เรียบเรียง :
โศรยา หอมชื่น