ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่ครบถ้วนประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งประเทศของเรามีพื้นที่ทางทะเลมากกว่า 350,000 ตารางกิโลเมตร (ประกอบด้วยฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทย) โดยในแต่ละฝั่งทะเลก็มีจุดเด่นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวแตกต่างกัน ซึ่งหากกล่าวถึงการท่องเที่ยวทางทะเลของประเทศไทย อาจกล่าวได้ว่า มีอยู่ 2 รูปแบบหลัก คือ

 

     1. การท่องเที่ยวในรูปแบบของการชมทัศนียภาพและความสวยงามของท้องทะเลและผืนน้ำ ตลอดจนวิวทิวทัศน์และหมู่เกาะต่างๆ
     2. การท่องเที่ยวในรูปแบบของการดำน้ำ (ทั้งการดำน้ำตื้นและการดำน้ำลึก)

     สำหรับในบทความนี้จะกล่าวถึงการท่องเที่ยวกลุ่มดำน้ำเป็นหลัก ซึ่งแหล่งดำน้ำที่น่าสนใจของประเทศไทย กระจายออกไปทั้ง 2 ฝั่งทะเล โดยฝั่งอ่าวไทยได้รับอิทธิพลลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจากประเทศจีน ทำให้มีฤดูการท่องเที่ยวตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนถึงเดือนพฤศจิกายน และฝั่งอันดามันได้รับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จากมหาสมุทรอินเดีย ทำให้มีฤดูการท่องเที่ยวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน ดังนั้นเมื่อรวมทะเลไทยทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกัน จึงกล่าวได้ว่า ทะเลของประเทศไทย สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี โดยผลัดกันฝั่งละ 6 เดือน

     สำหรับแหล่งดำน้ำที่น่าสนใจของประเทศไทย อาจแบ่งประเภทตามลักษณะความลึกและทรัพยากรธรรมชาติใต้น้ำได้ดังนี้

     1. แหล่งดำน้ำขั้นต้น เป็นแหล่งดำน้ำที่อยู่ในแนวน้ำตื้นใกล้ฝั่ง ได้รับอิทธิพลของมลภาวะบนฝั่งค่อนข้างมาก น้ำทะเลไม่ค่อยใส ความลึกของน้ำทะเลตั้งแต่ผิวน้ำไปจนถึงพื้นดินไม่เกิน 100 ฟุต มีความลาดชันน้อย แหล่งดำน้ำประเภทนี้ได้แก่ แหล่งดำน้ำในทะเลตะวันออก เช่น พัทยา หมู่เกาะมัน เกาะช้าง เป็นต้น

     2. แหล่งดำน้ำระดับกลาง เป็นแหล่งดำน้ำที่อยู่ในแนวน้ำที่ลึกขึ้น อยู่ห่างฝั่งออกไปมากขึ้น อิทธิพลของชายฝั่งน้อยกว่า ความขุ่นใสของน้ำไม่คงที่ ความลึกไม่เกิน 150 ฟุต ความลาดชันไม่มาก แหล่งดำน้ำประเภทนี้ ได้แก่ ชุมพร กระบี่ เกาะพีพี ตรัง กองหินริวเชลิว เป็นต้น

     3. แหล่งดำน้ำนานาชาติ เป็นแหล่งดำน้ำที่อยู่ในแนวน้ำลึก พื้นดินมีความลาดชันสูง ถัดจากจุดดำน้ำไปไม่มากนักเป็นทะเลลึก โดยมีความลึกมากกว่า 200 ฟุตขึ้นไป น้ำทะเลค่อนข้างใส แหล่งดำน้ำในลักษณะนี้ได้แก่ หินม่วง หินแดง หมู่เกาะสิมิลัน เกาะเต่า กองหินโลซิน เกาะตาชัย เป็นต้น

     ข้อมูลทั้งหมดที่ใช้อ้างอิงในบทความนี้มาจากการศึกษา “โครงการศึกษาสถานการณ์และแนวโน้มด้านการตลาดสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มดำน้ำ” ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาหลัก 2 ประการ คือ
     1. เพื่อศึกษาสถานการณ์ด้านตลาดการท่องเที่ยวกลุ่มดำน้ำ
     2. เพื่อศึกษาความคิดเห็นและมุมมองของนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลุ่มดำน้ำ

โดยมีนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายที่ทำการศึกษาดังนี้
     • ภูมิภาคยุโรป ประกอบด้วย สแกนดิเนเวีย อังกฤษ เยอรมนี รัสเซีย
     • ภูมิภาคเอเชีย ประกอบด้วย ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน จีน
     • ภูมิภาคอเมริกา ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา
     • ภูมิภาคโอเชเนีย ประกอบด้วย ออสเตรเลีย

ผลการศึกษา
    
ในรายละเอียดของข้อมูลที่ได้จากการศึกษา พบว่า (แสดงโดย SWOT analysis)

จุดแข็งของประเทศไทย

     ด้านสินค้า / แหล่งดำน้ำ: มีการจัดรูปแบบแพคเกจ/โปรแกรมดำน้ำที่หลากหลายเหมาะสมกับทุกระดับประสบการณ์ของนักดำน้ำ มีความหลากหลายของแหล่ง/จุดดำน้ำ และอุณหภูมิของน้ำทะเลมีความเหมาะสม

     ด้านการบริการ: ผู้ประกอบการมีความเอาใจใส่ลูกค้า ยิ้มแย้มแจ่มใส มีบุคลากรที่สุภาพเรียบร้อยและเป็นกันเอง รวมทั้งเอื้ออำนวยความสะดวกทุกอย่างที่ลูกค้าต้องการ

     ด้านราคา: หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆที่เป็นคู่แข่ง พบว่า ราคาของแพคเกจ/โปรแกรมดำน้ำลึกของประเทศไทยมีราคาที่ถูกกว่า โดยในบางแพคเกจ/โปรแกรมดำน้ำมีความคุ้มค่าเงินมากกว่าประเทศคู่แข่ง และมีการจัดโปรโมชั่นอย่างสม่ำเสมอเพื่อดึงดูดลูกค้าให้มาใช้บริการ

จุดอ่อนของประเทศไทย
     คุณภาพของเรือโดยสารยังไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงความไม่มีวินัยของผู้ประกอบการในการจอดเรือ/ทิ้งสมอเรือ และเรือโดยสารส่วนใหญ่ไม่มีถังเก็บของเสีย (Waste holding tank) ทำให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ในด้านของผู้ประกอบการ พบว่า ผู้ประกอบการโดยส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ และมีแพคเกจ/โปรแกรมดำน้ำที่มีความคล้ายคลึงกันในแต่ละผู้ประกอบการ ทำให้มีการแข่งขันกันด้านราคา เนื่องมาจากผู้ประกอบการยังไม่สามารถนำเสนอแพคเกจ/โปรแกรมดำน้ำที่แตกต่างจากผู้อื่นได้

โอกาสของประเทศไทย

     ประเทศไทยมีศักยภาพในการสร้างแหล่งดำน้ำใหม่ๆ และควรผลักดันกิจกรรมเสริมที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นส่วนช่วยในการดึงดูดและจูงใจนักท่องเที่ยวให้มาดำน้ำที่ประเทศไทย เนื่องจากนักท่องเที่ยวโดยส่วนใหญ่จะให้ความสนใจกับกิจกรรมอื่นๆด้วย เช่น shopping spa/beauty เป็นต้น โอกาสที่ดีอีกประการหนึ่ง คือ ประเทศไทยมีแหล่ง/จุดดำน้ำที่สามารถเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวดำน้ำได้ทั้งปี ตลอดจนมีจุดดำน้ำที่เหมาะสมกับนักท่องเที่ยวในทุกระดับประสบการณ์ อีกทั้งภาครัฐและหน่วยงานวิชาการต่างๆที่เกี่ยวข้องก็มีการทำวิจัย ตรวจสอบความสมบูรณ์และความเสื่อมโทรมของแหล่ง/จุดดำน้ำอย่างสม่ำเสมอ

อุปสรรคของประเทศไทย
     ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล เนื่องมากจากการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งโดยไม่มีการควบคุมและกำกับดูแลอย่างชัดเจนและเข้มงวด รวมถึงนักท่องเที่ยวดำน้ำมือใหม่ขาดจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและขาดความสามารถในการลอยตัวในน้ำทำให้เกิดความเสียหายกับปะการัง

     จากผลการศึกษา สามารถสรุปได้ว่า ประเทศไทยมีความหลากหลายของจุดดำน้ำ และมีจำนวนของแหล่งดำน้ำมาก ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นของประเทศ หากเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในสายตาของนักท่องเที่ยวกลุ่มดำน้ำ (เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และออสเตรเลีย เป็นต้น) ดังนั้น ประเทศไทยสามารถกำหนดตำแหน่งทางการตลาดของไทยด้านการดำน้ำลึก (Scuba Diving) ให้เป็นประเทศที่มีความหลากหลายของจุดดำน้ำ มีอุณหภูมิของน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการดำน้ำ มีความหลากหลายของแพคเกจ/โปรแกรมในการดำน้ำ และมีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวที่คุ้มค่าเงิน

     จากความหลากหลายของจุดดำน้ำที่กล่าวไปข้างต้น ตลอดจนความสวยงามของทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ทำให้ประเทศไทยได้รับการโหวตให้ติดอันดับใน Top 15 ใน 5 หัวข้อ จากนิตยสาร Scuba Diving ของประเทศสหรัฐอเมริกาในฉบับเดือน Jan/Feb 2009 โดยทางนิตยสารให้ผู้อ่านจากทั่วโลกทำการโหวต ซึ่งหัวข้อที่ประเทศไทยติดอันดับมีดังนี้

     • หัวข้อที่ 1 Top Dive Destination in Pacific and Indian Ocean
     ประเทศไทยได้รับการโหวตให้เป็นอันดับที่ 14

     • หัวข้อที่ 2 Top Marine Life in Pacific and Indian Ocean
     ประเทศไทยได้รับการโหวตให้เป็นอันดับที่ 15

     • หัวข้อที่ 3 Top Value Dive Destination in Pacific And Indian Ocean
     ประเทศไทยได้รับการโหวตเป็นอันดับที่ 5

     • หัวข้อที่ 4 Top Macro Life in Pacific and Indian Ocean
     ประเทศไทยได้รับการโหวตอันดับที่ 7

     • หัวข้อที่ 5 Top Snorkeling in Pacific and Indian Ocean
     ประเทศไทยได้รับการโหวตให้เป็นอันดับที่ 2

     สำหรับในประเทศไทยเอง เว็บไซต์ www.thaiscubadive.com ก็ได้ทำการจัดอันดับจุดดำน้ำที่เป็นที่นิยม 10 จุด โดยมีเกณฑ์คือ ต้องเป็นจุดดำน้ำที่นักดำน้ำลึกใฝ่ฝันที่จะไปดำน้ำ โดยอันดับที่ได้มีดังนี้



     • อันดับ 1 หมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา
     • อันดับ 2 หมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา
     • อันดับ 3 หินม่วง หินแดง หมู่เกาะลันตา จ.กระบี่
     • อันดับ 4 เกาะห้า หมู่เกาะลันตา จ.กระบี่
     • อันดับ 5 หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่
     • อันดับ 6 เกาะจาบัง หมู่เกาะตะรุเตา จ.สตูล
     • อันดับ 7 หมู่เกาะราชา จ.ภูเก็ต
     • อันดับ 8 หินหมูสังนอกและหินหมูสังใน จ.ภูเก็ต
     • อันดับ 9 เกาะเต่า-เกาะนางยวน จ.สุราษฎร์ธานี
     • อันดับ 10 หมู่เกาะช้าง จ.ตราด

     นักท่องเที่ยวกลุ่มดำน้ำไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มคนไทยหรือชาวต่างชาติ จะรู้จักและมีความสนใจที่จะไปดำน้ำในจุดดำน้ำที่คล้ายคลึงกัน และนักท่องเที่ยวกลุ่มดำน้ำชาวต่างชาติโดยส่วนใหญ่รู้จักและเคยไปแหล่ง/จุดดำน้ำฝั่งอันดามันมากกว่าฝั่งอ่าวไทย โดยในฝั่งอันดามัน นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเคยไปดำน้ำที่ภูเก็ตมากที่สุด รองลงมาได้แก่ เกาะพีพีและหมู่เกาะสิมิลัน ตามลำดับ และในฝั่งอ่าวไทย นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเคยไปดำน้ำที่พัทยามากที่สุด รองลงมาได้แก่ เกาะสมุยและเกาะช้าง ตามลำดับ

     นักท่องเที่ยวกลุ่มดำน้ำที่ทำการสำรวจในครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวที่เคยมาดำน้ำที่ประเทศไทยแล้ว และเคยมาดำน้ำที่ประเทศไทยประมาณ 2-3 ครั้งในชีวิต อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงการมาดำน้ำในช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา พบว่า จำนวนในการมาดำน้ำที่ประเทศไทยจะลดลงไปอยู่ในช่วง 1- 2 ครั้ง

     โดยทั่วไป นักท่องเที่ยวกลุ่มดำน้ำจะใช้เวลาอยู่ในประเทศไทยประมาณ 8-10 วัน แต่จะใช้เวลาในการดำน้ำน้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 วัน ซึ่งเวลาที่เหลือจะใช้ในการพักร่างกายและทำกิจกรรมเสริมอื่นๆ กับคนที่มาด้วย

     ประเภทหรือรูปแบบของการดำน้ำที่นักท่องเที่ยวเลือกใช้บริการเป็นส่วนใหญ่ คือ แบบ Day trip โดยส่วนมากจะดำน้ำประมาณ 2 จุดต่อวัน และมีค่าใช้จ่ายของ Day trip อยู่ที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 4,000 บาทต่อวันเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายของ Live aboard จะอยู่ที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 20,000 บาทต่อทริป (ช่วงที่อยู่บนเรือ) เป็นส่วนใหญ่

     เมื่อกล่าวถึงแหล่งข้อมูลที่นักท่องเที่ยวกลุ่มดำน้ำใช้ในการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการดำน้ำ พบว่า อินเตอร์เน็ตเป็นช่องทางที่ถูกใช้มากที่สุด โดยส่วนใหญ่จะค้นหาข้อมูลผ่าน 2 ช่องทางจากอินเตอร์เน็ต ได้แก่ การค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์โดยตรง และการใช้ search engine ในการค้นหา ซึ่งข้อมูลที่นักท่องเที่ยวกลุ่มดำน้ำส่วนใหญ่ต้องการทราบเมื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวดำน้ำสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ

     1. ประเด็นที่เกี่ยวกับการดำน้ำโดยตรง เช่น อุณหภูมิอากาศ อุณหภูมิน้ำ กระแสน้ำ แหล่งดำน้ำใหม่ๆ แหล่งดำน้ำที่มีในประเทศ เป็นต้น และ
     2. ประเด็นที่เกี่ยวกับการดำน้ำทางอ้อม เช่น อัตราแลกเปลี่ยน สถานการณ์ทางการเมือง เป็นต้น

     ในการศึกษาครั้งนี้ ยังพบว่า 5 ปัจจัยแรกที่นักท่องเที่ยวกลุ่มดำน้ำให้ความสำคัญที่สุดต่อการเลือกประเทศในการดำน้ำมีดังนี้

     1. ความสวยงามของภูมิทัศน์ใต้ทะเล
     2. ความเป็นมืออาชีพของ Dive master
     3. ทัศนวิสัยใต้ทะเล
     4. ความสวยงามของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล
     5. อุณหภูมิของน้ำทะเล

     โดยในสายตาของนักท่องเที่ยวกลุ่มดำน้ำ ประเทศไทยมีจุดเด่นใน 5 ประเด็นหลักดังนี้

     1. อุณหภูมิของน้ำทะเล
     2. ความสวยงามของภูมิทัศน์ใต้ทะเล
     3. ความสวยงามของแนวปะการังและปะการังใต้ทะเล
     4. ความปลอดภัยในการดำน้ำ
     5. ความสะอาดใต้ทะเล

     และมีจุดด้อยใน 5 ประเด็นหลักดังนี้

     1. จำนวนนักดำน้ำที่มากเกินไปที่จุดดำน้ำ
     2. ระยะเวลาในการนั่งเรือไปที่จุดดำน้ำ
     3. การวางแผนในการลงและขึ้นจากการดำน้ำ
     4. สิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่หาดูยาก
     5. การบริการของเรือดำน้ำ

     อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามถึงระดับความพึงพอใจ พบว่า ประเด็นที่ได้รับระดับความพึงพอใจมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่
     1. ความสวยงามของภูมิทัศน์ใต้ทะเล
     2. อุณหภูมิของน้ำทะเล
     3. ความปลอดภัยในการดำน้ำ
     4. ความสวยงามของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล
     5. ความหลากหลายของแนวปะการังและปะการังใต้ทะเล

     โดยปัญหาที่นักท่องเที่ยวกลุ่มดำน้ำส่วนใหญ่พบเจอระหว่างการท่องเที่ยวดำน้ำในประเทศไทย คือ เรื่องของมาตรฐานของอุปกรณ์และเรือที่ใช้ในการโดยสาร อย่างไรก็ตาม ประเด็นปัญหาดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการกลับมาดำน้ำในประเทศไทยอีกในอนาคตมากเท่าใดนัก เนื่องจากนักท่องเที่ยวกลุ่มดำน้ำส่วนใหญ่ตอบว่าจะกลับมาดำน้ำที่ประเทศไทยอีกในอนาคต โดยวางแผนไว้ว่าจะกลับมาดำน้ำที่ประเทศไทยอีกภายใน 1 – 2 ปีข้างหน้า

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากผลการศึกษา
1. นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเล
     ณ ปัจจุบัน ปัญหาเรื่องความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเลเป็นปัญหาที่สำคัญ เนื่องมาจากหลายสาเหตุ เช่น การพัฒนาที่ดินตามแนวชายฝั่งทะเล การลักลอบทำประมง การขาดจิตสำนึกในการจอดเรือของผู้ประกอบการ เป็นต้น ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อศักยภาพทางการแข่งขันของประเทศไทยในเรื่องของการท่องเที่ยวดำน้ำลึกเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง เช่น อินโดนีเซีย หรือมาเลเซีย เป็นต้น ดังนั้น การสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์จึงมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเล ซึ่งสามารถทำได้โดย

     • จัดทำแผนการรณรงค์ร่วมกับชาวบ้านในชุมชนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ชีวิตเชิงอนุรักษ์บนชายฝั่ง เพื่อลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเลและก่อให้เกิดประโยชน์กับทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเล ตลอดจนการรณรงค์ให้ช่วยสอดส่องดูแลและเป็นหูเป็นตาให้กับภาครัฐ

      • จัดตั้งศูนย์มัคคุเทศก์ท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนให้มัคคุเทศก์ท้องถิ่นเป็นผู้ให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยว อีกทั้งยังสามารถเป็นหูเป็นตาให้กับชุมชนได้อีกทางหนึ่ง

     • ในส่วนของผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวดำน้ำ องค์กรของภาครัฐอาจจะต้องให้ความช่วยเหลือหรือให้เงินสนับสนุนหากสามารถประกอบธุรกิจในเชิงอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเลได้ แต่ต้องมีหลักฐานหรือเป็นการดำเนินการที่สามารถตรวจสอบได้ว่า มีการประยุกต์ใช้แผนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จริง

     • สร้างจิตสำนึกให้กับผู้ประกอบการที่พัฒนาที่ดินตามแนวชายฝั่งทะเล โดยทำให้ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความมักง่ายหรือการไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้ เนื่องจากการก่อสร้างหรือการพัฒนาที่ดินตามแนวชายฝั่งทะเลนั้น หากไม่มีมาตรการหรือไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่วางไว้ในเรื่องของการจัดเก็บของเสียหรือการควบคุมการถ่ายเทของเสีย ก็จะสร้างความเสียหายให้กับทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลในเรื่องของตะกอนสะสมในทะเลหรือการปนเปื้อนของของเสีย (เช่น เศษหิน เศษไม้ ตะกอนของปูน เป็นต้น) ในทะเล ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้กับสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่ใกล้กับแนวชายฝั่งได้

     • สร้างจิตสำนึกให้กับกลุ่มผู้ประกอบการเรือประมง โดยปลูกฝังไม่ให้เข้าไปลักลอบจับปลาในเขตอุทยาน อย่างไรก็ตามการรณรงค์ในส่วนนี้อาจเป็นไปได้ยาก เพราะการลักลอบจับปลาในเขตอุทยาน คือ รายได้ของเรือประมงเช่นเดียวกัน ซึ่งผลกระทบหลักที่เกิดขึ้น คือ การจอดเรือโดยไม่ได้ผูกกับทุ่นจอดเรือแต่เป็นการทิ้งสมอลงในทะเลแทนทำให้เกิดความเสียหายกับปะการรังและแนวปะการังใต้ทะเล และจำนวนของสัตว์น้ำที่ลดลงด้วย

     • สร้างจิตสำนึกกับกลุ่มผู้ประกอบการเรือประมงในเรื่องของการไม่จับปลาในฤดูวางไข่ ลดจำนวนในการจับลง หรือทำการคัดเลือกปลาในการจับโดยอาจจะปล่อยปลาตัวที่กำลังจะวางไข่กลับสู่ทะเล

     • ทำการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมประมง กรมเจ้าท่า กรมอุทยาน สำนักงานการท่องเที่ยวจังหวัด เครือข่ายชุมชน เป็นต้น ในเรื่องของการจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือระหว่างชุมชนกับหน่วยงานภาครัฐ การจัดตั้งกรรมการดูแลทุ่นผูกเรือ และการจัดประชุม สัมมนา ระหว่างองค์กรเอกชนเพื่อสร้างความร่วมมือในการจัดการทรัพยากร

     • จัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ปะการัง เพื่อแจ้งข่าวสารการกระทำผิดในแนวปะการังให้กับเจ้าหน้าที่ของภาครัฐ

2. นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเล

     ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านมีความพร้อมและมีความสามารถ ตลอดจนเสนอการให้ความร่วมมือในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเลเนื่องจากมีความชำนาญในพื้นที่และรู้ว่าแหล่ง/จุดดำน้ำใดที่ประสบปัญหามากกว่าแหล่ง/จุดดำน้ำอื่น อย่างไรก็ตาม ความเชี่ยวชาญดังกล่าวจะจำกัดอยู่ตามพื้นที่ที่ผู้เชี่ยวชาญมีความชำนาญหรือมีประสบการณ์ในอดีต ดังนั้น หากภาครัฐมีงบประมาณในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเลก็สมควรที่จะเริ่มต้นจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ก่อนเนื่องจากมีความพร้อมอยู่แล้ว

การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเลนั้นสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น
     • การสร้างแนวปะการังเทียมในแหล่ง/จุดดำน้ำที่มีความเสื่อมโทรม
     • การพลิกปะการังที่ล้มคว่ำและการซ่อมแซมปะการังที่แตกหักใต้ทะเล
     • การขจัดทรายและตะกอนที่ทับถมบนปะการังหรือพืชใต้ทะเลอื่นๆ
     • การสร้างฟาร์มทะเลให้กับผู้ประกอบการที่จับสัตว์น้ำ เพื่อลดความเสียหายและลดการจับสัตว์น้ำในทะเลจริง
     • การจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ละแหล่ง/จุดดำน้ำ
     • การสร้างแหล่งดำน้ำใหม่ เพื่อให้แหล่งดำน้ำที่มีอยู่เดิมได้รับการรบกวนน้อยลง
     • การจัดพื้นที่ในการดำน้ำ โดยจัดเป็นจุดดำน้ำที่เหมาะสมกับนักดำน้ำมือใหม่และจุดดำน้ำที่เหมาะกับนักดำน้ำที่มีประสบการณ์
     • การให้เงินทุนในการทำวิจัยในเรื่องของการสอดส่องดูแล ติดตาม และรายงานผลความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเลในแต่ละแหล่ง/จุดดำน้ำ
     • จัดตั้งโครงการที่เกี่ยวข้องกับการอบรมนักดำน้ำอาสาสมัคร เพื่อช่วยในการพิทักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
     • จัดตั้งโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเก็บขยะใต้ทะเลเเละตัดอวนที่ติดอยู่กับปะการังใต้ทะเล หรือสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยวเพื่อเก็บขยะในแนวปะการัง

     สำหรับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเลโดยการสร้างแนวปะการังเทียมนั้น ในปัจจุบันจะได้รับความสนใจมากขึ้นจากองค์กรของรัฐและเอกชนเนื่องจากเป็นวิธีที่ง่ายในการทำและดูจะมีประโยชน์ต่อเงินที่ลงทุนไป ยกตัวอย่างเช่น ทัพเรือภาคที่ 1 กองทัพเรือสัตหีบได้มีการเปิดโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับการทดลองศึกษาวิจัยเพื่ออนุรักษ์และพัฒนาสภาพแวดล้อมในทะเล โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยสงครามพิเศษทางเรือและนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นต้น เพื่อเปิดรับการสร้างแนวปะการังเทียมขึ้นในบริเวณเกาะขาม สัตหีบ จังหวัดชลบุรี

3. นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างประติมากรรมใต้น้ำเพื่อส่งเสริมแหล่ง/จุดดำน้ำใหม่ๆ
    
ประติมากรรมใต้น้ำจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวดำน้ำได้มากขึ้น เนื่องจากปริมาณนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทุกปีแต่แหล่งดำน้ำยังมีอยู่ปริมาณเท่าเดิม ประกอบกับขณะนี้สภาพทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร จึงทำให้ต้องมีการพัฒนาแหล่งดำน้ำแห่งใหม่เพื่อที่จะลดปริมาณการใช้พื้นที่เดิมลง

     โดยการสร้างประติมากรรมใต้น้ำจะเป็นการดึงนักท่องเที่ยวดำน้ำที่อาจจะยังไม่เก่งนัก มาท่องเที่ยวดูประติมากรรมแทนการไปดำน้ำดูปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลอื่นๆ (ซึ่งขณะนี้ควรได้รับการพักผ่อนเพื่อฟื้นฟู) เพื่อเป็นการลดจำนวนคนเข้าไปรบกวนปะการังของจริง

     โดยภาครัฐสามารถเลือกพื้นทรายสักแห่งในแหล่งดำน้ำอันเป็นที่นิยม จะเป็นจุดที่มีแต่ทรายหรือมีก้อนหิน แต่ไม่ใช่แนวปะการังหรือแหล่งดำน้ำที่ผู้คนนิยม ซึ่งหากเรานำประติมากรรมลงไปวางไว้ กระตุ้นความสนใจและส่งเสริมการท่องเที่ยวก็สามารถกระตุ้นความสนใจให้กับนักท่องเที่ยวได้ โดยเฉพาะการดำน้ำแบบ Check Dive (หมายถึง การดำน้ำครั้งแรกในทริป)
  
     ในความเป็นจริง นโยบายในส่วนนี้มีเป้าหมายหลักมิใช่เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวแต่เพื่อดึงนักดำน้ำออกจากแนวปะการังจริง ซึ่งอาจทำให้จำนวนนักดำน้ำในแนวปะการังลดลง และสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลมีโอกาสฟื้นตัวมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า อาจมีผลพลอยได้โดยการเกิดแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่นักดำน้ำให้ความสนใจ เป็นหนึ่งในตัวชูโรงสำหรับอุตสาหกรรมดำน้ำในรูปแบบใหม่ และอาจเกิดประโยชน์ต่อคนในพื้นที่อีกด้วย

     ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่า นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างประติมากรรมใต้น้ำเพื่อส่งเสริมแหล่ง/จุดดำน้ำใหม่ๆอาจส่งผลลัพธ์ที่ดีทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ กล่าวคือ

     • ผลในเชิงคุณภาพจะช่วยลดความเสียหายของปะการังและแหล่งดำน้ำ เพิ่มพื้นที่และรูปแบบการเรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม ‘นอกห้องเรียน’ ให้เยาวชนท้องถิ่น และผู้มาเยือน และเป็นการประชาสัมพันธ์ทางอ้อม เพื่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงศิลปะ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ในแนวทางอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
     • ผลในเชิงปริมาณจะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่ประสงค์จะเดินทางมาชมงานศิลปะ และประวัติศาสตร์ในวิธีนำเสนอที่มีความโดดเด่น มีประโยชน์ต่อการอนุบาลสัตว์ทะเล เพื่อเศรษฐกิจชุมชน และเป็นการประหยัดงบประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพราะจะได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั่วโลก มีการประชาสัมพันธ์ทางอ้อมจากความประทับใจของนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ยังสามารถเพิ่มกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงศิลปะ วัฒนธรรมได้อย่างต่อเนื่อง

ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการจากผลการศึกษา
     • ผู้ประกอบการธุรกิจดำน้ำที่มาขึ้นทะเบียนและมีใบอนุญาตจะต้องแจ้งให้ภาครัฐที่ตนเองอยู่ภายใต้การควบคุมและดูแลทราบว่าประกอบการที่จุดใดบ้าง นำนักท่องเที่ยวลงไปดำน้ำกี่คน ที่จุดไหน ไปกี่วัน และรายได้ที่เกิดขึ้นด้วย เพื่อเป็นผลประโยชน์ให้กับภาครัฐในเชิงสถิติและการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวด้านนี้ ตลอดจนจะส่งผลดีให้กับการจัดเก็บภาษีอีกด้วย
     • ทำการปรับปรุงมาตรฐานของเรือและอุปกรณ์ที่มีไว้บริการนักท่องเที่ยว เนื่องจากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มดำน้ำมีความคิดเห็นว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการธุรกิจดำน้ำเป็นจุดด้อยของประเทศไทย โดยมีประเด็นที่ต้องปรับปรุง คือ

     1. การวางแผนในการขึ้นหรือลงเรือให้กับนักดำน้ำมีความสำคัญ โดยจะต้องดูทั้งกระแสน้ำ (คลื่น) และกระแสลม เพื่อเป็นการสร้างความปลอดภัยให้กับนักดำน้ำ
     2. การบริการถือเป็นปัจจัยสำคัญ ดังนั้นพนักงานที่อยู่บนเรือจะต้องมีความพร้อมในการบริการและต้องมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในเวลาที่เกิดอุบัติเหตุได้
     3. การรักษาคุณภาพของอุปกรณ์ที่มีไว้ให้บริการกับนักท่องเที่ยวเป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญ เนื่องจากการดำน้ำเป็นการท่องเที่ยวที่มีความเสี่ยง ดังนั้นอุปกรณ์ที่ดีและมีคุณภาพจะช่วยลดปัญหาหรืออุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดได้
     4. การอธิบายถึงสภาพใต้น้ำก่อนการลงดำน้ำในจุดต่างๆ ถือว่ามีความสำคัญเช่นกัน เนื่องจากนักท่องเที่ยวไม่มีความคุ้นเคยเท่ากับ dive master ดังนั้นควรให้คำอธิบายที่ชัดเจนถึงพื้นที่ที่สามารถดำน้ำได้หรือไม่สามารถดำน้ำได้ เนื่องจากกระแสน้ำใต้ทะเลมีความผันผวนและมีความแรงที่แตกต่างกัน ซึ่งหากนักท่องเที่ยวไม่มีความรู้และความเข้าใจในจุดนี้อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ (อาจถูกกระแสน้ำพัดออกไปจนไม่สามารถว่ายกลับมาขึ้นเรือได้)

     ท้ายสุดนี้ เราสามารถกล่าวได้ว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่ดีในการส่งเสริมการท่องเที่ยวกลุ่มดำน้ำ แต่ต้องมีการเตรียมความพร้อมให้มากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการสร้างจิตสำนึกให้กับผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวในเรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากร รวมถึงการบังคับใช้และออกกฎหมายเพื่อควบคุมดูแลทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลที่มีอยู่

กลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสทางการตลาดในแต่ละประเทศ

     • จากผลการศึกษา พบว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มดำน้ำที่น่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มที่มีใบอนุญาตอยู่ในระดับ open water หรือ advanced open water ซึ่งผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มดำน้ำกลุ่มนี้มีจำนวนมากที่สุด

     • เรื่องความสามารถของนักท่องเที่ยวกลุ่มดำน้ำในระดับ open water นั้นต้องระวังในเรื่องของประสบการณ์ในการดำน้ำ เพราะถือว่าเป็นประเด็นที่มีอิทธิพลต่อทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเลอย่างมาก เนื่องจากนักท่องเที่ยวกลุ่มดำน้ำกลุ่มนี้ยังไม่ค่อยมีทักษะในการทรงตัวและอาจยังขาดจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรอยู่

     • หากมองในหัวข้อของช่วงอายุ นักท่องเที่ยวกลุ่มดำน้ำที่เป็นกลุ่มเป้าหมายจะอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 25-40 ปีเป็นหลัก ไม่ว่าจะมาจากประเทศใดก็ตาม

กลยุทธ์/วิธีการทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดเป้าหมาย
     • จากผลการศึกษา พบว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มดำน้ำมักจะหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ททท. ควรที่จะสร้างเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการดำน้ำในประเทศไทยขึ้นมาอย่างเป็นทางการและประชาสัมพันธ์ผ่านทางสำนักงานสาขาในแต่ละประเทศที่ตั้งอยู่เพื่อให้นักท่องเที่ยวกลุ่มดำน้ำเป้าหมายสามารถเข้าไปหาข้อมูลที่ตนเองต้องการได้โดยตรง

     • เนื้อหาที่ควรจะนำเสนอในเว็บไซต์ต้องประกอบด้วย
     - แหล่ง/จุดดำน้ำที่มีชื่อเสียงและที่มีอยู่ในปัจจุบัน
     - จุดขายของแต่ละแหล่ง/จุดดำน้ำ ว่ามีปะการังหรือสัตว์ใต้น้ำหาดูยากชนิดใดบ้าง
     - ความยาก-ง่ายของแต่ละแหล่ง/จุดดำน้ำ โดยอาจจะใช้ระดับใบอนุญาตของ PADI ในการเปรียบเทียบเป็นเกณฑ์
     - อุณหภูมิและช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมาดำน้ำในแต่ละแหล่ง/จุดดำน้ำในประเทศไทย
     - รายชื่อของผู้ประกอบการทั้งฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทย พร้อมเบอร์โทรศัพท์ โทรสาร หรือ e-mail ที่สามารถใช้ในการติดต่อได้จริง
     - การจัด event หรือ roadshow อาจจะไม่มีความจำเป็น เนื่องจากนักท่องเที่ยวกลุ่มดำน้ำจะหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นหลักอยู่แล้ว แต่อาจจะมีการทำสื่อประชาสัมพันธ์หรือใบปลิว/แผ่นพับเพื่อนำไปวางไว้ที่สนามบินของประเทศคู่แข่ง เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำตลาดมากขึ้น

การกำหนดตำแหน่งทางการตลาดสำหรับประเทศไทย
     • ตำแหน่งทางการตลาดของประเทศไทยควรจะผนวกในเรื่องของความตื่นเต้น ความท้าทายและความสวยงามที่เกิดขึ้นจากแหล่ง/จุดดำน้ำใหม่ที่สร้างขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับแหล่ง/จุดดำน้ำเดิมก็ไม่ควรละเลย ททท.ควรจะทำการโปรโมทควบคู่กันไป

     • ฝั่งอันดามันอาจจะกำหนดให้เป็นแหล่งดำน้ำที่มีความตื่นเต้นท้าทายสวยงาม ทั้งจากทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเลและจุดดำน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น

     • ฝั่งอ่าวไทย (โดยเฉพาะเกาะเต่า) อาจจะกำหนดให้เป็นแหล่งเรียนดำน้ำสำหรับนักดำน้ำมือใหม่ หรือเป็นแหล่งผลิตนักดำน้ำที่มีคุณภาพในอันดับต้น ๆ ของโลก

แนวทางและช่องทางการส่งเสริมการตลาดร่วมกับผู้ประกอบการสินค้าและบริการดำน้ำ
     • ณ ปัจจุบัน ผู้ประกอบการธุรกิจดำน้ำโดยส่วนใหญ่จะใช้ word of mouth เป็นหลักในการโฆษณา ควบคู่ไปกับการใช้ agency และเว็บไซต์ในการส่งเสริมหรือประชาสัมพันธ์ต่างๆ ซึ่งถือว่ายังไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ดังนั้น ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในข้างต้น ททท. ควรเป็นแกนหลักในการประขาสัมพันธ์โดยการสร้างเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการดำน้ำโดยตรงและรวบรวมรายชื่อผู้ประกอบการไว้บนเว็บไซต์เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ

     • สำหรับในช่องทางที่ผู้ประกอบการสามารถทำหรือเข้าร่วมกับ ททท. ได้ มีดังนี้
     - เข้าร่วมงานส่งสริมการขาย Dive Expo ในแต่ละปี
     - เผยแพร่ข้อมูลของบริษัทตนเองผ่านบริษัทนำเที่ยว โรงแรม หรือสมาคมนักดำน้ำต่างๆ
     - เข้าร่วมกับ ททท. ในการสร้าง/ให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องในการสร้างเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการดำน้ำ


เรื่อง : ดร.วราวุธ ชินทรเดชา - กรรมการผู้จัดการ บริษัทแบรนด์เมทริกซ์รีเสิร์ช จำกัด