การประชุมเชิงวิชาการนานาชาติ Tourism Future Conference ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2- 5 พฤศจิกายน  2554 ณ มหาวิทยาลัยสเตนเดน เมืองลีวาเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นการฉลองครบรอบ 10 ปี ของการก่อตั้ง “สถาบันอนาคตการท่องเที่ยวแห่งยุโรป” หรือ European Tourism Future Institute (ETFI) มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 140 คน จากประเทศต่างๆ  ได้แก่ ญี่ปุ่น, ไทย, แอฟริกาใต้, ไซปรัส, เดนมาร์ก, อิตาลี, เยอรมนี, กรีซ, ลิทัวเนีย, ฝรั่งเศส, โปรตุเกส, สเปน, ฟินแลนด์, นิวซีแลนด์ และ เนเธอร์แลนด์ 

 

คาดการณ์อนาคตการท่องเที่ยวโลกปี 2030 (Tourism Towards 2030)
โดย Mr. Marcio Favilla (Executive Director UNWTO) 

     ♣ การเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ UNWTO คาดการณ์ไว้จนถึงปี 2020 ค่อนข้างเป็นไปตามเป้าหมาย คือมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1995-2020 แต่ในบางปีอาจมีจำนวนต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจและภัยสงคราม ทั้งนี้ ในปี 2009 มีนักท่องเที่ยว 881 ล้านคนทั่วโลก และในปี 2010 มีนักท่องเที่ยว 940 ล้านคน โดย UNWTO คาดว่าการท่องเที่ยวระหว่างประเทศจะเติบโตต่อไปแต่ด้วยย่างก้าวที่ช้าลง

     ♣ จำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยปีละ  43 ล้านคน โดย UNWTO คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศในปี 2010 ว่าจะมี 1 พันล้านคนและเพิ่มเป็น 1.4 พันล้านคนในปี 2020 และ 1.8 พันล้านคนในปี 2030

     ♣ ตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นไป UNWTO คาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจากเขตเศรษฐกิจเกิดใหม่จะมีจำนวนมากกว่านักท่องเที่ยวจากประเทศพัฒนาแล้ว โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะได้รับนักท่องเที่ยวจากตลาดเกิดใหม่มากที่สุด



     ♣ ส่วนแบ่งจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลางและแอฟริกา จะเพิ่มขึ้น

     ♣ โดยภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือจะเป็นอนุภูมิภาคที่มีผู้เดินทางไปเยือนสูงสุดในปี 2030 ขณะที่เมื่อเทียบจำนวนนักท่องเที่ยวต่อประชากรในพื้นที่ (100 คน) แล้วพบว่าภูมิภาคยุโรปยังคงความเป็นผู้นำ

     ♣ วัตถุประสงค์หลักในการเดินทางยังคงมีสัดส่วนที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมคือการเดินทางเพื่อพักผ่อนมีสัดส่วนสูงสุด รองลงมาคือการเยี่ยมญาติมิตร สุขภาพ และศาสนา  และการเดินทางเพื่อธุรกิจมีสัดส่วนน้อยที่สุด

     ♣ การเดินทางโดยเครื่องบินจะยังคงมีส่วนแบ่งในตลาดเพิ่มขึ้นแต่ในอัตราที่ช้าลงและการเดินทางระหว่างภูมิภาคจะเติบโตขึ้นเร็วกว่าการเดินทางภายในภูมิภาค

     ♣ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตของการเดินทางขาออกสูงที่สุดแต่เมื่อเทียบกับจำนวนประชากร 100 คน พบว่านักท่องเที่ยวจากภูมิภาคยุโรปมีจำนวนสูงถึง 89:100 ขณะที่เอเชียแปซิฟิกมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่อประชากรเพียง 12:100

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าการคาดการณ์ข้างต้นเปลี่ยนแปลงไป ? 


                     

 

     ♦ จำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศจะยังคงเติบโตต่อไปแต่ลดระดับลงจากร้อยละ 4.2 ต่อปี (ระหว่าง  ค.ศ. 1980-2020) เป็นร้อยละ 3.3 ต่อปี (ระหว่าง ค.ศ. 2010-2030) เนื่องจากปัจจัย 4 ประการคือ
     1. จำนวนพื้นฐานสูง จำนวนที่เพิ่มขึ้นน้อย
     2. การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ต่ำลงขณะที่เศรษฐกิจอิ่มตัว
     3. ความยืดหยุ่นของการเดินทางท่องเที่ยวต่อ GDP ต่ำลง
     4. ค่าใช้จ่ายในการเดินทางเปลี่ยนจากลดลงเป็นเพิ่มขึ้น

     ♦ คาดการณ์การท่องเที่ยวในปี 2030 แสดงให้เห็นว่ายังคงมีศักยภาพขยายตัวต่อไปในทศวรรษหน้า โดยแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ จะได้ประโยชน์จากแนวโน้มและโอกาสที่เกิดขึ้น หากมีการกำหนดนโยบายและเงื่อนไขที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก การตลาดและทรัพยากรบุคคล

     ♦ พร้อมกับที่มีโอกาสก็มีความท้าทายเกิดขึ้นในการเพิ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม และลดผลกระทบเชิงลบ โดยรูปแบบการเติบโตในระยะยาวจะเป็นแบบปานกลางมีความยั่งยืนและเป็นองค์รวม

โอกาสและความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  
ซึ่ง UNWTO คาดการณ์ไว้ 5 ประการ
     1. การท่องเที่ยวจะเป็นเครื่องมือที่ทรงอำนาจในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมรวมทั้งลดความยากจนในหลายประเทศจากการสร้างงาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและรายได้จากการส่งออก
     2. เพื่อก้าวไปสู่ศักยภาพนี้จำเป็นต้องสร้างและยกระดับการรับรู้ และทำให้การท่องเที่ยวเป็นเรื่องสำคัญในวาระทางการเมือง
     3. ความยั่งยืน (ทางสังคม, เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม) มีความสำคัญมากขึ้น โดยเน้นเรื่องการพึ่งพาพลังงาน การปรับตัวและบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจสีเขียว การจัดการพื้นที่แออัด และ การบริหารความเสี่ยง
     4. ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงง่ายเนื่องจากมีประสบการณ์มากขึ้น  มีความต้องการสูงขึ้น รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ (อายุ , การย้ายถิ่นและความหลากหลายของโครงสร้างครอบครัว) การเปลี่ยนแปลงค่านิยม และวิถีชีวิตจากเศรษฐกิจเชิงบริการสู่เศรษฐกิจเชิงประสบการณ์
     5. การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในแง่ของการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เหมาะสมเช่น นวัตกรรม ความหลากหลายของสินค้า ตลาดและกลุ่มลูกค้า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การตลาดและการส่งเสริมสินค้า การวิจัย การประเมินผล การพัฒนาทรัพยากรบุคคล คุณภาพ เป็นต้น



อ่านต่อ ตอนที่ 2 คลิกที่นี่


 เรียบเรียง : โศรยา หอมชื่น