เหตุภัยพิบัติแผ่นดินไหวนอกชายฝั่งแปซิกฟิกโทโฮะกุ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 นับเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น และก่อให้เกิดคลื่นสึนามิพัดเข้าทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในมิยาโกะ อิวาเตะ และโทโฮะกุ  รวมทั้ง ยังก่อให้เกิดอุบัติเหตุแกนปฏิกรณ์ปรมาณูหลอมละลาย เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อย่างน้อย ๓ เครื่องได้รับความเสียหาย โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิชิ ระเบิด ส่งผลให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และประชาชนในบริเวณใกล้เคียงถูกสั่งให้อพยพออกจากพื้นที่

 

     เหตุการณ์ดังกล่าวนอกจากจะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเขตโทโฮะกุ (พื้นที่ประสบภัย) แล้ว ยังส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของญี่ปุ่นโดยรวมอีกด้วย โดยหลังจากเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติในวันที่ 11 มีนาคม 2554 นักท่องเที่ยวต่างประเทศต่างยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่น ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นในเดือนมีนาคม 2555 ลดลงร้อยละ 50 และลดต่อไปถึงกว่าร้อยละ 60 ในเดือนเมษายน และแม้จะมีการฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในเดือนต่อ ๆ มา แต่ในเดือนธันวาคม 2554 จำนวนนักท่องเที่ยวยังลดลงกว่าร้อยละ 10 เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าญี่ปุ่นในช่วงเดียวกันในปี 2553

กลยุทธ์ฟื้นฟูตลาดการท่องเที่ยวของประเทศญี่ปุ่น
     รัฐบาลญี่ปุ่น นำโดย Japan Tourism Agency (JTA) จึงใช้กลยุทธ์ฟื้นฟูตลาดการท่องเที่ยว เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่น และจูงใจให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศเกิดความต้องการเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่น โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 : สร้างการรับรู้ข้อเท็จจริงและผลกระทบของเหตุการณ์ภัยพิบัติ (ทันทีเมื่อสิ้นสุดเหตุการณ์ในเดือนมีนาคม 2554)

     • ส่งข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ภัยพิบัติให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางอยู่ใน  ญี่ปุ่น และนักท่องเที่ยวที่ได้วางแผนไว้แล้วว่าจะเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่น โดยข้อมูลถูกออกแบบเป็นแผนที่ แสดงให้เห็นรายละเอียดและใช้สีสร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างบริเวณที่ได้รับและไม่ได้รับผลกระทบ

     • ใช้ Celebrity ช่วยประชาสัมพันธ์ในตลาดหลัก อาทิ Justin Beber ในแคนาดา Lady Gaga, Casey Patterson และ Peter Gelb ในสหรัฐฯ Paul Smith และ Anya Hindmarch ในสหราชอาณาจักร Lee Seung-Yeop และ Myung-whun Chung ในเกาหลี และ Pierre Gagnaire ในฝรั่งเศส

     • ร่วมมือกับหน่วยงานขององค์กรสหประชาชาติ ได้แก่ World Health Organization-WHO, International Atomic Energy Agency-IAEA, World Tourism Organization-UNWTO, World Meteorological Organization-WMO, International Mathematical Olympiad-IMO, International Civil Aviation Organization-ICAO และ International Labour Organization-ILO ติดตามผลกระทบจากอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิชิ ระเบิด รวมทั้ง จัดทำข้อมูลและเผยแพร่คำรับรองเกี่ยวกับระดับกัมมันตรังสีที่ตกค้าง ว่าไม่มีอันตรายต่อชีวิตของผู้โดยสารหรือลูกเรือที่เดินทาง เข้า-ออก จากญี่ปุ่น รวมทั้ง รับรองความสะอาดและปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารและสินค้าส่งออกอื่นๆของญี่ปุ่น

ระยะที่ 2 : ส่งเสริมการตลาดในลักษณะ G to G และ G to B (เริ่มเดือนเมษายน)
     • รัฐบาลญี่ปุ่นออกเดินสายเข้าพบและแสดงความขอบคุณรัฐบาลประเทศต่างๆและองค์กรระหว่างประเทศที่ให้ความช่วยเหลือ รวมทั้ง ขอให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ทบทวนการออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยว (Travel Warnings) และเจรจาส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างกัน (Bilateral Tourism) อาทิ 

     - เมื่อเดือนพฤษภาคม 2554 - รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมและการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นเข้าพบรัฐมนตรีของจีนและเกาหลี เพื่อเจรจาส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน 

     - เมื่อเดือนตุลาคม 2554 - Mr.Taleb Rifai เลขาธิการ (Secretary General) ของ UNWTO และ  Mr.David Scowsill ประธาน WTTC ได้เข้าพบรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมและการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น รวมทั้ง ในเดือนเดียวกัน UNWTO และ JTA ได้ร่วมกันจัด International Symposium for Tourism Restoration from the Great Japan Earthquake ที่เมืองเซนได

     • หน่วยงานของรัฐบาลญี่ปุ่นจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์สำหรับสื่อมวลชนและบริษัทนำเที่ยวต่างประเทศ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและกระตุ้นความต้องการเดินทางท่องเที่ยวที่ลดลงเนื่องจากผลกระทบจากข่าวลือเชิงลบต่างๆ อาทิ

     - Japan National Tourism Organization (JNTO) ร่วมกับสถานทูตญี่ปุ่นใน 16 ประเทศ จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์กว่า 100 ครั้ง โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ บริษัทนำเที่ยว สายการบิน โรงแรม สื่อมวลชน นักธุรกิจ ข้าราชการ และชุมชนญี่ปุ่นในต่างแดน

     - JTA ได้เชิญผู้แทนบริษัทนำเที่ยวจีน 50 บริษัท ที่ยกเลิกการขายรายการท่องเที่ยวญี่ปุ่นนับแต่เกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติ ให้เดินทางเข้าไปทัศนศึกษาในญี่ปุ่น โดยจัด 4 ครั้ง ระหว่างเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2554

ระยะที่ 3 : กระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวทั่วไปอย่างเต็มรูปแบบ (เริ่มเดือนตุลาคม) 
     • จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์โดยตรงกับนักท่องเที่ยวทั่วไปในตลาดหลัก อาทิ 


     - จัดกิจกรรมแสดงความขอบคุณชาวสหรัฐฯ ที่ Times Square โดยเชิญผู้แทนจากสื่อหลักของสหรัฐฯ เข้าร่วมกิจกรรม อาทิ Fox, NBC, CBS, abc ฯลฯ พร้อมทั้ง นำเสนอภาพจากแคมเปญ “Destination Tohoku” บนจอภาพหลักใน Times Square เป็นเวลา 30 วันในเดือนมีนาคม 2554 ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เห็นภาพแคมเปญดังกล่าว 45 ล้านคน

     - จัดทำสื่อสิ่งพิมพ์แคมเปญ “Destination Tohoku” โฆษณาในนิตยสารสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่ม High-end

สรุปบทเรียนจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ

ความท้าทายที่พบ แนวทางการจัดการ
1. ภาษา –การให้ข้อมูลเป็นภาษาต่างประเทศหลายๆภาษา ในเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ภัยพิบัติและการคมนาคมโดยทันทีหลังจากแผ่นดินไหว เตรียมความพร้อม – เตรียมจัดทำแผนเผชิญภัยพิบัติและแผนสื่อสารในภาวะภัยพิบัติ เพื่อให้สามารถใช้ได้ทันทีเมื่อเกิดภัยพิบัติ
 
2. การบริหารจัดการสื่อ – สื่อมวลชนรายงานเฉพาะข่าวเกี่ยวกับบริเวณที่เกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติ ทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบไม่ถูกสื่อสารให้สาธารณชนทราบอย่างถูกต้องและทันเวลา
ข้อมูลที่ถูกต้อง – จัดทำและเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง เกี่ยวกับพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยเน้นย้ำข้อมูลในส่วนของการดำเนินชีวิตและการดำเนินธุรกิจตามปกติของพื้นที่ดังกล่าวให้กับสื่อมวลชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง
3. ความน่าเชื่อถือผู้ให้ข่าว – ประกาศจากประเทศที่เกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติ (อาทิ ญี่ปุ่น) จะถูกพิจารณาว่าขาดความน่าเชื่อถือ

ใช้ประโยชน์จากองค์กรระหว่างประเทศและผู้มีชื่อเสียง
- ให้องค์กรที่ได้รับความเชื่อถือจากนานาประเทศ และ Celebrity สาขาต่างๆ เป็นผู้ให้ข่าว รวมทั้ง ใช้ Social media เป็นสื่อประชาสัมพันธ์ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว

 4. การฟื้นฟูพื้นที่ภัยพิบัติ – การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและสาธารณูปโภค เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ต่อการฟื้นตัวของทุกอุตสาหกรรม

สร้างเครือข่ายทั่วประเทศ – สร้างเครือข่ายและระบบการให้ความช่วยเหลือระหว่างภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการให้ความช่วยเหลือกันและกันระหว่างการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติ

แนวโน้มและความท้าทายของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก
ญี่ปุ่น

ปัจจุบันญี่ปุ่นกำลังเผชิญความท้าทายหลายประการ ได้แก่ การลดลงของประชากร การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ความล่าช้าในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ภาวะเงินฝืด (ตั้งแต่กลางทศวรรษ 1990) เหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหว อุบัติเหตุนิวเคลียร์ ความไม่เสถียรของตลาดการเงินโลก การแข็งค่าของเงินเยน ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศขึ้นใหม่ ที่เรียกว่า “The Strategy for Rebirth of Japan” โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์หลัก 4 ยุทธศาสตร์ คือ

     1. ยุทธศาสตร์การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาพลังงานทดแทน : โดยมีแนวทางหลักคือ

     - เร่งฟื้นฟูสิ่งก่อสร้างที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งที่ผ่านมา
     - พัฒนาพลังงานทดแทนที่สะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีราคาไม่แพง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความท้าทายด้านการขาดแคลนพลังงาน และภาวะโลกร้อน

     2. ยุทธศาสตร์กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ : โดยมีแนวทางหลักคือ กระตุ้นการใช้จ่ายของภาคเอกชนและติดตามควบคุมผลกระทบของการแข็งค่าของเงินเยน รวมทั้ง ปรับปรุงโครงสร้างระบบประกันสังคมและระบบภาษีอากร เพื่อเตรียมรับความท้าทายด้านการเปลี่ยนโครงสร้างประชากร และการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

     3. ยุทธศาสตร์การสร้างศักยภาพ ด้านอุตสาหกรรม สังคมและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศขึ้นใหม่ : โดยมีแนวทางหลักคือ
     - สร้างอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ แปลงโฉมอุตสาหกรรมอาหาร เกษตร ป่าไม้และประมง พร้อมทั้งแสวงหาตลาดใหม่
     - ส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยเน้น 4 กลยุทธ์หลัก คือ

     ♣ สร้างบรรยากาศ-สภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรและเอื้อต่อการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
     ♣ ส่งเสริมการท่องเที่ยวกลุ่ม MICE (Meeting, Incentive, Conference, Exhibition)
     ♣ สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในภาคต่างๆของญี่ปุ่น
     ♣  ส่งเสริมการขยายตัวของสายการบินราคาประหยัด

     - สร้างสังคมให้เป็นสังคมแห่งการสร้างสรรค์ ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เน้นการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ

     4. ยุทธศาสตร์การสร้างสรรค์ธุรกิจรูปแบบใหม่ โดยมีแนวทางหลักคือ การสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจ SME และเชื่อมโยงธุรกิจระดับท้องถิ่นกับธุรกิจระดับโลกเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ยุทธศาสตร์ทั้ง 4 ดำเนินการโดยมีเป้าหมายสูงสุด 3 ประการ คือ
     1. สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ
     2. สร้างให้ญี่ปุ่นเป็น “สังคมแห่งการเกื้อกูล”
     3. ช่วยเหลือสังคมโลก

     สำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของญี่ปุ่น หลังจากเหตุการณ์ภัยพิบัติเมื่อปี 2554 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น โดยได้กำหนดเป้าหมาย สำหรับปี 2559 (2016) ไว้ ดังนี้

     - เป้าหมายตลาดในประเทศ รายได้ 30 ล้านล้านเยน
     - เป้าหมายนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางออกนอกประเทศ 20 ล้านคน
     - เป้าหมายตลาดต่างประเทศ จำนวนนักท่องเที่ยว 18 ล้านคน

     ♣  ความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว – ร้อยละ 45 พึงพอใจมากที่สุด
     ♣  ความเต็มใจที่จะเดินทางกลับมาอีกครั้ง – ร้อยละ 60 กลับมาแน่นอน
     ♣  จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มประชุมสัมมนาเพิ่มขึ้นร้อยละ 50

กลยุทธ์ที่ญี่ปุ่นนำมาใช้เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว อาทิ

     - ขยายตลาดระยะใกล้ในภูมิภาคเดียวกัน คือ ตลาดกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เดินทางเข้าไปเที่ยวในญี่ปุ่น  เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

     - นำเสนอสินค้าใหม่ อาทิ Kanazawa – เมืองแห่งศิลปะชั้นสูง ให้กับตลาดเดิม เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้าเก่า (Repeater) ที่เดินทางมาท่องเที่ยวญี่ปุ่นซ้ำและเดินทางท่องเที่ยวอยู่เฉพาะในเมืองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลัก อาทิ เขตคันโต เขตคันไซ ซึ่งได้รับนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่าเขตอื่นๆประมาณ 4-5 เท่า

     - อำนวยความสะดวกในการเดินทาง อาทิ ออกวีซ่าแบบ Multiple – entry ให้สำหรับผู้ที่ไปเที่ยวยัง Okinawa ยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซาให้กับผู้ที่เดินทางไปเที่ยวในพื้นที่ภัยพิบัติ เพิ่มความรวดเร็วของกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบิน เป็นต้น

     - เจาะตลาดกลุ่มประชุมสัมมนา เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชีย

จีน – ไห่หนาน
ความท้าทายที่ จีน – ไห่หนาน กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่

     - วิกฤตหนี้สินของยุโรป ทำให้ชาวยุโรปลดการท่องเที่ยวระยะไกล และเลือกที่จะท่องเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวระยะใกล้ที่ราคาถูกกว่าแทน

     - การแข็งค่าของเงินหยวนผนวกกับภาวะเงินเฟ้อในจีน ทำให้สินค้าและบริการท่องเที่ยวของจีนเสมือนมีราคาแพงขึ้น ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศน้อยลง เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวจีนที่มีแนวโน้มเดินทางในประเทศลดลงโดยเฉพาะผู้มีรายได้สูง

     - การแข่งขันในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกทวีความรุนแรงขึ้น และรัฐบาลบางประเทศยังส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศตนอย่างเข้มข้น เพื่อดึงไม่ให้ประชาชนเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อลดการขาดดุลทางการท่องเที่ยว

กลยุทธ์ที่รัฐบาลท้องถิ่นไห่หนานนำมาใช้ตอบสนองต่อความท้าทายดังกล่าว อาทิ

 

     - เพิ่มน้ำหนักให้กับการส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ควบคู่ไปกับการเจาะตลาดที่หลากหลายมากขึ้นโดยไม่ผูกติดกับตลาดหลักเพียงกลุ่มเดียว คือ กลุ่มผู้มีรายได้สูง เพื่อกระจายความเสี่ยง

     - นำเสนอสินค้าให้หลากหลายมากขึ้น อาทิ แหล่งธรรมชาติ รายการนำเที่ยวเรือสำราญ – เรือยอร์ช กอล์ฟ เป็นต้น พร้อมทั้ง เร่งพัฒนาพื้นที่ภาคกลางและตะวันตกของไห่หนานให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และผจญภัย เพื่อเสริมความหลากหลายให้กับหาดทรายชายทะเลที่เป็นสินค้าหลักดั้งเดิม

     - ปราบปรามกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย เป็นการรับประกันความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว รวมทั้ง พัฒนาการศึกษาให้กับบุคลากรด้านท่องเที่ยว และฝึกอบรมมัคคุเทศก์ พนักงานขับรถบัส พนักงานโรงแรม ให้มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านธุรกิจและการให้บริการ เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไห่หนาน

โลก
แนวโน้มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก

     1. ปัจจุบันตลาดที่สร้างรายได้หลักให้แก่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คือ ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจีน ส่วนตลาดศักยภาพอื่นๆ นอกจากอินเดียแล้ว เกาหลีใต้และอินโดนีเซียยังเป็นตลาดดาวรุ่งของภูมิภาคนี้ด้วย

     2. ตลาดรัสเซีย จีน และอินเดีย จะกลายเป็นตลาดหลักที่ส่งออกนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลกแทนตลาดยุโรปที่จะกลายเป็นตลาดอิ่มตัว เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีอัตราการเติบโตของ GDP สูง ชนชั้นกลางมีความสามารถในการใช้จ่ายสูงขึ้น ทำให้มีความต้องการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนักท่องเที่ยวเหล่านี้ต่างมีบุคลิกลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์และมีความต้องการที่แตกต่างจากนักท่องเที่ยวกลุ่มเก่าๆ

     3. ภายในระยะ 10 ปีต่อจากนี้ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะเติบโตในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 4 ต่อปี หรือสร้างรายได้เพิ่มขึ้น 3.6 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ และจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 73 ล้านคน ในแต่ละปี ดังนั้น  ในปี 2022 อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะมีมูลค่าสูงถึงร้อยละ 10 ของ GDP โลก หรือคิดเป็นรายได้ประมาณ 10 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ และจ้างแรงงานประมาณ 1 ใน 10 ของแรงงานทั่วโลก

ความท้าทายของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก
     1. การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการสื่อสาร ทำให้เกิดช่องทาง วัฒนธรรม และพฤติกรรมการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆ – นักท่องเที่ยวจะวางแผนและจองซื้อสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้น Social web จะกลายเป็นแหล่งที่นักท่องเที่ยวใช้ค้นหาข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยว  ภาพประทับใจและประสบการณ์ท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวแต่ละคนที่แสดงบนเว็บไซต์ จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวอื่นๆ  นอกจากนี้ Social web ยังสามารถใช้ในการสร้างความภักดีในกลุ่มลูกค้า จนกลายเป็น Brand ambassador ให้กับบริษัทได้ด้วย ดังนั้น สิ่งที่กระตุ้นความสนใจของกลุ่มลูกค้าได้มากที่สุด คือ เนื้อหาที่ดึงดูดใจ (Magnetic content)

     ภายใน 5 ปี ต่อจากนี้ Smart phone และ Tablet จะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ นักท่องเที่ยวจะไม่วางแผนการเดินทางล่วงหน้าอีกต่อไป แต่จะจองซื้อสินค้าท่องเที่ยวทันทีที่ต้องการและพร้อมจะเดินทาง พร้อมทั้งจะตรวจสอบและยืนยันการจองซื้อสินค้าระหว่างการเดินทาง นอกจากนี้ Web-based technology จะมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว การจัดการฐานข้อมูลจะเพิ่มความซับซ้อนยิ่งขึ้น

     สถิติที่น่าสนใจ: ในปี 2016 ผู้ใช้สื่อ online ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 36 ของประชากรโลก และผู้ใช้ mobile จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 ใน 3 ของประชากรโลก

     2. ความต้องการของนักท่องเที่ยวจะแยกย่อยแตกต่างกันไปตาม Lifestyle ของแต่ละคน ไม่มีรูปแบบที่เป็นกระแสหลักอีกต่อไป แต่จุดร่วมจุดเดียวที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องการและคาดหวังที่จะได้รับจากการเดินทางท่องเที่ยว คือ ได้สัมผัสกับประสบการณ์ของชีวิตจริง (real life experience) ที่ไม่ใช่ประสบการณ์เสมือนจริงที่พบได้ทุกวันในโลกดิจิตอล

     3. การเปลี่ยนแปลงนโยบายและกฎระเบียบต่างๆ เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก โดยเฉพาะมาตรการภาษี Air Passenger Duty ของสหราชอาณาจักร  และกระบวนการขอวีซาของสหรัฐฯ

     4. ความท้าทายอื่นๆ อาทิ
     - การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรโลก ผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
     - การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันโลก
     - ความไม่สงบและไม่มั่นคงทางการเมือง ดังเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแอฟริกาเหนือ และตะวันออกกลาง
     - การเพิ่มขึ้นของการควบรวมกิจการของธุรกิจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
     - การเกิดขึ้นของประเทศใหม่ ตลาดใหม่ๆ อาทิ Southern Sudan, Palestine, Kurdistan และ Greenland  ส่วนกลุ่มตลาดใหม่ที่มีแนวโน้มขยายตัวได้แก่ ตลาดเรือสำราญ และตลาดเยาวชน
     - การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่รุนแรงขึ้นในปัจจุบัน

     บทความเรื่อง การฟื้นฟูตลาดการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นและบทเรียนจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ เป็นส่วนหนึ่ง ในการประชุมสุดยอด The 12th Global Travel & Tourism Summit เมื่อวันที่ 16 – 19 เมษายน 2555 โดย World Travel & Tourism Council (WTTC) และรัฐบาลญี่ปุ่นได้ร่วมกันจัดการประชุมที่เมืองเซนได และกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มีผู้เข้าร่วมการประชุมมากกว่า 2,000 คน จาก 53 ประเทศ การประชุมนี้ถูกจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ

     1. เพื่อเป็นช่องทางช่วยประชาสัมพันธ์การฟื้นตัวของประเทศญี่ปุ่นหลังจากประสบเหตุภัยพิบัติแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมา

     2. เพื่อเป็นเวทีระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มและความท้าทายของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก


 

เรียบเรียง : ยลรวี สิทธิชัย - หัวหน้างานบริหารภาวะวิกฤต กองบริหารความเสี่ยง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย